Sunday X-Cite X-Cite Kidz Tabloid
Subscribe to Thaipost
JPEG || PDF
Download

บังอบายเบิกฟ้า


นิติไสยศาสตร์

ก่อนจะสู่เรื่องนิติไสยศาสตร์ ขอเรียนท่านผู้อ่านที่เคารพก่อนว่า ข้อเขียนสัปดาห์ก่อนมีคำผิดอยู่ 2 คำ ซึ่งอาจจะเกิดจากต้นฉบับผู้เขียนไม่ชัดเจน คำแรกธรรมกถกนั้นผิด ที่ถูกคือธรรมกถึก แปลว่า ผู้แสดงธรรม คำที่ 2 เป็นคำย่อคาถาที่สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ตรัสเรียกว่า คาถากาสลัก ที่ถูกคือ จะ ภะ กะ สะ อาจจะตัว ภ สำเภาไม่ชัด จึงผิดเป็น จะ กะ กะ สะ ไป โปรดทราบตามนี้

ปัจจุบันมีสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีคุณหมอ - แพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ เป็นผู้อำนวยการ ข่าวคราวเรื่องจีที 200 ตรวจจับระเบิด ไม่ได้จริง ก็มีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์กันไปแล้ว ซึ่งเวลานั้นการทดสอบยังไม่ถึงขั้นผ่าเครื่องพิสูจน์ เป็นเพียงใช้วิธีการทดสอบทางวิทยาศาสตร์อันน่าเชื่อถือได้ ซึ่งตรงกับที่ชมรมวิทยาศาสตร์หว้ากอเคยมีคำตอบ

บริษัทที่ขายนั้นอ้างสัญญาห้ามนำเครื่องไปผ่าพิสูจน์ การทดสอบจึงไม่ถึงขั้นผ่าเครื่อง

กระนั้น คุณหญิงหมอ ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ผู้ประหนึ่งเป็น "ทุกคำตอบของสังคม" ได้ออกมารับรองประสิทธิภาพเครื่องมือจีที 200

เลยอดสงสัยว่าหน่วยงานที่พิสูจน์หลักฐานเมื่อเหตุการณ์ที่เกิดผ่านไปแล้ว อย่างหน่วยงานสังกัดคุณหญิงหมอจำเป็นอย่างไรจึงต้องซื้อเครื่องมือที่ว่านี้อย่างแพงแสนแพงถึง 6 เครื่อง

แล้วล่าสุดเมื่อ พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ อดีตประธานที่ปรึกษากองทัพไทยและประธานองค์กรอุณาโลม ได้ผ่าพิสูจน์เครื่องตรวจระเบิดจีที 200 พร้อมเซ็นเซอร์การ์ด ผลการพิสูจน์ผ่านจอทีวีโมเดิร์นไนน์ ปรากฏว่ามีแต่ความว่างเปล่า ไม่มีกลไกอิเล็กทรอนิกส์ใดๆ

พล.อ.ปฐมพงษ์บอกว่าไม่ต้องการให้ทหารถูกคนอื่นหัวเราะเยาะ กับตนเองในฐานะประชาชนผู้เสียภาษี การกระทำของตนจึงเป็นไปเพื่อรักษาเกียรติภูมิของกองทัพ

ครับ

เครื่องมือวิทยาศาสตร์ก็ควรถูกตรวจสอบด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ทำให้โปร่งใส

ส่วนราคาเครื่องที่แต่ละส่วนราชการซื้อไว้ใช้ในราคาต่างกัน ก็ควรตรวจสอบด้วย เพราะอาจจะเป็นที่มาของคำตอบว่า ทำไมเครื่องจีที 200 จึงอ้างว่าถูกสัญญาค้ำคอห้ามผ่าเครื่อง และเมื่อ พล.อ.ปฐมพงษ์ผ่าเครื่องจนรู้เช่นเห็นชาติแล้ว บริษัทไหนใครจะยกสัญญาขึ้นฟ้องหรือไม่ หรือทางราชการเองกลับควรที่จะเป็นผู้ฟ้องคนขายข้อหาฉ้อฉลหลอกลวงหรือไม่ ทำให้รัฐเสียหาย

เมื่อไหร่จะมีคำตอบ

แต่ระหว่างที่ยังไม่ได้รับคำตอบทั้งทางวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์และวิทยาศาสตร์สังคม ผู้เขียนขอคุยเรื่องสนุกๆ เบาๆ ไปพลางก่อน เกี่ยวกับนิติไสยศาสตร์นั่นแหละ

ยุคของใครก็ยุคของใคร ต่างมีตรรกะ มีวิธีการและความเชื่ออันต่างกัน แต่กิเลสคน เช่น ความโลภ โกรธ หลง ไม่ต่างกันนัก เว้นไว้เพียงปริมาณกับวิธีการแสดงออกอาจจะต่างกันโดยยุคสมัยไปบ้าง

ดูจากเรื่องขุนช้างขุนแผนนั้น คนเชียงใหม่ดีๆ นั้นย่อมมีมาก หากคนเลวๆ สุดๆ ย่อมมีอยู่ เช่น เถรขวาด ทั้งๆ ห่มเหลืองครองไตรจีวร กินเหล้าเมายาหลอกลวงชาวบ้านทำคุณไสยสารพัด ครั้นถึงคราวกลับเชียงใหม่ได้แล้วแทนที่จะสงบจิตสงบใจ กลับจะไปก่อเรื่องวุ่นวายที่ทำให้ตนเองพินาศในที่สุด

เถรขวาดมีลูกศิษย์ก้นกุฏิคนหนึ่งคือเณรจิ๋ว สำหรับเณรจิ๋วในขุนช้างขุนแผนเห็นจะดีกว่าจิ๋วอื่นคือ รู้คิดรู้จักใช้ปัญญาและมีสติ ดังเมื่อเถรขวาดอาสามาป่วนเมือง โดยจะแปลงเป็นจรเข้มาอาละวาด เณรจิ๋วห้ามไว้และขอให้รู้จักความพอดีบ้าง

"คนดีมีไม่สิ้นอยุธยา

อย่าชะล่าใจนักจักเสียที

เมื่อแก่เฒ่าเข้าเรือนแปดสิบปีปลาย

แสนสบายยศศักดิ์ก็ถึงที่

จะอยู่ไปได้สักกี่ปี

ถึงเพียงนี้ไม่รู้จักรักสบาย

นั่งกินนอนกินจนสิ้นชีวิต

ไม่ควรคิดพยาบาทมาดหมาย

จะไปไยให้ยากลำบากกาย

อยู่ตายในเชียงใหม่ได้เข้าเมรุ"

เถรขวาดเป็นคนดื้อรั้น ใช้ภาษาโหรคงบอกได้ว่า "โมหะทับลัคนา" คนประเภทเถรขวาดนั้นที่ไม่ได้ตายและเข้าเมรุที่เชียงใหม่ เห็นจะยังมีอยู่

อันการชำระความตัดสินมูลคดี เมื่อตุลาการท่านพิจารณาพิพากษาแล้ว ย่อมเป็นที่ยอมรับว่ายุติธรรม คือ ยุติโดยธรรม เพราะท่านพิจารณาตามตัวบทกฎหมายและข้อเท็จจริงแห่งพยานหลักฐาน ถ้าปราศจากพยานโดยเป็นโจทก์กล่าวอย่างหนึ่ง จำเลยกล่าวอย่างหนึ่ง กรณีเช่นนี้ในพระราชกำหนดบทพระอัยการสมัยโบราณ ดังเช่นสมัยกรุงศรีอยุธยาท่านวางบทพิสูจน์เรียกว่าพิสูจน์ดำน้ำลุยเพลิง (สนใจรายละเอียดโปรดดูกฎหมายตราสามดวง)

ขุนช้าง ขุนแผน วรรณคดีเอกของไทย มีบทสะท้อนภาพทางสังคมเฉพาะเรื่องการดำน้ำลุยไฟ เป็นเครื่องพิสูจน์สัจจะอยู่ 2 เหตุการณ์

เหตุการณ์แรกเป็นการดำน้ำ เมื่อเกิดกรณีพิพาทเรื่องขุนช้างเคยหลอกฆ่าพลายงามสมัยเด็ก หรือต่อมาเป็นพระไวยวรนาถ หากฆ่าไม่ตาย ช้างพลายงามจึงหนีไปหาย่าที่กาญจนบุรี

การดำน้ำพิสูจน์ความจริงเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนยุติธรรมไทยในอดีต ดังพระพันวษาทรงปรึกษาแล้วตรัสสั่งเตรียมการ

"ปรึกษาเสด็จตรัสสั่งพระครู

ไปดูโจทก์จำเลยมันจัดหา

เครื่องสำหรับดำน้ำให้ทำมา

ไปปักหลักที่หน้าตำหนักแพ

เข้ามณฑลกันวันพรุ่งนี้

จนถึงวันที่ดำน้ำเจ็ดค่ำแน่

ให้กำกับกันอยู่คอยดูแล

ให้พร้อมแต่เวลาบ่ายโมงหลาย"

พระครูในที่นี้คือ พระครูพราหมณ์ ซึ่งเป็นผู้พิพากษา ประกอบด้วย พระครูพิเชฐ พระครูพระราม พระครูมหิธร และพระครูจักรปราณี ภายหลังเมื่อกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมวิวัฒนาการมากขึ้น พราหมณ์มิได้เป็นผู้พิพากษาตุลาการ แต่ราชทินนามยังคงเป็นของท่านที่ดำรงตำแหน่งตุลาการ ในสมัยรัชกาลที่ 6 ราชทินนามของผู้พิพากษา ร.6 ได้ทรงคิดพระราชทานจากชื่อในวรรณคดีอินเดียที่สำคัญ

เหตุกาณ์ที่ 2 ในขุนช้าง ขุนแผน ที่ต้องพิสูจน์ด้วยการดำน้ำลุยไฟ หากคราวนี้เป็นการลุยไฟ ซึ่งกรณีที่นำมาสู่การลุยไฟ เกิดจากการที่นางสร้อยฟ้าทำเสน่ห์พระไวยวรนาถและนางทองประศรี จึงทำให้ศรีมาลาถูกกลั่นแกล้ง และเป็นชนวนให้ขุนแผนกับพลายชุมพลซึ่งแปลเป็นมอญใหม่ ยกกำลังหวังกำจัดพระไวยที่หลงเสน่ห์ไม่ลืมหูลืมตา

เมื่อเรื่องปรากฏแก่เบื้องพระพักตร์พระพันวษา สร้อยฟ้าได้ปฏิเสธว่าตนไม่ได้ทำ ขณะศรีมาลายืนยัน ครั้นหาพยานหลักฐานไม่ได้จึงต้องเกิดการพิสูจน์

ศรีมาลามั่นใจต่อความบริสุทธิ์ จึงกราบบังคมทูลขอพระราชทานเข้าพิสูจน์ด้วยการลุยไฟ

"ข้าแต่พระองค์ดำรงวัง

หม่อมฉันหวังตั้งจิตคิดลุยไฟ

แม้แพ้แก่ข้างนางสร้อยฟ้า

จะประหารชีวาให้ตักษัย

ทำชั่วแล้วตัวจะอยู่ไย

ขอลุยไฟให้เห็นประจักษ์ตา"

การที่คนแต่ก่อนท่านเชื่อและกล้าพิสูจน์ด้วยการดำน้ำลุยไฟจนเป็นหลักกฎหมายในการพิสูจน์ เพราะความบริสุทธิ์นั้นย่อมทำให้เทวดารักษา ข้างคนชั่วนั้นพระท่านไม่เข้าข้างไม่คุ้มครอง

ใครที่รู้สึกว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรม ปล้นชาติ ปล้นประชาชน โกงซับโกงซ้อน ครั้นจับได้ไล่ทันถูกศาลพิพากษายึดทรัพย์ กลายเป็นว่าตนถูกปล้น ถ้าเช่นนั้นจะลองพิสูจน์ด้วยนิติไสยศาสตร์โดยดำน้ำลุยไฟเอาไหม

คนสมัยก่อนมีหลักคุ้มครองตนให้เป็นผู้บริสุทธิ์ มีความละอายและเกรงกลัวต่อบาป ถือว่าคนไม่รู้ก็ยังมีผีสางเทวดารู้เห็น ต่างจากคนสมัยนี้บางคนขนาดพยานหลักฐานหนาแน่นประจักษ์พยานถึงพร้อม ยังแก้ตัวปฏิเสธหน้าตาเฉย ดำน้ำเหมือนกัน หากเป็นการดำน้ำดำท่าคนละความหมายกับดำน้ำลุยไฟ

ยุคสมัยที่ต่างกันนั้น ความเชื่อย่อมต่างกัน วิธีการก็ต่างกัน คำว่าวิชาการอันเป็นเทคนิคคัลเทอมปัจจุบัน คนปัจจุบันย่อมเข้าใจตามยุคสมัยของตน แต่คำเดียวกันนี้สมัยโบราณท่านหมายถึงวิชาไสยศาสตร์ ดังสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี ในทำเนียบราชการมีกรมวิชาการ ซึ่งเป็นกรมที่ต่างจากกระทรวงศึกษาธิการเคยมี เพราะกรมวิชาการในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เป็นกรมวิชาการที่มีหน้าที่ทำตะกรุดทำผ้าประเจียดจารึกอักขระเลขยันต์แจกทหาร

จะว่าไปแล้วผ้ายันต์ที่ลงอักขระด้วยพระคาถาคำสอนเป็นพุทธคุณ ย่อมมีคุณค่าทางใจมากกว่าเครื่องจีที 200 อันว่างเปล่าไร้วิญญาณและแสนแพงเปลืองงบประมาณแผ่นดิน.



flag counters
ไฟร์ฟอกซ์ ปลอดภัย ฟรี Download Firefox  | RSS feeds  | ทันข่าว ทันเหตุการณ์