Sunday X-Cite X-Cite Kidz Tabloid
Subscribe to Thaipost
JPEG || PDF
Download

"มหิดล"มหาวิทยาลัยสีเขียว แห่งแรกของไทย


   การเป็น "Green Campus" หรือ "มหาวิทยาลัยสีเขียว" ดูเหมือนจะเป็นแค่ความฝันอันยาวไกลของหลายสถาบันการศึกษา ที่ผ่านมายังไม่มีมหาวิทยาลัยแห่งไหนสามารถสานฝันได้อย่างที่คิด แต่ในวันนี้ "มหาวิทยาลัยมหิดล" สามารถทำความฝันให้กลายมาเป็นความจริงขึ้นมาได้แล้ว
     เมื่อไม่นานมานี้ มหาวิทยาลัยมหิดลได้ประกาศทำแผนแม่บทฉบับใหม่ นอกจากการมุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศในด้านการศึกษาแล้ว อีกแนวคิดหนึ่งที่ถือว่าเป็นสิ่งใหม่ และเป็นแม่บทต่อการกำหนดทิศทางของมหาวิทยาลัยในอนาคตก็คือ การทำให้มหาวิทยาลัยกลายเป็น "เมืองสีเขียว" ควบคู่กับการเป็น "เมืองน่าอยู่และสร้างเสริมสุขภาวะ"
     ดร.อนุชาติ พวงสำลี รองอธิการบดี และคณบดีคณะสิ่งแวดล้อม ม.มหิดล ที่ถือว่าเป็น "แม่งานหลัก" ในการเปลี่ยนสภาพแวดล้อมมหาวิทยาลัยมหิดลให้เป็นเมืองมหาวิทยาลัยสีเขียวกล่าวว่า แนวคิดหลักๆ ในแผนแม่บทนี้ก็คือ การกำหนดพื้นที่ 70% ให้เป็นพื้นที่สีเขียว มีความน่าอยู่ ร่มรื่น และเป็นห้องเรียนธรรมชาติ ที่สำคัญการบรรลุสู่เป้าหมายต้นแบบมหาวิทยาลัยด้านการอนุรักษ์พลังงาน และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ทำให้ทิศทางการเติบโตของมหาวิทยาลัยในด้านอื่นๆ จะต้องไม่รุกล้ำความเป็นพื้นที่สีเขียว จะต้องคงสัดส่วนนี้ไว้ 70% ตามเดิม ไม่ว่าใครจะมาเป็นผู้บริหารมหาวิทยาลัยก็จะต้องทำตามข้อกำหนดดังกล่าว ไม่สามารถละเลยได้
     "ตามคอนเซ็ปต์ของ ศ.คลินิก นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร อธิการบดีของมหาวิทยาลัยมหิดลคนปัจจุบัน ระบุว่า เราจะต้องทำให้มหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็น A Promised Place to Leave and Learn with Nature เป็นแหล่งเสริมสร้างจินตนาการการเรียนรู้ เป็นสถานที่ที่ชุมชนรอบข้างได้ใช้ประโยชน์ในการทำกิจกรรมสร้างสรรค์ รวมทั้งโอบอุ้มกระบวนการเรียนรู้ เป็นต้นแบบในการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน" ดร.อนุชาติกล่าว
     มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา มีพื้นที่รวมประมาณ 1,200 ไร่ สภาพโดยรวมถือว่าเป็นเมืองๆ หนึ่งเพราะมีประชากรที่อยู่อาศัย และไป-กลับในมหาวิทยาลัย ซึ่งมีทั้งข้าราชการ อาจารย์ พนักงานมหาวิทยาลัย นิสิต นักศึกษา ประมาณ 3-4 หมื่นคน การจัดพื้นที่ 70% ให้เป็นพื้นที่สีเขียว หมายถึงการต้องพัฒนาปรับปรุงและดำรงพื้นที่สีเขียวเดิมทั้งหมดรวมกันได้ประมาณ 840 ไร่
     ตามแผนได้กำหนดเวลาการพัฒนาปรับปรุงไว้ทั้งหมดประมาณ 5 ปี ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาทางมหาวิทยาลัยได้เริ่มลงมือปรับปรุง เปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมในมหาวิทยาลัยให้เป็นไปตามโครงการบ้างแล้ว
     โครงการแรกที่เริ่มลงมือไปแล้วและเห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจนก็คือ การปรับปรุงพื้นที่ถนนให้เป็นถนนคนเดิน จากเดิมที่พื้นที่การจราจรในมหาวิทยาลัย 6 ช่อง มีรถจอดข้างทางเต็มไปหมด ทำให้เกิดปัญหาแออัดในการสัญจร ก็ปรับปรุงสภาพถนนให้เหลือพื้นที่ครึ่งหนึ่งให้รถยนต์วิ่ง รวมทั้งจะไม่อนุญาตให้รถจอดริมทางเหมือนเดิม ส่วนพื้นที่ที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งหรือ 3 ช่องจราจร ได้มีการปรับปรุงให้เป็นถนนคนเดิน หรือขับขี่จักรยานได้ สองข้างทางของถนนคนเดินมีการปลูกต้นไม้ให้ความร่มรื่น
     "ถนนคนเดินนี้สามารถใช้เป็นลู่วิ่งออกกำลังกายได้ ซึ่งถนนที่ปรับปรุงใหม่นี้จะมีความร่มรื่น กระตุ้นให้คนหันมาเดินเพื่อออกกำลังกายมากขึ้นอีกด้วย"
     นอกจากนี้ เพื่อลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว มหาวิทยาลัยจึงได้จัดรถรางที่ใช้ก๊าซเอ็นจีวีไม่สร้างมลพิษทางอากาศมาให้บริการตามเส้นทางต่างๆ ภายในมหาวิทยาลัยโดยไม่คิดค่าบริการ รวมทั้งเกิดโครงการจักรยานติดป้ายทะเบียน ซึ่งถือว่าเป็นจักรยานส่วนกลาง สามารถใช้ขับขี่ได้ทุกคน แต่ต้องใช้บริการภายในมหาวิทยาลัยเท่านั้น โดยจักรยานติดป้ายทะเบียนจะจอดไว้ตามที่ต่างๆ
     โครงการต่อมาที่เริ่มทำไปแล้วก็คือ โครงการเปลี่ยนขยะให้เป็นรายได้ อ.อนุชาติกล่าวว่า การที่มหาวิทยาลัยมีสภาพความเป็นเมือง และมีประชากรอยู่จำนวนมาก ในช่วงกลางคืนมีประชากรราว 5,000 คน แต่ช่วงกลางวันมีคนอยู่ในพื้นที่มหาวิทยาลัยราว 3-4 หมื่นคน ซึ่งการที่มีคนจำนวนมากอยู่รวมกันขนาดนี้ก็ทำให้เกิดปัญหาปริมาณขยะเกิดขึ้นจำนวนมาก วันหนึ่งไม่ต่ำกว่า 5 พันตัน วิธีการจัดการแต่เดิมก็คือ การให้รถขยะของ อบต.ศาลายาเข้ามารับขยะออกไป แต่เมื่อมหาวิทยาลัยประกาศว่าจะเป็น Green University หรือเมืองสีเขียว ก็ทำให้มาคิดกันว่าทำอย่างไรถึงจะลดปริมาณขยะให้น้อยลง และที่สำคัญก็คือ ไม่ควรปล่อยให้ขยะจากภายในมหาวิทยาลัยออกไปข้างนอก ออกไปสู่ชุมชน ซึ่งเป็นที่มาทำให้เกิด "โครงการธนาคารขยะ" ในช่วงประมาณ 8-9 เดือนที่แล้ว
     จุดหลักการดำเนินงานของ "ธนาคารขยะ" ก็คือการรณรงค์ให้คนในมหาวิทยาลัยคัดแยกขยะ ขยะส่วนไหนที่สามารถนำมารีไซเคิลและขายได้จะมีการคัดแยกไว้ต่างหาก และรอขายให้กับธนาคารขยะซึ่งผู้ร่วมโครงการจะต้องเปิดบัญชีไว้กับธนาคาร และมีสมุดฝากให้กับสมาชิก ทุกวันอังคารและพฤหัสบดีจะมีการซื้อขายขยะตามจุดที่กำหนด ปริมาณและมูลค่าขยะจะถูกตีราคาเป็นเงิน เจ้าของขยะสามารถนำเงินที่ได้จากการขายขยะฝากไว้ในบัญชีได้ หรือเบิกถอนเงินไปใช้ได้
     "เราทำโครงการมา 8 เดือน ปรากฏว่า สามารถลดปริมาณขยะได้เหลือวันละประมาณ 3 พันตัน โครงการได้กำไรประมาณ 2-3 หมื่นบาท เพราะขยะที่เรารับซื้อไว้จะมีรถซาเล้งขายของเก่ามาซื้อไปอีกที แต่ที่ยังไม่ถือว่าบรรลุเป้าหมายของเราที่ตั้งไว้คือ เราหวังว่าจะไม่มีขยะจากภายในมหาวิทยาลัยออกไปข้างนอกชุมชนใกล้เคียง หรือปริมาณขยะที่ออกไปข้างนอกจะต้องเป็น 0% ขยะที่มีมากถึง 5 พันตันต่อวัน จะต้องมีการจัดการภายในมหาวิทยาลัยให้ได้ ไม่หลุดไปสร้างปัญหาให้ข้างนอก" อ.อนุชาติกล่าว
     ปัจจุบันมีสมาชิกของธนาคารขยะประมาณ 300-400 คน บ่งบอกว่าโครงการได้ผลน่าพอใจ และคาดว่าจะมีคนเข้ามาเป็นสมาชิกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่ง อ.อนุชาติบอกว่า เป็นความภาคภูมิใจ แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ไม่ใช่เรื่องง่าย อุปสรรคสำคัญคือ การสร้างจิตสำนึกให้กับคน อย่างการแยกขยะ บางคนไม่เอาด้วย เพราะคิดว่าเป็นเรื่องยุ่งยาก ถึงแม้จะได้เงินแต่ขี้เกียจทำ แต่บางคนพอเข้าร่วมโครงการแล้วเกิดความรู้สึกดี เลยชักชวนให้เพื่อนๆ มาเข้าร่วมโครงการมากขึ้น
     การมีธนาคารขยะทำให้เกิดอีกหนึ่งวงจรตามมาก็คือ การทำ โครงการปุ๋ยอินทรีย์ ไว้ใช้เอง นอกจากขยะที่เกิดจากการบริโภคแล้ว ขยะอีกส่วนหนึ่งยังมาจากธรรมชาติ ขยะพวกนี้เป็นพวกใบ้ไม้ ต้นไม้ ซากเศษต้นไม้ ซึ่งในแต่ละวันมีขยะประเภทนี้มากมาย การกำจัดทำได้เพียงการให้รถขยะในชุมชนมาขนออกไป
     "ในเมื่อเราจะเป็น Green Campus แล้ว เราทำธนาคารขยะ แต่เรายังเหลือขยะพวกเศษใบ้ไม้ ต้นไม้อีก ก็เลยมาคิดกันว่าทำไมเราไม่ทำปุ๋ยจากเศษพืช ต้นไม้ไว้ใช้เองล่ะ" อ.อนุชาติเล่า
     การทำปุ๋ยอินทรีย์ไว้ใช้เองเป็นจริงเป็นจังขึ้น มีการจัดตั้งระบบทำปุ๋ยอินทรีย์แบบเติมอากาศขึ้นมา โดยนำเทคโนโลยีจากมหาวิทยาลัยแม้โจ้มาใช้ รวมทั้งมีการซื้อเครื่องบดย่อยสลายพวกเศษซากต้นไม้ใหญ่ๆ ให้กลายเป็นชิ้นเล็กๆ ก่อนนำมาทำปุ๋ยหมักมาใช้ มีการรับสมัครบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านการทำปุ๋ยเติมอากาศมาเป็นผู้รับผิดชอบโครงการ ปัจจุบันมหาวิทยาลัยจึงมีปุ๋ยที่ใช้ดูแลบำรุงรักษาต้นไม้ใช้เองไม่ต้องซื้อจากภายนอก นอกจากนั้น ปุ๋ยที่เหลือใช้จะมีการขายให้กับบุคคลภายนอกอีกด้วย
     รวมทั้งโครงการผลิตน้ำหมักชีวภาพเพื่อลดปริมาณขยะในมหาวิทยาลัย น้ำหมักชีวภาพนี้จะแจกจ่ายให้กับนักศึกษาในหอพัก รวมถึงเจ้าหน้าที่ใช้ทำความสะอาดแทนการใช้สารเคมี
     อีกหนึ่งโครงการที่ต่อเนื่องกันเหมือนลูกโซ่หลังจากการทำปุ๋ยอินทรีย์ก็คือ "โครงการปลูกผักปลอดสารพิษ" ในพื้นที่มหาวิทยาลัย โดยใช้พื้นที่ว่างเปล่าขนาด 4 ไร่เศษอยู่ติดข้างคณะเทคนิคการแพทย์ พื้นที่ตรงนี้เดิมมีสภาพไม่น่าดู เป็นแหล่งที่ทิ้งเศษซากอิฐหักพังตึกที่ทุบทิ้งจากโรงพยาบาลศิริราช สภาพดินย่ำแย่
     แต่เมื่อมีโครงการปลูกผักปลอดสารพิษเกิดขึ้น ทางมหาวิทยาลัยได้เชิญชวน "ป้ารำพึง" เกษตรกรในชุมชนศาลายามาเป็นผู้ลงมือปลูก หลังจากต้องฟันฝ่ากับสภาพดินที่ไม่ดีอยู่นาน จนป้ารำพึงแทบท้อใจ แต่ก็อาศัยปุ๋ยอินทรีย์ที่มหาวิทยาลัยทำเองมาเป็นตัวช่วย บวกกับฝีมือปลูกของป้ารำพึงทำให้ทุกวันนี้ชาวมหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา มีผักปลอดสารพิษไว้บริโภคในราคาที่แสนถูก ผักคะน้า กวางตุ้ง ตำลึง ดอกแค ยอดแค กะเพรา ผักบอลชอย ป้ารำพึงขายในราคาเพียงถุงละ 10 บาทเท่านั้น
     "ใครๆ ก็ถามว่าป้าได้กำไรหรือเปล่า ขอเล่าหน่อยเมื่อปีใหม่ปีที่แล้ว ป้าขอไปพบท่านอธิการ เอาเงินใส่ถุงไปให้ 2 หมื่นบาท บอกเป็นการขอบคุณที่ให้ป้ามาปลูกผักที่นี่ ท่านอธิการก็แสนจะดี รีบรับไว้ เงินเหล่านี้เราจะนำมาใช้บำรุงมหาวิทยาลัยและทำโครงการ Green campus ต่อ" อ.อนุชาติกล่าว
     จากโครงการปลูกผักปลอดสารพิษที่ประสบผลสำเร็จน่าพอใจ อ.อนุชาติบอกว่ายิ่งทำให้มีการคิดต่อกันไปอีกว่า ต่อไปจะทำโครงการปลูกผักกระถางไว้กินเอง กลุ่มเป้าหมายก็คือ พวกนักศึกษาที่อยู่หอพักสามารถซื้อต้นกล้าผักกระถางพวกผักชี ต้นหอม สาระแหน่ ไปเลี้ยง และสามารถนำมาใส่อาหารง่ายๆ ได้
     "เราคิดว่าจะทำต้นกล้าแล้วให้เขาเอาไปเลี้ยงดูปลูกให้โตเองพวกเขาจะได้มีผักปลอดสารพิษไว้กิน นอกจากนี้ ที่คิดไว้ยังคิดจะทำแปลงปลูกดอกไม้ปลอดสารพิษ ยาฆ่าแมลงอีกด้วย"
     อีกโครงการที่คิดว่าเป็นความคิดสร้างสรรค์ก็คือ "โครงการเปลี่ยนหมาจรจัดให้เป็นหมาน่ารัก" โดยนำหมาจรจัดที่เพ่นพ่านในมหาวิทยาลัยนับร้อยตัวมาเข้าโครงการฝึก อบรม เพื่อเปลี่ยนนิสัยหมาพวกนี้ให้สุภาพ เรียบร้อยเชื่อฟัง ซึ่งหากตัวไหนเปลี่ยนนิสัยแล้วก็จะให้ผู้สนใจนำไปเลี้ยงดูที่บ้าน
     "เราให้สัตวแพทย์มาดูแลหมาพวกนี้ ดูแลเรื่องสุขภาพ เรื่องนิสัย ฝึกจนได้ที่แล้ว หรือดูแล้วน่ารักแล้วก็จะคัดแยกกลุ่มออกมา รอให้คนมาขอไปเลี้ยง ที่ผ่านมาก็มีคนนำไปเลี้ยงแล้วหลายตัว" อ.อนุชาติกล่าว
     นอกจากนี้ ยังมีโครงการเปลี่ยนพื้นที่ชุ่มน้ำเป็นห้องเรียนธรรมชาติ โดยนำโครงการอุทยานธรรมชาติวิทยาสิริรุกขชาติ เป็นการจัดการพื้นที่เพื่อการอนุรักษ์ หวังให้บุคคลทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัยได้เรียนรู้ใช้ประโยชน์เกี่ยวกับสมุนไพร การรักษาพื้นที่ชุ่มน้ำ ทั้งยังเป็นแหล่งอาศัยของนกหลายชนิด, โครงการเปลี่ยนเรือนไทยเก่าให้เป็นที่พักผ่อน รวมทั้งอนุรักษ์ต้นทุ่งสะแก และหมู่นกท้องถิ่น ซึ่งบุคคลทั่วไปสามารถเข้าเยี่ยมชม ถ่ายภาพ และเป็นที่พักผ่อนบริเวณโดยรอบได้
     "ผมคิดว่าถ้าโครงการของเราสมบูรณ์ มหาวิทยาลัยจะไม่แปลกแยกกับสังคม เพราะมหาวิทยาลัยเป็นที่เรียนรู้ทุกระดับชั้น ทุกครอบครัววันเสาร์ อาทิตย์ แทนที่จะไปช็อปปิ้งตามศูนย์การค้า ก็มาเรียนรู้มาเที่ยวเล่นที่นี่แทน นอกจากนี้ ผมพูดได้เลยว่าเด็กมหิดล 80% รักความเป็นชนบท ไม่อยากหรู เสน่ห์ของศาลายาคือ ความเรียบง่าย ถ้าเขาไม่อยากได้แบบนี้ เขาคงต้องไปสามย่าน" อ.อนุชาติกล่าว.



flag counters
ไฟร์ฟอกซ์ ปลอดภัย ฟรี Download Firefox  | RSS feeds  | ทันข่าว ทันเหตุการณ์