Sunday X-Cite X-Cite Kidz Tabloid
Subscribe to Thaipost
JPEG || PDF
Download

คำสั่ง"ต้องชนะ" เงื่อนไขแรง เลือดตกยางออก! เป้าหมายเปลี่ยนการเมือง


ม็อบเสื้อแดงรวมตัวให้เห็นเป็นก้อนๆ ในจังหวัดใหญ่ๆ โดยเฉพาะที่นครราชสีมา ผู้ใหญ่ในรัฐบาลหลายคนเย้ยหยันว่า แค่ราคาคุย เพราะมาจริงแค่หลักหมื่น

ไม่มืดฟ้ามัวดินเป็นหลัก "ล้าน" อย่างที่บรรดา 3 เกลอโม้โอ้อวดเอาไว้

แต่อยากจะบอกรัฐบาลนิดหนึ่ง ครั้งนี้เท่าที่ตรวจสอบ เป็นปฏิบัติการที่มีความพร้อมมากที่สุด ของคนเสื้อแดง และพรรคเพื่อไทย

ประมาทเมื่อไหร่ รัฐบาลต้องเก็บของกลับบ้านเมื่อนั้น

ยุทธศาสตร์การเน้นปริมาณคน ของม็อบเสื้อแดงในครั้งนี้ บอกใบ้ในสิ่งที่เสื้อแดงอยากให้เกิด พวกเขาไม่ได้คาดหวังว่าจะมีคนเข้าร่วมชุมนุมล้านคน

แค่ 2-3 แสนคนขึ้นไป ก็ถือว่าเป็นการม็อบครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายสิบปีแล้ว

และรัฐบาลอย่าคิดว่า คนเสื้อแดงไม่สามารถทำตามที่คุยโม้ไว้ได้ เพราะม็อบที่ขนมาจากต่างจังหวัด มีการ "นับหัว" ที่ชัดเจน มีกลุ่มที่รับผิดชอบเป็นทอดๆ มีการจัดการอย่างเป็นระบบ

เมื่อบวกกับ ส.ส.พรรคเพื่อไทยแต่ละพื้นที่ ซึ่งถูกสั่งการให้เข้าร่วมในการขนคนเข้ากรุงเทพฯ ในวันที่ 14 มีนาคมนี้

คิดตัวเลขกลมๆ ส.ส.เพื่อไทยมีประมาณ 190 คน หากใช้สัดส่วนในการขน 1 ต่อ 1 พัน

ยอดผู้ชุมนุมจะสูงถึง 1.9 แสนคน

เมื่อบวกกับที่คนเสื้อแดงขนกันเองอีกจำนวนหนึ่ง

ปริมาณคนจะมากจนน่าตกใจ

เพราะอย่าลืมว่าจังหวัดที่ไม่มี ส.ส.เพื่อไทย ก็มีคนเสื้อแดงสิงสถิตอยู่จำนวนไม่น้อย

มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลจะต้องมีความพร้อมในการแก้ไขปัญหาที่เหมาะสม ตามลำดับขั้นของความรุนแรงที่ต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

และ ยุทธศาสตร์การเน้นปริมาณคน น่าจะเป็นการเคลื่อนไหวครั้งสุดท้ายของคนเสื้อแดงแล้ว ถ้าไม่ได้รับชัยชนะตามคำสั่งของ "น.ช.ทักษิณ ชินวัตร" การเรียกระดมคนในปริมาณมากๆ หลังจากนี้จะเกิดขึ้นได้ยากมาก

ไม่ใช่เพราะเงินทุนจำนวนมหาศาล แต่เพราะ "หมดใจ" เนื่องจากหนทางไปสู่ชัยชนะตีบตัน

วันที่ 14 มีนาคมนี้ ม็อบเสื้อแดงจะมหาศาลแค่ไหน?

นอกจากความเชื่อที่ว่า คนชนบทมักไม่ได้รับการเหลียวแลจากภาครัฐแล้ว แกนนำคนเสื้อแดงยังเห็นโอกาสคือ หมดหน้าเก็บเกี่ยว โอกาสที่ประชาชนในภาคเหนือและอีสาน ซึ่งให้การสนับสนุน "น.ช.ทักษิณ" จะไหลเข้ากรุงตามคำชักชวนนั้นเกิน 90%

ทำไมต้องใช้ผู้คนในปริมาณมาก?

เพราะจากประวัติศาสตร์การต่อสู้ระหว่างประชาชน กับอำนาจรัฐที่มีความเป็นเผด็จการนั้น ถ้าประชาชนไม่สามารถรวมพลังกันได้ในปริมาณมากพอ "ผู้ปกครอง" จะไม่ใส่ใจ

น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟฉันใด

ประชาชนจำนวนน้อยๆ ยอมไม่มีพลังไปกดดันผู้ปกครอง ฉันนั้น

14 ตุลาคม 2516 "ตุลามหาวิปโยค" นักศึกษา ประชาชน จำนวนหลายแสน เดินขบวนเต็มถนนราชดำเนิน ตั้งแต่สนามหลวงยันลานพระบรมรูปทรงม้า นับเป็นพลังของมวลมหาประชาชนครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ที่ออกมากดดันรัฐบาลเผด็จการทหาร

รัฐบาลจอมพลถนอมต้องพังพาบ

17 พฤษภาคม 2535 "พฤษภาทมิฬ" นักศึกษาประชาชนหลายแสน ยึดถนนราชดำเนินเกือบทั้งเส้นไล่รัฐบาลเผด็จการทหาร

รัฐบาลสุจินดาก็ถึงกาลอวสาน

แต่การต่อสู้ของประชาชนยุคหลังจากนั้นได้เปลี่ยนไป

ประชาชนไม่มีพลังเพียงพอที่จะโค่นล้มรัฐบาลที่เขามองว่าคอรัปชั่นโกงกิน รวมถึงรัฐบาลนอมินีที่รับช่วงเป็นทอดๆ ได้

พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยมีม็อบเป็นเรือนแสนเช่นกัน แต่กดดันรัฐบาลสมัคร และรัฐบาลสมชายไม่สำเร็จ

ยึดทำเนียบรัฐบาล 193 วัน ยึดสนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินดอนเมือง ร่วมสัปดาห์ ไม่เกิดอะไรขึ้น

เพราะอะไร?

เพราะม็อบไม่ได้ก่อความรุนแรงขึ้น

อาจรุนแรงในแง่เศรษฐกิจ

แต่ไม่มีผู้คนล้มตายเป็นเบือ พอให้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรได้

14 ตุลา 16 และ 17 พฤษภา 35 มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหลังจากนั้น เพราะมีผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมากจากน้ำมือรัฐ

ทำไมเหตุการณ์เผาบ้านเผาเมืองเมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว ทั้ง "น.ช.ทักษิณ" ทั้งแกนนำคนเสื้อแดง และพรรคเพื่อไทย ถึงได้กระเหี้ยนกระหือรืออยากให้มีคนตาย

มี 2 ศพ ถูกมัดมือไพล่หลังโยนทิ้งในแม่น้ำเจ้าพระยา

กลายเป็นเหยื่ออันโอชะ ถูกจับโยงว่าทหารเป็นคนฆ่า

แต่ 2 ศพที่ชุมชนนางเลิ้ง จากการที่ชาวบ้านปะทะกับคนเสื้อแดง กลับกลายเป็นฝีมือแดงเทียม

สุดท้าย 2 ศพที่แม่น้ำเจ้าพระยา ไม่อาจนำมาขยายผลให้เป็นเงื่อนไขในการกดดันรัฐบาลให้พ้นจากตำแหน่งได้ ด้วยเหตุผลมีหลักฐานการตายเกิดขึ้นนอกพื้นที่การชุมนุม

น่าจะพอมองเห็นทิศทางว่า 14 มีนาคม ถ้าอยากจะให้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง จะต้องทำความเลวระยำอะไร อย่างไรบ้าง

ธรรมชาติการรวมตัวของผู้คนจำนวนมาก มักมีเหตุอยู่นอกเหนือการควบคุมเสมอ

ทั้งความตื่นตระหนก ความสับสน ความวุ่นวาย จะเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดาย หากมีผู้ประสงค์ให้เกิดจลาจลขึ้น

จะโดยเจตนาของฝ่ายไหนก็แล้วแต่ การชุมนุมในวันที่ 14 มีนาคมนี้จะไม่เกิดอะไรขึ้นเลย หากเป็นการใช้สิทธิ์ชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ คือ สงบ ปราศจากอาวุธ

แต่จะเกิดการนองเลือดขึ้นอย่างง่ายดาย หากมีการใช้อาวุธเข่นฆ่าประชาชน

ในแง่ของกองทัพ โดยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รู้เต็มอกว่า ทันทีที่กระสุนปืนนัดแรก หรือระเบิดลูกแรกลงกลางม็อบ อายุรัฐบาลก็นับถอยหลังทันที

ไม่ใช่รัฐบาลเท่านั้นที่รู้ความหมายนี้

แกนนำคนเสื้อแดงก็รู้

มือที่สามก็รู้

รวมทั้ง "แดงเทียม และ ไอ้ปื๊ด" ก็รู้เช่นกัน เผลอๆ อาจรู้ดีกว่าใคร

หากพิจารณาจากสัญญาณที่ส่งมาจาก "น.ช.ทักษิณ" คือ

"ต้องชนะเท่านั้น"

ก็ย่อมประเมินได้ว่า การชุมนุมครั้งนี้ คนเสื้อแดงอาจไม่ได้นั่งพับเพียบชุมนุมแบบสบายใจเฉิบ เหมือนที่หวังก่อนก้าวเท้าออกจากบ้านแน่นอน

ใครจะเป็นผู้ลงมือก็แล้วแต่ ใครจะเป็นคนก่อให้เกิดความรุนแรง คร่าชีวิตผู้คนก็แล้วแต่

แต่มีผู้ได้ประโยชน์จากการกระทำอันอัปยศนั้น

รัฐบาลอาจได้ประโยชน์ หากผู้คนกลัวแล้วเผ่นกลับบ้าน

แต่แนวโน้มรัฐบาลจะเสียหายมากกว่า หากมีผู้คนล้มตายจำนวนมาก จะนำไปสู่ความบ้าคลั่งของฝูงชน จนรัฐบาลไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้

สิ่งที่ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ทำได้ดีที่สุดในสถานการณ์เช่นนั้นคือ "ยุบสภาฯ" เพราะถือเป็นการแสดงความรับผิดชอบที่พอจะหาได้ในสถานการณ์ดังกล่าว

ซึ่งเข้าทาง "น.ช.ทักษิณ"

แล้ว "แกนนำคนเสื้อแดง" ได้ประโยชน์อะไรจากการเสียชีวิตของ "คนเสื้อแดง"

ถ้าย้อนกลับไปเหตุการณ์เผาบ้านเผาเมืองเมื่อวันสงกรานต์ปีที่แล้ว คนพวกนี้กระเหี้ยนกระหือรือหาคนตายจากน้ำมือเจ้าหน้าที่รัฐ

คราวนี้หากมีศพกองอยู่ตรงหน้า ก็จะเป็นเงื่อนไขสำคัญ ที่ใช้กดดันให้ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ยุบสภาฯ ได้อย่างง่ายดาย

จะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองสมใจ "น.ช.ทักษิณ"

ส่วนคนที่จะลงมือสังหารประชาชน อาจเป็นฝ่ายไหนก็ได้ แต่โดยสรุปแล้ว คือพวกที่ต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

สรุป! การยุบสภาฯ ในช่วงสถานการณ์การชุมนุม ระหว่างวันที่ 14 มีนาคมไปจนถึงหลังจากนั้นไม่เกินสัปดาห์ จะมาจากสาเหตุเดียวคือ การเสียชีวิตของประชาชนจำนวนมาก

แล้วใครเป็นผู้ลงมือ?



flag counters
ไฟร์ฟอกซ์ ปลอดภัย ฟรี Download Firefox  | RSS feeds  | ทันข่าว ทันเหตุการณ์