Sunday X-Cite X-Cite Kidz Tabloid
Subscribe to Thaipost
JPEG || PDF
Download

ปฏิบัติการ"รักน้ำ-รักป่า" แห่ง'ลุ่มน้ำคลองยัน'


   "ถ้ำเสือจากวังไทร  01  มีผู้ลักลอบจับปลาในเขตอนุรักษ์  เปลี่ยน"

     "รับทราบ"

     ตลอด   24  ชั่วโมง เสียงสนทนาทางวิทยุสื่อสารข้างต้นดังเป็นระยะ  คลื่นวิทยุเหล่านี้มีหลายข่าย  ทั้งต้นน้ำ  กลางน้ำ  และปลายน้ำ  ที่ใช้สื่อสารกันระหว่างปฏิบัติหน้าที่  คงไม่แปลกถ้าคนรับ-ส่งวิทยุเป็นตำรวจหรือเจ้าหน้าที่รัฐพร้อมออกปฏิบัติการ

     แต่สำหรับชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในเขตลุ่มน้ำคลองยัน  จ.สุราษฎร์ธานี  ทราบกันดีว่า  บุคคลที่ส่งข้อความผ่านวิทยุสื่อสารข้างต้นภายในบ้าน  ซึ่งติดตั้งเสาวิทยุครบครัน  เป็นเพียงชาวบ้านที่อาสาเฝ้าระวังแม่น้ำลำคลอง  และวิทยุสื่อสารคือเครื่องมือใหม่ที่เข้ามาเสริมการทำงานอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมของ   ชาวบ้านและเครือข่ายอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรลุ่มน้ำคลองยัน  ให้มีความเข้มข้นและทันเหตุการณ์ยิ่งขึ้น   โดยเฉพาะภารกิจเฝ้าระวัง  ซึ่งมีกลุ่มธุรกิจโคคา-โคลา  ประเทศไทย  ผ่าน  มูลนิธิโคคา-โคลา  ประเทศไทย  ช่วยเหลือสนับสนุนด้านการเงินควบคู่กับการทำงานเพื่อสร้างเสริมศักยภาพชาวบ้าน  ภายใต้  โปรแกรมรักน้ำ  ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ  Live  Positively  ที่เน้นสร้างสรรค์สิ่งดีๆ  ให้แก่สังคมไทย  ภายใต้แนวคิดด้านความยั่งยืน

     นั่นเป็นเพียงภารกิจหนึ่งในการดูแลรักษาฟื้นฟูลุ่มน้ำคลองยันเท่านั้น   จากการเดินทางไปยังศูนย์เรียนรู้ระบบนิเวศลุ่มน้ำคลองยัน  บ้านปากหาร  ต.บ้านยาง  อ.คีรีรัฐนิคม  และศูนย์วิทยุเฝ้าระวังเพื่อการอนุรักษ์ลุ่มน้ำคลองยัน  บ้านหวายหนิม  ต.น้ำหัก  โดยการชักชวนของมูลนิธิโคคา-โคลาฯ  เราได้ชมการปฏิบัติงานของศูนย์ทั้งสองแห่งและพูดคุยกับชาวบ้าน  ทำให้เห็นภาพกิจกรรมการอนุรักษ์และการจัดการน้ำในพื้นที่ของเครือข่ายอนุรักษ์ฯ

     เรื่องเริ่มจาก  20  ปีที่แล้ว  ประวีณ  จุลภักดี  ผู้ประสานงานโครงการป่า-ทะเลเพื่อชีวิต  จังหวัดสุราษฎร์ธานี  บอกว่า  ตอนนั้นรัฐมีนโยบายสร้างเขื่อนแก่งกรุง  ซึ่งโครงการอยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองยัน  แต่ชาวบ้านไม่เห็นด้วย  เพราะเห็นบทเรียนจากเขื่อนรัชชประภา  หรือ  "เขื่อนเชี่ยวหลาน"  ตั้งอยู่ห่างที่นี่ประมาณ  20  กิโลเมตร  หลังสร้างเขื่อนเกิดผลกระทบมาก   ความหลากหลายทางระบบนิเวศและสัตว์ป่าหมดไป  ทำให้พี่น้องชาวคลองยันลุกขึ้นมาคัดค้าน  ยื่นหนังสือถึงภาครัฐให้ยุติโครงการที่จะส่งผลให้เกิดวิกฤติทรัพยากรธรรมชาติ  จากนั้นรัฐบาลสั่งระงับโครงการสร้างเขื่อนแก่งกรุงเอาไว้ชั่วคราว

     จากเหตุการณ์ครั้งนั้น  ทำให้ชาวบ้านคลองยันรวมตัวกันทำงานพัฒนาท้องถิ่นจัดตั้งกลุ่มอาสาพัฒนาชนบท  และช่วงปี  2537  มีองค์กรพัฒนาเอกชนเกิดขึ้นใน  จ.สุราษฎร์ธานี  คือ  โครงการป่าและทะเลเพื่อชีวิต  จ.สุราษฎร์ธานี  เน้นสร้างความเข้มแข็งและกระบวนการเรียนรู้ของชาวบ้านในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ  2-3  ปีจากนั้น  โครงการได้เข้ามาทำงานในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองยันร่วมกับชุมชน   จนเกิดกลุ่มเกษตรเพื่อสิ่งแวดล้อมบ้านปากหาร  อ.คีรีรัฐนิคม  ช่วยกันอนุรักษ์แม่น้ำลำคลอง  มีการประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านอนุรักษ์น้ำ  แกนนำชาวบ้านไปศึกษาดูงานการสร้างเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำที่  จ.น่าน  ซึ่งเป็นพื้นที่ต้นน้ำเหมือนกัน  ได้เห็นการบริหารจัดการของชุมชนที่ทำให้น้ำสะอาดและสัตว์น้ำจำนวนมากกลับคืนมา   เป็นแรงผลักดันให้กลับมาทำเขตอภัยทาน   หรือ  "วังปลา"  ในลุ่มน้ำคลองยัน  โดยชุมชนสร้างวังปลาครั้งแรก  ปี  2539  รวมทั้งปลูกต้นไม้และหญ้าแฝกบริเวณพื้นที่  ลดการกัดเซาะร่องน้ำและสร้างความชุ่มชื้นในดิน

     "เราพบปัญหาสัตว์น้ำลดลง   ชาวบ้านหากินไม่ได้  แล้วยังมีปัญหาใช้เครื่องมือจับสัตว์น้ำที่ผิดกฎหมาย  อย่างโพงพาง  ลักษณะเป็นตาถี่ๆ  มีขนาดใหญ่  การดักโพงพางแต่ละครั้งจะได้ปลาจำนวนมาก  เคยมีคนหาได้มากสุดถึง  50  กิโลกรัม  ปลาเล็กปลาน้อยไปหมด  ถือเป็นเครืองมือทำลายล้างระบบนิเวศ  ปัญหานี้วิกฤติมากในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองยันตอนล่าง  เมื่อทำวังปลา  ตั้งกฎระเบียบห้ามจับสัตว์น้ำทุกชนิดในวังปลา   ฝ่าฝืนครั้งแรกตักเตือน  แต่ครั้งที่  2  ปรับ  ครั้งที่  3  มีสิทธิ์ติดคุก"

    "ไม่นานวังปลากลายเป็นที่ชุมนุมของปลา   แพร่ขยายพันธุ์เพิ่มขึ้นในคลองยัน  เป็นอาหารให้ชาวบ้าน  ริมคลองก็มีพืชผักเก็บกินได้  เช่น  ผักกูด,  ตำลึง,  ยอดจิก,  ยอดกุ่ม  จนทุกวันนี้มี  16  บ้านที่ทำวังปลา  จำนวน  16  วัง  ชาวบ้านรวมตัวกันเฝ้าระวัง  น้ำในคลองก็ใสสะอาดขึ้น  การใช้โพงพางก็ลดลงมาก  เราเคยสำรวจคลองยันพบพันธุ์ปลากว่า   60  ชนิด   จากที่ชาวบ้านในพื้นที่บอกมีถึง  100  ชนิด  อย่างปลาลิ้นหมาน้ำจืด  เป็นตัวชี้วัดคุณภาพน้ำได้ดี  ตอนนี้กำลังศึกษาและอนุรักษ์พันธุปลาท้องถิ่น"  ประวีณ  ให้ภาพระบบนิเวศในลุ่มน้ำคลองยันที่สมบูรณ์ขึ้นจากการสร้างเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำ

     สำหรับลุ่มน้ำคลองยันจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรักษาความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรให้คนในท้องถิ่นได้หาอยู่หากิน  และเร่งสร้างองค์ความรู้ในท้องถิ่นให้ชาวบ้านได้รับรู้ความสำคัญของลุ่มน้ำคลองยันลึกซึ้งกว่าที่ตาเห็น   ลุ่มน้ำคลองยันเป็นลุ่มน้ำย่อยหนึ่งของลุ่มน้ำตาปี  อยู่ในพื้นที่  2  จังหวัด  คือ  จ.สุราษฎร์ธานี  และ  จ.ระนอง  ตลอดลุ่มน้ำมีชาวบ้านตั้งบ้านเรือนอยู่อาศัยในพื้นที่   3  อำเภอของเมืองสุราษฎร์ฯ   ได้แก่  อ.คีรีรัฐนิคม  อ.ท่าฉาง  และ  อ.วิภาวดี

     ที่ผ่านมาปัญหาที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบนิเวศพื้นที่ลุ่มน้ำคลองยัน   มีทั้งการบุกรุกยึดครองพื้นที่ทำกิน  และทำลายระบบนิเวศริมฝั่งแม่น้ำ  การใช้เครื่องมือประมงผิดกฎหมาย  ทรัพยากรสัตว์น้ำลดลง  รวมทั้งการใช้สารเคมีที่รุนแรงทุกฤดูกาล  เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่ยึดอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก   เมื่อฝนตกก็ชะล้างสารเคมีและหน้าดินลงลุ่มน้ำคลองยัน  รวมถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่ธรรมชาติของป่าต้นน้ำ

     อย่างไรก็ตาม  แม้จะมีสารพัดปัญหา  แต่ชาวคลองยันก็ลุกขึ้นมาขอมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ  นอกจากชุมชนช่วยกันสร้างวังปลาแล้ว  รักษาลำน้ำ  ยังมีการรักษาป่าต้นน้ำ   ประวีณให้รายละเอียดเกี่ยวกับป่าชุมชนในพื้นที่ว่า  เป็นการลดการทำลายป่าต้นน้ำหรือเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่   ขณะนี้มีการกำหนดแนวเขตป่าอย่างชัดเจน  มีจำนวนป่าชุมชน  6  ป่า  รวมพื้นที่ทั้งสิ้น  19,303  ไร่  ในพื้นที่บ้านบางจำ  บ้านเขมา  บ้านบางไต  บ้านคลองมุย  ต.ตะกุกเหนือ   อ.วิภาวดี  จะเป็นป่าตามแนวกันชนห้ามบุกรุกขยายพื้นที่ทำกินเด็ดขาด  ซึ่งพื้นที่ป่าในลุ่มน้ำคลองยันส่วนใหญ่เป็นป่าดิบชื้น    รวมทั้งมีการสร้างฝายชะลอความชุ่มชื้นจำนวน   40  ฝาย  เป็นการลดความแรงของน้ำในหน้าน้ำหลาก  เพราะสภาพพื้นที่นั้นลาดชันสูง  และลดการชะล้างพังทลายของหน้าดิน  ที่ส่งผลให้ลำคลองมีตะกอนทับถม

     "วันนี้ชาวบ้านและเครือข่ายอนุรักษ์ฯ  สามารถจัดการทรัพยากร  ดูแลรักษาลำน้ำ  ทรัพยากรในน้ำ  จนกระทั่งทรัพยากรป่าได้ดีในระดับหนึ่ง  ยังต้องเรียนรู้และเฝ้าระวังต่อไป  ชาวบ้านภูมิใจที่พื้นที่นี้เป็นแบบอย่างให้ชุมชนอื่นๆ   ได้เรียนรู้  แลกเปลี่ยนประสบการณ์การจัดการทรัพยากรน้ำในพื้นที่คลองยัน  ซึ่งใช้วังปลาเป็นเครื่องมือ  ทั้งการดูแลรักษาน้ำ  ป่าต้นน้ำ  เพราะถ้าไม่รักษาป่า  น้ำในคลองยันจะเหือดแห้ง  สัตว์น้ำลดลง  ชุมชนขาดแคลนอาหาร"  ประวีณยืนยันว่าในการอนุรักษ์ชาวบ้านเข้าใจต้องทำตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ

     ทุกคนเข้ามาอนุรักษ์ทรัพยากรด้วยความหวังตั้งใจรักษาถิ่นฐานบ้านเกิดของตัวเอง  มีจุดหมายในการอนุรักษ์ชัดเจน  เขาจึงพร้อมที่จะทุ่มเทใจให้กับการทำงานโดยไม่หวังเงินทอง

     ปรีชา  พุดคำ  ชายวัย  48  ปี  จากหมู่ 6  ต.ตะกุกเหนือ  อ.วิภาวดี  บอกว่า  ช่วง  5  ปีที่ผ่านมาเห็นความอุดมสมบูรณ์ในลุ่มน้ำคลองยันกลับคืนมา  จากการทำวังปลาและดูแลรักษาให้แหล่งวางไข่  ขยายพันธุ์  ไม่ได้บอกว่าไม่เคยมีใครลักลอบจับปลา  แต่การใช้โพงพาง  การชอร์ตปลา  พฤติกรรมทำนองนี้ลดลงไปมาก  และเห็นว่าการตั้งศูนย์วิทยุเฝ้าระวังเพื่ออนุรักษ์ลุ่มน้ำคลองยัน   จะทำให้อาสาสมัครแจ้งข่าวรวดเร็วยิ่งขึ้น  เดิมมีข้อจำกัดการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในพื้นที่ที่ไม่สัญญาณ  เรามีเป้าหมายดูแลรักษาทรัพยากรไม่ให้สูญหาย  และทุกคนอยู่ร่วมกันได้

     วีระ  ศักดา  จากหมู่  16  บ้านบางไต  ต.ตะกุกเหนือ  เล่าเรื่องของชุมชนและการอนุรักษ์ในคลองยันให้ฟังว่า  เมื่อชาวบ้านช่วยกันดูแลน้ำและสร้างวังปลา  จำนวน  2  วัง  คือ  วังบางไต  และวังตะเพียนทอง  เพื่อเป็นแหล่งอาศัยของปลา  โดยไม่จับปลาในเขตนี้เด็ดขาด  แล้วก็ไปช่วยพัฒนาชุมชน  ไปทำป่าชุมชนในพื้นที่  ตั้งกติกาห้ามบุกรุกขยายพื้นที่ทำกินเด็ดขาด  ห้ามตัดไม้  ส่วนไม้ใช้สอยต้องผ่านความเห็นชอบและการตรวจสอบของคณะกรรมการ  มีกลุ่มอาสาสมัครเฝ้าระวังป่า  ทำให้ป่าและน้ำดีขึ้น  ชาวบ้านที่เคยไปทำมาหากินที่อื่นก็กลับมา  และช่วยเหลือชุมชน

     สมาชิกเครือข่ายอนุรักษ์และฟื้นฟูลุ่มน้ำคลองยันอีกคนหนึ่งชื่อ  บพิตร  คงเส้น  จากบ้านเชี่ยวเฟือง  ต.ตะกุกเหนือ  ปัจจุบันยังเป็นประธานกองทุนสวัสดิการเครือข่ายอนุรักษ์ฯ  เชื่อว่า สถานการณ์ทรัพยากรลุ้มน้ำคลองยันจะดีขึ้นตามลำดับ  เป็นผลมาจากชุมชนช่วยกันดูแลรักษา  แต่ปัญหาที่ชาวบ้านหนักใจมากคิดว่าเป็นนโยบายของรัฐ  

     "เมื่อปีที่แล้วมีโครงการตัดถนนสายระนอง-สุราษฎร์ฯ   ผ่านอุทยานฯ  แก่งกรุง  มันจะแบ่งป่าเป็นสองผืน   ชาวบ้านคลองยันก็ออกมาคัดค้าน  เพราะป่าที่นี่มีความสมบูรณ์  ในพื้นที่พบเสือโคร่ง   วัวแดง  ฝูงช้างป่า  นี่แค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นที่ชาวบ้านพบจากการเดินสำรวจ"  บพิตรให้ภาพอันแจ่มชัดในความเป็นเครือข่ายอนุรักษ์  คงไม่มีอะไรสำคัญเท่ากับความรักและหวงแหนทรัพยากรอันผนึกแน่นอยู่ในตัวตนและจิตวิญญาณของชาวบ้านทุกคน.



flag counters
ไฟร์ฟอกซ์ ปลอดภัย ฟรี Download Firefox  | RSS feeds  | ทันข่าว ทันเหตุการณ์