ต่างประเทศ

Sunday, 30 August, 2009 - 00:00

ริงไซด์เวทีโลก 'ดีพีเจ'ปรับสัมพันธ์ญี่ปุ่น-สหรัฐ?

     จับตารบ.ใหม่โตเกียวทบทวนนโยบายความมั่นคง

     นักสังเกตการณ์กำลังคอยดูว่า  หากพรรคประชาธิปไตยญี่ปุ่น  หรือดีพีเจ  ชนะเลือกตั้งในวันอาทิตย์นี้  รัฐบาลแนวกลางซ้ายชุดใหม่จะปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ทางทหารที่ญี่ปุ่นมีกับสหรัฐมานานกว่าครึ่งศตวรรษหรือไม่  อย่างไร

     ถ้าผลสำรวจโพลล์ไม่ผิดพลาด  พรรคเสรีประชาธิปไตยที่เราคุ้นเคยในชื่อย่อว่า  แอลดีพี  จะพ่ายแพ้พรรคฝ่ายค้านอย่างหลุดลุ่ย  ว่ากันว่าพรรคดีพีเจจะชนะอย่างถล่มทลายในการเลือกตั้งครั้งนี้  แอลดีพีได้นำประเทศญี่ปุ่นจับมือเป็นพันธมิตรกับสหรัฐมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง  ดีพีเจประกาศว่าต้องการให้ญี่ปุ่นมีสถานะเท่าเทียมกับอเมริกามากขึ้น  แต่นักวิเคราะห์ยังแคลงใจว่า  รัฐบาลชุดใหม่จะทำได้อย่างที่หาเสียงไว้หรือเปล่า

     รัฐบาลที่นำโดยพรรคแอลดีพีมานานกว่า  50  ปี  มีแนวทางอนุรักษนิยม  ยึดถือนโยบายความมั่นคงในแนวทางที่สอดคล้องกับสหรัฐมาโดยตลอด  วอชิงตันตอบแทนความเป็นพันธมิตรนี้ด้วยการให้ความคุ้มครองญี่ปุ่นภายใต้   "ร่มนิวเคลียร์"  ญี่ปุ่นจึงไม่ต้องหวั่นกลัวอาวุธมหาประลัยนี้  เพราะมีอเมริกาคอยปกป้อง

     ส่วนพรรคประชาธิปไตยญี่ปุ่น    ซึ่งเป็นแหล่งรวมของพวกอนุรักษนิยมกับพวกหัวสังคมนิยม   เสนอให้ปรับความสัมพันธ์กับสหรัฐ  และหันมาคบหากับประเทศเอเชียให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น  อย่างไรก็ดี  ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้ง  30  สิงหาคม  ดีพีเจได้ผ่อนปรนท่าทีเป็นการรักษาความสัมพันธ์ญี่ปุ่น-สหรัฐไว้ในสถานะเดิม

     ที่ผ่านมา  นโยบายความมั่นคงและการทูตของญี่ปุ่น  ผูกติดอยู่กับความเป็นพันธมิตรกับสหรัฐ  คนญี่ปุ่นเผชิญความไม่แน่นอนในความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านอย่างจีน  และโดยเฉพาะเกาหลีเหนือ  ซึ่งได้ทดลองนิวเคลียร์มาแล้ว  2  หน  ยิงขีปนาวุธข้ามหัวคนญี่ปุ่นไปตกในมหาสมุทรแปซิฟิกมาแล้วหลายลูก  ขณะที่มังกรจีนก็เสริมเขี้ยวเล็บขึ้นเรื่อยๆ

     ภายใต้สภาพแวดล้อมในภูมิภาคเช่นนี้  นักวิเคราะห์ประเมินว่า  อย่างเก่งพรรคดีพีเจก็คงทำได้แค่ปรับแก้อะไรนิดๆ  หน่อยๆ  เช่น  ข้อตกลงทางทหารกับสหรัฐ  แต่คงไม่ถึงเปลี่ยนนโยบายแบบ  360  องศา  เช่น  ปิดฐานทัพ  หรือลดกำลังพลของสหรัฐภายในประเทศ  เป็นต้น

     ไมเคิล  ออสลิน  แห่งสถาบันอเมริกันเอ็นเตอร์ไพรส์  หน่วยงานคลังสมองในกรุงวอชิงตัน  บอกว่า  พรรคดีพีเจคงต้องใช้เวลาตั้งหลักอยู่พักหนึ่ง  หน้าตาหรือทิศทางของนโยบายต่างประเทศของญี่ปุ่นภายใต้รัฐบาลใหม่คงจะชัดเจนขึ้นในช่วงปีหน้า

     นักวิเคราะห์บอกว่า   ในช่วงหนึ่งปีแรก   ดีพีเจคงเน้นนโยบายภายในประเทศมากกว่า   ซึ่งหลายนโยบายนั้นสวนทางกับของพรรคแอลดีพี  พรรคดีพีเจหาเสียงไว้ว่า  จะกระจายรายได้  เพิ่มค่าใช้จ่ายด้านสังคม  ลดความสิ้นเปลืองต่างๆ  และดึงอำนาจควบคุมนโยบายมาจากพวกข้าราชการ

     ถ้าจะแตะเรื่องนโยบายต่างประเทศบ้าง  ดีพีเจก็คงทำแต่พอสันฐานประมาณ  เพื่อรักษาเสียงสนับสนุนจากพรรคสังคมนิยมในวุฒิสภาเอาไว้  ซึ่งสมาชิกวุฒิสภาจะมีการเลือกตั้งใหม่ในปีหน้า  นักวิเคราะห์บอกว่า  ดีพีเจคงไม่ถึงกับสลัดทิ้งความเป็นพันธมิตรระหว่างสหรัฐกับญี่ปุ่น  หรือลุกขึ้นท้าทายรัฐบาลโอบามา  เพราะไม่ใช่ประเด็นที่ประชาชนมอบอาณัติให้ทำ

     อย่างไรก็ดี  ประเด็นที่พรรคดีพีเจเคยพูดไว้ก็คือ  เรื่องการลดขนาดฐานทัพสหรัฐในญี่ปุ่น  และการสนับสนุนของญี่ปุ่นต่อภารกิจทางทหารของสหรัฐในอัฟกานิสถาน

     เวลานี้มีทหารอเมริกันประจำการในญี่ปุ่นราว  47,000  นาย  ซึ่งชาวบ้านชาวเมืองในบริเวณฐานทัพมักประท้วงเป็นประจำในเรื่องการกระทำความผิดของกำลังพลสหรัฐ  เสียงดังและมลพิษต่างๆ

     ผู้นำพรรคประชาธิปไตยญี่ปุ่นคนก่อน  คือ  อิชิโร  โอซาวา  พูดเมื่อต้นปีที่ผ่านมาว่า  ญี่ปุ่นไม่ต้องการทหารพวกนี้  ปรากฏว่าถูกรุมสวดยับ  และในนโยบายพรรคที่ใช้หาเสียงคราวนี้ก็ไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องการลดกำลังทหารสหรัฐ  เพียงแต่เสนอว่าจะปรับแก้ความตกลงว่าด้วยสถานภาพของกองกำลังสหรัฐในญี่ปุ่น  และทบทวนแผนการโยกย้ายการวางกำลังของทหารสหรัฐ

     ที่ผ่านมา  รัฐบาลวอชิงตันกับโตเกียวได้เห็นพ้องกันที่จะลดภาระของชาวเกาะโอกินาวาทางภาคใต้  ด้วยย้ายทหารนาวิกโยธินสหรัฐ  4,000  นาย  จากฐานทัพฟุเต็นมา  ซึ่งเป็นย่านชุมชนหนาแน่น  ไปยังพื้นที่ตอนเหนือของเกาะซึ่งมีประชากรเบาบางกว่า

     และนาวิกโยธินราว  8,000  นาย  จะถูกโยกย้ายจากโอกินาวาไปยังดินแดนสหรัฐที่เกาะกวม  โดยญี่ปุ่นจะช่วยออกค่าใช้จ่ายให้ส่วนหนึ่ง  แผนการนี้มีกำหนดแล้วเสร็จในปี  2014

     ตัวผู้นำพรรคประชาธิปไตยเอง  คือ  ยูกิโอะ  ฮาโตยามะ  ซึ่งเพิ่งรับตำแหน่งเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา  เคยพูดว่า  ฐานทัพนาวิกโยธินที่ฟุเต็นมาควรย้ายออกไปจากเกาะโอกินาวา   แต่เขาก็ไม่ได้บอกว่าแล้วควรจะไปอยู่ที่ไหน  ส่วนข้อเสนอให้ปรับแก้ความตกลงกับสหรัฐนั้น  จะระบุให้กองกำลังสหรัฐดูแลความเสียหายต่อสภาพแวดล้อมที่เกิดจากกิจกรรมต่างๆ  ในฐานทัพ  ซึ่งที่ผ่านมาเคยปรากฏว่าพื้นที่ฐานทัพที่สหรัฐส่งมอบคืนให้ญี่ปุ่นนั้นมีการปนเปื้อนมลพิษ

     ฮาโตยามะยังเคยพูดไว้ด้วยว่า  รัฐบาลพรรคประชาธิปไตยจะไม่ต่ออายุภารกิจของเรือญี่ปุ่นในมหาสมุทรอินเดียในการเติมน้ำมัน  ซึ่งเป็นการสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐในอัฟกานิสถาน  แม้ยังไม่มีแผนจะเรียกเรือเหล่านั้นกลับประเทศในทันที  ภารกิจนี้ซึ่งพรรคดีพีเจได้โหวตไม่เห็นชอบในสภาผู้แทนราษฎร  จะหมดอายุในเดือนมกราคมปีหน้า

     หัวหน้าพรรคดีพีเจคนเก่า  โอซาวะ  เคยเสนอเป็นทางเลือกนโยบายว่า  ญี่ปุ่นอาจส่งทหารไปยังอัฟกานิสถานในนามของสหประชาชาติก็ได้  แต่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่บอกว่า  แนวคิดที่จะส่งทหารญี่ปุ่นไปเสี่ยงตายในต่างแดนนั้น  คงไม่ได้รับเสียงสนับสนุนจากสังคม  ซึ่งนับแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา  ยังไม่เคยมีทหารญี่ปุ่นตายระหว่างปฏิบัติหน้าที่แม้แต่นายเดียว

     อีกประเด็นที่ผู้คนสนใจไถ่ถามกันมากก็คือ  พรรคประชาธิปไตยจะเอาอย่างไรกับเรื่องอาวุธนิวเคลียร์

     ญี่ปุ่นมีท่าทีสองจิตสองใจในเรื่องนี้มาโดยตลอด  ชาวญี่ปุ่นจำนวนมากเห็นว่า  ประเทศตัวเองเคยได้รับวิบากกรรมจากนิวเคลียร์มาแล้ว  ฉะนั้น  จึงเห็นว่าญี่ปุ่นควรรณรงค์ให้ยกเลิกอาวุธนิวเคลียร์

     นายฮาโตยามะสนับสนุนการเรียกร้องของประธานาธิบดีโอบามา  ที่ต้องการให้โลกปลอดจากระเบิดนิวเคลียร์  และยืนยันว่าญี่ปุ่นจะยึดมั่นใน  "นโยบาย  3  ไม่"  ในเรื่องนิวเคลียร์ คือ  ไม่ผลิต  ไม่ครอบครอง  และไม่นำเข้าอาวุธนิวเคลียร์

     สื่อมวลชนญี่ปุ่นรายงานว่า  ถ้านายฮาโตยามะได้เป็นนายกฯ  ในการกล่าวสุนทรพจน์ที่สหประชาชาติในเดือนกันยายนศกนี้  เขาคงจะเรียกร้องให้โลกปลอดจากอาวุธนิวเคลียร์  นอกจากนี้  เขายังเคยพูดด้วยว่า  จะขอให้สหรัฐรับปากว่าจะไม่นำเรือที่ติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์เข้ามายังท่าเรือของญี่ปุ่น

     อย่างไรก็ตาม  อย่างที่บอกข้างต้น  จีนกำลังสร้างเสริมแสนยานุภาพ  เกาหลีเหนือยังไม่ละทิ้งโครงการอาวุธนิวเคลียร์โดยสิ้นเชิง  และอาวุธนิวเคลียร์ของสหรัฐก็ช่วยป้องปรามภัยคุกคามต่อญี่ปุ่น

     ฉะนั้น  รัฐบาลพรรคประชาธิปไตยคงต้องคิดหน้าคิดหลังไม่น้อย  หากจะทำตามนโยบายและท่าทีที่ได้ประกาศไว้