เป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ในเมืองที่ได้ชื่อว่า สงบ สะอาด ธรรมชาติบริสุทธิ์ อย่าง "สตูล" กับกรณีที่ชาวสตูลจากหลายพื้นที่ในกว่า 300 คน ในนาม "เครือข่ายประชาชนติดตามแผนพัฒนาจังหวัดสตูล" มารวมตัวเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมจากรัฐ ด้วยการประกาศชัดว่า "ไม่เอาท่าเรือน้ำลึก" หน้าศาลากลางจังหวัด เมื่อวันที่ 2 ก.ค.ที่ผ่านมา ผ่านการไฮด์ปาร์กบนรถ ถือป้ายผ้าแสดงข้อความ และยืนให้กำลังใจพวกพ้องอย่างใกล้ชิด
ตามนโยบายแผนพัฒนาท่าเรือน้ำลึกภาคใต้ ณ "บ้านปากบารา" อ.ละงู จ.สตูล ที่รัฐบอกกล่าวถึงโครงการจะทำให้สตูลกลายเป็นเมืองเจริญ ผู้คนมีงานทำมีรายได้มีชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งท่าเรือน้ำลึกที่ปากบารา การก่อสร้างรถไฟรางคู่พาดผ่านระหว่างสตูลกับสงขลา การขยายถนนหนทางให้กว้างขวางมากขึ้น โครงการวางท่อขนส่งน้ำมันท่อก๊าซระหว่างทะเลอ่าวไทยกับทะเลอันดามัน คลังน้ำมัน 5,000 ไร่ และการขุดเจาะอุโมงค์เชื่อมเส้นทางหลวงสตูล-เปอร์ลิส (ไทย-มาเลเซีย) ซึ่งทั้งหมดอยู่ภายใต้โครงการสะพานเศรษฐกิจ สตูล-สงขลา หรือแลนด์บริดจ์ ที่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หยิบนโยบายเก่าตั้งแต่ พ.ศ.2524-2525 ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ มาปัดฝุ่น และสานต่อด้วยรัฐบาลชุดปัจจุบันของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ชาวบ้านปากบาราเริ่มคิดได้ว่าภาพสวยหรูที่รัฐให้ไว้ อาจจะกลายเป็นภาพมายา และอาจทำให้ชาวบ้านมีชะตากรรมเดียวกับชาวบ้านมาบตาพุด จ.ระยอง ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการพอีสเทิร์นซีบอร์ด
ผลกระทบที่ชาวบ้านมองเห็นก็คือ การสูญเสียพื้นที่ทางทะเลของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรากว่า 4,730 ไร่ อันเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ ที่ชาวบ้านใช้จับกินแและจับขายหาเลี้ยงชีพ ภูเขาต้องถูกระเบิดถึง 8 ลูก และทรายชายฝั่งกว่า 20 ล้านคิว ถูกขุดเพื่อนำไปถมทะเลใช้สร้างท่าเรือน้ำลึก ที่ดินถูกเวนคืนในราคาถูกเพื่อใช้ขยายถนนและสร้างรถไฟรางคู่ แถมพื้นที่ชายฝั่งก็ถูกยึดไปทำคลังน้ำมันขนาดใหญ่ หรือแม้แต่ภาษีของประชาชนเองก็จะถูกนำไปลงทุนกับโครงการเหล่านี้ในจำนวนมหาศาลเป็นหลายแสนล้านบาท แต่ผลประโยชน์ที่ได้กลับตกอยู่กับกลุ่มนายทุน ไม่ใช่ชาวบ้านอย่างที่อวดอ้างไว้
ดร.อาภา หวังเกียรติ อาจารย์จากมหาวิทยาลัยรังสิต ในฐานะนักวิชาการที่ติดตามผลกระทบจากทิศทางการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ของรัฐมากว่า 10 ปี ยืนยันผ่านเวทีสาธารณะที่ชาวบ้านรวมตัวกันจัดขึ้นในพื้นที่ โดยร่วมกับมูลนิธิสืบนาคะเสถียรว่า สิ่งที่ชาวบ้านวิตกนั้นมีความเป็นไปได้สูง โครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกที่เกิดขึ้น ทำไปเพื่อรองรับการเกิด "นิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่บนเนื้อที่ 150,000 ไร่" ของจังหวัดสตูล ที่จะมารองรับปัญหานิคมอุตสาหกรรมที่มาบตาพุด และแหลมฉบัง จ.ชลบุรี ที่ไม่สามารถขยับขยายพื้นที่ได้อีกต่อไป เพราะติดปัญหาเรื่องเพิ่มปริมาณมลพิษให้กับพื้นที่ รวมทั้งการแก้ปัญหาที่ยากยิ่ง
ดร.อาภากล่าวต่อว่า แต่เดิมเมืองสตูลกำหนดแผนพัฒนาจังหวัดปี 2553-2556 ไว้ว่า "เมืองท่องเที่ยวเชิงนิเวศ การเกษตรยั่งยืน เมืองท่าฝั่งอันดามัน สร้างสรรค์สังคมแห่งการเรียนรู้" แต่ต่อมายุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดกลับถูกแตกออกเป็น 5 ประเด็น ได้แก่ 1.การส่งเสริมและพัฒนาเพื่อการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ 2.พัฒนาการผลิตและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรบนพื้นฐานการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน 3.พัฒนาทรัพยากรมนุษย์และสังคมให้มีคุณภาพ 4.พัฒนาระบบการขนส่งและโครงข่ายขนาดย่อม และ 5.เสริมสร้างความเข้มแข็งฐานเศรษฐกิจของพื้นที่ และการพัฒนาความร่วมมือกับประเทศใกล้เคียง ซึ่งการพัฒนาเป็นนิคมอุตสาหกรรมก็เป็นส่วนหนึ่งของแผน
"แผนพัฒนาดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นโดยกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงจากประชาชน แต่เป็นการเอาของรัฐบาลส่วนกลางมากำหนดในแผนพัฒนาภาคใต้ แถมในทางปฏิบัติมีการผลักดันระบบการขนส่ง และโครงข่ายคมนาคมอย่างเป็นรูปธรรมมากกว่าแผนด้านอื่นๆ และดำเนินการเป็นชุดโครงการขนาดใหญ่มากที่สุด ทั้งยังเชื่อมโยงเป็นการพัฒนาอุตสาหกรรมหนักเพิ่มเติม ผ่านการกำหนดยุทธศาสตร์ย่อยดังต่อไปนี้" ดร.อาภากล่าว
1.การพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรม ประกอบด้วย การพัฒนาท่าเรือน้ำลึกสำหรับการส่งสินค้าออกและนำเข้าที่ปากบารา ซึ่งจะพัฒนาเป็นท่าเรืออเนกประสงค์ ทั้งขนส่งสินค้าแบบตู้ในสินค้า แบบเทกอง และสินค้าเหลวทางท่อ เช่น น้ำมัน แก๊ส และสารเคมี สร้างนิคมอุตสาหกรรมพัฒนาควบคู่กับท่าเรือน้ำลึก บนพื้นที่ 1.5 แสนไร่ บน อ.ละงู จ.สตูล ซึ่งแบ่งเขตนิคมอุตสาหกรรมดังนี้ เขตอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก เขตอุตสาหกรรมหนัก เขตอุตสาหกรรมเบา เขตอุตสาหกรรมสนับสนุนและต่อเนื่องกับท่าเรือ บ่อบำบัดน้ำเสียและโรงงานกำจัดขยะอุตสาหกรรม คลังสินค้าทัณฑ์บนของกรมศุลกากร และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ได้แก่ สถานีย่อยไฟฟ้า ประปา สำหรับอุตสาหกรรม โทรคมนาคม
2.การพัฒนาสะพานเศรษฐกิจสายสตูล-สงขลา เพื่อเชื่อมประตูการค้าด้านตะวันตกไปยังทะเลตะวันออก ทั้งการขนส่งด้านถนน ที่จะพัฒนาถนนรอบท่าเรือปากบาราและถนนที่เชื่อมสตูลไปยังจังหวัดอื่นๆ ผ่านการสร้างถนนเส้นใหม่ การเจาะอุโมงค์ การขนส่งทางรถไฟที่จะสร้างเป็นระบบรางคู่ระยะทาง 110 กม. เพราะจะให้เป็นเส้นทางหลักในการขนส่งสินค้า จากท่าเรือปากบาราไปยังสงขลา (ที่มีการสร้างท่าเรือน้ำลึกอีกแห่งที่จะนะ) และยังมีการขนส่งทางท่อ รวมถึงการสร้างสถานีรวบรวมตู้สินค้า
3.การพัฒนาอุตสาหกรรม แบ่งเป็น อุตสาหกรรมเกษตร อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ อุตสาหกรรมเวชกรรมและเภสัชกรรม อุตสาหกรรมต่อเรือ ซ่อมเรือ ล้างและซ่อมตู้สินค้า โรงผลิตไฟฟ้าใช้เทคโนโลยีสะอาด โรงงานผลิตภัณฑ์พลาสติก และสถานีรวบรวมและขนส่งสินค้าทั่วไป ควบคู่กับการขนส่งสินค้าเหลว
นอกจากนี้ ยังมีการโครงการขุดเจาะอุโมงค์ไทย-เปอร์ลิส เพื่อเชื่อมเส้นทางการเดินทางระหว่างไทยกับมาเลเซีย โดยไทยจะขุดเจาะอุโมงค์ผ่านเทือกเขาสันกาลาคีรี และตัดผ่านป่าชายเลน ระยะทางรวม 12 กม. ใช้งบราว 1,680 ล้านบาท ขณะนี้มีการลงสำรวจเส้นทางแล้ว "ทุกโครงการที่กล่าวไปมีการผลักดันอย่างรวดเร็วรวบรัดโดยรัฐ แต่ที่เห็นชัดเจนมากที่สุดก็คือท่าเทียบเรือน้ำลึกที่ปากบารา โดยกรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคมเป็นหน่วยงานรับผิดชอบ และหากโครงการดังกล่าวลงมือสร้างได้จริง ก็จะกลายเป็นประตูสู่ความหายนะของจังหวัดสตูล เพราะถ้าสร้างท่าเรือที่ปากบารา ยังไงๆ ก็ต้องสร้างท่าเรือที่จะนะ จ.สงขลา ควบคู่ไปด้วยแน่ๆ เพื่อทดแทนโครงการขุดคลองคอขอดกระที่ยังชะงักงัน ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงทุกอย่างที่ชาวบ้านคิดไว้มันถูกแน่ๆ" ดร.อาภาแจง และชี้ให้เห็นด้วยว่า
นักวิชาการระบุว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงในขณะนี้ก็คือเรื่องที่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีมิตเห็นชอบร่างรายงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โครงการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกปากบาราแล้ว เหลือเพียงแต่ประเด็นในการขอใช้พื้นที่อุทยานหมู่เกาะเภตราจำนวน 4,730 ไร่ ที่หัวหน้าอุทยานให้ความเห็นเป็นหนังสือทำนองว่า มีผลกระทบและควรพิจารณาเป็นพิเศษ แต่ก็ใช่ว่าไม่มีทางทำได้ เพราะกฎหมายยังเปิดทางให้ใน 2 กรณี ได้แก่ หากเป็นโครงการร่วมระหว่างกรมอุทยานฯ และหน่วยงานที่ขอ แล้วเป็นประโยชน์ต่ออุทยานฯ ตามกฎหมาย หรือดำเนินการยกเลิกพื้นที่อุทยาน โดยออกเป็นพระราชกฤษฎีกา แก้ไข้พื้นที่แนบท้ายประกาศพื้นที่อุทยานฯ ซึ่งกรณีหลังมีความเป็นไปได้สูง เพราะเคยเกิดขึ้นแล้วในกรณีใช้พื้นที่อุทยานฯ สร้างเขื่อน
ดร.อาภายังกล่าวอีกว่า สิ่งที่นายกรัฐมนตรีบอกว่าจะไม่ดำเนินโครงการในตอนนี้ เพียงแค่ให้ไปศึกษาถึงความเป็นไปได้ในช่วง 6 เดือนนั้น ตนคิดว่าเป็นยาหอมที่ท่านนายกฯ หยอดแก่คนปักษ์ใต้ คือพูดไปอย่างนั้น แต่ลับหลังก็ลงมือเร่งทำ เพราะเสียงบประมาณลงทุนไปกับการศึกษา EIA ไม่ใช่น้อยแล้ว โดยงบทั้งหมดที่จะใช้สร้างท่าเทียบเรือนี้อยู่ที่ 37,479 ล้านบาท แบ่งการพัฒนาออกเป็น 3 ระยะ ระยะแรกปี 2553-2557 ใช้งบ 22,563 ล้านบาท และช่วงนี้รัฐก็เร่งโหมประชาสัมพันธ์แต่ด้านดีให้คนสตูลรับทราบ
"น่าเสียดายว่าไทยเรามีทรัพยากรทางธรรมชาติที่สวยงามอุดมสมบูรณ์ เราสามารถยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจชุมชน ที่พึ่งพาอาศัยทรัพยากรเหล่านี้ได้ไปจนตายแถมตกทอดถึงลูกหลาน ไม่ว่าจะเป็นด้านประมงพื้นถิ่น การท่องเที่ยว ฯลฯ แต่ฝ่ายบริหารของประเทศกลับเอาภาษีของคนไทยไปสร้างอุตสาหกรรม ทำลายระบบนิเวศ ชาวบ้านตาย แต่กลุ่มนายทุนกลับได้รับผลประโยชน์ อย่างนี้ถือว่าไม่ยุติธรรม ชาวสตูลควรลุกขึ้นทวงถามสิทธิ์อันชอบธรรมของตัวเอง และรัฐก็ควรให้ข้อมูลครบทั้งสองด้าน ไม่ใช่ให้แต่ด้านดีหลอกชาวบ้าน เพื่อให้เขาตัดสินใจว่าเอาหรือไม่ ยอมรับได้กับสิ่งที่บ้านเกิดจะกลายเป็นมาบตาพุดแห่งที่ 3 หรือเปล่า"
ถัดจากเสียงนักวิชาการที่ฉายภาพให้เห็นเสียงของคนพื้นที่อย่าง อารีย์ ติงหวัง วัย 53 ปี และ หมาด ติงหวัง วัย 56 ปี ชาวบ้านบ้านล้อมปืน ต.ละงู ยืนยันว่า พวกเขาไม่เคยอยากได้โรงงานอุตสาหกรรม แต่ที่ผ่านมารัฐไม่เคยให้ข้อมูลอะไรแก่ชาวบ้าน แม้แต่ข้าราชการท้องถิ่นก็ยังไม่รู้ บอกแต่เพียงว่าจะสร้างท่าเรือน้ำลึก ที่จะนำเอาความเจริญมาให้ ไอ้เราก็ดีใจ แต่พอมารู้ทีหลังว่าจะมีอะไรตามมาบ้าง แล้วยิ่งเคยไปเห็นที่มาบตาพุดจริงๆ มาแล้ว ก็ส่ายหน้ายืนยันว่าไม่เอาแล้วท่าเรือน้ำลึกปากบารา
"ลุงไม่เชื่อเด็ดขาดว่าถ้าสร้างท่าเรือแล้วชาวบ้านจะมีกินมีอยู่ เอาแค่ตัวอย่างธุรกิจสายเคเบิลใยแก้วที่เพิ่งมาตั้งอยู่ที่อ่าวละงู คนพื้นถิ่นได้ไปทำงานแค่ 2 คน ในฐานะเป็นยามเฝ้า ส่วนตำแหน่งบริหารสูงๆ เขาก็ดึงมาจากกรุงเทพฯ แล้วถ้าเป็นท่าเรือน้ำลึกที่ต้องใช้ทักษะและฝีมือสูง ก็คงดึงเจ้าหน้าที่เฉพาะทางจากกรุงเทพฯ และถ้าเป็นกลุ่มแรงงานก็มีบริษัทรับเหมาแรงงานต่างด้าวอยู่แล้ว จะตกถึงมือคนท้องถิ่นก็คงเป็นพวกแบกหามเท่านั้น"
ลุงอารีย์ชี้ให้เห็นความสูญเสียของชาวบ้านอีกว่า นี่ยังไม่รวมถึงอาชีพประมงพื้นถิ่นกว่า 2,000 ครอบครัวอาจสูญหายไป เพราะแบกรับต้นทุนที่ต้องออกเดินเรือไปหากินในพื้นที่ไกลออกไปไม่ไหว แถมบางส่วนก็ยังเป็นเรือประมงขนาดเล็กจำนวนมาก ที่ไม่สามารถออกไปหากินนอกอ่าวละงูตรงปากบาราได้ อาหารการกินตามธรรมชาติก็ไม่มี ต้องควักเงินซื้อ บ้านเรือนประชาชนก็ถูกเวนคืนในราคาถูกเพราะต้องนำที่ไปสร้างเส้นทางคมนาคม ส่งผลให้ผู้คนไม่มีที่อยู่ที่ทำกิน เกิดเป็นความเครียดกลายเป็นปัญหาสังคม ฯลฯ ปัญหาที่ส่อเค้าว่าจะเกิดขึ้นตรงนี้ รัฐเคยคิดถึงหรือมีแนวทางแก้ปัญหาหรือไม่
"พวกผมพอใจกับวิถีชีวิตพอเพียงแบบนี้ กับรายได้ขั้นต่ำเพียง 70,000 บาท/ครอบครัว/ปี แต่เรามีอยู่มีกิน อาหารไม่ต้องซื้อเพราะหาจับเองได้ และเอามาแบ่งปันกัน เงินทองก็ไม่ต้องฟุ้งเฟ้อไปกับวัตถุนิยมปลอดอาชญากรรม แถมยังไม่ต้องเสี่ยงกับสุขภาพแย่ๆ ที่เกิดจากมลพิษสารพิษในเมืองอุตสาหกรรม ที่อาจรั่วไหลออกมาเหมือนกับกรณีที่มาบตาพุด ซึ่งชาวบ้านกลัวมากกับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้น หลายคนถึงกับออกปากว่าเราจะไม่เป็นอย่างมาบตาพุด" ลุงอารีย์กล่าว
ด้านลุงหมาดกล่าวเสริมว่า ตอนนี้รัฐจะมาหลอกอะไรพวกเราไม่ได้แล้ว เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่เริ่มรับรู้ข้อมูล จากเมื่อสองปีที่แล้วมีเพียงเครือข่ายประมง 10 หมู่บ้าน ราว 1,000 ครัวเรือนที่ลุกขึ้นมาต่อต้าน มาต้นปีจนถึงตอนนี้ก็ 6 เดือนแล้ว ที่คนสตูลทั้ง 7 อำเภอ ไม่ว่าจะเป็น ละงู มะนัง ควนกาหลง ควนโคน ท่าแพ ทุ่งหว้า และ อ.เมือง ต่างยืนยันว่าเราไม่เอาท่าเรือน้ำลึกปากบาราและนิคมอุตสาหกรรม และเราก็จะรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้คนได้รู้ข้อเท็จจริงต่อไปเรื่อยๆ อีกด้วย
"ถ้ารัฐยังดื้อดึงทำต่อไป พวกเราที่รวมตัวกันเป็นเครือข่ายประชาชนติดตามแผนพัฒนาจังหวัดสตูล ก็จะคัดค้านให้ถึงที่สุด ถึงแม้ว่าจะมีการเลือกตั้งครั้งใหม่ ซึ่งก็เชื่อว่าแผนดังกล่าวจะยังคงอยู่ พวกเราก็จะไม่โหวตให้กับพรรคการเมืองที่ดำเนินโครงการนี้ หรือไม่ก็ถ้ารัฐจะสร้างให้ได้ เราก็จะยื่นข้อแลกเปลี่ยนโดยยกโซนทะเลในแถบเกาะตะรุเตา และโซนบกในแถบทะเลบันติดชายแดนมาเลเซียไว้เป็นที่ทำมาหากินและอยู่อาศัย"
ปัญหาที่คาดว่าจะเกิดขึ้นยังส่งผลกระทบด้านระบบนิเวศวิทยาด้วย สมบูรณ์ คำแหง หนึ่งในคณะทำงานเครือข่ายประชาชนติดตามแผนพัฒนาจังหวัดสตูล พาลงพื้นที่เพื่อให้เห็นว่าส่วนใดบ้างที่จะได้รับความเสียหาย อันดับแรกคือ การขุดทรายชายฝั่งที่บ้านบ่อ 7 ลูก และบ้านหัวหินแห่งละ 10 ล้านคิว เพื่อไปถมที่สร้างท่าเรือ ซึ่งจุดนี้ถือว่าละเอียดอ่อน หน้าดินชายฝั่งเป็นแหล่งอาหารและอนุบาลลูกสัตว์ทะเล ถ้าหน้าดินถูกขุดไปทั้งระบบนิเวศและภูมิทัศน์ก็เปลี่ยนแปลง ไม่รู้ว่าอีกกี่ปีจะเป็นเหมือนเดิม นั่นหมายความว่าจำนวนสัตว์ทะเลก็น้อยลงไปด้วย แล้วชาวบ้านจะอยู่ยังไง ในที่นี้รวมถึงพื้นที่ที่จะสร้างท่าเรือที่อยู่ใกล้กับเกาะเขาใหญ่ และเกาะลิดี ที่มีทรัพยากรธรรมชาติสมบูรณ์ ทั้งป่าชายเลน แนวปะการัง เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำเช่นกัน ถ้าสร้างท่าเรือไปแล้วเกิดผลกระทบขึ้นมา ใครจะรับผิดชอบ แล้วระยะเวลากว่าจะทำให้สมบูรณ์เหมือนเดิมอีกครั้ง ที่ชาวบ้านเขาจะใช้พึ่งพาอาศัยต้องรออีกกี่สิบปี หรือแม้แต่หน้ามรสุมที่ออกเรือไปไกลๆ ไม่ได้ ต้องอาศัยหน้าอ่าวจับปูปลา ถ้ามีท่าเรือแล้วเขาจะไปจับปูปลาหาเลี้ยงชีพได้ที่ไหน
อีกส่วนหนึ่งที่เดือดร้อนไม่แพ้กันก็คือ การถูกเวนคืนที่ดินสำหรับสร้างทางรถไฟที่บ้านแม่มาลัย โดยชาวบ้านบอกว่าเขามาวัดพิกัด GPS ตอกหมุดเรียบร้อย เหลือเพียงเดินหน้าเวนคืนที่ดิน ซึ่งชาวบ้านก็ร้องเรียนว่าแล้วจะให้พวกเขาไปอยู่กันที่ไหน เพราะที่นี่เป็นบ้าน เป็นผืนดินที่ตกทอดมาตั้งแต่ปู่ย่าตายาย ทำไร่ ทำเกษตรอยู่ตรงนี้ ไล่ที่ไปแล้วเขาจะไปทำอะไร ยังไม่รวมถึงปัญหาการระเบิดภูเขา ที่อาจทำให้ภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง เนื่องจากภูเขาเป็นที่บังลมบังฝน และนำพาความชุ่มชื้นให้ควบแน่นกลายเป็นฝนตามฤดูกาล ถ้าภูเขาไม่มี การเกษตรของชาวบ้านก็คงเฉาตาย ฯลฯ ทั้งหมดกลายเป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบจากรัฐ เพราะรัฐไม่เคยวางแผนรองรับในเรื่องนี้ไว้
"ผมคิดว่าสำหรับชาวสตูลแล้ว วิถีการทำประมงชายฝั่ง ทำเกษตรกรรม ปลูกยาง ปลูกปาล์ม และการท่องเที่ยว สิ่งเหล่านี้เพียงพอที่จะหล่อเลี้ยงคนสตูลได้อย่างไม่อดอยาก ไม่เหมือนแผนพัฒนาที่รัฐโยนมาให้เหมือนถูกหวย แต่กลายเป็นหวยที่ชาวบ้านไม่ได้เงิน ไม่ได้อะไรเลย แถมยังถูกกินเรียบอีกต่างหาก แต่ยังโชคดีที่ว่าช่วงนี้การเมืองไม่นิ่ง ทำให้รัฐเดินหน้าโครงการลำบาก เชื่อว่าหากบ้านเมืองสงบ โครงการแลนด์บริดจ์จะไปไกลกว่าที่คิดแน่นอน หนทางรับมือในตอนนี้ชาวบ้านก็ได้แต่เฝ้าระวังเท่านั้น".








