วิเคราะห์การเมือง

Sunday, 1 September, 2013 - 00:00

ไม้แข้ง ‘ม็อบยางพารา’ ไร้ผล ‘ชะอวดโมเดล’ สู่ ‘ม็อบระลอกใหม่’

  ปัญหาม็อบยางพารา อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช ปิดถนนประท้วง จี้ให้ภาครัฐเข้ามาดูแลแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำ ทำให้ชาวสวนยางเดือดร้อนอย่างหนัก เลยต้องออกมาชุมนุมประท้วงกดดันให้ภาครัฐเข้ามาแก้ไขปัญหา ช่วยพยุงราคาเป็นการด่วน จากปัญหาที่ดูเหมือนไม่น่าจะมีอะไร แต่ก็เป็น ภาครัฐทำให้มันมีอะไร จนยากต่อการเยียวยา
    ย้อนดูข่าวเก่าๆ พบว่า 24 ก.ค. เครือข่ายชาวสวนยางจังหวัดนครศรีธรรมราช ประมาณ 200 คน รวมตัวกันที่หน้าศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งหาทางแก้ไขปัญหาราคายางตกต่ำ เครือข่ายยื่นข้อเรียกร้องให้รัฐกำหนดราคายางพาราขั้นต่ำ ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 ราคา 101 บาทต่อกิโลกรัม ราคายางแผ่นดิบคุณภาพ 3 ราคา 92 บาทต่อกิโลกรัม ราคาน้ำยางสด 81 บาทต่อกิโลกรัม ราคายางถ้วยก้อน 83 บาทต่อกิโลกรัม
    เวลาผ่านไป "ไร้การเหลียวแล" เครือข่ายสวนยางจึงออกมารวมตัวอีกครั้งเมื่อต้นเดือน ส.ค. เพิ่มจำนวนเป็น 500 คน จากเดิมเคยไปศาลากลางจังหวัด เปลี่ยนสถานที่บริเวณแยกควนหนองหงษ์ ปิดพื้นผิวจราจรทั้ง 4 ช่องทาง พร้อมกับเรียกร้องให้ประกันราคายางเพิ่มขึ้น น้ำยางสด 100 บาทต่อกิโลกรัม ยางก้นถ้วย 50 บาทต่อกิโลกรัม นอกจากนี้ยังขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช นายยุคล ลิ้มแหลมทอง รมว.เกษตรและสหกรณ์ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ตอบรับข้อเสนอ
    ถัดมาไม่กี่วัน ฝ่ายรัฐบาลกลับจะสนับสนุนเงินค่าปุ๋ยให้กับเกษตรกร เป็นมาตรการช่วยเหลือปัจจัยการผลิต แต่เรื่องราคายางชนิดต่างๆ กลับไม่มีความชัดเจน
    ทำให้เครือข่ายม็อบยางพาราไม่พอใจขยายวงกว้างมากขึ้น ชุมนุมประท้วงกันอีกครั้งในวันที่ 23 ส.ค. ในวันเดียวกันนี้ ฝ่ายรัฐลุอำนาจ สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสลายการชุมนุม จนเกิดการปะทะ บาดเจ็บทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งเจ้าหน้าที่และผู้ชุมนุม
    ต่อมาจึงนัดชุมนุมกันอีกครั้ง พร้อมกับวางแนวป้องกัน ตั้งรับจากฝ่ายรัฐ หากยังเลือกที่จะใช้ไม้แข็งรูปแบบเดิมสลายการชุมนุม ลามมาจนปัญหาความไม่ไว้วางใจกลุ่มบุคคลต่างๆ ที่ลงพื้นที่มาสังเกตการณ์ ไม่เว้นแม้แต่สื่อมวลชนที่จะเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ ยังต้องมีการทำความเข้าใจกันก่อน ถึงจะเข้าพื้นที่ได้ 
    อย่างไรก็ดี จากปัญหาราคายางพาราตกต่ำ จนนำมาสู่การปิดถนนชุมนุมประท้วง เป็นเหตุให้สลายการชุมนุม เกิดการปะทะทำให้ได้รับบาดเจ็บทั้ง 2 ฝ่าย มองย้อนไปที่ปัญหาจะกล่าวโทษชาวบ้าน-กลุ่มม็อบยางพาราเพียงฝ่ายเดียวดูจะไม่ถูกนัก เพราะนับแต่ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี บริหารประเทศมา 2 ปีเศษ สัญญาประชาคมที่ได้ให้ตอนหาเสียง นโยบายรัฐบาลที่แถลงต่อสภาฯ ไม่เคยทำได้ตามที่พูดเลย วาทกรรม "ดีแต่พูด"  จึงเป็นเข็มย้อนเข้ามาทิ่มแทงตัวเอง
    ด้านการเมือง วาทกรรมสวยหรู ‘ดิฉันจะเข้ามาแก้ไข ไม่แก้แค้น’ จากวันนั้นจนวันนี้ แก้รัฐธรรมนูญจากจุดเล็กๆ แก้มาตรา 291 ปูแผนไปสู่การรื้อทั้งฉบับจนเป็นเรื่อง สบช่องหน่อยก็เตรียมรื้ออำนาจศาลรัฐธรรมนูญ แก้ไขที่มา ส.ว. ชง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่เป้าหมายยังเป็นที่สงสัยหวังจะช่วยประชาชนถูกคุมขังด้วยโทษการเมือง หรือหวังช่วยประชาชนคนเดียวกันแน่ 
    ด้านเศรษฐกิจ เมืองไทย เมืองเกษตรกรรม มรดกตกทอดของแผ่นดิน ได้มาจากรุ่นทวด ปู่ ย่า ตา ยาย นับร้อยๆ ปี "ข้าว" ความภาคภูมิใจ ด้วยคุณภาพ ปัจจัยการผลิต ส่งออกเป็นลำดับต้นๆ ของโลก สร้างมูลค่ามหาศาล มาวันนี้ "โครงการรับจำนำข้าว" ยิ่งลักษณ์มาบูรณาการใหม่ กลายเป็นว่า ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ เกิดคอรัปชั่นมโหราฬ??
    กระชากค่าครองชีพลงมา ทุกวันนี้ไข่ไก่ต่อฟองไม่ว่าเบอร์อะไร ราคาก็สูงจนน่าตกใจ และเร็ววันนี้ก็เตรียมจะซ้ำเติมผู้บริโภค ขึ้นค่าแก๊สแอลพีจีภาคครัวเรือนอีก น้ำมันก็ขึ้นมากกว่าลด ต่อไปภาคการขนส่งก็จะนำตรงนี้มาอ้างปรับเพิ่มค่าขนส่ง ห่วงโซ่ก็มากระทบ ผู้ประกอบการเจอบวกมาต้นทาง ทุนเพิ่มก็ต้องเพิ่มตามเป็นเงาตามตัว สุดท้ายผู้บริโภค ห่วงโซ่ปลายสุดเป็นผู้ได้รับผลกระทบเต็มๆ ข้าวของ สินค้า อาหาร เตรียมทยอยปรับตัวขึ้นอย่างแน่นอน
    เช่นเดียวกับราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ชีวิตชาวสวน ชาวไร่ ชาวนา มีแต่แย่ลงเรื่อยๆ กล่าวกันว่าผิดพลาดตั้งแต่ตั้งรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงมาแก้ปัญหากระทรวงหลัก แต่แบ่งเค้กตามโควตาไปให้ พรรคร่วมรัฐบาล รมว.ก็ไม่มีอิสระในการทำงาน ก่อนตัดสินใจต้องเงี่ยหูซ้ายฟังขาใหญ่ประจำพรรคตัวเอง เงี่ยหูขวาฟังท่านผู้นำ จะบูรณาการอะไรอีกหรือไม่ เมื่อทุกอย่างมารวมตัวกัน ผู้นำเขลา คนแก้ไม่มีกึ๋น ความซวยจึงตกมาอยู่ที่ชาวบ้านแบกรับภาระไป
    เกษตรกรผู้ปลูกยางพาราส่วนใหญ่เป็นคนใต้ อันเป็นฐานเสียงที่เข้มแข็งของพรรคประชาธิปัตย์ ขั้วตรงข้ามรัฐบาลเพื่อไทย ราวปี 2548 ทักษิณ ชินวัตร สมัยรัฐบาลไทยรักไทย พูดชัด ‘จังหวัดไหนเลือกเรา จะให้ความดูแลเป็นพิเศษ’ ปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรีรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เมื่อต้นปี 56 เพิ่งบอกกลางเวทีเสื้อแดง ‘ไม่มีอารมณ์สร้างไนท์ซาฟารี จ.ภูเก็ต เพราะไม่เลือกพรรคเพื่อไทย ไม่ทำให้ จะมีปัญหาไหมล่ะ’ บวกกับความไม่ประสีประสาทางการเมือง ไร้กึ๋นแก้ปัญหาของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปัญหาก็ยิ่งไปกันใหญ่
    เมื่อม็อบยางพาราเริ่มลุกลาม ขยายวงความขัดแย้งมากขึ้นเรื่อยๆ ม็อบยางพาราที่ชุมนุมที่ อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช ไม่ได้มีแค่คนในพื้นที่ แต่มีกลุ่มผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากจังหวัดใกล้เคียงพร้อมกับกลุ่มที่เคียดแค้นภาครัฐที่เลือกใช้ ‘กำลัง’ ก่อน ‘พูดคุย’ มารวมตัวเพิ่มเป็นจำนวนมาก เพราะการแก้ไขปัญหาที่ผิดพลาดของคนสั่งการ ไม่เท่านั้นยังแว่วๆ ข่าวมาอีกว่า เกษตรกรผู้ปลูกยางทั้งเหนือ อีสานก็ขู่ อาจจะมาผสมโรงร่วมกับม็อบสวนยางพี่น้องชาวใต้ ที่จะมาชุมนุมในกรุงเทพฯ วันที่ 3 ก.ย.นี้ด้วย
    เกมการเมือง คนในพรรคเพื่อไทย ที่ผ่านมาทำในสิ่งถนัดคือ ผลักคนออกไปตรงข้าม ทำสงครามน้ำลาย บอกคนที่มาถูกจัดตั้งจากนักการเมืองชื่อดังบ้าง บอกคนในพื้นที่รับไม่ได้คนมาปิดถนน รวมทั้งเตรียมจะหาเรื่องแจ้งจับ ส.ส.ภาคใต้ ประชาธิปัตย์หลายคนที่เคยเดินทางไปพบกลุ่มผู้ชุมนุม
    นอกจาก "น้ำลาย" จะไม่แก้ปัญหาแล้ว ยังจะซ้ำเติมและเป็นการเพิ่มเชื้อไฟแห่งความเกลียดชังให้หนักเข้าไปอีก แต่ไม่ว่าอย่างไร แนวทางปฏิบัติของกลุ่มรัฐที่ไม่ให้ค่ากลุ่มผู้ชุมนุม อย่างการนำ สุภรณ์ อัตถาวงศ์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ไปพูดคุยกับตัวแทนสวนยาง ทั้งที่ไม่มีอำนาจสั่งการอะไร เหมือนเป็นการหยามเหยียดน้ำใจ เพิกเฉยต่อการแก้ปัญหา เพิ่มชนวนแห่งความไม่พอใจ แม้จะมีการปรับให้ ยุคล ลิ้มแหลมทอง รมว.เกษตรและสหกรณ์ เข้าไปพูดคุยทำความเข้าใจ แต่สุดท้ายก็ยังตกลงกันเรื่องราคายางพารา อันเป็นที่พอใจของทั้ง 2 ฝ่ายไม่ได้ แม้ล่าสุดมีเสียงแว่วๆ ว่า แผ่นยางดิบ 85 บาทต่อกิโลกรัม ขี้ยาง 45 บาทต่อถ้วย การช่วยเหลือ สนับสนุนค่าปุ๋ยต่อไร่ 1,260 ไร่ในพื้นที่เกษตรกรรายย่อยที่มีเนื้อที่ไม่เกิน 10 ไร่ จะเป็นที่พอรับของเกษตรกรสวนยางบางส่วน แต่ก็ยังไม่ทั้งหมดอยู่ดี
    มีเสียงเล็ดลอดจากคนในรัฐบาล ตอนนี้พยายามทำทุกอย่างให้เป็นที่พอใจของกลุ่มคนหมู่มากให้ได้มากที่สุด เพราะรู้ดีว่าแนวทางที่เคยใช้ ทุบก่อนค่อยคุย นอกจากไม่เป็นผลแล้ว ยังเป็นการเพิ่มความเกลียดชัง และเรียกแขกได้ ไม่เท่านั้น ยิ่งฝ่ายการเมืองจากขั้วตรงข้ามก็พร้อมผสมโรงด้วยมาตรการที่เข้มข้นขึ้น จึงหวั่นว่าประเด็นนี้อาจลามกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวย้อนมาเขย่าเสถียรภาพรัฐบาล
    รัฐบาลยิ่งลักษณ์ขาลง ยิ่งแก้ยิ่งพัน ยิ่งแก้ก็ยิ่งพัง แม้ว่า 3 ก.ย. ดีเดย์เข้ากรุงเทพฯ ม็อบยางพาราจะมามาก จะมาน้อย หรือไม่มาเลยก็ตาม แต่สิ่งที่สะท้อนให้เห็นชัดเจนจากเรื่องนี้คือ การแก้ปัญหาสินค้าเกษตรของรัฐบาลล้มเหลวโดยสิ้นเชิง
    เมื่อ ‘ชะอวดโมเดล’ เป็นกรณีตัวอย่าง เชื่อได้ว่าต่อไปจะมีสารพัดม็อบเกษตรฯ ยึดเป็นแบบอย่าง ส่วนภาครัฐก็เตรียมรับมือจากการบริหารด้วยฝีมือตัวเองเอาไว้ให้ดีๆ ก็แล้วกัน!!!.
                                                               ทีมข่าวการเมือง