วันที่ 1 กันยายน พ.ศ.2553 ครบ 20 ปีที่สืบ นาคะเสถียร นักอนุรักษ์ตัดสินใจจบชีวิตด้วยการยิงตัวตายเพื่อเรียกร้องให้สังคมไทยหยุดการทำลายป่า และเป็น 20 ปีที่มูลนิธิสืบนาคะเสถียร สืบสานภารกิจของสืบ นาคะเสถียร โดยทำงานในรูปขององค์กรพัฒนาเอกชนด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า และนับว่าเป็นองค์กรด้านการอนุรักษ์ที่สำคัญอีกองค์กรหนึ่งที่มีอยู่ในประเทศไทย
การทำงานร่วมรักษาป่าห้วยขาแข้งและทุ่งใหญ่นเรศวร และผืนป่าตะวันตกกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และอุทยานแห่งชาติรวมถึงชุมชนภายในผืนป่า เหตุการณ์คัดค้านการตัดถนนสายแม่วงก์ผ่านเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง การค้านสร้างเขื่อนในพื้นที่ป่าต้นน้ำอุทยานแม่วงก์ ต่อสู้คัดค้านการตัดถนน-ทำเหมืองแร่ผ่านเขตป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ค้านขุดอุโมงค์ผันน้ำจากปากห้วยขาแข้งผ่านป่าอุทยานเขื่อนศรีนครินทร์ จนถึงทักท้วงการแก้กฎหมายให้เช่าพื้นที่อุทยานและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เป็นตัวอย่างของการทำงานหยุดยั้งการทำลายผืนป่าของมูลนิธิ
ครบ 20 ปีแล้วกับการทำงานอนุรักษ์ และปกป้องป่าตะวันตก ซึ่งเป็นป่าผืนใหญ่ผืนสุดท้ายของไทยให้คงอยู่ ผลของการทำงานต่อสู้กับภัยคุกคามผืนป่า การดึงชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมดูแลรักษาป่าด้วยกันประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด และที่สำคัญก้าวต่อไปของมูลนิธิสืบฯ จะขับเคลื่อนในทิศทางเดิมหรือจะเปลี่ยนทิศ
ศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ให้สัมภาษณ์ ไทยโพสต์ ว่า เรามีภารกิจหลักในการปกป้องผืนป่าตะวันตก แต่ลำพังเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอที่จะดูแลรักษาได้ทั่วถึง โครงการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีส่วนร่วมที่มูลนิธิสืบฯ และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ทำร่วมกันจึงเกิดขึ้นเมื่อปี 2547 ด้วยแนวคิดให้คนกับป่าอยู่ร่วมกันได้ในพื้นที่ที่มีความสำคัญด้านความหลากหลายชีวภาพและพื้นที่ป่าต้นน้ำ เพราะในป่าตะวันตกมีชุมชนที่ยังคงทำกินในป่าทั้งหมด 129 ชุมชน เราเสนอ "จอมป่าโมเดล" เน้นการจัดการทรัพยากรร่วมกัน ป่าอยู่ได้ คนอยู่ได้
เลขาธิการมูลนิธิสืบฯ บอกว่า เดิมภาครัฐเอาคนออกจากป่า เอ็นจีโอเอาคนด้วยเอาป่าด้วย ต้องเพิกถอนเขตอนุรักษ์และเพิ่มสิทธิคนให้เต็มที่ ส่วนคนในเมืองให้พิสูจน์สิทธิ ออกโฉนด ตรงที่เป็นป่าห้ามยุ่ง 20 ปีที่สืบฯ ทำงาน เรามีบทเรียนต้องอยู่บนทางสายกลาง คนอยู่ได้และช่วยรักษาป่าโดยรอบ คนที่อยู่ไม่ใช่ขึ้นกับมติ ครม.เกี่ยวกับการพิสูจน์สิทธิปี 2535 ซึ่งสร้างความขัดแย้ง เพราะไม่ได้เคารพพื้นฐานวัฒนธรรมของชุมชน ชุมชนไม่ใช่ตุ๊กตาต้องมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจด้วยกัน ในโมเดล "จอมป่า" สืบฯ เข้าไปเป็นผู้ประสานงานหรือคนกลาง ผลักดันให้เกิดเวทีจัดการขัดแย้งระหว่างชุมชนกับเจ้าหน้าที่ ตั้งคณะกรรมการชุมชนและกติกาในการรักษาพื้นที่ ที่สำคัญปรับแนวคิดทำงานแบบมีส่วนร่วม จัดทำฐานข้อมูลการจัดการพื้นที่แบบมีส่วนร่วม เราทดลองทำในผืนป่าตะวันตก ระยะเวลา 7 ปีมานี้ จัดตั้งป่าชุมชนกับชุมชนรอบป่ากว่า 100 ชุมชน
"20 ปีที่สืบฯ อาสาทำงานรักษาป่าตะวันตก ทำกระบวนการลดความขัดแย้งในพื้นที่ เราทำสำเร็จเกิน 50% ทั้ง 129 ชุมชนในผืนป่า คลี่คลายความขัดแย้งในทุกชุมชน แม้จะยังไม่สมบูรณ์ แต่ลดการขยายพื้นที่ชุมชน เพราะมีกลไกร่วมกันในการดูแล อีกข้อพิสูจน์ตอนนี้ไม่มีคดีบุกรุกพื้นที่ป่าในระดับพื้นที่ไปไกลมากแล้ว ในระดับนโยบายรับรู้ แต่ยังไม่ได้รับการยอมรับทั้งหมด อ้างติดขัดในข้อกฎหมาย สำหรับโมเดลจอมป่านี้สามารถนำไปใช้พื้นที่อื่นได้ แต่ต้องระวัง หากมีการคอรัปชั่นหรือหาผลประโยชน์ ป่าจะหมดไป ที่สำคัญต้องมีคนกลางจริงๆ" ศศินย้อนเล่าถึงภารกิจที่ผ่านมา และจวบจนปัจจุบันก็ยังไม่จบสิ้น เพราะยังต้องสร้างกลไกความปรองดองในระดับพื้นที่ต่อไป
ภาพการเดินลาดตระเวนร่วมกันระหว่างชุมชมกับเจ้าหน้าที่ใน 7 หมู่บ้านที่อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่ฝั่งตะวันตก และอีกหลายหมู่บ้านในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง รวมถึงการที่คณะกรรมการป่าชุมชนริมขอบป่า 6 จังหวัด รวมตัวกันในนาม "เครือข่ายภูมินิเวศผืนป่าตะวันตก" เพื่อร่วมกันรักษาป่าใหญ่ผืนสุดท้าย ก็เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่คาดคิด นอกเหนือโมเดลจอมป่า
แล้วยังมีแหล่งอนุรักษ์พันธุ์ปลาหรือเรียก "วังปลา" ศศินเล่าด้วยรอยยิ้มว่า ที่อุ้มผางมีแม่น้ำแม่จันไหลผ่าน ชาวบ้านในหมู่บ้านเริ่มทำวังปลา จาก 1 วัง ตอนนี้มีกว่า 100 วังปลา เพราะชุมชนเห็นความสำคัญในการรักษาทรัพยากร สัตว์น้ำกลับมาชุกชุม การเกิดขึ้นของจุดสกัดประตูป่าใกล้อุทยานเขื่อนศรีนครินทร์และอุทยานเฉลิมรัตนโกสินทร์ ก็สะท้อนถึงการทำงานร่วมกันของชุมชนกับอุทยานฯ ในการป้องปรามผู้ลักลอบเข้าผืนป่าตะวันตกเพื่อล่าสัตว์หรือตัดไม้ ภาพการปกป้องทรัพยากรเช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แล้วยังมีไร่ข้าวโพดที่กลายเป็นป่าไผ่กว่า 400 ไร่ ของบ้านทุ่งนางครวญ จ.กาญจนบุรี ชุมชนปลูกเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศแล้วยังสร้างความชุ่มชื้น หน่อไม้ก็เป็นอาหารของคน
เลขาธิการมูลนิธิสืบฯ พูดถึงก้าวต่อไปขององค์กรพัฒนาเอกชนแห่งนี้ว่า จะยังคงทำงานในพื้นที่ป่าตะวันตกตามเจตนารมณ์ของคุณสืบ นาคะสเถียร เท่านั้น เพราะคุณสืบเน้นหากจะรักษาป่าเมืองไทย ต้องรักษาป่าทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้งไว้ให้ได้ก่อน รวมถึงป่ากันชนรอบผืนป่าอนุรักษ์เหล่านี้ 7 ปีของโครงการจอมป่าทำให้เรามีองค์ความรู้ มีแผนที่การใช้ประโยชน์ที่ประสบความสำเร็จกว่า 90% เรามีแนวทางจะขยายโมเดลจอมป่าให้ครอบคลุมชุมชนรอบผืนป่า ตั้งใจให้สำเร็จลุล่วงภายในเวลา 10 ปี
จากนี้ไปอีก 20 ปี จะทำภารกิจต่อ คือ งาน "ซ่อมป่า รักษาชุมชน" โดยพื้นที่ในป่าที่ชุมชนใช้ประโยชน์แล้ว จะส่งเสริมเกษตรผสมผสานแทนที่พืชเชิงเดี่ยว ลดการใช้สารเคมี คืนความเป็นระบบนิเวศ ฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำ รวมถึงทำทางเชื่อมป่า หรือ Corridor ให้มากที่สุด เพื่อให้สัตว์ป่าใช้เดินผ่านพื้นที่ชุมชนในป่าใหญ่ ทางมูลนิธิทำงานเกินทุนขององค์กรมากกว่า 5 เท่า แต่เราก็ต้องยอม เพราะเป็นการรักษาป่าตะวันตกและสานต่อเจตนารมณ์ของคุณสืบ เรื่องงบประมาณเดิมได้รับการสนับสนุนจากต่างประเทศ ปัจจุบันมีแหล่งทุนใหม่ๆ ให้การสนับสนุน รวมถึงการระดมทุนจากสาธารณชน ส่วนเรื่องบุคลากรยังเป็นปัญหา ปัจจุบันมูลนิธิฯ มีบุคลากร 30 คน ในจำนวนนี้เป็นหัวหน้าภาคสนามและเจ้าหน้าที่ภาคสนาม 10 คน ที่ทำงานขับเคลื่อนในระดับพื้นที่ ไม่รวมอาสาสมัคร
สำหรับสถานการณ์การทำลายป่าในผืนป่าตะวันตก ศศินให้ข้อมูลว่า ภัยคุกคามไม่ต่างจากผืนป่าอื่นๆ ที่ถูกรุกอย่างต่อเนื่องจากการขยายพื้นที่เกษตร เป็นผลจากการผูกขาดจากกลุ่มทุนใหญ่ในประเทศ ทั้งเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ทำเป็นสินเชื่อให้ชาวบ้านล่วงหน้า เกิดกลไกการเป็นหนี้
"การขยายพื้นที่เพาะปลูกพืชเชิงเดี่ยวเป็นภัยคุกคามผืนป่า ในป่าตะวันมี 90 จุด ที่ถูกทำลายจากไร่ข้าวโพด ชาวบ้านต้องการพื้นที่จำนวนมากมาเพาะปลูก อ้างความจำเป็นในการขยายพื้นที่เพื่อหาเงินมาใช้หนี้สินจากการกู้ยืมมาลงทุนทำการเกษตร และเศรษฐกิจข้างนอกยังเข้าไปส่งเสริมการผลิตในพื้นที่ที่ไม่ควร มีผลกระทบอะไรไม่สนใจ หลังจากนั้นก็เกิดปัญหา ปลูกข้าวโพดทำลายหน้าดินหมด แล้วก็ปลูกมันสำปะหลัง จากนั้นเปลี่ยนเป็นยูคาลิปตัส ชาวบ้านทำกันแบบนั้น พื้นที่ไม่มีระบบนิเวศหลงเหลืออยู่ ในส่วนนี้จะโทษชาวบ้านไม่ได้ เป็นนโยบายเศรษฐกิจที่รัฐบาลส่งเสริม ไทยประกาศจะเป็นครัวโลก"
เมื่อต้องต่อสู้กับระบบทุนนิยมสุดขั้วที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศอย่างรุนแรงในผืนป่าตะวันตก แทนที่จะคัดค้านและปะทะกันโดยตรง มูลนิธิสืบฯ เลือกใช้วิธีการหนุนเสริมวิถีชีวิตที่เป็นมิตรกับผืนป่าให้ชาวบ้านทำมาหากินกับป่าอย่างมีความสุข ไม่มีความเดือดร้อนแม้ไม่ได้ทำเกษตรเชิงเดี่ยวตามกระแสทุนนิยม โดยจะมีบทบาทหนุนชุมชนทำการเกษตรผสมผสาน และเดินตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยทำเป็นชุมชนตัวอย่างที่อยู่ได้และอยู่รอด โดยไม่ต้องบุกรุกพื้นที่ป่าที่สมบูรณ์ของผืนป่าตะวันตก
อย่างไรก็ตาม เลขาธิการมูลนิธิสืบฯ เน้นว่า ทางมูลนิธิมีบทเรียนที่ได้จากการทำงาน ที่ใครบอกว่าคำตอบในการจัดการทรัพยากรอยู่ที่ชุมชน ต้องมาสร้างความเข้าใจก่อนว่า ปัจจุบันความเป็นชุมชนค่อยๆ เลือนหายไป มีความคิดเป็นปัจเจกหรือแนวคิดคนเมืองเข้ามาแทนที่ จะให้เสียสละมาทำงานสาธารณะเป็นไปไม่ได้ หากไม่มีการจัดตั้ง แต่มองว่า ต้องมีการจัดการที่สมัยใหม่ โดยประยุกต์กับวิถีวัฒนธรรมดั้งเดิม มีการตั้งคณะกรรมการดูแลร่วมกัน มีหลักการที่ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย จะได้ไม่เกิดปัญหาชาวบ้านอ้างสิทธิ เจ้าหน้าที่ก็อ้างกฎหมาย มูลนิธิเองก็ทบทวนบทบาท จุดยืนของเราคือเป็นองค์กรอนุรักษ์ ต้องรักษาป่า ไม่ใช่ทำงานเรียกร้องสิทธิชุมชน
"งานจากนี้ไปยังคงร่วมรักษาป่าตะวันตก สืบฯ จะทุ่มเททุกอย่าง ทั้งสติปัญญา กำลังคน งบประมาณ จะต้องไม่เป็นเบี้ยหัวแตก เราทำงานรูปธรรม รักษาป่าใหญ่ผืนสุดท้ายไว้ให้คนไทยทั้งชาติ เพราะเป็นพื้นที่ป่าที่ดีที่สุดในประเทศไทย มีสัตว์ป่าชุกชุม มีเสือ 200 ตัว มีช้าง 200 เชือก ขณะที่ป่าอื่นพบน้อยมาก" นี่คือภารกิจที่ศศินย้ำในท้ายนี้
ตลอด 20 วัน ระหว่างวันที่ 31 ส.ค.-19 ก.ย.2553 นี้ มูลนิธิฯ ได้จัดงาน "20 Years 20 Day Seub Nakhasathien" ขึ้น ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร กิจกรรมในงานจะเผยแพร่แนวคิดของสืบ นาคะเสถียร ผ่านงานศิลปะแขนงต่างๆ ที่โดดเด่นเป็นนิทรรศการภาพถ่ายจากผืนป่าตะวันตกและผลงานศิลปะของสืบ โดยสห+ภาพ ชุมชนคนถ่ายภาพ การจัดฉายภาพยนตร์สั้นเพื่อสิ่งแวดล้อม การแสดงดนตรีเพื่อการอนุรักษ์
วันอาทิตย์ที่ 5 ก.ย.นี้ มีสนทนาประกอบภาพ ดนตรี "ในนามของสัตว์ป่า" โดยมาโนช พุฒตาล และ ม.ล.ปริญญากร วรวรรณ 7 ก.ย.ชมภาพยนตร์ร่วมกับจิระนันท์ พิตรปรีชา 8 ก.ย.คุยเรื่อง AVATAR กับ อ.ยงยุทธ จรรยารักษ์ 9 ก.ย.กิจกรรมตอบคำถาม ภาพยนตร์กับสิ่งแวดล้อมโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 10 ก.ย.พบกับติ๊ก-เจษฎาภรณ์ ผลดี กับเนวิเกเตอร์ ตอนภารกิจของสืบ นาคะเสถียร 11 ก.ย.ศุ บุญเลี้ยง กับหนังเรื่อง HOME 12 ก.ย.คน ค้น คน กับ 5 จอมป่า 14-16 ก.ย.ประกวดวงดนตรีโฟล์คซองคนดนตรี 20 ปี สืบ นาคะเสถียร สำหรับคอนเสิร์ต 20 ปี สืบ นาคะเสถียร โดยสุรชัย จันทิมาธร และยืนยง โอภากุล 2 ตำนานเพลงเพื่อชีวิตแถวหน้าของไทยบนเวทีเดียวกันเพื่อร่วมสืบทอดเจตนารมณ์ สืบ จะจัดขึ้นวันที่ 19 ก.ย.นี้ ณ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
/////////////////////////////////////////////////////////
ล้อมกรอบ
อานันท์เรียกร้องอย่าปล่อยให้'สืบ'เดียวดาย
อานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเสียสละชีวิตตนเองของคุณสืบ สะท้อนถึงคนไทยส่วนใหญ่ให้ความสนใจน้อยมากเรื่องสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะป่าไม้และสัตว์ป่า เมื่อ 20 ปีที่แล้ว มีคุณสืบและพรรคพวกไม่กี่คนแสดงถึงความบกพร่องของสังคมไทย ระบบะราชการไทย และคนไทย คุณสืบพยายามทำงานในระบบ แต่ระบบนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ยึดติดกับอำนาจและเงินทุน คำนึงถึงมิติเดียวคือ การใช้กฎหมาย หลายครั้งประวัติศาสตร์ของไทยใช้กฎหมายในทางที่ผิด ไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ คุณสืบทนไม่ไหว สู้ในระบบ สู้ในสภาวะแวดล้อมที่เป็นจริงขณะนั้น ตนไม่ทราบว่าอะไรทำให้คุณสืบท้อถอย จากความผิดหวัง จากการไม่สามารถสื่อให้ระบบราชการ นายทุน ชาวบ้าน เข้าใจสิ่งง่ายๆ สิ่งที่อยู่ในหัวใจคุณสืบ คือ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เมืองไทยพยายามให้ความคิดนี้สืบสานสู่ประชาชนส่วนใหญ่ผ่านการเขียนรัฐธรรมนูญปี 40 ซึ่งบ่งชัดเรื่องสิทธิชุมชน การมีส่วนร่วม สิทธิที่ประชาชนพึงมี แต่น้อยคนเข้าใจความหมายที่แท้จริง
"ชีวิตคุณสืบสะท้อนถึงความเข้าใจและซาบซึ้งความเป็นมนุษย์ ไม่เฉพาะมนุษย์ แต่แผ่ความเมตตาไปยังป่า สัตว์ป่า คุณสืบแสดงว่า รักป่าและรักสัตว์ป่า เท่ากับรักมนุษย์ด้วยกัน ในระบบนิเวศการเบียดเบียนน้อยมาก สัตว์ป่าใหญ่ต้องล่าสัตว์เล็กเป็นอาหาร แต่อิ่มแล้วก็หยุด ไม่เบียดเบียน แม้แต่สัตว์เดรัชฉานไม่มีความเป็นมนุษย์ยังเป็นมนุษย์มากกว่าคนหลายคน ที่มีแต่แก่งแย่ง เบียดเบียนชีวิตชาวบ้าน คนจน ผู้ไร้อาชีพที่ต้องการที่ดินทำกิน แล้วยังเอาเปรียบเพื่อผลประโยชน์ตัวเอง ผลประโยชน์ราชการ ผลประโยชน์นายทุน"
อานันท์กล่าวต่อว่า ระบบราชการของไทยล้าหลัง ต้องมีการปฏิรูป พูดเสมอมีการกระจายอำนาจ ที่ผ่านมา กระจายอำนาจจากส่วนกลางสู่ท้องถิ่น ถึงเวลาแล้วที่การกระจายอำนาจต้องควบคู่ไปการมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญ เราไม่ได้ท้าทาย เราทำเพราะสิทธิประชาชนที่พึงมีอำนาจต่อรอง ขอพื้นที่ทางการเมือง ขอพื้นที่เพื่อวิถีชีวิต เพื่อความเป็นธรรม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในทุกมิติ หากไม่เปลี่ยนวิธีคิดอย่างที่สืบพยายามเปลี่ยน ผ่านไป 20 ปี ก็ต้องมานั่งบ่นกันอีก อีกบทเรียนที่ได้จากคุณสืบ คือ สังคมไทยยังมีคนดีอีกมากและเก่งด้วย
"คุณสืบเป็นคนแรก เป็นนักบุกเบิก เป็นคนจุดประกายความมืดในสังคมไทย เป็นคนชูธง ทำทุกอย่างที่ตนเองพูดและเชื่อถือ แต่สุดท้ายสืบพ่ายแพ้กับสังคมไทย พ่ายแพ้ระบบอำนาจ พวกเราต้องไม่ปล่อยให้คุณสืบอยู่เดียวดาย ต้องตระหนักอยู่เสมอว่ามีเวลาไม่มากและเวลาที่เหลืออยู่ต้องพยายามเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและวิธีคิดของคนรุ่นหลัง องค์กรเดียวไม่พอ ขอให้ทุกคนพยายามเผยแพร่วิธีคิดในทุกสัดส่วนของสังคมไทยและยังต้องเฝ้าระวังต่อไป "
อดีตนายกฯ ย้ำว่า สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังไม่ใช่ชาวบ้าน แต่เป็นระบบราชการ อำนาจระบบราชการ อำนาจทุน ผู้หาผลประโยชน์ระยะสั้น คนอยู่ได้ ป่าอยู่ได้ สัตว์อยู่ได้ อย่าพูดเพื่อแสดงความฝัน ต้องทำให้เป็นจริงในสังคมไทย เพื่อลูกหลานของเราในวันต่อไป.
หมายเหตุ : เป็นข้อความบางตอนจากการกล่าวเปิดงาน "20 ปี สืบ นาคะเสถียร" เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2553 ณ หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพฯ








