Sunday X-Cite X-Cite Kidz Tabloid
Subscribe to Thaipost
JPEG || PDF
Download

นิวเคลียร์ : โรงไฟฟ้าทางเลือก'ญี่ปุ่น' กฎเหล็กโปร่งใส-ประชาชนยินยอม


    แม้ว่า "นิวเคลียร์" จะเป็นแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่มีประโยชน์ มีความมั่นคง ทั่วโลกให้ความสนใจในฐานะแหล่งพลังงานใหม่ ใช้แทนพลังงานสิ้นเปลืองที่กำลังจะหมดไปในอนาคตอันใกล้ ทว่าพิษสงของนิวเคลียร์ในอดีตก็ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดอย่างต่อเนื่องเมื่อมีข่าวคราวการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
     ในประเทศไทยมีความคิดที่จะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มานานแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถมีโรงไฟฟ้าได้ สำหรับประเด็นของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ถกเถียงในสังคมขณะนี้มาจากแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ.2553-2573 หรือที่เรียกว่า แผนพีดีพี 2010 (PDP2010) ซึ่งกำหนดให้มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 5,000 เมกะวัตต์ อย่างไรก็ดีมีเสียงวิพากษ์ถึงความเหมาะสมจากนักวิชาการ ตลอดจนความหวาดกลัวและไม่เชื่อมั่นของประชาชนต่ออันตรายที่จะเกิดเนื่องจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ บ่อยครั้งที่คนต่อต้านหยิบยกกรณีมลพิษมาบตาพุดมาเป็นบทเรียน สะท้อนปัญหาที่เรื้อรังมายาวนานกว่า 20 ปี แถมรัฐยังจัดการแก้ไขไม่ได้ จนทำให้ชาวบ้านในพื้นที่มีสุขภาวะเสื่อมโทรมลงทุกวัน กลายเป็นบรรทัดฐานให้ชาวบ้านรู้สึกไม่ไว้ใจรัฐในเรื่องความปลอดภัย ออกมาขับเคลื่อนที่จะทำให้ไทยปลอดโรงนิวเคลียร์
     จากการสำรวจทั่วโลกใน 31 ประเทศ มีจำนวนเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์เพื่อผลิตไฟฟ้ารวมกัน 437 เครื่อง ประเทศที่มีมากที่สุด คือ สหรัฐอเมริกา 104 เครื่อง รองลงมาฝรั่งเศส 59 เครื่อง และญี่ปุ่น 55 เครื่อง สำหรับในญี่ปุ่นขณะนี้อยู่ในระหว่างก่อสร้าง 2 เครื่อง และวางแผนจะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อีก 17 เครื่อง
     ญี่ปุ่นที่มีจำนวนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มากเป็นอันดับ 3 ของโลก แม้ครั้งหนึ่งเคยเป็นประเทศที่ได้รับความสูญเสียครั้งใหญ่จากการทำลายล้างของระเบิดนิวเคลียร์ ด้วยการทิ้งระเบิดปรมาณูที่เมืองฮิโรชิมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 140,000 คน และที่เมืองนางาซากิอีก 74,000 คน จึงเป็นเรื่องน่าสนใจศึกษาว่า สาเหตุใดที่ทำให้คนแดนอาทิตย์อุทัยถึงไม่รู้สึกหวาดกลัวกับแหล่งพลังงานชนิดใหม่ ซึ่งอาจสร้างความหายนะใหักับบ้านตัวเองเหมือนในอดีตได้ทุกเมื่อ
     จากเวทีสัมมนาอบรมเรื่อง "เรียนรู้ประสบการณ์จากญี่ปุ่นสู่ไทย" ในหัวข้อ "โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์และการมีส่วนร่วมของประชาชนในญี่ปุ่น" จัดโดยสถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต 
     ชาญวิทย์ ชัยกันย์ เจ้าหน้าที่สำนักงานศาลปกครอง และผู้ทำวิจัยเรื่อง "การพัฒนากฎหมายและการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการจัดการปัญหาพลังงานนิวเคลียร์ของประเทศญี่ปุ่น : บทเรียนต่อประเทศไทย" สนับสนุนการวิจัยจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย หรือ สกว. กล่าวว่า หลังเหตุการณ์เลวร้ายในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ญี่ปุ่นถูกสหรัฐยิงระเบิดนิวเคลียร์ใส่ ทำให้ญี่ปุ่นเกือบจะเป็นประเทศที่ไม่มีแหล่งกำเนิดพลังงาน ในขณะเดียวกันความต้องการในการบริโภคก็มีจำนวนสูงขึ้น ทำให้ญี่ปุ่นต้องนำเข้าทรัพยากรที่เป็นแหล่งพลังงานจำนวนมาก กระทั่ง พ.ศ.2496 สหรัฐ โดยประธานาธิบดีไอเซนฮาวน์ ได้ริเริ่มดำเนินโครงการ "ปรมาณูเพื่อสันติ" และ 3 ปีต่อมาสหประชาชาติจัดประชุมพิจารณาการนำพลังงานนิวเคลียร์มาใช้ในทางสันติ ทำให้หลายประเทศตื่นตัวนำนิวเคลียร์มาใช้ในเชิงสร้างสรรค์ ญี่ปุ่นเป็นประเทศหนึ่งที่สนใจพัฒนาใช้ประโยชน์จากพลังงานนิวเคลียร์ พยายามลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้าเกือบทั้งหมด และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของพลังงานที่ใช้อยู่เดิม จึงแสวงหาพลังงานใหม่และมาลงตัวที่นิวเคลียร์
     ชาญวิทย์ระบุว่า ญี่ปุ่นเริ่มทำโครงการค้นคว้าและวิจัยนิวเคลียร์ในปี พ.ศ.2497 โดยทุ่มงบประมาณกว่า 230 ล้านเยน กับการเริ่มต้นพัฒนาพลังงานไฟฟ้านิวเคลียร์ และให้มีการบังคับใช้กฎหมายพื้นฐานว่าด้วยพลังงานปรมาณู ปี พ.ศ.2498 ปีต่อมาคณะกรรมการพลังงานปรมาณูได้เข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ ส่วนหน่วยงานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สถาบันวิจัยพลังงานปรมาณูแห่งญี่ปุ่น และองค์กรเชื้อเพลิงปรมาณู ได้ถูกจัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย และตั้งแต่ปี พ.ศ.2516 ญี่ปุ่นได้กำหนดให้พลังงานนิวเคลียร์เป็นนโยบายที่สำคัญประการแรกของชาติ
     ทั้งนี้ ญี่ปุ่นได้ส่งเสริมการวิจัย พัฒนา และการใช้พลังงานนิวเคลียร์ในกรอบวัตถุประสงค์ใช้เพื่อสันติเท่านั้น โดยยึดตามหลักการ "ไม่ใช้พลังงานนิวเคลียร์ 3 ประการ ปี พ.ศ.2519" ประกอบด้วยญี่ปุ่นจะไม่ถือครองอาวุธนิวเคลียร์ ไม่ผลิตอาวุธนิวเคลียร และไม่นำอาวุธนิวเคลียร์ นอกจากนี้ได้ให้สัตยาบันในสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ และบังคับใช้มาตรการความปลอดภัยของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) อย่างเข้มงวด พร้อมกับการพัฒนาและปรับปรุงระบบรักษาความปลอดภัยภายในประเทศ
     อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นได้เพิ่มกำลังผลิตพลังงานไฟฟ้าจากนิวเคลียร์ 30% ในปี 2552 เป็น 41% ภายในปี 2557 และวางแผนจะเพิ่มเป็น 60% ให้ได้ภายในปี 2593 ข้อมูลทั้งหมดชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลญี่ปุ่นตัดสินใจที่จะใช้เทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์อย่างเต็มรูปแบบ แม้แต่การกำจัดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่หมดอายุการใช้งาน หรือใช้มานานกว่า 20 ปี รัฐก็เตรียมพร้อมกับเรื่องดังกล่าวมานานกว่า 10 ปีแล้ว ผ่านการวิจัยพัฒนาการรื้อถอนให้มีความปลอดภัย และเชื่อว่ามีความสมบูรณ์พร้อมที่จะดำเนินการด้วย
     "การดำเนินการจะไม่สามารถสำเร็จและคืบหน้าได้เลย หากรัฐบาลญี่ปุ่นขาดความยินยอมจากประชาชนในประเทศ และความโปร่งใสในการทำงานทั้งสองอย่างนี้เป็นหัวใจหลัก ที่ทำให้ญี่ปุ่นเปิดเตาปฏิกรณ์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีปูมหลังเป็นโศกนาฏกรรมจากระเบิดนิวเคลียร์ หรือข่าวคราวเหตุการณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในต่างประเทศเกิดอุบัติเหตุ อาทิ เชอร์โนบิลของรัสเซีย ทรีไมล์ไอส์แลนด์ของสหรัฐ ที่ทำให้หลายประเทศชั่งใจว่า จะสร้างหรือเพิ่มระเบิดไว้ในบ้านตัวเองดีหรือไม่ ขนาดประเทศในยุโรปที่มีมาตรฐานเรื่องนี้สูงอย่างฝรั่งเศสและเยอรมนี ยังมีแผนลดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ลงเรื่อยๆ" นักวิจัยคนเดิมกล่าว
     ชาญวิทย์บอกด้วยว่า จากการลงพื้นที่ศึกษาดูงานด้วยตนเอง ณ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์คาชิวาซากิคาริวะ จ.นีตากะ ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และโรงไฟฟ้าเก็นไค จ.ซากะ เมื่อเร็วๆ นี้ ทำให้รู้ว่าเหตุใดคนในพื้นที่ถึงยินยอมให้มีการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขึ้นในพื้นที่ของตัวเอง
     "ไม่ใช่ว่าคนญี่ปุ่นเขาไม่กลัว แต่ประโยชน์สาธารณะที่สำรวจออกมาแล้วว่า การสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มีประโยชน์คุ้มค่าต่อการพัฒนาประเทศมากกว่าไม่สร้าง แม้จะมีความเสี่ยงอันตรายที่อาจเกิดอุบัติเหตุ หรือเกิดผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงภายในชุมชน ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมก็ตาม ที่สำคัญ คือ รัฐมีระบบการตอบแทนอย่างสมประโยชน์ใหักับท้องถิ่นที่เสียสละ อย่างกรณีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์คาชิวาซากิคาริวะพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้ทั้งหมดส่งให้โตเกียว ประชาชนในพื้นที่ก็ยินยอม เพราะรัฐมีการจัดเก็บภาษีแบบ TAX RETURN จากคนที่อาศัยอยู่ในโตเกียวในอัตราสูง แล้วกลับคืนมาให้กับคนที่อาศัยอยู่ในเมืองคาชิวาซากิและคาริวะที่ตั้งของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เพื่อใช้พัฒนาระบบสาธารณูปโภค จนคนในพื้นที่ไม่ต้องระเห็จไปทำงานที่อื่น"
     สิ่งสำคัญอีกประเด็นที่ทำให้หลายประเทศรวมถึงประเทศไทยมีปัญหากับโครงการนิวเคลียร์ ชาญวิทย์บอกว่า รัฐที่มักกำหนดนโยบายจากบนลงล่าง (Top-Down) เพราะวิธีนี้ทำได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว เพราะกระบวนการคิดและตัดสินใจเกี่ยวข้องกับบุคคลในวงจำกัดระหว่างเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานและผู้รับผิดชอบ อย่างไรก็ตาม ลักษณะนี้ทำให้เกิดปัญหามากมาย เพราะไม่ได้เชิญคนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วม ตัดสินใจกำหนดนโยบาย โดยมีข้อมูลไม่รอบด้าน ไม่เข้าใจสภาพปัญหาที่อาจเกิดขึ้น เมื่อเกิดปัญหาก็ไม่สามารถหาวิธีแก้ที่ตอบสนองต่อความต้องการของทุกฝ่ายอย่างลงตัวได้
     "ที่ญี่ปุ่นเขาใช้ระบบ Down-Top จากล่างขึ้นบน การเมืองท้องถิ่นเข้มแข็งมาก ถ้าประชาชนในพื้นที่บอกว่า ไม่เอา ไม่ปลอดภัย การเมืองท้องถิ่นก็จะทำเรื่องถึงรัฐว่า เขตนี้ เมืองนี้ ไม่เอาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ การคัดค้านจะมีตั้งแต่ไม่ให้ก่อสร้างเลยจนถึงการตกลงกันจนสมประโยชน์ แล้วค่อยอนุญาตให้สร้างได้ อย่างกรณีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เก็นไคตั้งห่างจากชุมชนไม่ถึง 10 กิโลเมตร แต่ชาวบ้านยินยอม เพราะได้ประโยชน์ ที่ผ่านมาต้องซื้อกระแสไฟฟ้าจากฝั่งคิวชูในราคาแพง ทางโรงไฟฟ้าเองก็เปิดตำแหน่งพนักงานทำความสะอาดให้คนในพื้นที่เข้าไปทำงาน แถมยังเผยแพร่องค์ความรู้ในเรื่องปลูกผักในอาคารควบคุมอุณหภูมิแก่ชาวบ้าน จนทำมาหากินได้แทนอาชีพประมงที่หายไป เหตุจากการระบายความร้อนของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ลงทะเล
     และไม่ใช่แค่การยินยอมให้สร้างเท่านั้น แต่รัฐต้องเปิดเผยข้อมูลอย่างบริสุทธิ์ใจแก่ประชาชนให้รับทราบในทุกขั้นตอนของการดำเนินการ และประชาชนมีสิทธิ์ร้องเรียนให้ตรวจสอบความปลอดภัยได้ทุกเมื่อ กรณีมีเหตุแผ่นดินไหวในบริเวณ จ.นีกาตะ ทำให้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ได้รับความเสียหายเกิดรอยร้าว พื้นดินทรุดตัว ชาวบ้านเรียกร้องให้มีการตรวจสอบความเสียหายและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น จนโรงไฟฟ้าต้องหยุดการเดินเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูชั่วคราว เมื่อสำรวจแล้วว่าปลอดภัยจึงเปิดดำเนินการต่อ สิ่งเหล่านี้ไทยควรศึกษาไว้อย่างยิ่ง" ชาญวิทย์เน้นย้ำ
     นอกจากนี้ ปัญหาเรื่องเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยของคนในพื้นที่สร้างโรงไฟฟ้า จากประสบการณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั้ง 2 โรงที่ยกเป็นตัวอย่างข้างต้น พบว่า กลุ่มประชาชนทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายต่อต้านกิจการโรงไฟฟ้าต่างอยู่ร่วมกันอย่างสันติ แต่ประชาชนที่ไม่เห็นด้วยจะจัดประชุมกลุ่มผู้ที่ไม่เห็นด้วยและติดป้ายประกาศอย่างสงบ มีข้อดีที่กลายเป็นการตรวจสอบการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าให้เกิดความปลอดภัยในการทำงาน
     ขณะที่ ปรีชา การสุทธิ์ นายกสมาคมนิวเคลียร์แห่งประเทศไทย หนึ่งในผู้เข้าร่วมสัมมนากล่าวว่า งานวิจัยที่นำมาเผยแพร่ในการสัมมนาครั้งนี้ไม่ใช่การเชิญชวนหรือบอกให้สังคมคล้อยตามว่า ไทยต้องมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ แต่เป็นการให้ข้อมูลอีกแง่หนึ่งว่า พลังงานสิ้นเปลืองของเรากำลังจะหมด และที่ใช้กันอยู่ก็ล้วนนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งก๊าซและกระแสไฟฟ้า อีกทั้งพลังงานทางเลือกที่พูดกันอยู่ในทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นแสงอาทิตย์ ลม พลังงานน้ำ ชีวมวล ฯลฯ ก็เป็นเพียงแค่พลังงานเสริมที่ช่วยได้ไม่มาก ฉะนั้น เราต้องหาพลังงานรูปแบบใหม่เข้ามาทดแทน และต้องเป็นในแบบเสถียรด้วย ซึ่งก็เหลือแต่ถ่านหินกับนิวเคลียร์ แต่ก็ยังมีเสียงไม่เห็นด้วย
     นายกสมาคมนิวเคลียร์ฯ กล่าวทิ้งท้ายว่า ถ้าไทยต้องมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จริง สิ่งหนึ่งที่จะทำให้พลังงานปรมาณูเป็นสิ่งดีและสร้างสรรค์ได้ก็คือ กฎหมายที่ใช้บังคับ ถ้ากฎหมายของไทยยังหย่อนยานเหมือนกรณีมลพิษมาบตาพุด หรือแม้แต่การเมืองบ้านเรายังโกงกินไม่โปร่งใส โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ก็คงเกิดขึ้นได้ยาก หรือเกิดขึ้นได้แบบไม่มีคุณภาพมาตรฐาน ผลร้ายก็ตกอยู่ที่ประชาชน" ปรีชากล่าวทิ้งท้ายเกี่ยวกับเรื่องนี้.



flag counters
ไฟร์ฟอกซ์ ปลอดภัย ฟรี Download Firefox  | RSS feeds  | ทันข่าว ทันเหตุการณ์