นอกจากความเป็นเพศแม่ที่ทำหน้าที่ของตัวเองเพื่อลูกและครอบครัวอันเป็นที่รักแล้ว ยังเสียสละเวลาที่จะทำงานปกป้องสิ่งแวดล้อมอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ทั้ง นันทวัน เขียวงามดี, คำ หลงลืม และกานดาพร ไชยปากดี แม่ที่อุทิศตัวให้กับการทำงานสิ่งแวดล้อม จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตตัวเอง จึงได้รับคัดเลือกเข้ารับประทานรางวัล "แม่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม" ประจำปี 2553 จากพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ในฐานะแม่ที่โอบอุ้มเลี้ยงดูลูก และดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม โดยรางวัลนี้มหาวิทยาลัยมหิดลจัดขึ้นเป็นปีที่ 7 แล้ว
งานของแต่ละคน ตลอดจนสภาพแวดล้อมรอบข้างของทั้งสามแตกต่างกัน แต่มีเป้าหมายเดียวกัน นั่นคือ สิ่งแวดล้อมที่ดีบนความพอเพียง
นันทวัน เขียวงามดี ทำงานอยู่กับแม่น้ำท่าจีนมานานกว่า 10 ปี โดยมีตำแหน่งเป็นเลขานุการชมรมเรารักแม่น้ำท่าจีน และเป็นผู้หญิงคนเดียวในคณะกรรมการลุ่มน้ำท่าจีน จ.สมุทรสาคร แม้จะไม่ใช่บ้านเกิด แต่เธอก็มีความรักและห่วงใยสิ่งแวดล้อม เพราะมีบ้านอยู่ใกล้แม่น้ำท่าจีน รวมทั้งไม่อยากให้สายน้ำเส้นนี้เต็มไปด้วยมลพิษด้วยประการทั้งปวง
ขณะที่ คำ หลงลืม ชาว อ.วังเหนือ จ.ลำปาง ทำงานเป็นหมอดินอาสามาตลอด 9 ปี พยายามปกป้องป่าและรักษาดินในหมู่บ้านไว้ งานของเธอคือแก้ปัญหาดินเพื่อให้ชาวบ้านในหมู่บ้านทำการเกษตรได้ผลผลิตเจริญงอกงาม แม่ผู้อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมคนนี้ยังตามรอยเศรษฐกิจพอเพียงและเป็นผู้นำชาวบ้านพัฒนาและสร้างชุมชนเข้มแข็ง โดยส่วนของบทบาทความเป็นแม่ก็ยังถ่ายทอดความคิดการทำงานสิ่งแวดล้อมให้ลูกสาว จนวันนี้เป็นแกนนำเยาวชนระดับอำเภอและระดับจังหวัด ส่วนกานดาพร ไชยปากดี ทำงานกับพื้นที่ชุ่มน้ำโลก บึงโขงหลง จ.หนองคาย มีความมุ่งมั่นในการปกป้องดูแลสิ่งแวดล้อม ไม่ต้องการให้บึงโขงหลงกลายเป็นแหล่งรวมมลพิษ หรือมีคุณภาพน้ำเสื่อมโทรม ปัจจุบันเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบึงโขงหลง และสวมหมวกคณะทำงานอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำโลกอีกใบ มีผลงานผลักดันการยกแพขึ้นจากน้ำเพื่อหยุดการคุกคามระบบนิเวศ รวมถึงออกกฎข้อบังคับห้ามจับปลาทุกฤดูในเขตห้ามล่าสัตว์น้ำบึงโขงหลงบนเนื้อที่กว่า 380 ไร่ ในฐานะแม่เธอปลูกฝังให้ลูกๆ รักสิ่งแวดล้อม สอนให้ลูกเป็นวิทยากรแต่เด็กในเรื่องการเพาะเห็ด รวมถึงการคัดแยกขยะทำปุ๋ยชีวภาพ
"การได้รางวัลแม่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเป็นความภาคภูมิใจและกำลังใจสำคัญ นี่คือ ผลจากงานที่เราทำ มีคนถามบ่อยมากทำไปทำไม ก็เพราะตัวเองมีบ้านอยู่ติดแม่น้ำท่าจีน อยู่มา 40 ปีคิดว่าเป็นบ้านเกิดเหมือนกัน เมื่อก่อนใช้น้ำท่าจีนหุงข้าว ใช้อาบ สมัยนั้นน้ำประปาไม่มี ในแม่น้ำมีปูม้า กุ้งก้ามกราม มีปลาเสือตอ เดี๋ยวนี้ไม่มี สัตว์น้ำอยู่ไม่ได้ ตอนปี 2543 แม่น้ำท่าจีนวิกฤติหนัก ปลาตายตลอดลำน้ำ น้ำเน่าเหม็นมาถึงบ้าน ก็เศร้าใจมาก" นันทวัน เขียวงามดี หนึ่งในแม่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกล่าว
นับแต่นาทีนั้นเธอสัญญาเอาไว้กับตัวเองว่าชีวิตนี้จะขอปกป้องแม่น้ำท่าจีนอย่างจริงจัง เจ้าของรางวัลยังบอกว่า เราทำงานกับเครือข่ายชาวบ้านและองค์กรใน จ.สมุทรสาคร จนถึงทุกวันนี้มีกว่า 20 องค์กร งานมีทั้งเป็นวิทยากรเพื่อบอกกับทุกคนในสมุทรสาครว่า มลพิษในแม่น้ำท่าจีนเกินมาตรฐานแล้ว ไม่อยากให้ปนเปื้อนไปมากกว่านี้ เพราะมันจะมาพร้อมกับคุณภาพชีวิตที่ไม่ดี เกิดโรคภัยไข้เจ็บ เวลานี้มีกลุ่มเกษตรกรที่ทำงานด้วยกัน รณรงค์ไม่ให้ใช้สารเคมี และรู้จักการทำน้ำหมักชีวภาพเพื่อปรับสภาพน้ำ ถ้ากลุ่มผู้สูงอายุก็ชวนมาปลูกป่าชายเลน ตามพระราชดำรัสสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ แล้วยังมีกลุ่มอาสาสมัครที่ทำงานสิ่งแวดล้อมด้วยกัน แล้วก็ทำงานกับเด็กๆ นำนักเรียนในโรงเรียนริมแม่น้ำท่าจีนไปฝึกตรวจสอบคุณภาพน้ำ สร้างเครือข่ายเยาวชนให้มีความรู้ในการติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำ
"เราอยากเห็นน้ำในแม่น้ำท่าจีนและคลองสาขาต่างๆ ใสสะอาดเหมือนในอดีต สัตว์น้ำกลับคืนมา เป้าหมายอาจจะสูง แต่ต้องดิ้นรนทำ ตอนนี้มี 16 จุดตรวจวัดคุณภาพน้ำ ก็จะเป็นนักเรียน โรงเรียน ชุมชนริมแม่น้ำ ทำงานเก็บตัวอย่างน้ำ ทั้งข้อมูลทางเคมี ทางกายภาพ รวมถึงขยะ ก่อนจะรายงานผลมาที่ศูนย์ประสานงานชมรมฯ จากนั้นจะรายงานไปยังสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาค 5 จ.นครปฐม เวลานี้คุณภาพน้ำเสื่อมโทรมอยู่ แต่ขยะในแม่น้ำไม่มี เมื่อก่อนขยะสารพัดทิ้งลงน้ำหมด ปัจจุบันคนตื่นตัวมาก ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ไม่ทิ้ง เพราะนี่คือบ้านเรา องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นก็เห็นความสำคัญในการอนุรักษ์ทรัพยากรมากขึ้น ให้ความร่วมมือเมื่อมีงานที่ต้องทำกับชาวบ้าน"
ย่างเข้าปีที่ 10 สำหรับการทำงานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม นับแต่วันแรกจนถึงวันนี้ นันทวัน เขียวงามดี ก็ยังมุ่งมั่นทำงานด้วยใจจริงๆ อุทิศตัวเพื่อปกป้องดูแลแม่น้ำท่าจีน และพยายามถ่ายทอดความรู้สึกร่วมในการช่วยกันดูแลสายน้ำตลอดเวลา ที่สำคัญเธอไม่มีความทุกข์กับงานที่ทำ มีมุมมองความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ต้องมีอุปสรรคเสมอ.








