เมื่อวันที่ 12 พ.ย.2552 ที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย กิจกรรมกรีนพีซจากหลากหลายประเทศ จำนวน 50 คน ร่วมเรียกร้องประธานาธิบดีโอบามาให้ปกป้องป่าโดยเร่งด่วน ในการเดินทางมาเยือนเอเชียเป็นครั้งแรก หลังจากที่บารัก โอบามา ได้รับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา
โดยกลุ่มกรีนพีซกางแบนเนอร์ขนาด 20x30 เมตร ที่มีข้อความว่า "โอบามา:คุณสามารถยุติการทำลายป่าได้" ในพื้นที่ป่าที่เพิ่งถูกทำลายในเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย พร้อมเรียกร้องให้โอบามาแสดงความเป็นผู้นำและร่วมมือกับผู้นำประเทศอื่นๆ ในการยุติวิกฤติด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยหยุดการตัดไม้ทำลายป่าทั่วโลก อันเป็นสาเหตุของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึง 1 ใน 5 ของการปล่อยก๊าซทั่วโลก (1)
นักกิจกรรมกรีนพีซยังล็อกรถขุดของบริษัท Asia Pacific Resources International Holding Limited (APRIL-RGE) หนึ่งในบริษัทผู้ผลิตกระดาษที่ใหญ่ที่สุดในอินโดนีเซีย (2) เพื่อหยุดการทำลายป่า (3) สำหรับใช้ในการผลิตกระดาษให้ลูกค้า ซึ่งรวมถึง UPM Kymmene ด้วย กิจกรรมรณรงค์ครั้งนี้เกิดขึ้น 2 วันก่อนหน้าที่โอบามาจะเข้าร่วมการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียหรือ APEC ที่ประเทศสิงคโปร์ และไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้าการประชุมสุดยอดว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กรุงโคเปนเฮเกนในเดือนธันวาคมนี้
"กรีนพีซได้ส่งสาส์นจากพื้นที่ป่าที่ถูกทำลายแก่ประธานาธิบดีบารัก โอบามา และเรียกร้องให้นายโอบามาลงมือแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยเร่งด่วน ในขณะที่การประชุมด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งสำคัญกำลังใกล้เข้ามา แต่สมาชิกรัฐสภาสหรัฐอเมริกากลับเป็นตัวถ่วงการเจรจาโลกร้อน" นายราฟ สการ์ ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านป่าไม้ กรีนพีซ สหรัฐอเมริกากล่าว "เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่โอบามาและผู้นำโลกจะต้องเข้าร่วมการประชุมด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลักดันให้เกิดข้อตกลงที่ดี เป็นกลาง และมีประสิทธิผล ซึ่งหมายความว่าต้องรวมถึงการยุติการทำลายป่าไม้ทั่วโลก
กรีนพีซประเมินว่า การจะยุติการทำลายป่าไม้ทั่วโลกได้นั้น ประเทศอุตสาหกรรมควรลงทุน สี่หมื่นสองพันล้านเหรียญสหรัฐ หรือสามหมื่นล้านเหรียญยูโรต่อปีเพื่อการปกป้องป่า ซึ่งเป็นจำนวนที่น้อยกว่าที่ประเทศสหรัฐอเมริกาให้แก่ธนาคารแต่ละแห่งในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจปีก่อนเสียอีก
กิจกรรมรณรงค์ในวันนี้เกิดขึ้นที่คาบสมุทรกัมปาร์ เกาะสุมาตรา ที่กรีนพีซตั้งค่ายผู้พิทักษ์ป่าขึ้นเมื่อเดือนที่แล้ว การทำลายป่าฝนเขตร้อนและป่าพรุในอินโดนีเซียนั้นทำให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ปริมาณมหาศาล และได้ทำให้อินโดนีเซียกลายเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นอันดับสามของโลก รองลงมาจากจีนและสหรัฐอเมริกา (5) นักกิจกรรมของกรีนพีซยังได้สร้างฝายกั้นน้ำในคลองที่บริษัทอุตสาหกรรมกระดาษได้สร้างขึ้นเพื่อเตรียมดินสำหรับการปลูกต้นไม้ไว้ใช้ผลิตกระดาษ ทั้งนี้ การสร้างฝายกั้นน้ำจะช่วยป้องกันการทำลายหน้าดินพรุในป่าฝนเขตร้อนที่เป็นแหล่งเก็บกักคาร์บอน ผืนดินแห่งนี้มีปริมาณคาร์บอนประมาณ 2 พันล้านตัน ซึ่งหากถูกทำลายจะถูกปล่อยเข้าสู่บรรยากาศ (6) กรีนพีซจะยังคงสร้างฝายและจัดกิจกรรมรณรงค์เพื่อปกป้องผืนป่าแห่งนี้ไปจนถึงการประชุมด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กรุงโคเปนเฮเกน
นายยุทโธโยโน ประธานาธิบดีประเทศอินโดนีเซีย ได้ให้คำมั่นที่จะลดการปล่อยก๊าซจากการทำลายป่า และกรีนพีซได้รณรงค์ที่นี่ ณ ใจกลางป่าฝนเขตร้อน เพื่อเรียกร้องให้นายยุโธโยโนเปลี่ยนคำมั่นของเขาที่ให้ไว้ ให้กลายเป็นการลงมือทำที่มุ่งมั่น
นายบุสตาร์ ไมทาร์ ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านป่าไม้ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กล่าว อินโดนีเซียเป็นจุดเริ่มต้นของการทำลายสภาพภูมิอากาศแห่งใหญ่ การหยุดการทำลายป่าไม้ที่นี่และทั่วโลกนั้น ไม่ได้เป็นเพียงหนทางเดียวที่จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รวดเร็วที่สุดและมีประสิทธิผลที่สุด แต่ยังเป็หนทางที่สามารถปกป้องสภาพภูมิอากาศได้ในระยะยาว.








