Sunday X-Cite X-Cite Kidz Tabloid
Subscribe to Thaipost
JPEG || PDF
Download

"เอลนีโญ"ซ้ำเติม หมอกควันภาคเหนือ


 หากยังจำกันได้ถึงวิกฤติปัญหาหมอกควันบริเวณภาคเหนือตอนบนของไทยในปี   2550  ที่สร้างความเสียหายในทุกด้าน  ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวที่หยุดชะงัก  อุบัติภัยทางการจราจรทั้งพื้นราบและอากาศยาน  โดยเฉพาะปัญหาสุขภาพของประชาชนเป็นปัญหาที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด  ฯลฯ  รวมมูลค่าความเสียหายไม่ต่ำกว่า  2,000  ล้านบาท  กลายเป็นบทเรียนราคาแพง  ที่ทำให้ทุกฝ่ายหันมาตระหนัก  และหาแนวทางป้องกันร่วมกัน  เพื่อไม่ให้เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นซ้ำรอยอีก

     ผนวกกับข้อมูลการคาดการณ์สถานการณ์ไฟและหมอกควัน  ที่  ศูนย์เชี่ยวชาญด้านอุตุนิยมวิทยาเฉพาะทางแห่งอาเซียน  (ASEAN  Specialized  Meteorological  Centre:ASMC)  นำมาเผยแพร่ใน  การประชุมรัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมอาเซียน  ครั้งที่  10  (10th  AMME)  และ  การประชุมประเทศภาคีต่อข้อตกลงอาเซียนเรื่องมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน  ครั้งที่  5  (COP-5)  เมื่อวันที่  27-30  ต.ค.2552  ที่ผ่านมา  ณ  ประเทศสิงคโปร์  ได้คาดการณ์ถึงอิทธิพลของ  ปรากฏการณ์เอลนีโญระดับปานกลาง  (Moderate  El  Nino)  ที่เกิดขึ้นในช่วงปลายปีนี้  (2552)  ต่อเนื่องถึงต้นปี  2553  จะส่งผลให้เกิดอากาศแห้งแล้ง  และอาจเกิดการเผาไหม้ในที่โล่งเพิ่มมากขึ้น  ในแถบอนุภูมิภาคแม่โขง  5  ประเทศ  ได้แก่  ประเทศไทย,  ลาว,  กัมพูชา,  สหภาพพม่า,  ภาคเหนือของประเทศเวียดนาม  

     ทั้งนี้  จากข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมของประเทศไทยตรวจพบค่าเฉลี่ยจุดความร้อน  (Hotspot)  ช่วงปลายเดือน  ธ.ค.-มี.ค.  ปี  2551  เนื่องจากมีการเผาไหม้ในที่โล่ง  ทั้งจากไฟป่า  หรือการเผาไหม้เขตชุมชน  หรือการเผาไหม้เพื่อทำการเกษตร  เพิ่มขึ้นแทบทุกภาคในประเทศไทย  ยกเว้นภาคใต้  รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านที่มีการเผาไหม้พื้นที่กว้าง  ที่ส่งผลกระทบมาถึงพื้นที่ภาคเหนือตอนบนของไทย  หากปล่อยไว้เช่นนี้ไปเรื่อยๆ  ก็จะก่อให้เกิดปัญหามลพิษหมอกควันรุนแรงขึ้น 

     นอกจากนี้  หากบวกกับกระแสลมพัดมาจากทิศตะวันออกและสภาพความกดอากาศสูงกำลังปานกลางที่แผ่ปกคลุมประเทศไทยตอนบนเข้าไปอีก  ก็มีความเป็นไปได้มากว่าจะเกิดฝุ่นละอองสะสมในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนที่มีลักษณะภูมิศาสตร์เป็นแอ่งกระทะจำนวนมหาศาล  และความเสียหายที่เกิดขึ้นจะมีไม่น้อยไปกว่าปี  2550  อย่างแน่นอน

     ปัญหาดังกล่าว  ทำให้  กรมควบคุมมลพิษ  กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  (ทส.)  องค์กรหลักที่รับผิดชอบปัญหาดังกล่าวนำโดย  ดร.สุพัฒน์  หวังวงศ์วัฒนา  อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ  และ  ดร.วิจารย์  สิมาฉายา  ผู้อำนวยการสำนักจัดการคุณภาพอากาศและเสียง  เร่งออกมาเผยแพร่ข้อมูลให้ประชาชนรับรู้ถึงอันตรายและข้อเสียของการทำลายสิ่งปฏิกูล  หรือของเหลือทิ้งจากการเกษตรด้วยการเผา  รวมถึงมาตรการป้องกันบังคับใช้  และการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์หมอกควันที่อาจเกิดขึ้น

      ดร.วิจารย์ระบุว่า  ปัญหามลพิษหมอกควันที่เกิดขึ้น  กว่า  99.9%  มีสาเหตุมาจากพฤติกรรมของมนุษย์ที่ชอบเผาขยะแบบไม่เลือกที่  ส่วนปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ทำให้อากาศร้อนและแห้งแล้ง  จนเศษวัสดุต่างๆ  ติดไฟได้ง่าย  รวมถึงปริมาณน้ำฝนที่น้อยลง  เป็นองค์ประกอบสนับสนุนส่วนน้อยเท่านั้น  และเมื่อเกิดการเผาไหม้แล้ว  สิ่งอันตรายที่ตามติดมาก็คือ  "ฝุ่นขนาดเล็ก"  ที่มีอานุภาคเล็กกว่า  10  ไมครอน  เวลาหายใจฝุ่นขนาดเล็กที่ว่าจะไปฝังอยู่ในขั้วปอด  ในหัวใจ  โดยที่ร่างกายไม่สามารถขับออกได้  ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนในระบบทางเดินหายใจ  กรณีร้ายแรงมากอาจถึงขั้นเสียชีวิต  ขณะที่ขนาดฝุ่นละอองที่ร่างกายขับทิ้งได้มีขนาดใหญ่กว่า  10  เท่า  หรือ  100  ไมครอน  ตรงนี้จึงกลายเป็นจุดที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด

     ดร.วิจารย์กล่าวต่อว่า  จากการติดตามตรวจสอบปริมาณฝุ่นละออกขนาดเล็กกว่า  10   ไมครอน  (PM10)  ที่มีค่าเฉลี่ย  24  ชั่วโมง  ในช่วงระยะเวลาปลายเดือน  ม.ค.-ปลายเดือน  เม.ย.  ประจำปี  2550-2552  โดยสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศของกรมควบคุมมลพิษ  พบว่า  หลายสถานีใน  8  จังหวัดภาคเหนือตอนบน  ประกอบด้วย  จ.เชียงราย  พะเยา  ลำปาง  แม่ฮ่องสอน  เชียงใหม่  ลำพูน  น่าน  และแพร่  ที่มีการเผาในที่โล่งแจ้งจำนวนมาก  ทั้งการเผาในพื้นที่ป่า  การเผาเศษเหลือจากการเกษตรในพื้นที่เกษตร  การเผาขยะมูลฝอยและเศษใบไม้กิ่งไม้ในพื้นที่ชุมชน  รวมทั้งผลกระทบจากการเผาในพื้นที่ประเทศเพื่อนบ้านกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง  ส่งผลให้ฝุ่นละออกขนาดเล็กกว่า  10  ไมครอน  มีค่าสูงเกินเกณฑ์มาตรฐาน  120  ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร  ในหลายพื้นที่  และติดต่อเป็นเวลานานหลายวัน

     ตัวอย่างในปี  2550  ที่เกิดวิกฤติการณ์หมอกควัน  จ.เชียงใหม่  พบค่า  PM10  มีค่าสูงสุดอยู่ที่  383  ไมโครกรัม/ลบ.ม.  ขณะที่ปี  2552  ก็ยังวัดได้ค่าสูงอยู่ที่  238.3  ไมโครกรัม/ลบ.ม.   และมีจำนวนวันที่ค่า   PM10  เกินค่ามาตรฐานสูงสุดอยู่ที่  35  วัน  ส่วน   จ.เชียงรายมีค่า   PM10   เพิ่มขึ้นจากปี  2550  มีค่าอยู่ที่  201.4  ไมโครกรัม/ลบ.ม.   เป็น  288  ไมโครกรัม/ลบ.ม.  ในปี  2552  และมีจำนวนวันเกินค่ามาตรฐานสูงสุด  27  วัน  จ.แม่ฮ่องสอน  จาก  339.6  ไมโครกรัม/ลบ.ม.  เป็น  254.3  ไมโครกรัม/ลบ.ม.   โดยมีจำนวนวันเกินค่ามาตรฐานสูงสุดอยู่ที่   33  วัน  และ  จ.ลำปาง  ค่า  PM10   เพิ่มขึ้นจากปี  2550  อยู่ที่  258.6  ไมโครกรัม/ลบ.ม.  เป็น  272.5  ไมโครกรัม/ลบ.ม.  ในปีปัจจุบัน  และมีจำนวนวันเกินค่ามาตรฐานสูงสุดอยู่ที่  37  วัน

     อย่างไรก็ตาม  ผลการวิจัยศึกษาจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่  ที่  ดร.วิจารย์นำมาอ้างอิงให้เห็นถึงอันตรายของฝุ่นละอองขนาดเล็กที่มีผลต่อสุขภาพ  ฉายภาพให้เห็นชัดเจนว่าหากได้รับฝุ่นขนาดเล็กที่มีปริมาณเกิน  50  ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรขึ้นไปในระยะเวลาหนึ่ง  จะส่งผลให้กลุ่มผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้  โรคทางเดินหายใจ  โรคหัวใจ  เสี่ยงต่อการเป็นโรคหอบหืดและถุงลมโป่งพองสูงถึง  3.5  เท่า

     "ส่วนฝุ่นควันขนาดเล็กกว่า  10  ไมครอน  ที่ไม่ว่าจะเกิดจากการเผาจากวัสดุธรรมชาติหรือแม้แต่การเผาไหม้ของท่อไอเสียรถยนต์  ที่หากสูดดมเข้าไปจะมีผลกระทบโดยตรงต่อระบบทางเดินหายใจ  โดยฝุ่นจะเข้าไปติดที่ขั้วปอดและเลยไปยังถุงลมในปอด  เมื่อมีสิ่งแปลกปลอมเข้ามา  เม็ดเลือดขาวก็จะทำหน้าที่อัตโนมัตเข้าไปกำจัดสิ่งแปลกปลอมนี้  จนถุงลมปอดเกิดการอักเสบ  บางรายอักเสบมากทำให้การหายใจลำบากถึงขั้นภาวะวิกฤติได้  ซึ่งหากได้ปริมาณฝุ่นขนาดเล็กกว่า  10  ไมครอน  เพิ่มขึ้นทุกๆ  10  ไมโครกรัม/ลบ.ม.  จะทำให้อัตราการตายทุกสาเหตุเพิ่มขึ้น  4.5%  แยกเป็นการตายจากโรคระบบทางเดินหายใจเพิ่มสูงถึง  9.8%  การตายจากโรคหัวใจและหลอดเลือด  3.9%  หากเป็นผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า  65  ปี  และมีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจมาก่อน  เช่น  ภูมิแพ้  หอบหืด  ถุงลมโป่งพอง  และโรคหัวใจ  มีอัตราการตายเพิ่มขึ้นจากปกติ  5.4%"  ดร.วิจารย์ชี้แจงให้เห็นถึงอันตรายเพิ่มเติม

     และไม่ใช่แค่เรื่องสุขภาพเรื่องเดียว  แต่ปัญหาการเผาขยะในที่โล่งจนเกิดมลพิษหมอกควัน  ยังส่งผลให้สถิติการเกิดไฟป่าในประเทศไทยช่วงปี  2550-2551  ที่ผ่านมา  มีจำนวนมากเป็นประวัติการณ์  นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านมลพิษหมอกควันคนเดิมหยิบข้อมูลอีกชุดและอธิบายให้ฟังว่า  กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชได้รายงานผลการดับไฟป่าในปีล่าสุด  รวมทั้งสิ้น  5,569  ครั้ง  รวมพื้นที่เสียหาย  70,811  ไร่   ภาคเหนือยังครองแชมป์มากที่สุด  3,628  ครั้ง  กินพื้นที่ที่ถูกไฟไหม้  28,999  ไร่  รองลงมาเป็นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  1,313   ครั้ง   กินพื้นที่  25,533  ไร่  และภาคกลาง  568  ครั้ง  กินพื้นที่  14,356  ไร่   ส่วนภาคใต้  60  ครั้ง  กินพื้นที่  1,923  ไร่  ซึ่งลดลงจากปี  2550  ราว  30%  โดยในปีก่อนมีสถิติการเกิดไฟป่าสูงถึง  7,757  ครั้ง  รวมพื้นที่เสียหาย  117,369  ไร่  แบ่งเป็นพื้นที่ภาคเหนือ  4,845  ครั้ง  กินพื้นที่  54,777  ไร่  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  1,949  ครั้ง  กินพื้นที่  39,204  ไร่  ภาคกลาง  824  ครั้ง  กินพื้นที่  18,974  ไร่  ภาคใต้  139  ครั้ง  กินพื้นที่  4,441  ไร่

     นอกจากนี้  ปัญหาหมอกควันที่เกิดขึ้น  ยังส่งผลกระทบต่อธุรกิจการท่องเที่ยวและธุรกิจการบริการที่เกี่ยวเนื่องกัน  ประเมินแล้วคิดเป็นมูลค่าความเสียหายนับพันล้านบาท  เนื่องจากเวลาเกิดปัญหาหมอกควัน  สายการบินจะงดเที่ยวบินบางเที่ยวเพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร  และข่าวสารที่เผยแพร่อันตรายจากฝุ่นที่มีผลต่อคุณภาพของอากาศ  ทำให้นักท่องเที่ยวงดหรือเลื่อนการท่องเที่ยวในช่วงฤดูหนาว  เลยไปถึงช่วงสงกรานต์  ซึ่งเป็นฤดูไฮซีซั่นของไทยออกไป  และยังสร้างความปั่นป่วนให้กับการสัญจรบนเส้นทางหลวงระหว่างจังหวัดและในพื้นที่อยู่อาศัย  กับการเกิดอุบัติเหตุรถชนเพราะมองไม่เห็นทาง   เนื่องจากหมอกควันและฝุ่นปกคลุมทำให้วิสัยทัศน์แย่   ฯลฯ  รวมถึงเป็นสาเหตุหนึ่งของภาวะโลกร้อนด้วย

      "ปัญหามลพิษหมอกควันจากการเผาในที่โล่งครึ่งหนึ่งมาจากในประเทศ  แต่อีกครึ่งหนึ่งเป็นปัจจัยแวดล้อมจากประเทศเพื่อนบ้าน  ที่กล่าวเช่นนี้ก็เพราะได้ประเมินข้อมูลจากดาวเทียมพบว่า  ในพื้นที่แถบอนุภูมิภาคแม่น้ำโขง  5  ประเทศ  มีค่าเฉลี่ยเกิดจุด  HotSpot  ที่เผาไหม้จริงมากถึง  80,000  จุดต่อปี  โดยเป็นพม่าที่มีค่ามากที่สุด  ไทยและลาวรองลงมา  จากนั้นก็เป็นกัมพูชา  ส่วนตอนเหนือของเวียดนามมีเล็กน้อย  และเนื่องจากปัญหามลพิษหมอกควันไม่มีพรมแดนขวางกั้นฝุ่นละออกปลิวตามกระแสลม  ดังนั้น  มาตรการแก้ปัญหาและรับมือ  จึงต้องแบ่งเป็นในระดับประเทศและระดับอนุภูมิภาคแม่โขง  และแบ่งเป็นมาตรการระยะเร่งด่วนและระยะยาว  เพื่อให้ปัญหามลพิษหมอกควันจากการเผาในที่โล่งลดลงอย่างยั่งยืน"  ดร.วิจารย์กล่าว

     แนวทางการแก้ปัญหามลพิษหมอกควันจากการเผาในที่โล่งระดับประเทศ  ดร.สุพัฒน์กล่าวว่า   ขั้นแรกต้องขอความร่วมมือจากประชาชนให้หยุดพฤติกรรมหยุดเผา   ด้วยกิจกรรมรณรงค์  "งดเผา  บรรเทาโลกร้อน"  ที่จะเริ่มขึ้นในวันที่  24  พ.ย.นี้  ที่  จ.เชียงราย  โดยมีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร  และขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการงดเผาขยะมูลฝอยชุมชน  งดเผาเศษกิ่งใบไม้ในครัวเรือน  งดเผาป่า  และงดเผาเศษวัสดุเหลือใช้ในพื้นที่เกษตร  รวมถึงร่วมกันติดตาม  เฝ้าระวัง  และมีส่วนร่วมในการควบคุม  ป้องกัน  และดับไฟที่เกิดขึ้นในพื้นที่  เพื่ออากาศที่สดใส  และสุขภาพอนามัยที่ดีของประชาชน

     ในแง่นโยบาย  จะดำเนินการจัดตั้งคณะกรรมการจัดการไฟป่าและหมอกควันแห่งชาติ  โดยมี  รมว.ทส.  เป็นประธาน  เพื่อดำเนินงานแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาหมอกควันและไฟป่าประจำปี  2551-2554  ให้ต่อเนื่องมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น  โดยร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชในเรื่องป้องกันไฟป่า  ซึ่งนำเอาแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ  ในเรื่อง   "ป่าเปียก"   ที่นำเอาต้นไม้โตเร็วมาปลูกคลุมแนวร่องน้ำ  ให้ความชุ่มชื้นค่อยๆ   ทวีแผ่ขยายออกไป  และสร้างฝายชะลอความชุ่มชื้น  หรือ  Check  Dam  เพื่อปิดกั้นร่องน้ำหรือลำธารขนาดเล็กๆ  เป็นระยะๆ  ทำให้น้ำและตะกอนดินถูกกักเก็บไว้บางส่วน  ซึ่งน้ำจะซึมเข้าไปสะสมในดิน  ส่งผลให้ความชุ่มชื้นขยายตัวและกลายเป็นป่าเปียกในที่สุด  หรือจะเป็นการปลูกต้นกล้วยในพื้นที่ช่องว่างของป่า  โดยกล้วยเป็นพืชที่อุ้มน้ำไว้มาก  เมื่อไฟป่ามาก็จะลดการสูญเสียเพราะไปมอดลงตรงต้นกล้วย  ฯลฯ  มาเผยแพร่แนะนำให้ประชาชนลงมือทำ

     ด้านกระทรวงมหาดไทยจะขอความร่วมมือในเรื่องประกาศพื้นที่ภัยพิบัติ  ในจังหวัดที่ประสบปัญหาวิกฤติสถานการณ์หมอกควันในระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ  เพื่อให้มีการจัดสรรงบประมาณช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบ  ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหรกรณ์  โดยสำนักฝนหลวงและการบินเกษตร  ก็ขอให้มีการพิจารณาจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงในพื้นที่ภาคเหนือ  สร้างความชุ่มชื้นในพื้นที่เมื่อสภาวะอากาศอำนวย  กระทรวงคมนาคมขอความร่วมมือให้จำกัดวัชพืช  บริเวณริมทางหลวงทุกสายอย่างสม่ำเสมอช่วงหน้าแล้ง    โดยห้ามใช้วิธีจุดไฟเผาอย่างเด็ดขาด   และประสานไปยังกระทรวงพลังงาน  เพื่อขอองค์ความรู้ในการประยุกต์นำเศษวัสดุที่ต้องเผาทิ้ง  มาพัฒนาทำเป็นเชื้อเพลิงผลิตกระแสไฟฟ้า  หรือไถกลบทำเป็นปุ๋ยหมัก  ปุ๋ยอินทรีย์บำรุงดินในท้องที่  เพราะถ้าหากห้ามไม่ให้มีการเผาแล้วต้องมีทางออกให้ประชาชนด้วย

     "ส่วนการแก้ปัญหาระดับอนุภูมิภาคแม่โขง  ที่ประชุม  AMME  และ  COP-5  มีมติเห็นชอบตรงกันว่าให้มีการจัดประชุม   MSC  Forum  (MSC  Forum  on  Prevention  and  Mitigation  of  Land  and  Forest  Fires)  เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความคิดเห็น  ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่โล่ง  เป็นประจำทุกปี  โดยหมุนเวียนการเป็นเจ้าภาพตามลำดับตัวอักษร  นอกจากนี้  รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมอาเซียน  ยังมีมติให้ประเทศสมาชิกอนุภูมิภาคแม่โขง  ติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์ไฟและหมอกควันอย่างใกล้ชิด  พร้อมทั้งดำเนินมาตรการควบคุมการเผาในที่โล่งอย่างเคร่งครัด  ตลอดช่วงหน้าแล้ง  โดยมีประเทศไทยเป็นประธาน  ซึ่งโครงการความร่วมมือแรกที่จะเกิดขึ้นก็คือ  การจัดส่งหน่วยตรวจวัดคุณภาพภูมิอากาศแบบเคลื่อนที่  เข้าไปตรวจวัดคุณภาพอากาศในประเทศพม่าและลาว  ในช่วงหน้าแล้งระหว่างเดือน  ธ.ค.2552-เม.ษ.2553"  อธิบดีกรมควบคุมมลพิษกล่าวและว่า  ปัญหามลพิษหมอกควันจากการเผาไหม้ในที่โล่งลดลงได้  ถ้าทุกคนช่วยกันและเริ่มลงมือทำตั้งแต่วันนี้.



flag counters
ไฟร์ฟอกซ์ ปลอดภัย ฟรี Download Firefox  | RSS feeds  | ทันข่าว ทันเหตุการณ์