แทบไม่น่าเชื่อว่า พลับพลึงธารพืชหายากของโลก ซึ่งพบเฉพาะที่จังหวัดพังงาตอนบนและระนองตอนล่างของประเทศไทย จะหลุดลอยไปตามกระแสน้ำที่ไหลบ่าเร็วขึ้นจากการที่ภาครัฐขุดลอกคูคลอง ซึ่งเป็นแหล่งอาศัยของพืชหนึ่งเดียวในโลกชนิดนี้ จนระบบนิเวศของแม่น้ำลำคลองเสียหายถูกเปลี่ยนเป็นคลองตรงเหมือนคลองชลประทาน ส่งผลกระทบต่อพลับพลึงธารที่ขึ้นอยู่ และเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์
พลับพลึงธาร พืชเฉพาะถิ่นชนิดนี้คือส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ เป็นพืชน้ำที่ขึ้นในแหล่งน้ำสะอาดที่มีการไหลของน้ำเท่านั้น มันจึงเป็นพืชที่ใช้ชี้วัดคุณภาพของแหล่งน้ำได้ด้วย ในอดีตดอกพลับพลึงธารบานสะพรั่งทั่วทั้งลำน้ำเป็นภาพที่เห็นได้ทั่วไปในลำธาร และลำคลองหลายแห่งในจังหวัดระนองและพังงา แต่ในระยะหลังประมาณ 5-10 ปีที่ผ่านมานี้ พลับพลึงธารหายไปจากสายน้ำหลายสาย จากความต้องการพลับพลึงธารป้อนธุรกิจอะควาเรียมทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศ
หน่วยงานราชการนอกจากไม่สามารถปกป้องพลับพลึงธารแล้ว ยังเป็นตัวการทำลายผ่านโครงการพัฒนาต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อแม่น้ำลำคลอง การขุดลอกคลองถือเป็นชะตากรรมล่าสุดที่คุกคามระบบนิเวศอย่างหนัก วันนี้พลับพลึงธารคลองบางปง หนึ่งในคลอง 11 สาย ใน อ.ตะกั่วป่า คุระบุรี สุขสำราญ และกะเปอร์ คณะทำงานองค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) สำรวจพบว่า พลับพลึงธารสูญหายไปเกือบหมดจากการขุดลอกคลอง ขณะที่คลองอื่นๆ ก็ไม่รอดพ้น เพียงแต่จะเสียหายมากหรือน้อยเท่านั้น โดยปริมาณพลับพลึงธารที่พบในปัจจุบัน พบว่าคลองบางปรุมีพื้นที่ 1 ไร่ คลองนาคาพบมากสุด 6 ไร่ คลองตาพุด 0.5 ไร่
สมศักดิ์ สุนทรนวภัทร ผู้จัดการโครงการประเทศไทย IUCN กล่าวถึงผลกระทบจากการขุดลอกคลองว่า คลองบางปงที่มีความยาว 16 กม. มีการขุดลอกคลองบริเวณบ้านบ่อหินเป็นระยะทางประมาณ 5 กม. ซึ่งเป็นบริเวณที่พบพลับพลึงธารขึ้นหนาแน่นมากกว่า 2 ไร่ หลังขุดลอกพลับพลึงธารบริเวณนี้ถูกทำลายเกือบหมด ภาครัฐระบุว่าการขุดลอกคลองเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม แต่เป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ถูกต้อง เพราะสภาพพื้นที่จะมีน้ำท่วมทุกปี ฝนตกหนัก น้ำทะเลหนุนสูง แต่ท่วมไม่นาน เป็นครั้งคราว เพราะภูมิประเทศลาดชัน หลังจากขุดลอกเกิดน้ำท่วมใหญ่เมื่อกลางเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม แสดงว่าแก้ปัญหาน้ำท่วมไม่ได้ เหตุใดจึงตั้งงบประมาณจำนวนมาก และมีโครงการขุดลอกคลองแก้ปัญหาน้ำท่วมตามมาอีกมากมาย หรือมีเหตุผลลึกๆ เพื่อต้องการมูลดิน หิน ทราย จากพื้นคลองมาใช้ประโยชน์
"พลับพลึงธารพืชหายากหนึ่งเดียวในโลก แห่งเดียวของ จ.พังงา ที่คลองบางปงต้องปิดตำนานไป เพราะการขุดลอกคลอง นอกจากส่งผลกระทบต่อพลับพลึงธารแล้ว ยังเป็นการทำลายวังน้ำ ทำลายเกาะแก่ง โขดหิน ต้นไม้สองฝั่ง ซึ่งเป็นโครงสร้างของลำคลองที่ช่วยลดความแรงของน้ำ ทำให้เก็บกักน้ำไม่อยู่ คลองที่เคยคดเคี้ยวเปลี่ยนเป็นคลองตรง เรียบ น้ำที่ไหลเร็วเกิดการชะล้างสูง"
เขายังตั้งข้อสังเกตจากการขุดลอกคลอง ซึ่งไม่มีการประชุมชี้แจงกับชุมชน หลังขุดมีความเห็นแตกต่างกัน จนเกิดความขัดแย้งขึ้นในพื้นที่ ไม่มีการศึกษาผลกระทบต่างๆ และไม่ปรึกษากับชุมชน นอกจากนี้ ยังไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบของการขุดลอก โดยเฉพาะระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยวิธีการเกี่ยวกับการขุดลอกแหล่งน้ำสาธารณะประโยชน์ที่ตื้นเขิน พ.ศ.2547 ที่ต้องมีแผนการสำรวจออกแบบการติดตาม แต่โครงการขุดลอกใน จ.ระนองและพังงากลับไม่ได้ทำ ทั้งยังไม่มีการขออนุญาตจากกรมเจ้าท่า
ที่สำคัญไม่รับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการขุดลอก อย่างกรณีคลองนางย่อนมีการชะล้างพังทลายของตลิ่ง มีต้นไม้ถูกกัดเซาะโค่นล้มจำนวนมาก และถูกน้ำซัดไปกระแทกกับสะพานข้ามคลองนางย่อนจนพังเสียหาย ซึ่งมีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการขุดลอกลำคลอง โดยจะมีโครงการขุดลอกตามมาอีกมาก
พูดถึงชะตากรรมพลับพลึงธาร ผู้จัดการโครงการประเทศไทย IUCN ได้เสนอให้เห็นภาพว่า พอหน้าฝนหลากในช่วงเดือนมิถุนายนถึงกันยายน ต้นจะหลุดเพราะกระแสน้ำไหลบ่า ดอกบานระหว่างเดือนตุลาคมถึงธันวาคม จากนั้นจะมีการลักลอบขุดในช่วงธันวาคมถึงเมษายนของทุกปี เป็นช่วงขยายพันธุ์ของมัน
"คลองบางปง หมดเพราะการขุดลอก แต่คลองนางย่อน คลองตำหนัง หมดเพราะการขุดขาย มีออเดอร์พลับพลึงธารมาจากธุรกิจอะควาเรียม ตลาดสำคัญอยู่ที่สิงคโปร์และยุโรป มีประกาศขายหัวพลับพลึงธารในเว็บไซต์ราคา 7-10 ดอลลาร์ต่อหัว จากตัวเลขของกรมส่งออกพบว่า มีบริษัทส่งออกพลับพลึงธาร 25-30 บริษัท เพราะพลับพลึงธารยังไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย เบื้องต้นเป็นเพียงพืชหายากในบัญชี Thailand Data Redlist ของสำนักงานนโยบายและแผนเท่านั้น"
ในการจะปกป้องพลับพลึงธารให้รอดพ้นจากภัยคุกคามได้ สมศักดิ์กล่าวว่า ขณะนี้กำลังทำรายงานเพื่อขอเสนอให้พลับพลึงธารเป็นพืชหายากในบัญชีแดงของ IUCN หรือ IUCN Red List นอกจากนี้เพื่อป้องกันการขุดพลับพลึงธารไปขาย จะพยายามผลักดันให้เป็นพืชต้องห้ามในการขุดหาตามกฎหมาย พ.ร.บ.พันธุ์พืช พ.ศ.2518 เพราะปัจจุบันไม่มีกฎหมายใดที่หวงห้ามการขุดหาพืชชนิดนี้ รวมทั้งผลักดันให้พลับพลึงธารเป็นพืชหวงห้ามตามอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์ หรือไซเตสต่อไป เพราะการขายจะส่งไปตลาดต่างประเทศเป็นหลัก จึงต้องใช้กฎหมายหรืออนุสัญญาระหว่างประเทศบังคับใช้ด้วย
ไปชุมพร-ระนองหนนี้ คณะทำงาน IUCN พาไปดูผลกระทบจากการขุดลอกแถวคลองบางปง เราสังเกตุเห็นตลิ่งที่ค่อยๆ พังเยอะมาก หัวสะพานที่เริ่มถูกน้ำกัดเซาะแล้ว ต้นไม้ล้มเป็นจำนวนมากตลอดลำคลอง รวมถึงชาวบ้านสองฝั่งคลองสูญเสียที่ดิน
เรณุกา คงมะลวน ชาวบ้านหมู่ 3 ต.แม่นางขาว อ.คุระบุรี จ.ชุมพร คือ หนึ่งในเกษตรกรสวนปาล์มที่ได้รับผลกระทบ บอกว่า เวลานี้ที่ดินอยู่กลางคลอง เพราะหลังขุดลอกคลองบางปง น้ำเปลี่ยนทิศทางและไหลเร็วมากขึ้น ทำให้กัดเซาะสวนปาล์มที่อยู่ริมคลอง ต้นปาล์มล้มเสียหายไปจำนวนมาก ถนนที่ตนใช้ขนส่งผลผลิตออกไปขายก็พังลงไปกับกระแสน้ำ อยากให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยเหลือโดยเร็วเพื่อให้ผลผลิตของชาวบ้านออกไปได้ และรับผิดชอบกับผลกระทบที่เกิดขึ้น ทั้งกรมชลประทาน กรมเจ้าท่า ผู้ว่าฯ ชาวบ้านเดือดร้อนมาก ทำโครงการโดยไม่ศึกษา
"สภาพในวันนี้ไม่มีความเป็นคลองเหลือแล้ว พลับพลึงธารก็ไม่เหลือแล้ว โฉนดที่โดนลบออกจากแผนที่ไปแล้ว เพราะที่ดินสูญไปกับกระแสน้ำ นี่คือมรดกของบรรพบุรุษที่สืบทอดกันมา ตั้งแต่ปลูกกาแฟ เปลี่ยนมาทำสวนยาง รุ่นเราก็ทำสวนยางและปลูกปาล์มน้ำมัน ทำมา 3 รุ่น ไม่เคยมีปัญหา น้ำท่วมก็เพียงเล็กน้อย แต่หลังขุดลอกแรงดันน้ำมหาศาล เสียหายหมด" เรณุกากล่าว
ด้าน วีระชัย คนดวง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 3 บ้านนายทุน อ.คุระบุรี เล่าว่า พลับพลึงธารมีมากในอดีต แต่มีการขุดขายมากจนเกือบหมด เพราะชาวบ้านไม่รู้ว่าพลับพลึงธารเป็นพืชหายากมาก่อน แต่พอรู้ถึงความสำคัญ จึงมีการอนุรักษ์พลับพลึงธาร พยายามหาทางป้องกันการขุดขาย แต่กลับมีโครงการขุดลอกคลองเกิดขึ้น ชาวบ้านสำรวจพบว่ามีผลกระทบมากมาย ทั้งตลิ่งพัง ต้นไม้ล้ม โดยเฉพาะกระแสน้ำเร็วกว่าเดิมหลังขุดลอก แต่ก็ไม่สามารถยับยั้งโครงการได้ เพราะเป็นโครงการที่ผ่านการอนุมัติ ที่ผ่านมามีการประชุมเพื่อหาทางออก แต่ก็ไม่ปฏิบัติตาม มีการเอาไม้และไม้แก่นตามชายคลองออกหมด ขณะนี้ชาวบ้านกำลังติดตามดูปริมาณน้ำในหน้าแล้งที่จะถึง รวมทั้งวังน้ำต่างๆ ไม่รู้ว่าสัตว์น้ำหรือพืชอื่นๆ ถูกทำลายไปบ้างนอกจากพลับพลึงธาร ถึงตอนนี้ชาวบ้านไม่ยอมให้ขุดลอกเพิ่ม
จากนั้นเราไปล่องเรือดูผลกระทบจากการขุดลอกแถวคลองนางย่อนหรือ "คลองคุระบุรี" ที่ชาวบ้านเรียก ซึ่งเห็นการพังทลายของตลิ่งคลอง การสูญเสียที่ดินทำกินของชาวบ้าน ต้นไม้ถูกกัดเซาะรอวันโค่นล้มอีกจำนวนมาก เรือแล่นไปตามคลองได้เห็นถนนขาด สะพานพัง และหินเรียงกันกัดเซาะที่ภาครัฐสูญเสียงบประมาณทำขึ้นเพื่อซ่อมแซม แก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้ชุมชนที่อาศัยริมคลองซึ่งได้รับผลกระทบ สภาพคลองช่วงที่ขุดแตกต่างจากคลองธรรมชาติที่มีต้นไม้ใหญ่น้อยขึ้นหนาแน่นสองฟากฝั่ง มีความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ ซึ่งหากไม่สามารถหยุดการขุดลอกคลองจากโครงการระยะต่อไปได้ ชาวบ้านก็คงหนาวๆ ร้อนๆ อยู่ว่าจะอยู่อย่างไร หากที่ดินทำกินต้องได้รับผลกระทบ
นอกจากชุมพร เราเดินทางไปยังพื้นที่ลุ่มน้ำกะเปอร์ ระนอง ที่คลองนาคา ซึ่งมีพืชหนึ่งเดียวในโลกขึ้นอยู่มากที่สุดในปัจจุบัน ที่นี่ชาวบ้านทนไม่ได้ลุกขึ้นมาปกป้องทรัพยากรด้วยตัวเอง ที่คลองนาคามีกลุ่มอนุรักษ์ชื่อว่า "ชมรมเพลินไพรศรีนาคา" และ "ชมรมป่าสร้างฝัน" รวมทั้งกลุ่ม "เยาวชนรักษ์พลับพลึงธาร" ได้ช่วยกันอนุรักษ์พลับพลึงธารมาหลายปี ทำให้พลับพลึงธารบริเวณนี้ยังคงมีให้เห็น
ชำนิ อุ่นขาว ประธานชมรมเพลินไพรศรีนาคา เล่าว่า ในพื้นที่พยายามอนุรักษ์พลับพลึงธารมากว่า 10 ปี จากนั้นก่อตั้งเป็นชมรมขึ้นในปี 2548 พร้อมๆ กับโครงการขุดลอกคลองทั่ว อ.สุขสำราญ รวมทั้งคลองนาคา ขณะนั้นชาวบ้านขัดขวางการขุดลอกไม่ได้ ผลกระทบที่เกิดขึ้นคืออัตราการไหลของน้ำเร็วและแรงขึ้น เมื่อโครงการจะมาถึงคลองนาคา ด้วยความกังวลว่าพลับพลึงธารหนึ่งเดียวในโลกจะหายไป ชาวบ้านไม่ยอมให้รถขุดผ่านพื้นที่ตนเอง จึงสามารถยับยั้งการลอกคลองนาคาได้ในขณะนั้น แต่คลองเล็กคลองน้อยอื่นๆ โดนหมด โชคดีที่ชาวบ้านไหวตัวทัน ลุกขึ้นต่อสู้จึงมีพลับพลึงธารเหลือในปัจจุบัน
เราไม่ได้ปฏิเสธการพัฒนา แต่ต้องการให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการพัฒนานั้นด้วย ปัจจุบันฝายน้ำล้นบ้านฝายท่าขาด เพราะกระแสน้ำเร็วแรง หินดินทรายทะลักเข้าชุมชน คันดินหน้าฝายพังทะลาย ชาวบ้านเสียที่ดินสองฝั่งคลอง ต้นไม้ริมฝั่งถูกกัดเซาะหายไปกับน้ำ พลับพลึงธารหลุดหายไปจำนวนมาก "แม้ขุดลอกคูคลองหยุดแล้ว แต่ขุดหินในคลองนาคายังไม่หยุด มีการขุดหินพื้นคลอง 200 คันรถ ที่หน้าที่ดินบางคน ทำให้เกิดผลกระทบมากตลิ่งพัง เยาวชนในกลุ่มปลูกพลับพลึงธารในหน้าแล้ง เพราะน้ำนิ่ง ไม่ลึก แต่นายทุนขุดพลับพลึงธารไปกับการขุดหินตามพื้นคลอง นี่คือ การทำลายรอบสอง" ชำนิเผยสถานการณ์คุกคามระบบนิเวศคลอง โดยเฉพาะพลับพลึงธารล่าสุดในพื้นที่ พร้อมฝากทิ้งท้ายว่า ที่ผ่านมามีการประชุมโดยนายอำเภอให้แก้ปัญหาตลิ่งพัง แต่กลับสรุปว่าเกิดจากภัยธรรมชาติ โดยไม่มีการสำรวจพื้นที่ อยากให้ทุกฝ่ายร่วมมือร่วมใจกันแก้ปัญหาอย่างจริงจัง
หยิบเรื่องราวของพลับพลึงธารมาถ่ายทอดไม่ได้เจตนาจะขัดขวางผลประโยชน์ใคร เพียงต้องการฉายภาพของโครงการพัฒนาของรัฐที่ไม่มีการศึกษาผลกระทบให้รอบด้านก่อนดำเนินโครงการ ตลอดจนธุรกิจส่งออกหัวพลับพลึงธาร ซึ่งเป็นปัจจัยเร่งให้พืชหายากชนิดนี้อาจเหลือแค่ชื่อเป็นอนุสรณ์.








