Sunday X-Cite X-Cite Kidz Tabloid
Subscribe to Thaipost
JPEG || PDF
Download

'ละมั่ง-กระเรียน'พันธุ์ไทย จากกรงสู่ป่า ก่อนเหลือแค่ตำนาน


   ราวสองปีก่อน จำได้ว่ามีข่าวใหญ่เกี่ยวกับปล่อยละมั่งคืนสู่ป่าห้วยขาแข้ง ต่อมาเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา มีข่าวคราวความสำเร็จของทีมสัตวแพทย์ไทยในการผสมเทียมละมั่งด้วยน้ำเชื้อแช่แข็ง ที่เชื่อว่าน่าจะเป็นความหวังในการเพิ่มประชากรละมั่งของไทย แล้วยังมีข่าวละมั่งสายพันธุ์ไทยซึ่งใกล้สูญพันธุ์ไปจากโลกนี้ ที่ยืนยันว่ามีผู้พบเห็นตัวอยู่ในป่าธรรมชาติบริเวณชายแดนไทยติดต่อกัมพูชา ใกล้จังหวัดสระแก้ว
     ขณะที่สถานการณ์ในบ้านเรา ผืนป่าธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ลดจำนวนลงไปมากในปัจจุบัน สัตว์ป่าก็ถูกคุกคามอย่างหนักทั้งจากแหล่งที่อยู่อาศัยถูกทำลายและการลักลอบล่า บางชนิดถูกล่าจนสูญพันธุ์ไปจากป่าเมืองไทย เนื้อสมันที่สูญพันธุ์ไปจากโลกถือเป็นบทเรียนสำคัญ ขณะที่สถานภาพสัตว์ป่าอีกหลายชนิดอยู่ในขั้นวิกฤติ
     "ในเมืองไทยมีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ 5,487 ชนิด ผลจากการล่าสัตว์ การขยายพื้นที่เกษตร พื้นที่อุตสาหกรรม ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ก็ได้แต่หวังว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะร่วมมือกันหาเครื่องมือในการอนุรักษ์ที่เหมาะสม ทั้งประกาศจัดตั้งพื้นที่อนุรักษ์ การบังคับใช้กฎหมาย ส่วนการอนุรักษ์นอกถิ่นอาศัย สวนสัตว์ก็มีบทบาทสำคัญในการเพาะขยายพันธุ์ หากได้จำนวนมากขึ้นก็ปล่อยกลับคืนสู่ป่า แต่จะประสบปัญหาจำนวนสัตว์ต้นพันธุ์ที่จำกัด และความไม่สมบูรณ์พันธุ์ ต้องถามว่า สัตว์ที่มีอยู่ในมือสมบูรณ์หรือไม่ อาจมีเป็นฝูง แต่เมื่อเจาะเลือดเจอปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับการเจริญพันธุ์ หรือเซลล์สืบพันธุ์ไม่สามารถทำงานได้ปกติ เรามีอนาคตในการอนุรักษ์สัตว์ป่าได้จริงหรือ" น.สพ.ดร.บริพัตร ศิริอรุณรัตน์ ส่วนอนุรักษ์ วิจัย และการศึกษา องค์การสวนสัตว์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวในวงสัมมนาสัตว์ป่าสวนสัตว์ ครั้งที่ 4 ที่องค์การสวนสัตว์ จัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้
     พร้อมย้ำว่า การอนุรักษ์นอกถิ่นอาศัยจะไม่มีความหมาย หากไม่มีบ้านให้สัตว์ป่าอาศัยอยู่ แล้วก็ไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นหน้าที่ของทุกคน อย่างไรก็ตาม องค์การสวนสัตว์ฯ ยังสร้างหลักประกันสำหรับอนาคตด้วยการจัดตั้งธนาคารทรัพยากรแห่งพันธุกรรม มีภารกิจเก็บรวบรวมตัวอสุจิ ไข่ ตัวอ่อน เซลล์ของสัตว์ป่า รวมทั้งตั้งศูนย์เนื้อเยื่อกลาง เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาวิจัย งานวิชาการ ตลอดจนเทคโนโลยีทางการสืบพันธุ์ นอกจากนี้ช่วยลดปัญหาความเสี่ยงสัตว์บาดเจ็บหรือล้มตายจากการเก็บตัวอย่างมาศึกษา ซึ่งการดำเนินการจัดตั้งธนาคารพันธุกรรมนี้มีสถาบันการศึกษาที่มีการเรียนการสอนด้านชีววิทยา นิเวศวิทยา ตลอดจนพันธุกรรมศาสตร์เป็นพันธมิตร
     ละมั่งพันธุ์ไทยสัตว์ที่มีสถานภาพใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง เป็นอีกภาพที่ฉายให้ทุกคนเห็นความสำคัญในการอนุรักษ์ก่อนที่จะเหลือเพียงตำนาน อ.น.สพ.ดร.นิกร ทองทิพย์ อาจารย์ประจำภาควิชาเวชศาสตร์ คลินิกสัตว์ใหญ่และสัตว์ป่า คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมสัตวแพทย์ มก. ที่ประสบความสำเร็จในการวิจัยผสมเทียมละมั่งพันธุ์พม่า เปิดเผยว่า ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวที่มีละมั่ง 2 สายพันธุ์ คือ พันธุ์ไทยและพันธุ์พม่า ซึ่งสถานภาพละมั่งพันธุ์ไทยน่าวิตกกว่าสัตว์ป่าอีกหลายชนิด เรียกว่า สูญพันธุ์ในธรรมชาติแล้ว แต่การเพาะเลี้ยงเพิ่มประชากรละมั่งยังทำได้ ประเมินกันว่าทั่วโลกมีละมั่งพันธุ์ไทยเหลืออยู่ไม่ถึง 200 ตัว มีอยู่ในสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าบางละมุง ชลบุรี 30 ตัว สวนสัตว์ดุสิต 20 ตัว สวนสัตว์ในนครปารีส 4 ตัว สวนสัตว์ในกัมพูชา 10 ตัว นอกจากนี้ มีรายงานยืนยันพบละมั่งพันธุ์ไทยในป่าธรรมชาติชายแดนไทย-กัมพูชา ห่างจาก จ.สระแก้ว เพียง 50 กิโลเมตร แต่ไม่เข้ามาหากินในป่าของไทย
     อาจารย์นิกรบอกว่า เมื่อเราผสมเทียมละมั่งพันธุ์พม่าด้วยน้ำเชื้อแช่แข็งสำเร็จ แม่ละมั่งพันธุ์พม่า 1 ตัว จาก 5 ตัว ที่ได้รับการผสมเทียม ให้กำเนิดละมั่งน้อยเพศเพศเมีย 1 ตัว ชื่อ "อั่งเปา" จึงนำมาเป็นต้นแบบในการอนุรักษ์และขยายพันธุ์ละมั่งพันธุ์ไทยไม่ให้สูญพันธุ์ ปีนี้นอกจากผสมเทียมให้ละมั่งพม่าต่อเนื่องแล้ว ได้เริ่มผสมเทียมให้กับละมั่งพันธุ์ไทยด้วย อยู่ในระหว่างการสังเกตการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและเก็บอุจจาระไปวิเคราะห์ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน หาค่าการตั้งท้องแทนการตรวจด้วยอัลตร้าซาวด์เพื่อลดการรบกวนสัตว์ โครงการนี้ มก.ทำร่วมกับองค์การสวนสัตว์ฯ สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเขาประทับช้าง ราชบุรี และสถานีเพาะเลี้ยงบางละมุง
     ความพยายามผสมเทียมเพื่อขยายพันธุ์ละมั่งนั้น ไม่ใช่เรื่องการเพิ่มจำนวนประชากรสัตว์ป่า แต่อาจารย์นิกรเน้นว่าต้องการเพิ่มความหลากหลายทางพันธุกรรม เพื่อเตรียมพันธุกรรมที่ดีในกรงเลี้ยงก่อนปล่อยกลับคืนสู่ธรรมชาติ ทุกวันนี้มีปัญหาเลือดชิด ส่งผลให้ยีนด้อยเพราะว่าผสมในเครือญาติ เมื่อมีโรคจะล้มตาย
     "ในการอนุรักษ์ละมั่งพันธุ์ไทยเรายังต้องการสายพันธุ์พ่อจากประเทศกัมพูชา หากได้น้ำเชื้อละมั่งธรรมชาติจากกัมพูชา 1 สายเลือดใหม่ที่มาเติม จะทำให้สายเลือดในกรงเลี้ยงแข็งแรงขึ้นมาทันที โครงการไขว้สายพันธุกรรมจะต้องทำกันต่อไป เพื่อเพิ่มความหลากหลายทางพันธุกรรม นี่คือหัวใจ ยิ่งมีความหลากหลายมากจะเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงได้ มีโอกาสอยู่รอด สามารถขยายพันธุ์ได้เอง และเหลือจากการคัดสรรตามธรรมชาติ ถ้าไม่ทำอะไรเลยจะทำให้ละมั่งพันธุ์ไทยสูญพันธุ์เหมือนสมัน" อาจารย์นิกรกล่าว และเขาหวังว่าปัญหาความสัมพันธ์ที่ง่อนแง่นระหว่างไทยกับกัมพูชาจะไม่ลามถึงวงการอนุรักษ์ เพราะต้องมีการติดต่อเจรจากับกัมพูชา และรัฐบาลจะให้เงินทุนสนับสนุนการอนุรักษ์ละมั่งสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์ของไทยอย่างจริงจัง เพราะมันก็เป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ที่มีความสำคัญไม่แพ้ช้าง เสือ หรือหมีแพนด้าจากจีน อยากให้คนไทยรู้สถานภาพของละมั่งหันมาสนใจสัตว์ชนิดนี้
     สำหรับโครงการปล่อยละมั่งคืนสู่ธรรมชาติที่เกิดขึ้นที่ห้วยขาแข้งในปี 2551 ประสบความสำเร็จในการกลับคืนสู่บ้านหรือไม่ รศ.ดร.นริศ ภูมิภาคพันธ์ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวถึงผลของการปล่อยสัตว์ป่าสงวนของไทยชนิดนี้ว่า จากการติดตามละมั่งหลังปล่อยคืนป่า ในปี 2552 ทั้งหมด 16 ตัว พบละมั่งยังมีชีวิตรอดอยู่ได้ 12 ตัว รอดตาย 80% และสามารถขยายพันธุ์เองได้ มีลูกละมั่งลืมตาออกมาดูโลก 7 ตัว แต่เหลือลูกรอด 1 ตัว กว่า 2 ปีมีการเรียนรู้และแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น มีการเผาแบบควบคุมในพื้นที่โครงการเพื่อเพิ่มแหล่งพืชอาหาร และพื้นที่วิ่งหลบศัตรู เพราะถิ่นอาศัยของละมั่งเป็นป่าเต็งรังพื้นล่างโล่ง แต่ยังมีปัญหาละมั่งออกไปอาศัยใกล้หมู่บ้าน พื้นที่การเกษตร ต้องประสานงานกับชุมชนต่อไป
     "ความหวังสำคัญคือ ให้ละมั่งที่เกิดในกรงเลี้ยงอาศัยอยู่ได้ และสร้างลูกที่เกิดในธรรมชาติที่มีความสามารถเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับเนื้อทรายที่ภูเขียว" อาจารย์นริศกล่าว
     การนำตัวละมั่งกลับบ้านถือเป็นก้าวแรกที่สำเร็จในระดับหนึ่ง ผิดกับนกกระเรียนพันธุ์ไทยที่ถึงวันนี้กลายเป็นเพียงความทรงจำ นกกระเรียนในธรรมชาติสูญพันธุ์หมดแล้ว อย่างไรก็ตาม บนเวทีสัมมนาสัตว์ป่าสวนสัตว์ยังเสนอเรื่องราวการปล่อยนกกระเรียนคืนสู่ธรรมชาติให้ได้รับรู้กัน ดร.ภูวดล โกมณเฑียร ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่า องค์การสวนสัตว์ผสมเทียมนกกระเรียนในกรงเลี้ยงได้ประมาณ 100 ตัว ลูกนกที่เติบโตในกรงเลี้ยงมีโครงการจะปล่อยคืนธรรมชาติ ซึ่งพื้นที่ชุ่มน้ำเป็นแหล่งหากินและทำรังวางไข่ จึงร่วมกับคณะวิทยาศาสตร์ ม.มหาสารคาม เพื่อวิจัยประเมินพื้นที่ชุ่มน้ำสำหรับเตรียมปล่อยนกกระเรียนไทย โดยมีมูลนิธิอนุรักษ์นกกระเรียนสากลเป็นที่ปรึกษา จากการสำรวจภาคสนามพื้นที่ชุ่มน้ำ 6 แห่ง คือ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าอ่างเก็บน้ำบางพระ จ.ชลบุรี เขตห้ามล่าฯ บึงโขงหลง จ.หนองคาย เขตห้ามล่าฯ หนองบงคาย จ.เชียงราย พื้นที่ชุ่มน้ำบึงบอระเพ็ด จ.นครสวรรค์ เขตห้ามล่าฯ ห้วยจรเข้มาก-เขตห้ามล่าฯ ห้วยตลาด จ.บุรีรัมย์ และพื้นที่ชุ่มน้ำในเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าภูเขียว (ทุ่งกระมัง) จ.ชัยภูมิ
     เราประเมินปัจจัยมีผลต่อการอยู่รอดของนกกระเรียน ทั้งถิ่นที่อยู่อาศัยปลอดภัย ไม่เคยมีการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดนก ปลอดการรบกวนจากมนุษย์ เช่น สายไฟแรงสูงที่เป็นอันตรายต่อนก รั้วลวดหนาม ตลอดจนสารเคมีกำจัดศัตรูพืชในพื้นที่เกษตร นอกจากนี้ ยังมีเรื่องพร้อมของพื้นที่และการร่วมมือของชุมชน เพราะนกชนิดนี้นิสัยก้าวร้าว เดินเข้ามาคน อาจกลายเป็นอาหารของมนุษย์ได้ 
     ผลการวิเคราะห์พบว่า เขตห้ามล่าฯ ห้วยจรเข้มาก-เขตห้ามล่าฯ ป่าห้วยตลาด บุรีรัมย์ โดดเด่นเรื่องพื้นที่ที่มีการเจริญเติบโตของหญ้าแห้วกระเทียมเป็นบริเวณกว้าง มีพื้นที่ชุ่มน้ำใกล้เคียงจำนวนมาก แล้วยังมีขนาดพื้นที่น้ำตื้นกว้างขวางมีเจ้าหน้าที่อนุรักษ์ทำงานเข้มแข็ง นอกจากอยู่ใกล้สวนสัตว์โคราชแล้ว ยังอยู่ใกล้ถิ่นที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติของนกกระเรียนเขมร ชื่อ Ang Tropreang Thmal ซึ่งเป็นพื้นที่มีนกกระเรียนอยู่เป็นจำนวนมาก ถือเป็นแหล่งพันธุกรรมสำคัญของนกกระเรียนสายพันธุ์ไทย จะมีการแลกเปลี่ยนพันธุกรรมของนกอพยพ พื้นที่นี้จะเป็นโครงการนำร่อง หวังว่าจะปรับสถานภาพนกกระเรียนไทยในระดับสากลจากสูญพันธุ์ในธรรมชาติเป็นใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง
     การแก้ปัญหาโดยนำสัตว์ที่เติบโตในสถานเพาะเลี้ยงกลับคืนสู่ธรรมชาติ คงเป็นหนทางที่ต้องทำกันต่อไป แม้จะไม่ได้ผลสำเร็จเต็มร้อย เพราะการนำสัตว์ป่าคืนสู่ธรรมชาติต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลปะ และความเชี่ยวชาญจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย
     รศ.ดร.นริศ แสดงทัศนะทิ้งท้ายว่า การปล่อยสัตว์เป็นภาระงานที่ท้าทาย ไม่ใช่ความบังเอิญ ไม่ใช่งานเฉพาะกิจและงานจัดโชว์ หรือจำอวด มิฉะนั้นจะเกิดปัญหามาก เพราะการปล่อยสัตว์ต้องอาศัยการเตรียมการณ์ เป็นความพร้อมของสัตว์ ไม่ใช่ของคน นอกจากนี้ การปล่อยสัตว์ป่าตามโอกาสสำคัญควรเป็นสัตว์ขนาดเล็ก จำนวนน้อย ที่สำคัญคำนึงถึงโอกาสรอดของสัตว์ป่า ไม่ถูกรบกวนจากพิธีการและความอึกทึกของผู้คนที่ไปร่วมงาน ควรปล่อยจริงช่วงที่เหมาะสมภายหลังงานพิธี กรณีการปล่อยสัตว์ป่าของกลางสู่ป่าทันทีเมื่อคดีสิ้นสุด ต้องระวังเรื่องสัตว์ต่างถิ่น การปนเปื้อนทางพันธุกรรม รวมทั้งอาจเป็นพาหะนำโรค การปล่อยสัตว์คืนสู่ธรรมชาติไม่ควรสิ้นสุดที่การปล่อย ต้องติดตามผล และยอมรับผลที่เกิดขึ้นเพื่อเป็นบทเรียนสำหรับการปล่อยสัตว์ป่าแห่งอื่นในอนาคต. 
////////////////////////////////////////////



flag counters
ไฟร์ฟอกซ์ ปลอดภัย ฟรี Download Firefox  | RSS feeds  | ทันข่าว ทันเหตุการณ์