Sunday X-Cite X-Cite Kidz Tabloid
Subscribe to Thaipost
JPEG || PDF
Download

"แคนนอน"จุดประกายพลังงานสะอาด ติดตั้งกังหันลมผลิตไฟฟ้า15รร.


 ภาพกังหันลมที่หมุนติ้วตามแรงลมจนได้พลังงานไฟฟ้าตามมา  ดูจะไม่คุ้นตาสำหรับคนไทยนักเมื่อเทียบกับแผงรับพลังงานแสงอาทิตย์หรือโซลาเซลล์  ที่ยังมีโอกาสพบเห็นได้มากกว่า  แต่สำหรับโรงเรียนชุมชนวัดเชิงแส  อ.กระแสสินธิ์  จ.สงขลา  ซึ่งแม้ว่าจะเป็นโรงเรียนเล็กๆ  มีนักเรียนแค่  90  คน  กลับมีสิ่งแปลกใหม่อย่างกังหันลมผลิตพลังงานไฟฟ้า  ตั้งตระหง่านกลางสนามหญ้า  โชว์พลังลมในบริเวณนั้นที่ถือว่าเป็นจุดที่มีลมพัดแรง  เหมาะแก่การใช้กังหันลมเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า

     กังหันลมผลิตไฟฟ้า  ที่  รร.ชุมชนวัดเชิงแสดังกล่าว  เป็นผลงานจากโครงการ  "พลังงานสีขาว  เพื่อโลกสีเขียว"  ของบริษัท  แคนนอน  มาร์เก็ตติ้ง  (ไทยแลนด์)  จำกัด  ซึ่งต้องการตอบแทนสังคม  และฉลองในโอกาสที่แคนนอนดำเนินงานในประเทศไทยครบรอบ  15  ปี  นอกจากนี้  แคนนอนยังมีเป้าหมายลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์  สาเหตุหลักทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจก  และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก  และสนับสนุนให้คนทั้งโลกหันมาลดใช้พลังงานสะอาดแทนพลังงานฟอสซิล  เช่น  ถ่านหิน  น้ำมัน  เป็นต้น  และกังหันลมผลิตไฟฟ้าก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของพลังงานสะอาดที่มีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก

     สมเกียรติ  พาผล  ผอ.  Corporate  Affairs  Division  บริษัท  แคนนอน  มาร์เก็ตติ้ง  (ไทยแลนด์)  จำกัด  กล่าวว่า  การที่แคนนอนให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  โดยทุกผลิตภัณฑ์ต้องยึดหลักการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า  ไร้สารพิษ  ปลอดภัยต่อสิ่งมีชีวิต  เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม  สอดคล้องกับปรัชญาการดำเนินงาน  ที่เรียกว่า  เคียวเซ  (Kyose)  ซึ่งหมายถึงการพัฒนาและเติบโตอย่างมั่นคงไปพร้อมๆ  กับการสร้างสรรค์โลกและความสุขของมวลมนุษย์

     "กังหันลม  ซึ่งทำให้เกิดพลังงานลมเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สำคัญ  สำหรับประเทศไทยในปัจจุบันและอนาคต  ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนด์ฯ  ได้  นอกจากนี้  พลังงานลมยังมีข้อดี  ตรงที่เป็นพลังงานสะอาด  ไม่ทิ้งกากและมลภาวะ  ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย  มีระยะเวลาการให้พลังงาน  15-20  ชั่วโมงต่อวัน  และเป็นพลังงานที่ไม่มีวันหมด  ค่าบำรุงรักษาไม่แพง"

     สมเกียรติกล่าวต่อว่า  โครงการติดตั้งกังหันลมที่โรงเรียนต่างๆ  เป็นส่วนเสริมนโยบายหลักของบริษัทฯ  ที่ส่งเสริมสนับสนุนการศึกษาของเยาวชนมาเป็นเวลานาน  และเพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของแคนนอน  ที่ฉลองครบรอบ  15  ปี  แคนนอนจึงวางเป้าหมายที่จะนำกังหันลมไปติดตั้งในโรงเรียนต่างๆ  ทั่วประเทศไทยให้ครบ  15  โรงเรียน  และในปี  2551  ที่ผ่านมาก็สามารถดำเนินการเสร็จไปแล้ว  3  แห่ง  ได้แก่  รร.ไทยรัฐวิทยา  70  จ.สมุทรสาคร,  รร.เทศบาล  8  สวนสน  ชะอำ  จ.เพชรบุรี  และ  รร.บ้านหนองพลับ  จ.ประจวบคีรีขันธ์

      ที่เหลืออีกในปี  2552  ทางบริษัทแคนนอน  จะติดตั้งกังหันลมผลิตไฟฟ้าให้ครบอีก  12  โรงเรียน  แบ่งเป็น  ภาคใต้  รร.ชุมชนวัดเชิงแส  จ.สงขลา,  รร.บ้านควรสระ  จ.สุราษฎร์ธานี  รร.บ้านทุ่งคาโตนด  จ.ชุมพร  ภาคตะวันตก,  ตะวันออกและภาคกลาง  รร.บ้านซองกาเรีย  สาขาด่านพระเจดีย์สามองค์  จ.กาญจนบุรี,  รร.บ้านเขาทอง  จ.จันทบุรี,  รร.บ้านวังกวาง  จ.ปราจีนบุรี,  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  รร.บ้านไทยเจริญ  จ.ยโสธร,  รร.บ้านนาล้อม  จ.อุดรธานี,  รร.บ้านบะใหญ่  จ.นครราชสีมา  ภาคเหนือ  รร.บ้านวังธาร  จ.สุโขทัย,  รร.บ้านใหม่ชัยเจริญ  จ.พิษณุโลก  และ  รร.บ้านสองพี่น้อง  จ.เชียงราย

     "ก่อนที่จะมาเป็นโครงการติดกังหันลมผลิตไฟฟ้าให้โรงเรียน  เราเคยคิดว่าจะปลูกป่าดีไหม  หรืออนุรักษ์ทะเลดีไหม  แต่พบว่าหลายเรื่องมีหลายคนทำแล้ว  แต่พลังงานลมยังไม่ค่อยมีคนสนใจทำเท่าไหร่  จึงอยากจุดประกายตรงนี้  และจากการศึกษา  ลึกๆ  เราพบว่าพลังงานลมเป็นพลังงานทางเลือกที่สำคัญในอนาคตที่จะมาแทนพลังงานจากฟอสซิล  และยังพบอีกว่าในเมืองไทยเองมีการใช้พลังงานลมมานานนับร้อยๆ  ปี  อย่างการทำนาเกลือก็ใช้พลังงานลมในการวิดน้ำเข้านาเกลือมานาน  เลยอยากต่อยอดเทคโนโลยีสมัยใหม่ดึงมาเป็นกระแสไฟ"  สมเกียรติเล่า

     จากนั้นทางบริษัทฯ  จึงได้เริ่มต้นศึกษาข้อมูลจากกรมพลังงานทดแทน  เพื่อหาว่าตรงจุดไหนในประเทศไทยที่เหมาะสมสามารถติดตั้งกังหันลมได้  ซึ่งพบว่ามีประมาณ  12  จุด  ที่ติดตั้งได้และรับลมได้ทุกฤดู  และมีแรงลมมากพอจะทำให้กังหันหมุนทำงานผลิตกระแสไฟฟ้าได้  และที่ชุมชนวัดเชิงแสก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่มีความเหมาะสมในการติดตั้งกังหันลมผลิตไฟฟ้า

     ตามปกติการผลิตกระแสไฟฟ้าจากกังหันลม  บริเวณที่ติดตั้งต้องมีแรงลมให้ความเร็วเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า  2.5  เมตร/วินาที  เป็นเวลา  2  ชั่วโมง  ซึ่งสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้  1,000  วัตต์  แต่สำหรับประเทศไทยมีความเร็วลมเฉลี่ยที่  4  เมตร/วินาที  และมีกระแสลมโดยเฉลี่ย  20  ชั่วโมงต่อวัน  สามารถผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ  200  วัตต์ต่อชั่วโมง  และเวลา  20  ชั่วโมง  ผลิตได้  4,000  วัตต์  หรือ  4  กิโลวัตต์  หรือได้ไฟวันละ  4  ยูนิต  เทียบกับราคาค่าไฟฟ้าปัจจุบันยูนิตละ  4  บาท  เท่ากับประหยัดค่าไฟฟ้าได้ปีละประมาณ  5,760  บาท

     กระแสไฟฟ้าที่ได้  ทางแคนนอนได้ติดตั้งแบตเตอรี่สำหรับเก็บไฟ  และติดตั้งเครื่องแปรกระแสไฟฟ้าจากกระแสตรงเป็นกระแสสลับ  และจ่ายไปยัง  "ห้องสมุดพลังงานสีขาวโดยแคนนอน"  ซึ่งแคนนอนให้การสนับสนุนในการจัดตั้งรวมทั้งจัดหาหนังสืออุปกรณ์ต่างๆ  อีกด้วย

     "เราให้ความสำคัญกับการศึกษามาโดยตลอด  ก่อนหน้าที่จะมีโครงการกังหันลม  เราก็ให้การสนับสนุนการศึกษาเด็กๆ  เพราะมองว่าเด็กเป็นอนาคตของชาติ  แต่พอมีโครงการกังหันลมอนุรักษ์พลังงานเข้ามาเราก็เชื่อมโยงทั้งสองกิจกรรมเข้าด้วยกัน  ซึ่งพบว่าโรงเรียนที่ไปติดตั้งกังหันลมได้ประโยชน์ทั้งเรื่องการประหยัดพลังงาน  ประหยัดรายจ่ายจากค่าไฟฟ้าและประโยชน์จากการเรียนรู้เทคโนโลยี  ธรรมชาติ  สิ่งแวดล้อม"

      ถ้าใครได้ไปเยือน  รร.ชุมชนวัดเชิงแส  ก็จะพบว่า  มีลมพัดโกรกตลอดทั้งวัน  หรือถ้าแหงนคอตั้งบ่ามองไปยังกังหันก็จะพบว่าตีพึ่บๆ  ล้อแรงลมแทบจะตลอดเวลา  อาจารย์วิรัตน์  หาแก้ว  ผอ.รร.ชุมชนวัดเชิงแส  เล่าว่า  บริเวณโรงเรียนฯ  มีลมแรงตลอดทั้งปี  แม้อากาศจะร้อน  แต่ที่นี่กลับไม่ร้อนมากเพราะมีลมพัดตลอดเวลา  เนื่องจากที่ตั้งของตรงชุมชนวัดเชิงแส  อยู่กึ่งกลางระหว่างอ่าวไทยซึ่งห่างไปแค่ประมาณ  1  กม.  ส่วนอีกด้านก็ห่างจากทะเลสาบสงขลาไปประมาณ  9  กม.  ด้วยเหตุนี้  ที่นี่จึงมีลมพัดเข้ามาตลอดทั้งวัน

      ส่วนกังหันลมที่ทางแคนนอนนำมาติดตั้งให้โรงเรียน  อาจารย์วิรัตน์เล่าว่า  แรกๆ  เด็กก็ไม่สนใจและไม่รู้ว่าทำอะไร  แต่พอทำเสร็จเห็นว่ากังหันหมุนได้ก็พากันมาถามครูกันใหญ่ว่า  ติดตั้งเพื่ออะไร  เด็กๆ  ไม่เคยพบ  หรือแม้แต่ครูเองก็ไม่เคยเห็นเหมือนกัน  จึงตื่นเต้นกันมากทั้งโรงเรียน

     ประโยชน์จากกังหันลมที่ได้  อ.วิรัตน์บอกว่า  ไม่ได้มีเฉพาะการได้กระแสไฟฟ้ามาใช้อย่างเดียว  กังหันลมยังทำให้เด็กได้มีโอกาสเรียนรู้และเข้าถึงเทคโนโลยีได้อีกด้วย  โรงเรียนมีโครงการที่จะสอดแทรกเรื่องกังหันลมผลิตกระแสไฟเข้าไปในบทเรียน  สอนให้เด็กๆ  รู้ว่ากังหันทำงานยังไง  และไฟฟ้าจากกังหันมาจากไหน 

     "แต่ก่อนเด็กเห็นแต่ในรูปไม่เคยเห็นของจริง  ตอนนี้ก็ได้เห็นของจริงแล้ว  เขาจึงสนใจมาก  แม้แต่คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ก็สนใจมาดูกัน  โรงเรียนละแวกใกล้เคียงก็สนใจมาดูกังหันที่โรงเรียนที่นี่  นับว่าเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับชุมชนไปด้วย  ในประเด็นนี้สมเกียรติเสริมว่า  นับว่าการติดตั้งกังหันลมบรรลุวัตถุประสงค์ของแคนนอน  ที่หวังให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้  ไม่ใช่การเรียนรู้จากตำราหรือการยัดเยียดให้  แต่เกิดจากความอยากรู้อยากเห็นของเด็กเอง  แต่การที่สังคมจะเป็นสังคมเรียนรู้ได้  ต้องมีแหล่งได้เรียนรู้  เช่น  กังหันลมตัวนี้ก็ทำให้เด็กนักเรียนและคนในชุมชนได้มีโอกาสเรียนรู้พลังงานทางเลือก  ปัญหาโลกร้อน"  อาจารย์วิรัตน์เล่า

     เมื่อถามความคิดเห็นจากเด็กๆ  นักเรียน  อาทิ  น้องอุทุมพร  เกษตรสิน  และน้องณัฐนิช  โกฉิม  นักเรียนชั้น  ป.5  น้องสิริรัตน์  นวลเลื่อน,  น้องพงศกร  สมบูรณ์,  น้องปวิตรา  นกหนู  และน้องปรียากร  เพ็ชรรัตน์  นักเรียนชั้น  ป.6  ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า  ชอบกังหันลมตัวนี้มาก  เพราะมันมีประโยชน์  ช่วยลดโลกร้อน  ลดค่าไฟฟ้าในโรงเรียน  เพราะผลิตกระแสไฟฟ้าได้

     ถ้าปัญหาโลกร้อนเหมือนหัวหอม  กังหันลมผลิตกระแสไฟฟ้าก็เปรียบเสมือนเปลือกหัวหอมชั้นแรกที่เด็กๆ  และสังคมได้เรียนรู้เป็นพื้นฐาน  ก่อนที่จะเกิดความเข้าใจลึกซึ้งยิ่งขึ้นถึงที่มาที่ไปของปัญหาสิ่งแวดล้อมในบ้านเรา  รวมไปถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมโลก  ที่สำคัญคือภาวะโลกร้อนที่เรากำลังเผชิญอยู่.

 

 



flag counters
ไฟร์ฟอกซ์ ปลอดภัย ฟรี Download Firefox  | RSS feeds  | ทันข่าว ทันเหตุการณ์