เลือก ส.ก.-ส.ข. แล้วไง
ส.ก.-ส.ข.เลือกไปแล้ว ผลที่ปรากฏนำไปสู่คำวิพากษ์วิจารณ์จำนวนหนึ่ง ถ้าผู้เขียนจะสมทบเสนอความเห็นบ้างคงไม่กระไรนัก ในระหว่างนี้ยังมีรถโฆษณาหาเสียงของผู้สมัครออกเคลื่อนไหว แต่คราวนี้มิใช่หาเสียงหากเป็นมาขอบคุณผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง
การเลือกตั้งระดับท้องถิ่นเป็นส่วนหนึ่งของประชาธิปไตยพื้นฐานสุด ทว่าน่าเสียดายที่มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งน้อยชนิดไม่ถึงกึ่งหนึ่งของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ ซึ่งประชากรโดยเฉลี่ยเป็นผู้รับการศึกษาค่อนข้างมากกว่าในต่างจังหวัด กระนั้นไม่วายนอนหลับทับสิทธิ์
เมื่อคณะราษฎรเปลี่ยนแปลงการปกครองจากเดิมสู่ระบอบประชาธิปไตย วันที่ 24 มิถุนายน 2475 ก็มีเสียงโจมตีคณะราษฎรว่าใจเร็วใจร้อน นำการเปลี่ยนแปลงขณะที่ประเทศชาติและประชาชนยังไม่พร้อม ปัญหาการมีความพร้อมหรือไม่พร้อมวัดตรงไหน คำตอบที่พอฟังได้ว่าดูกันที่การศึกษา ประชาชนในปีแห่งการเปลี่ยนแปลง 2475 ยังมีการศึกษาน้อย เสียงของผู้ไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงสู่ระบอบประชาธิปไตยเวลานั้น จึงต้องการให้รอถึงเวลาประชาชนมีการศึกษาสูงขึ้นก่อน ความจริงสยาม โดยเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี เสนาบดีกระทรวงธรรมการได้พยายามเรียกร้องการออกกฎหมายเพื่อบังคับการเข้าเรียน เป็นการเรียกร้องอันยาวนานและประสบความสำเร็จเมื่อรัชกาลที่ 6 ทรงตรา พ.ร.บ.ประถมศึกษาในรัชสมัยของพระองค์
กฎหมายบังคับให้คนเข้าเรียนจนสำเร็จชั้นประถมศึกษามีแล้ว แต่ดูจะเป็นรูปแบบเมื่อพิจารณาความจริงว่า ยังมีโรงเรียนสำหรับรองรับนักเรียนอยู่น้อยโรง ทั้งนี้ถ้าดูการจัดงบประมาณสมัยราชาธิปไตย ปรากฏว่าได้ให้งบประมาณเพื่อการศึกษาไม่มากนัก เหตุนี้เองเมื่อคณะราษฎรเปลี่ยนแปลงการปกครองสำเร็จแล้ว หลัก 6 ประการอันเหมือนนโยบายของรัฐ จึงมีเรื่องการศึกษาเป็นหลักประการหนึ่งในหลัก 6 ประการ และเมื่อลงรายละเอียดพิจารณาดูถึงงบประมาณที่รัฐให้แก่การจัดการศึกษา พบว่าโดยเฉลี่ยเป็นงบที่สูงกว่าสมัยราชาธิปไตย
แน่นอนการศึกษาของไทยสมัยแรกประชาธิปไตยกับการศึกษาในปัจจุบัน เวลานี้มีผู้สำเร็จการศึกษาสูงกว่ามากกว่าสมัยก่อน แต่คราใดที่มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นกลับมีประชาชนไปใช้สิทธิเลือกตั้งของตนจำนวนน้อยไม่สมกับการมีระดับการศึกษา ในทางการเมืองจึงมีวาทกรรมในยุคสมัยที่ผ่านมา โดยฝ่ายหนึ่งเห็นว่าการเลือกตั้งเป็นหน้าที่ของประชาชน จึงควรมีกฎหมายบังคับให้ไปเลือกตั้ง ขณะที่อีกฝ่ายไม่เห็นด้วยกับความคิดเช่นนั้น เพราะเห็นว่าการไปเลือกตั้งเป็นสิทธิเท่านั้น เขาจะไปใช้สิทธิหรือไม่จึงเป็นเรื่องความสมัครใจ หาใช่หน้าที่อันจะต้องบังคับ
วาทกรรมดังกล่าวข้างต้นมาตกผลึกเรื่องการเป็นทั้งสิทธิและหน้าที่ ซึ่งพลเมืองผู้มีสิทธิต้องปฏิบัติ ดังนั้นจึงปรากฏในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญสมัยหลัง รวมทั้งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 72 บัญญัติว่า "บุคคลมีหน้าที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง" ซึ่งไม่เพียงบัญญัติว่าเป็นหน้าที่เท่านั้น ยังบัญญัติบทลงโทษผู้ไม่ไปเลือกตั้งตามหน้าที่ด้วย หากโทษที่บัญญัติไว้ดังกล่าว ไม่น่าสะพรึงกลัว เป็นเพียงการตัดสิทธิในทางการเมือง เช่น ถ้าจะเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งหรือการเข้าชื่อใช้สิทธิถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
การไปใช้สิทธิเลือกตั้งของประชาชนจึงหร็อมแหร็มเรื่อยมา
ความหวังเรื่อง "เสียงเงียบ" จึงได้แต่หวังกันเรื่อยมาว่าสักวันหนึ่งเสียงของประชาชนจะเป็นเสียงสวรรค์ เป็นเสียงที่ขับไล่พวกนักการเมืองน้ำเน่า ว่ากันอย่างนั้นเถอะ
เรื่องสิทธิและเสียงของผู้มาใช้สิทธิลงคะแนนนั้น ความจริงยังมีปัจจัยที่เป็นตัวแปรหลายอย่าง เช่น คุณ ส.ส.หอกหัก ได้รับเลือกตั้งแบบเต็งหาม ขนาดร้อยละ 90 ของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แต่ ส.ส.คนดังกล่าวมิใช่คนดีมีฝีมืออะไร แต่รับเลือกตั้งขนาดนั้นเพราะซื้อเสียงเล่นเล่ห์เพทุบาย จนหมาหอนในคืนก่อนเลือกตั้งเสียงแหบเสียงแห้ง เป็นเจ้าพ่อในท้องถิ่น เป็นต้น
การเมืองจึงเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาหลายปัจจัย ดูทั้งพรรคทั้งนโยบายตลอดจนผลงาน แล้วก็ดูเรื่องตัวบุคคล การเมืองเป็นเรื่องสาธารณะ เป็นคนที่อาจจะรู้จักหรือไม่รู้จัก (และก็รู้จักเพียงบางด้าน) การบอกว่าเลือกคนดี อย่างไรเป็นคนดีที่เหมาะแก่งานการเมือง มิใช่คนดีที่จะเลือกให้เป็นมัคนายกของวัด
ครับ
ต่อไปนี้ลองช่วยกันพิจารณาเรื่องการเลือกตั้ง ส.ก. และ ส.ข. ของ กทม.
การเลือกตั้งประเภทนี้ 4 ปีเลือก 1 ครั้ง (เว้นเกิดการตายหรือลาออกของสมาชิกจึ่งเลือกซ่อม) การเลือกครั้งสุดท้ายก่อนจะมาถึงครั้งปัจจุบันล่าสุด ได้จัดการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2549
เกณฑ์การจัดจำนวนสมาชิก ใช้เกณฑ์ประชากร 150,000 คนต่อ 1 ที่นั่ง ส่วนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2549 คิดเป็นร้อยละ 41.94 เมื่อเปรียบเทียบกับการเลือกตั้งล่าสุดวันที่ 29 สิงหาคม 2553 มีผู้ไปใช้สิทธิเพียงร้อยละ 41.14 แสดงว่ามีผู้ไปใช้สิทธิน้อยกว่าครั้งก่อน
มีเสียงโวยวายเมื่อจะไปใช้สิทธิเลือกตั้งแล้วไม่สามารถใช้สิทธิได้ เพราะมีชื่อตามบัญชีผู้เลือกตั้ง ส.ข. พอข้ามเต็นท์จะมาใช้สิทธิเลือก ส.ก. กลับไม่มีชื่อในบัญชีเลือก ส.ก. กรณีเช่นนี้เกิดขึ้นบ้างแต่ไม่เป็นเหตุผลเพียงพอถึงคนไปใช้สิทธิน้อย เพราะผู้ประสบปัญหามีจำนวนไม่มาก ถึงอย่างนั้นเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องไม่พึงละเลยเพื่อแก้ปัญหาหรือเตรียมการในการเลือกตั้งครั้งต่อไป
ควรอธิบายปัญหากฎหมายเลือกตั้งว่า การเลือก ส.ข. ทางเขตเป็นผู้จัดดำเนินการ ผู้จะมีสิทธิเลือกตั้งได้นอกจากมีคุณสมบัติประการอื่นๆ ครบแล้ว ผู้นั้นต้องมีภูมิลำเนาในเขตเลือกตั้งครบ 365 วัน ถ้าเพิ่งย้ายมาอยู่ไม่ครบ 365 วัน ย่อมขาดสิทธิเลือกตั้ง (เว้นแต่กลับไปใช้สิทธิในเขตที่อยู่เดิม) ขณะเดียวกัน การเลือก ส.ก.เป็นการดำเนินงานของ กกต.กรุงเทพฯ กฎหมายรับรองการใช้สิทธิของผู้เลือกตั้ง นอกจากมีคุณสมบัติตามกฎหมายในประการอื่นๆ ครบถ้วนแล้ว ยังต้องมีถิ่นที่อยู่ในเขตเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 90 วัน เมื่อขาดคุณสมบัติประการหลังจะหมดสิทธิการเลือกตั้งด้วย ซึ่งจะเห็นว่าจำนวนวันการอยู่ในถิ่นอันเป็นเขตเลือกตั้ง ส.ก. กับ ส.ข. มีความแตกต่างกัน
อันที่จริงนายทะเบียนราษฎรที่มีเอกสารแจ้งผู้มีสิทธิ์น่าระบุข้อกฎหมายนี้ด้วย เว้นแต่ผู้ใช้สิทธิมิได้ดูเอกสารก่อนไปใช้สิทธิ
ปัญหาที่มักกล่าวโทษว่าเหตุที่มีประชาชนมาใช้สิทธิเลือกตั้งน้อย ที่พบว่าเป็นปัญหาเสมอมาคือ การอ้างถึงประชาสัมพันธ์ไม่ดีพอ
เพื่อความเป็นธรรมแก่เจ้าหน้าที่ผู้จัดดำเนินการเรื่องนี้ ผู้เขียนเห็นว่าเท่าที่ปรากฏผ่านสื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ของทางการ ผนวกกับการเคลื่อนไหวโฆษณาหาเสียงของผู้สมัครรับเลือกตั้งอีกทางหนึ่ง ย่อมเป็นที่ทราบได้ว่าจะมีการเลือกตั้งอะไร เมื่อไหร่ ใครเป็นผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง
แต่การรับรู้เช่นนี้ทำไมจึงไม่เป็นการจูงใจให้คนในส่วนไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งขยับเขยื้อนไปใช้สิทธิ
การประชาสัมพันธ์หรือโฆษณาดังกล่าวเป็นไปในลักษณะกว้างๆ ประกอบกับขาดความถี่เพียงพอ (เฉพาะส่วนประชาสัมพันธ์ของทางการ) เป็นการยิงศรไม่เข้าเป้ากลางใจ) การโฆษณาของผู้สมัครรับเลือกตั้งที่เป็นใบปลิว ก็มุ่งบอกสรรพคุณตนเองว่าเป็นใคร เรียนจบอะไรมา เคยเป็น ส.ก.หรือ ส.ข.มากี่สมัย ซึ่งไม่สร้างความเร้าใจมากพอต่อผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งต้องไปใช้สิทธิ หรืออย่างน้อยรู้ว่าเป็นหน้าที่ของตนเพื่อเลือกพวกเขาไปทำหน้าที่อะไร
ผู้เขียนมีความชื่นชมคุณสุไหง ส.ก.เขตทวีวัฒนา (ผู้เขียนไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว) เพราะในใบปลิวโฆษณานอกจากลงภาพตนเองพร้อมทีม ส.ข.กับชื่อเสียงเรียงนามเช่นผู้หาเสียงทั่วไปแล้ว ยังมีข้อความให้ความรู้สั้นๆ กระชับรัดกุมว่า ส.ก.มีหน้าที่ไปทำอะไร ส.ข.มีหน้าที่ไปทำอะไร เมื่อประชาชนผู้มีสิทธิได้ทราบและตระหนักรู้แล้ว ประชาชนควรสำนึกต่อหน้าที่ในการไปเลือกตั้งด้วย
อีก 4 ปีข้างหน้าเมื่อ ส.ก.กับ ส.ข.ชุดที่รับเลือกครั้งนี้ครบวาระย่อมจะเกิดการเลือกตั้งใหม่ วงจรเดิมๆ ย่อมจะกลับมาอีก ถ้าไม่มีเหตุปัจจัยอะไรที่แหลมคม จำนวนผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งย่อมไม่เพิ่มขึ้นไปกว่านี้ การหวังผลตีกินโฆษณาประชาสัมพันธ์ในเทศกาลเลือกตั้งก็จะไม่ได้ผลเหมือนเดิมอีกนั่นแหละ
เมื่อการปกครองท้องถิ่น เช่น กทม.มีความสำคัญในบริบทที่แน่นอน การทำหน้าที่ ส.ก.กับ ส.ข. ต้องแสดงบทบาทและมีผลงานให้ประชาชนรับรู้ต่อเนื่อง ส่วนใดเป็นเรื่องตราข้อบัญญัติ กทม. ส่วนใดเป็นการกำกับการบริหารของผู้ว่าฯ กทม.กับคณะ ซึ่งมิใช่เป็นตรายางและซูเอี๋ยเพราะส่วนใหญ่มาจากพรรคเดียวกัน
การบริหารงานท้องถิ่นเช่น กทม. มิใช่เพียงท้องถิ่นธรรมดาแต่มีฐานะเป็นเมืองหลวง เป็นศูนย์กลางของหลายสิ่งหลายอย่าง พร้อมๆ กับปัญหาของ กทม.นั้นมากมายเหลือคณานับ
การที่ผู้ว่าฯ รองผู้ว่าฯ กทม.ฝ่ายบริหาร กับสมาชิกสภา กทม. ส่วนใหญ่เป็นชาวพรรคประชาธิปัตย์ ถ้าไม่คิดเพียงทำงานสะดวกซูเอี๋ยกันได้ ฮั้วอำนาจกันได้ ต้องทำงานจริงจังไม่เห็นแก่หน้าค่าชื่อ เอางานกรุงเทพฯ เป็นตัวตั้ง ลองกำกับตรวจสอบจริงๆ ไปดูข้อกฎหมายข้อบัญญัติ กทม.ว่าอะไรล้าหลัง อะไรเป็นอุปสรรค แล้วลงมือแก้ไขปรับปรุงเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน วันข้างหน้าคะแนนเสียงย่อมรับเลือกยิ่งกว่าคะแนนจัดตั้งเสียอีก.








