สิ่งแวดล้อม

Sunday, 15 September, 2013 - 00:00

วิจัยผลกระทบน้ำมันรั่ว หาคำตอบการสะสมสารพิษในทะเลระยอง

   นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลกลางทะเลจังหวัดระยอง เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2556 และกระแสน้ำพัดพาคราบน้ำมันดิบส่วนหนึ่งเข้าชายฝั่งอ่าวพร้าว เกาะเสม็ด สีเขียวใสของน้ำทะเลกับหาดทรายขาวถูกปกคลุมด้วยคราบน้ำมันดิบจนไม่เห็นความงดงามของอ่าวพร้าว ทำให้เกิดความเสียหายอย่างมากในระบบนิเวศ
    แม้หลังจากเก็บกู้คราบน้ำมันที่รั่วไหลเสร็จสิ้นแล้ว แต่วันนี้อุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด ยังปิดอ่าวพร้าวอย่างไม่มีกำหนด และประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติทางทะเล รีสอร์ตหรูจนกระทั่งที่พักอุทยานฯ บนอ่าวพร้าวไม่เปิดให้บริการ   ขณะที่หลายฝ่ายเฝ้าจับตาถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมอย่างใกล้ชิด พร้อมมีข้อสงสัยในแนวทางการฟื้นฟูระบบนิเวศระยะสั้นและระยะยาว รวมถึงการชดเชยเยียวยาให้กับผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุท่อน้ำมันดิบรั่ว
    ผลพวงจากภัยพิบัติน้ำมันครั้งใหญ่นี้เอง สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (สสท.) ก็ตั้ง "คณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหล จังหวัดระยอง เฉพาะกิจ ภายใต้ศูนย์วิจัยยุทธศาสตร์สิ่งแวดล้อม และวางกรอบแผนงานวิจัย "ผลกระทบน้ำมันรั่ว" ทั้งนี้ อนุมัติทุนสนับสนุนการวิจัยจำนวน 3 ล้านบาท ให้มหาวิทยาลัย  4 แห่ง เพื่อศึกษาผลกระทบต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมจากกรณีน้ำมันรั่ว โดยมีโครงการระยะเร่งด่วน 6 เดือน และโครงการระยะกลาง 1 ปี ถัดจากนั้นเป็นงานวิจัยที่ตอบโจทย์ระยะยาวต้องศึกษาเพิ่ม
    มีการศึกษาการสำรวจผลกระทบสิ่งแวดล้อมและนิเวศวิทยาทางทะเล โดยสถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีโครงการศึกษาปริมาณน้ำมันในน้ำและในดิน ปริมาณสิ่งมีชีวิต โดยภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีการศึกษาสำรวจความหลากหลายของสัตว์หน้าดิน บริเวณหาดทรายอ่าวพร้าวและหาดวงเดือน โดยภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และยังมีการประเมินผลกระทบทางชีวภาพของระบบนิเวศหาดหินอ่าวพร้าวและหาดวงเดือน โดยสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และการศึกษาการประเมินผลกระทบจากน้ำมันรั่วไหลในทะเลต่อระบบนิเวศแนวปะการัง โดยภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ รามคำแหง
    ทั้งนี้ เงื่อนไขการวิจัยต้องเก็บตัวอย่างเร็ว เพื่อให้ผลที่ได้ไม่คลาดเคลื่อน แต่ละมหาวิทยาลัยต้องส่งมอบข้อมูลที่วิเคราะห์ทั้งหมดให้ทาง สสท. และ วช. สำหรับวิธีการวิเคราะห์หรือห้องปฏิบัติการต้องได้มาตรฐาน สามารถนำข้อมูลไปเทียบเคียงกับหน่วยงานอื่นๆ ได้
    ดร.ขวัญฤดี โชติชนาทวีวงศ์ ผอ.สสท. และกรรมการฯ       กล่าวว่า กรณีน้ำมันรั่วที่ระยองได้มีโอกาสลงพื้นที่อ่าวพร้าวเกาะเสม็ดสิ้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทำให้ทราบปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ และได้ร่วมหารือกับหลายมหาวิทยาลัยเพื่อระดมความเห็นถึงบทบาทภาควิชาการ ก็ได้แนวทางว่า ควรมีการวิจัยผลกระทบน้ำมันรั่วและตัวชี้วัดที่เป็นข้อมูลกลางสามารถเทียบกับข้อมูลของภาครัฐและเอกชน จึงประสานความร่วมมือกับ วช. และได้รับทุนสนับสนุน ผลจากงานวิจัยคือ ข้อมูลกลางนำไปประเมินผลกระทบได้ถูกต้องและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายนำไปสู่การวางแผนฟื้นฟูระบบนิเวศ ระยะสั้น กลาง และยาว ทั้งยังเป็นข้อมูลพื้นฐานประเมินเหตุการณ์น้ำมันรั่วในทะเลที่อาจเกิดขึ้นอีก
    ตามกรอบงานวิจัยผลกระทบจากน้ำมันรั่วในทะเล 5 โครงการ ระบุ 6 ประเด็น ได้แก่ ด้านชีวภาพ ศึกษาความเป็นพิษของน้ำมันดิบ น้ำมันที่แตกตัว ความเป็นพิษ ระบบนิเวศทั้งเขตน้ำขึ้น น้ำลง เขตน้ำตื้น มวลน้ำ และพื้นทะเล ด้านสารเคมี  ศึกษาประเภทสารเคมี การเปลี่ยนแปลงตามเวลาระยะเฉียบพลัน ติดตามผลระยะยาว การสะสมในแหล่งต่างๆ น้ำทะเล ดิน ในสัตว์ ทั้งสัตว์เคลื่อนที่ สัตว์ประจำถิ่น สัตว์เกาะติด ด้านทิศทางกระแสน้ำ คลื่นลม ซึ่งเป็นปัจจัยส่งผลให้การกระจายตัวของน้ำมันไปได้กว้างขวางและรวดเร็ว อีกงานศึกษาเกี่ยวกับประสิทธิภาพของระบบการจัดการภัยพิบัติทางทะเลจากน้ำมันรั่ว การประเมินต้นทุนความเสียหาย การสูญเสียและชดเชย อีกประเด็นหลักที่วิจัย คือ ศึกษาให้ทราบข้อมูลปริมาณน้ำมันรั่วไหลที่แน่นอน สลายจากการใช้สารเคมีปริมาณเท่าใด
    สถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ จุฬาฯ ได้รับทุนศึกษาวิจัยผลกระทบสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศวิทยาทางทะเลกรณีศึกษาปริมาณน้ำมันในน้ำ ดิน และระบบนิเวศมวลน้ำ รศ.ดร.เผดิมศักดิ์ จารยะพันธุ์ ผอ.สถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ กล่าวว่า จากน้ำมั่นรั่วต้องวิเคราะห์สารเคมี ปิโตรเลียมไฮไดรคาร์บอนที่สะสมในแหล่งต่างๆ โดยจะดำเนินการเก็บตัวอย่างใน 13 จุด ครอบคลุมพื้นที่ 50 ตร.กม. ตั้งแต่บริเวณท่อน้ำมันดิบรั่ว อ่าวพร้าว จนถึงบริเวณหน้าเกาะทะลุ เป็นทิศทางที่คาดว่าคราบน้ำมันเคลื่อนที่ไปและมีการใช้สารเคมีกำจัด โดยตรวจสอบในน้ำทะเล ในดิน และพื้นทะเล นอกจากในทะเล จะเก็บตัวอย่างการสะสมสารเคมีบริเวณชายฝั่งอ่าวพร้าว อ่าวน้อยหน่า และอ่าวปะการัง
    "เป็นเรื่องเร่งด่วน จำเป็นมาก ปริมาณน้ำมันดิบ 5 หมื่นลิตรตามที่ PTTGC บอก และสารเคมีกำจัดน้ำมันอีกกว่า 3 หมื่นลิตร รวมทั้งสิ้น 8 หมื่นลิตรที่ลงในทะเล ทั้งยังมีการใช้สารเคมีในเขตน้ำตื้น คาดว่าน้ำมันและสารเคมีบางส่วนตกตะกอนในสิ่งแวดล้อม ก่อนหน้านี้ ม.เกษตรเก็บตัวอย่างไปแล้วก่อนเก็บกู้เสร็จ เราไปเก็บช่วงกลางเดือนสิงหาคม และกำหนดเก็บตัวอย่างอีกครั้งเดือนพฤศจิกายน จะน้ำข้อมูลมาวิเคราะห์ประเมินผลกระทบ คำตอบที่ได้เป็นข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่นำไปใช้ต่อเพื่อแก้ไขจัดการและป้องกัน เหตุการณ์นี้ไม่ใช่ครั้งสุดท้ายแน่นอน" อาจารย์เผดิมศักดิ์ย้ำภายใน 6 เดือนจะต้องเสร็จ
    หาดหินเป็นอีกระบบนิเวศที่กระทบชัดเจน ผช.ศ.ดร.มณฑล แก่นมณี คณะเทคโนโลยีการเกษตร สจล. หัวหน้าโครงการประเมินผลกระทบทางชีวภาพหาดหิน บอกว่า แม้การกำจัดคราบน้ำมันที่อ่าวพร้าว ที่หาดทรายจะตักคราบน้ำมันออกไปแล้ว ขณะที่หาดหินใช้น้ำฉีดเพื่อให้คราบหลุด แต่ลักษณะหาดหินเป็นซอกหลืบและโพรง การกำจัดน้ำมันทำได้ยาก แม้ธรรมชาติจะมีน้ำขึ้น-น้ำลง คลื่นซัดเข้าไปทำความสะอาด แต่คราบน้ำมันไม่หมด ซึ่งหาดทราย หาดหินเป็นพื้นที่รอยต่อบนบกและในน้ำทะเล ถือเป็นแหล่งอาหารและความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ
    "คราบน้ำมันที่หาดหินกระทบต่อความอยู่รอดของสิ่งมีชีวิต   เช่น หอยนางรม เป็นสัตว์เกาะติดอาศัยตามซอกหิน แล้วยังมีปู แมลงที่เคลื่อนที่ตามเขตน้ำขึ้น-น้ำลง เราประเมินสิ่งมีชีวิตในภาพรวม อีกเรื่องเร่งด่วนศึกษาสารประกอบในน้ำมันเข้ามาสะสมในสัตว์หรือไม่ เพราะนิเวศหาดหินเป็นตัวให้พลังงาน ให้อาหาร มีการกินต่อ เสี่ยงต่อการปนเปื้อนสารเคมีในสิ่งมีชีวิต สะสมในห่วงโซ่อาหาร ผลวิเคราะห์ได้ข้อมูลชัดว่า องค์ประกอบน้ำมันสะสมในสัตว์หรือไม่ รวมถึงได้ผลกระทบระยะสั้นจากน้ำมันเข้าชายฝั่ง" อาจารย์มณฑลย้ำต้องตรวจสอบสิ่งผิดปกติ 
    อย่างไรก็ตาม นักวิชาการจาก สจล.ผู้นี้แสดงความเห็นว่า กรณีน้ำมันรั่วไหวในทะเลระยองเป็นจิ๊กซอว์หนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ถ้ามนุษย์ยังซ้ำเติมทะเล ใช้ทรัพยากรอย่างไม่มีขีดจำกัด ตักตวง จะยิ่งเสื่อมโทรม ไม่ควรโทษบริษัท ปตท. ที่ทำน้ำมันรั่วอย่างเดียว ทุกคนมีส่วนทำให้เกิดผลกระทบ  เพราะจากการลงพื้นที่ไปเก็บตัวอย่างที่เกาะเสม็ด นอกจากคราบน้ำมัน ยังพบร่องรอยการปล่อยน้ำเสียลงในทะเล การจัดการขยะที่ไม่มีประสิทธิภาพ รวมถึงแนวปะการังเสียหายจากการท่องเที่ยวดำน้ำ ทั้งหมดนี้เกินขีดความสามารถในการรองรับของเกาะเสม็ด ส่วนกรณีน้ำมันรั่วก็เป็นบทเรียนและต้องปรับระบบจัดการภัยพิบัติเพื่อให้การแก้ปัญหาที่คล้ายกันมีมาตรฐาน 
    ส่วนการประเมินผลกระทบน้ำมันรั่วไหลในทะเลต่อนิเวศปะการัง ภาควิชาวิทยาศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ รามคำแหง ขอ 1 ปี เพื่อจะวิเคราะห์และส่งข้อมูลให้ สสท.และ วช. โดย  ผศ.ดร.ธรรมศักดิ์ ยีมิน หัวหน้าการวิจัยโครงการนี้ เปิดเผยว่า ผลกระทบจากน้ำมันรั่วมีปะการังบางส่วนฟอกขาว เป้าหมายของงานศึกษาแนวปะการังเกาะเสม็ดในภาพรวม สำรวจสัตว์ในแนวปะการัง พื้นตะกอนแนวปะการัง เพื่อประเมินผลกระทบ และโอกาสในการฟื้นตัวตามธรรมชาติ และความเสียหายที่เกิดขึ้น
    "ข้อมูลในปัจจุบันยังไม่เพียงพอ การศึกษานี้จะเห็นภาพเสียหายที่ชัดเจนขึ้น เหตุที่ต้องวิจัยระยะกลาง 1 ปี เพราะต้องติดตามตัวอ่อนปะการังในพื้นที่ว่าสมบูรณ์หรือไม่ ตัวอ่อนลงเกาะใหม่น้อยกว่าเดิมรึเปล่า หรือสารเคมีที่ลงในน้ำจะมีความเป็นพิษ ทำให้เกิดโรคติดต่อหรือไม่ ก็ต้องออกแบบการศึกษาและการเก็บข้อมูล ดังนั้น ข้อมูลทางวิชาการจากทุกโครงการวิจัย ทั้งแนวปะการัง หาดหิน หาดทราย สัตว์ในทะเล ในดิน จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการทำแผนฟื้นฟูในพื้นที่ เพราะได้ผลกระทบที่แท้จริง" ผู้เชี่ยวชาญระบบนิเวศแนวปะการังกล่าว
    ศ.ดร.สนิท อักษรแก้ว กรรมการมูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ประธานกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาเหตุการณ์น้ำมันรั่วระยอง เฉพาะกิจ ได้แสดงความเห็นว่า การศึกษาวิจัยทั้ง 5 โครงการ มีความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อเตรียมความพร้อมในการช่วยป้องกันภัยพิบัติ ซึ่งระบบป้องกันของประเทศไทยยังขาดความพร้อม ทั้งการพยากรณ์และการเตือนภัย การป้องกัน การสั่งการและการเยียวยา การประสานงานและการสื่อสาร และการวิจัยสนับสนุน 
    "เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความสูญเสียมหาศาล เพราะการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมกลับคืนสภาพเดิมทำได้ยาก ซึ่งองค์ความรู้เป็นเรื่องสำคัญมาก จะปล่อยให้การจัดการภัยพิบัติไม่มีระบบแบบนี้ไม่ได้แล้ว ประเทศเสียหาย" ประธานกรรมการฯ    
    สถาบันสิ่งแวดล้อมไทยซึ่งมีหน้าที่กำกับและสนับสนุนการทำงานของมหาวิทยาลัยบอกว่า 6 เดือน ต้องได้ข้อมูลเร่งด่วนก่อนเพื่อนำไปเสนอแนะในการแก้ไขหรือฟื้นฟูระบบนิเวศทะเลระยองและอ่าวพร้าวให้กลับมาปกติ.