กมธ.ต่างประเทศอัดรัฐบาลคำนึงถึงกลุ่มการเมืองมากกว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หลังซาอุฯ แถลงการณ์ไม่พอใจ "เทพเทือก" จ้อสื่ออุ้ม "สมคิด บุญถนอม" ได้เลื่อนชั้นนั่ง ผช.ผบ.ตร. อัดรัฐบาลไม่ไตร่ตรองอาจทำสัมพันธ์ไทย-ซาอุฯ เลวร้ายลง
เมื่อวันที่ 4 กันยายน นายต่อพงษ์ ไชยสาส์น ประธานกรรมาธิการการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่สถานเอกอัครราชทูตซาอุดีอาระเบียประจำประเทศไทย ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อคำให้สัมภาษณ์ของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ในฐานะประธานคณะกรรมการตำรวจแห่งชาติ ก.ตร. ต่อกรณีแต่งตั้ง พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 เป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไม่มีความผิดทางวินัย และได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติว่า ไม่ผิดอะไรที่ทางการประเทศซาอุฯ จะตั้งข้อสงสัย ในขณะที่คดีของ พล.ต.ท.สมคิด ที่การดำเนินคดีเป็นไปอย่างล่าช้า การติดตามคนที่กระทำความผิดยังไม่เป็นผล โดยที่ทางการซาอุฯ ได้พยายามเรียกร้องถามหาความคืบหน้าของคดี จนทำให้เกิดข้อสงสัยกับทุกคน และมึนงงกับการประทำที่ปล่อยปละละเลย
นายต่อพงษ์กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาซาอุฯ ได้ตัดความสัมพันธ์ไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว รัฐมนตรีของไทย รวมถึงนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางเพื่อไปรื้อฟื้นความสัมพันธ์ อย่างที่ทาง กมธ.ต่างประเทศตั้งข้อสังเกตมาตลอดว่า รัฐบาลหรือการทำหน้าที่ของเสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศไม่ให้ความสำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ดูได้จากถ้อยคำแถลงนโยบายของนายกฯ ในสภาได้ และคนที่ทำหน้าที่เป็นเสนาบดีเองต้องรับผิดชอบผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ตามที่ กมธ.ต่างประเทศได้เตือนไปหลายครั้งแล้วว่า นโยบายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นไปอย่างเชื่องช้า และปล่อยปละละเลย
"ประเด็นตรงนี้แสดงให้เห็นว่า รัฐบาลบกพร่อง ดูแลไม่ทั่วถึง การทำงานของรัฐบาลเป็นไปอย่างเชื่องช้า บุคคลที่รัฐบาลซาอุฯ ตั้งข้อสงสัยกลับไปรับการเลื่อนตำแหน่งที่สูงขึ้น ดังนั้นจึงไม่แปลกถ้าทางรัฐบาลจะกล่าวท้วงติงในเรื่องนี้ การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรีโดยตรง แต่ตรงนี้กลับไม่มีการทักท้วง ซึ่งการพิจารณาอะไรควรไตร่ตรองไม่ส่งผลให้ความสัมพันธ์เลวร้ายลง หรือทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างมหามิตรประเทศสิ้นสุดลง ควรคำนึงทุกมิติ การพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายไม่ใช่แค่คำนึงแค่ตอบความต้องการของกลุ่มการเมือง แต่ควรใช้ดุลพินิจพิจารณาจากผลงาน คุณวุฒิ ประสิทธิภาพ และชื่อเสียง ถ่วงดุลข้อดี ข้อเสีย และจริยธรรมของตัวบุคคล โดยเฉพาะข้าราชการระดับสูงที่จะได้เลื่อนชั้นเป็น พล.ต.อ." นายต่อพงษ์กล่าว
สืบเนื่องจากการที่สถานเอกอัครราชทูตซาอุดีอาระเบียประจำประเทศไทยออกแถลงการณ์ต่อประเด็นเกี่ยวกับมติของ ก.ตร. ที่มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ในฐานะประธานในการพิจารณาตำแหน่ง พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม ผู้บัญชาการตำรวจภาค 5 ผู้ต้องหา และพวกทั้ง 5 ในคดีการหายตัวของนายโมฮัมเหม็ด อัลรูไวลี่ นักธุรกิจชาวซาอุดีอาระเบีย ในปี พ.ศ. 2533 เป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ โดยแสดงความเสียใจที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนว่าคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยมีมติว่า พล.ต.ท.สมคิดไม่มีความผิดและได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รวมทั้งการที่คณะกรรมการตำรวจ หรือ ก.ตร. โดยมีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นประธาน ได้มีมติเลื่อนตำแหน่งให้ พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม ซึ่งเป็นจำเลยในคดีอาญาหรือคดีที่มีความผิดร้ายแรง ทั้งที่มาตรา 95 พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ ปี พ.ศ. 2547 ระบุว่า ข้าราชการตำรวจผู้ใดมีกรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงจนถูกตั้งกรรมการสอบสวน หรือต้องหาว่ากระทำความผิดอาญาหรือถูกฟ้องคดีอาญา จะต้องถูกสั่งพักราชการจนกว่าการพิจารณาคดีจะเสร็จสิ้นโดยสมบูรณ์
ในแถลงการณ์ยังระบุว่า ช่วงเวลาเหตุการณ์ในปัจจุบันทางรัฐบาลไทยได้มีความพยายามดำเนินการไปแล้วในช่วงต้นปีที่จะคลี่คลายปัญหาทั้ง 3 คดีที่ยังค้างของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งนับเป็นก้าวแรกในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยและประเทศซาอุดีอาระเบีย แต่ช่วงระยะหลังนี้แตกต่างกับระยะแรกในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ท่ามกลางข้อกังวลต่อความทุ่มเทของทั้ง 2 ประเทศ ในการสะสางคดีที่คงค้างในปัจจุบันเพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างทั้ง 2 ประเทศโดยตรง เกรงว่าจะประสบความล้มเหลว
สถานเอกอัครราชทูตซาอุดีอาระเบียต้องการที่จะเน้นย้ำจุดยืนนโยบายของรัฐบาลซาอุดีอาระเบียถึงเรื่องการไม่เข้าไปแทรกแซงกิจการภายในในแต่ละประเทศ และตระหนักถึงความอ่อนไหวของสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ทางสถานทูตได้เฝ้าติดตามต่อคำมั่นและสัญญาของรัฐบาลไทยต่อการปฏิบัติตามคำมั่นและรับประกันในกระบวนการยุติธรรม และมีความโปร่งใส รวมถึงการไม่เข้าไปแทรกแซงจากหน่วยงานใดๆ ต่อคดีของซาอุดีอาระเบียที่ยังค้างคาอยู่ เพื่อเป็นหนทางนำไปสู่การฟื้นฟูความสัมพันธ์ระดับทวิภาคีระหว่างราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียและประเทศไทยตามสัญญาที่รัฐบาลไทย ซึ่งมีนายอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรีได้ให้ไว้.








