โครงการเขื่อนหลายแห่งตามแผนการของรัฐบาลจีน ไทยและพม่า เขื่อนจะถูกสร้างในพม่าและใหญ่สุดคือ เขื่อนท่าซาง ซึ่งจะตั้งอยู่ทางตอนใต้ของรัฐฉาน สูง 228 กิโลเมตร สูงสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังการผลิตติดตั้ง 7,110 เมกะวัตต์ ผลิตไฟฟ้าได้ 35,446 กิกะวัตต์/ชั่วโมง/ปี ส่วนใหญ่ขายให้กับไทย มูลค่าก่อสร้างประมาณ 240,000 ล้านบาท
แรกเริ่มบริษัท เอ็มดีเอ็กซ์ จากไทย ได้สัมปทานจากรัฐบาลพม่าเพื่อลงทุนในโครงการ ต่อมาปลายปี 2550 มีข่าวการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นใหญ่ รัฐบาลทหารพม่าได้มอบหุ้นจำนวน 51% ให้กับบริษัท ไชนีส พาวเวอร์จากจีน และลดสัดส่วนการถือหุ้นของเอ็มดีเอ็กซ์ลงเหลือ 24% และพม่าถือหุ้น 25%
กรณีเขื่อนฮัตจี รัฐบาลไทยโดย กฟผ.ได้มีบันทึกความตกลงกับการไฟฟ้าพม่าว่าด้วยการพัฒนาความเป็นเจ้าของและดำเนินโครงการพลังน้ำฮัตจี มีขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 1,000-1,200 เมกะวัตต์ ตั้งแต่เดือนธันวาคมปี 2548 จนถึงปัจจุบัน กฟผ.ดึงผู้ร่วมทุนจากประเทศจีน มีสัดส่วนการร่วมทุนระหว่าง กฟผ.-บริษัท ชิโนไฮโดรฯ-กรมไฟฟ้าพลังน้ำพม่า คือ 39-51-10 ตามลำดับ เป็นอีกโครงการที่จีนเข้ามาถือหุ้นใหญ่ในโครงการเขื่อนในพม่า ใช้เงินลงทุน 80,000 ล้านบาท
ขณะนี้ กฟผ.มีแผนที่จะบรรจุการรับซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนท่าซางและเขื่อนฮัตจีในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยที่กำลังจะมีการจัดทำใหม่ในช่วงปลายปี 2552 นี้ ฉะนั้น การสร้างเขื่อนทั้งสองแห่งนี้ ประเทศไทยจะเป็นผู้รับซื้อไฟฟ้า ส่งผลให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนในพม่ารุนแรงขึ้น รัฐบาลทหารพม่ามีอิทธิพลเหนือพื้นที่สร้างเขื่อน อ่างเก็บน้ำ และแนวสายส่งไฟฟ้าที่ส่งมายังไทย นำไปสู่การอพยพของผู้หนีภัยสงครามจำนวนมาก.








