สิ่งแวดล้อม

Sunday, 3 March, 2013 - 00:00

ปล่อยจระเข้สายพันธุ์ไทย คืนสู่ธรรมชาติ...ก่อนสิ้นสูญ

  จระเข้ สัตว์เลื้อยคลานที่มีวิวัฒนาการมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์  และสัตว์เลื้อยคลานซึ่งเป็นผู้ล่ากินเนื้อขนาดใหญ่ที่ทุกคนรู้จักมากที่สุดชนิดหนึ่งกำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤติ ประชากรจระเข้ในธรรมชาติที่เคยกระจายอยู่ตามผืนป่าริมน้ำหรือพื้นที่ชุ่มน้ำของไทย ถูกล่าเพื่อเอาตัว หนัง และไข่ จนเกือบสูญพันธุ์ไปจากถิ่นอาศัย รวมถึงการขยายตัวของชุมชนเมืองนำมาซึ่งภัยคุกคาม การคาดการณ์จำนวนประชากรในปัจจุบันประเมินว่า จระเข้ในธรรมชาติลดลงฮวบฮาบเหลืออยู่เพียงกว่า 200 ตัวเท่านั้น   
    หลายปีที่ผ่านมามีความพยายามในการคืนจระเข้น้ำจืดในถิ่นที่อยู่อาศัยเดิม ล่าสุด กรมประมงร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช สมาคมส่งเสริมการอนุรักษ์และเพาะเลี้ยงจระเข้แห่งประเทศไทย สหกรณ์จระเข้แห่งประเทศไทย จำกัด และคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จัดทำ โครงการอนุรักษ์จระเข้ในพื้นที่ธรรมชาติ อย่างเป็นเรื่องเป็นราว โดยจะปล่อยคืนจระเข้น้ำจืดที่มีการขึ้นทะเบียนเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองชนิดเพาะพันธุ์ได้ถูกต้องตามกฎหมายสู่แหล่งที่อยู่อาศัย  การปล่อยคืนดังกล่าวอาจช่วยให้จระเข้ที่หลงเหลืออยู่มีโอกาสสืบพันธุ์เพิ่มจำนวนประชากรของจระเข้ให้เพิ่มขึ้นได้ นอกจากนี้  กรมประมงยังร่วมตรวจระบุพันธุกรรมจระเข้น้ำจืดพันธุ์ไทยและวินิจฉัยโรคติดเชื้อที่มีความสำคัญต่อการอยู่รอดของจระเข้ด้วย
    ดร.วิมล จันทรโรทัย อธิบดีกรมประมง บอกว่า จระเข้ในธรรมชาติลดน้อยลงตามลำดับ สาเหตุที่ทำให้พวกมันลดจำนวนลงมาจากสภาพสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป แหล่งที่อยู่อาศัยและวางไข่ถูกคุกคามจากการขยายตัวของชุมชนเมืองมากขึ้น ประกอบกับห่วงโซ่การดำรงชีวิตของจระเข้ตามธรรมชาติได้เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ประชากรลดลง แต่ด้วยความตระหนักของหน่วยงานรัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องจระเข้ เห็นว่าจำเป็นอย่างยิ่งต้องมีการอนุรักษ์จระเข้ นับตั้งแต่ปี 2548 มีโครงการอนุรักษ์จระเข้ในธรรมชาติ โดยติดตามเฝ้าระวังจระเข้ในแหล่งน้ำสำคัญๆ และอุทยานแห่งชาติในประเทศไทย เช่น บึงบอระเพ็ด อุทยานฯ แก่งกระจาน ปางสีดา ภูเขียว เขาอ่างฤาไน การทำโครงการอนุรักษ์จระเข้ที่ชัดเจนอีกครั้งเป็นการแสดงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพประชุมคณะกรรมการทำงานด้านอนุรักษ์สัตว์ป่าว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศพันธุ์พืชและสัตว์ป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์ หรือ ไซเตส แม้ว่าการเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์จระเข้ในเชิงพาณิชย์ของบ้านเรามีมากว่า 60 ปีแล้ว โดยเพาะพันธุ์ได้ไม่ต่ำกว่า 200,000 ตัวต่อปี      เพื่อรองรับการค้าและการท่องเที่ยว ก็จำเป็นต้องดำเนินการควบคู่กันไปกับการอนุรักษ์จระเข้ในธรรมชาติด้วย
    อธิบดีประมง ยืนยันว่า ไทยไม่ควรละเลยการอนุรักษ์จระเข้ ซึ่งโครงการนี้ให้ความสำคัญกับการสำรวจแหล่งที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมต่อการปล่อยจระเข้ จากการศึกษาเบื้องต้นมีจระเข้ราว 200 ตัว กระจายในพื้นที่ที่กล่าวถึงเบื้องต้น แต่ในโครงการนี้จะสำรวจแหล่งที่อยู่อาศัยเพิ่มเติม มีการตรวจระบุพันธุกรรมเพื่อรักษาพันธุกรรมแท้จระเข้น้ำจืดพันธุ์ไทยเอาไว้เป็นแหล่งพันธุกรรมสำรองในอนาคต ต้องป้องกันปัญหาการผสมข้ามพันธุ์ของจระเข้น้ำจืดและน้ำเค็ม ที่ก่อให้เกิดการสูญพันธุ์ของจระเข้พันธุ์ไทยในอนาคตได้ การตรวจวินิจฉัยโรคติดเชื้อที่สำคัญ ซึ่งเป็นมาตรการป้องกันกายถ่ายทอดเชื้อโรคจากจระเข้ในฟาร์มเลี้ยงไปสู่จระเข้ในธรรมชาติ ตลอดจนมีโครงการย่อยส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมอนุรักษ์จระเข้ ขณะนี้ชุมชนมีความพร้อม เพราะไม่มีการล่าจระเข้กินหรือล่าเชิงพาณิชย์แล้ว ชุมชนเห็นคุณค่าจระเข้ สัตว์ดึกดำบรรพ์ที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศ จะมีการจัดตั้งกลุ่มอนุรักษ์ เฝ้าระวัง และศึกษาด้านชีววิทยาของจระเข้ เป็นอาสาสมัครเก็บข้อมูลจระเข้บริเวณแหล่งอนุรักษ์ โดยให้กลไกท้องถิ่น ทั้ง อบต.หรือ อบจ. เข้ามามีส่วนร่วมปกป้องคุ้มครองจระเข้
    และที่สำคัญคือ การปล่อยจระเข้กลับคืนสู่ธรรมชาติและขยายพันธุ์อย่างเหมาะสมในพื้นที่จำกัด สามารถควบคุมได้ โดยมีการประเมินผลติดตามการอยู่รอดและการเปลี่ยนแปลงประชากรจระเข้ในแหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติ โดยการติดตามการกระจายตัวจระเข้ด้วยวิธีติดวิทยุติดตาม ร่วมกับวิธี sport light count และการวัดค่า critina โครงการนี้มีระยะเวลาดำเนินการ 2 ปี คาดว่าเดือนที่ 8 ของโครงการจะสามารถปล่อยจระเข้ได้
    "พื้นที่การปล่อยต้องเป็นพื้นที่ควบคุม ป้องกันไม่ให้จระเข้หลุดสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ โครงการจึงเลือกพื้นที่เขตอุทยานฯ เป้าหมายที่วางไว้ คือ แก่งกระจาน ปางสีดา ส่วนบึงบอระเพ็ดจะไม่ปล่อยจระเข้ เพราะเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำเชื่อมต่อธรรมชาติ แต่ที่นี่พบร่องรอยจระเข้ตลอดเวลา ทั้งรัง ไข่ และลูกจระเข้ คาดการณ์ว่าบึงบอระเพ็ดเป็นเขตสงวนฯ มีจระเข้ราว 50 ตัว มีมาตรการอนุรักษ์ เพราะเป็นสัตว์น้ำที่อยู่ในความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.กรมประมง ถิ่นที่อยู่อาศัยถูกรบกวนมากก็มีการปรับปรุงพื้นที่ให้เหมาะสมในการอาศัย มีการขุดลอกและกำจัดวัชพืช"
    ส่วนการประชุมไซเตสที่เริ่มเปิดฉากแล้ววันนี้ ดร.วิมล  บอกว่า ประชากรจระเข้ในธรรมชาติที่จะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากโครงการอนุรักษ์ที่ผ่านมา รวมโครงการที่เริ่มดำเนินการขณะนี้บวกกับการเพาะเลี้ยงที่มากขึ้นของบ้านเราเป็นแสนๆ ตัวต่อปี สามารถใช้ประโยชน์ได้ เห็นว่าการปรับลดจากบัญชี 1 ห้ามค้าขาย เป็นบัญชี 2 จะเกิดผลดีต่อการค้า อำนวยความสะดวกเรื่องการเคลื่อนย้ายผลิตภัณฑ์จากจระเข้ แต่การค้าขายมีระบบควบคุมต้นทาง-ปลายทาง พร้อมกับหนังสือรับรอง แล้วก็มีมาตรการอนุรักษ์ไม่ให้จระเข้ในธรรมชาติเข้ามาปะปนกับจระเข้ในฟาร์มเลี้ยง แต่ปัจจุบันเป็นไปได้น้อยมาก เพราะจระเข้ธรรมชาติมีกฎหมายอุทยานฯ และกฎหมายต่างๆ ควบคุมอยู่แล้ว      เม็กซิโกก็เคยเสนอปรับลดได้สำเร็จ ไซเตสไม่ได้ห้ามค้า แต่เป็นอนุสัญญาเพื่อการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน
    การคุ้มครองและเพิ่มจำนวนจระเข้นั้น ธีรภัทร ประยูรสิทธิ รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช  อธิบายว่า การปล่อยสัตว์ป่าคืนสู่แหล่งที่อยู่อาศัยธรรมชาติเป็นอีกเครื่องมืออนุรักษ์ช่วยเพิ่มประชากรและรักษาสมดุลระบบนิเวศ ปัจจุบัน อช.มีโครงการดังกล่าวมา 3 ปีแล้ว ประมาณ 21 ชนิด ส่วนใหญ่เป็นนก และ 2-3 ปีมานี้ ปล่อยสัตว์ใหญ่เพิ่มเติม เช่น เลียงผา กวางผา กระจง ส่วนจระเข้ในธรรมชาติพบที่อุทยานฯ แก่งกระจานไม่ต่ำกว่า 5 ตัว คาดเป็นตัวเมียทั้งหมด เขาอ่างฤาไน 1 ตัว ส่วนที่ผืนป่าปางสีดาเคยมีโครงการนำร่องปล่อยจระเข้น้ำจืดสู่แหล่งธรรมชาติ เมื่อปี 2548 จำนวน 20 ตัว ก่อนหน้านั้นพบ 2 ตัวในพื้นที่ ตอนนี้ประชากรจระเข้เพิ่มขึ้น คาดว่ามีจระเข้ที่ปล่อยและอยู่รอดเกินครึ่ง เพราะปล่อยจระเข้ตัวเล็กมันมีภัยจากสัตว์ล่าอื่นๆ อีก   
    "ในอดีตมีผู้ลักลอบล่าจระเข้ เอาทั้งตัวและไข่ออกไป สมัยก่อนการดูแลไม่เข้มงวด ทำให้จำนวนประชากรลดลง บางพื้นที่เหลือเฉพาะตัวผู้ บางพื้นที่เหลือตัวเมียจึงไม่มีโอกาสผสมพันธุ์กัน โครงการอนุรักษ์นี้ช่วยให้ครบคู่และขยายพันธุ์ต่อไป การเพิ่มจำนวนในอนาคต ทางอุทยานฯ จะร่วมกับนักวิจัยเลือกพื้นที่ที่จระเข้อยู่เดิม และเป็นพื้นที่ศึกษาวิจัย รวมถึงห่างจากชุมชน พฤติกรรมตามธรรมชาติของจระเข้มีนิสัยหวงถิ่น จะอาศัยอยู่ตามวังน้ำที่คนเข้าไม่ถึงอยู่แล้ว การปล่อยคำนึงถึงความปลอดภัย จะติดตามตัวติดวิทยุติดตามดูเส้นทางการเคลื่อนที่และการหากิน เป็นส่วนสำคัญทำให้รู้เรื่องระบบนิเวศวิทยามากขึ้น นอกจากนี้ จะมีเจ้าหน้าที่ติดตามเฝ้าระวัง ศึกษาวิจัยร่วมกับกรมประมง จะช่วยให้จระเข้ในธรรมชาติกลับคืนมา" รองอธิบดี อช.เผย ส่วนโอกาสรอดการปล่อยสัตว์ป่าคืนสู่ธรรมชาติประมาณ 30-40 เปอร์เซ็นต์ หากมาตรการปกป้องดีจำนวนประชากรรอดก็มากขึ้น
    แต่รองอธิบดี อช. ยังบอกอีกว่า ตอนนี้เกิดปรากฏการณ์แปลกของผู้คน มีการลักลอบปล่อยสัตว์แปลกๆ ในเขตอุทยานฯ หลายแห่งเพื่อแก้บน เจ้าหน้าที่ก็มีมาตรการควบคุมตรวจเข้ม ณ ด่านตรวจ สำหรับจระเข้ที่พบในพื้นที่อุทยานฯ เขาใหญ่ เข้าใจว่าเป็นจระเข้ที่แอบนำไปปล่อยเมื่อหลายปีก่อน เจ้าหน้าที่เข้าควบคุมดูแลพื้นที่ตรงนั้นไม่ให้เกิดอันตรายกับนักท่องเที่ยว จากนี้จะหาช่วงเวลาที่เหมาะสมเพื่อนำจระเข้ออกจากพื้นที่เพื่อตรวจสอบพันธุกรรมว่าเป็นพันธุ์แท้หรือไม่ ก่อนหน้านี้ 3 ปี ก็พบจระเข้ขนาดเล็ก 3 ตัว ตามแหล่งน้ำชายขอบอุทยานฯ ก็จับกลับคืนหมด นอกจากจระเข้ ที่อุทยานฯ อื่นๆ พบงูต่างประเทศ งูหลามทอง งูเหลือมทอง กิ้งก่าแปลกๆ รวมทั้งเต่า อยากขอความร่วมมือประชาชนหยุดพฤติกรรมตามความเชื่อนี้ เพราะการปล่อยสัตว์ต่างถิ่นเข้าสู่ธรรมชาติและไม่ใช่พันธุ์แท้ จะส่งผลกระทบเรื่องพันธุกรรมและทำลายระบบนิเวศได้อีก
    ด้าน ยศพงษ์ เต็มศิริพงศ์ ประธานกรรมการ สหกรณ์จระเข้แห่งประเทศไทย จำกัด หน่วยงานเอกชนเข้ามามีส่วมร่วมอนุรักษ์อย่างจริงจัง โดยสนับสนุนงบประมาณ ผู้เพาะเลี้ยงจระเข้ บอกว่า ในปี 2538 ได้ร่วมสำรวจจระเข้น้ำจืดและจระเข้น้ำเค็มทั่วประเทศ พบเหลือประชากรไม่ถึง 200 ตัว น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง ต่อมาเมื่อปี 2548 ร่วมกับกรมป่าไม้ยุคนั้นสำรวจจระเข้น้ำจืดอีกครั้ง เริ่มที่อุทยานฯ ปางสีดา ขณะนั้นในพื้นที่มีจระเข้หลงเหลืออยู่ไม่เพียงพอฟื้นฟูประชากรของตัวเองได้ ซึ่งผืนป่าปางสีดาเป็นส่วนหนึ่งเขาใหญ่-ดงพญาเย็น มรดกโลก บริเวณนั้นมีถิ่นอาศัยเหมาะสมจึงเริ่มโครงการอนุรักษ์จระเข้ในพื้นที่ สำหรับโครงการล่าสุดนี้เป็นครั้งที่สองเพื่อให้งานอนุรักษ์เดินหน้าต่อไป พร้อมกับการติดตามผลของโครงการแรก
    "จระเข้น้ำจืดพันธุ์ไทย ชื่อ C.siamensis ตั้งให้เป็นเกียรติกับประเทศไทย เราจะปล่อยให้เหลือ 1-2 ตัวไม่ได้ มันเป็นภาพลักษณ์ประเทศในสายตานานาชาติ ต้องค่อยๆ เพิ่มจำนวนประชากรให้จระเข้ การปล่อยจระเข้ได้มากกว่าตัวของมัน แต่ถือทำให้ระบบนิเวศสมบูรณ์ เพราะจระเข้เป็นผู้ล่าขั้นสูงสุดในแหล่งน้ำ โครงการที่เกี่ยวข้องกับจระเข้ยังให้ประโยชน์กับพืชป่าและสัตว์ป่าในพื้นที่" ประธานกรรมการสหกรณ์จระเข้ กล่าว
    พร้อมให้ข้อมูลเพิ่มเติมปัจจุบันมีฟาร์มเพาะเลี้ยงจระเข้ในไทย 700-800 แห่ง มูลค่าการส่งออกมากกว่า 4,000 ล้านบาท มีผู้เกี่ยวข้องอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงนับหมื่นคน ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับจระเข้ ไม่ใช่แค่เครื่องหนัง แต่พัฒนาเป็นยาและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โครงการนี้ภาคเอกชนสนับสนุนเงินศึกษาวิจัย 3 ล้านบาท ตลอดจนสนับสนุนตัวจระเข้ที่มีการตรวจพันธุกรรมและตรวจโรคเพื่อเตรียมปล่อยคืนสู่ธรรมชาติในโครงการนี้ด้วย ตราบใดที่การอนุรักษ์ดำเนินต่อเนื่อง ทุกคนมีความหวังประชากรจระเข้ในธรรมชาติจะไม่ถดถอยหลงอย่างแน่นอน.