ทุกครั้งเมื่อสภาวะอากาศแปรปรวนรุนแรงขึ้น หลายคนตั้งคำถามว่านี่คือ ผลกระทบจากภาวะโลกร้อนหรือไม่ แม้จะยังไม่มีข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์ยืนยัน แต่ก็เชื่อว่านักวิทยาศาสตร์ด้านสภาวะอากาศโลกกำลังหาความเชื่อมโยงระหว่างภาวะโลกร้อน กับภาวะอากาศแปรปรวนอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตาม ลองมาฟังความเห็นของนักวิชาการไทยบ้างว่ามีความคิดเห็นอย่างไร แล้วถ้าภาวะโลกร้อนแผลงฤทธิ์รุนแรงขนาดนี้ เราจะต้องปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงที่เริ่มเกิดขึ้นแล้วในหลายประเทศ แม้แต่ในไทยเองได้อย่างไร
ผศ.ดร.อำนาจ ชิดไธสง ศูนย์ประสานงานและพัฒนางานวิจัยด้านโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ บัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม (JGSEE) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ให้ความเห็นว่า สภาพอากาศที่แปรปรวนไปทั่วโลกมีความสัมพันธ์กับภาวะโลกร้อน สอดรับกับรายงานของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ หรือ IPCC ฉบับที่ 4 ในปี 2550 ที่ระบุว่าความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศจะถี่ขึ้น และสภาพอากาศรุนแรงสุดขั้ว หรือ Extrem Event จะเกิดขึ้นทั่วโลก แต่ยังหาเหตุผลมาอธิบายไม่ได้ว่าทำไมถึงถี่ขึ้น ซึ่งนักวิทยาศาสตร์พยายามหาคำตอบ การวิเคราะห์สภาพอากาศแปรปรวนในตอนนี้จึงเป็นการคาดการณ์บนพื้นฐานความรู้ทางวิทยาศาสตร์ของนักวิทยาศาสตร์แต่ละท่าน ออกมาพูดในมุมต่างๆ อาจมีทั้งถูกและไม่ถูก
"ไม่จำเป็นต้องตระหนก แต่ให้เข้าใจว่าปรากฏการณ์สุดขั้วต้องเกิด ยังไงก็ต้องเผชิญบ่อยครั้งขึ้นแน่นอน โดยเฉพาะคนที่บอกว่าไม่เชื่อเรื่องโลกร้อน ถ้ายังไม่เชื่อก็จะเกิดขึ้นให้ดูอีก ปัญหาโลกร้อนเหมือนรถที่กำลังแล่น แม้จะเหยียบเบรก รถยังไม่ได้หยุดทันที มีระยะเบรก เช่นเดียวกับโลกถึงแม้วันนี้ไม่ปล่อยก๊าซแล้ว ก็ต้องรับผลในอดีต ฉะนั้น การตั้งรับแนวทางการใช้ชีวิต การเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส เราต้องพร้อมปรับตัว"
และจากการติดตามการเจราจาลดโลกร้อนที่กรุงโคเปนเฮเกนประเทศเดนมาร์ก ในช่วงเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา นักวิชาการผู้นี้มีมุมมองว่า การประชุมครั้งนี้ล้มเหลว ตกลงกันในเรื่องสำคัญไม่ได้ ทุกคนรู้ว่าจะทำอะไร แต่ไม่ทำให้เกิดขึ้น การแก้ปัญหาโลกร้อนต้องใช้ความจริงใจ และเอาผลประโยชน์ของมวลมนุษยชาติเป็นหลัก ที่ตกลงกันไม่ได้เพราะยึดผลประโยชน์ของตนเองหรือกลุ่มตัวเอง เห็นว่าปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นเรื่องของความไม่แน่นอน และความแตกต่างระหว่างคนร่ำรวยและคนยากจน สองประเด็นนี้สำคัญมาก ที่ผ่านมานักการเมือง ผู้เข้าร่วมเจรจาทำข้อตกลงโดยหวังเพียงผลระยะสั้น ทำเป็นจุดขาย ทั้งที่ผู้เจรจาและผู้ตัดสินใจต้องมีความเข้าใจในวิทยาศาสตร์และมีความตระหนักสูงกับวิกฤติที่เกิดขึ้น
ถึงแม้ตอนนี้ที่ยุโรป สหรัฐอเมริกา รวมทั้งจีน จะได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศที่หนาวจัด แต่ประเทศร่ำรวยก็สามารถรับมือได้ เพราะมีเงิน เทคโนโลยี และความพร้อมทุกด้าน ในทางกลับกัน หากเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นกับประเทศยากจนจะเป็นยังไง ความเดือดร้อนแตกต่างอย่างมาก ประเทศยากจนขาดความพร้อมทั้งเงิน คุณภาพคน และด้านเทคนิค แต่ไม่ได้หมายความว่าประเทศยากจนจะไม่ทำอะไรเลย ก็ต้องช่วยรับผิดชอบด้วย เมื่อดูการเจรจาประเทศจีนและอินเดียประเทศกำลังพัฒนาผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนมาก ก็ยังยืนยันไม่ลดการปล่อยก๊าซลง ในส่วนประเทศที่พัฒนาแล้วก็ไม่ลด ก็แก้ไขปัญหาไม่ได้ เห็นว่าปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต้องร่วมกันแก้ไขปัญหา โดยยึดหลักการของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) คือ แบ่งความรับผิดชอบในระดับที่แตกต่างกัน แต่นี่แต่ละประเทศไม่ให้ความร่วมมือ ยึดประโยชน์ส่วนตน
"จากการประชุมโลกร้อนที่บาหลี ครั้งนั้นเกิดบาหลีโรดแม็พที่ได้กำหนดแนวทางในการเจรจาตกลงเรื่องต่างๆ ให้เสร็จสิ้นในการประชุมที่โคเปนเฮเกน ก่อนถึงโคเปนเฮเกนทั่วโลกทุ่มเทจัดประชุมขึ้นตลอด ทุกคนทำงานหน้าดำคร่ำเครียด ด้วยความหวังโคเปนเฮเกนจะมีผลสรุปออกมา แต่ก็ไม่มี ทำได้แค่ต่ออายุบาหลีโรดแม็พ เกิดเป็นโคเปนเฮเกนเรดคอร์ด ผู้ชนะในการเจรจาครั้งนี้ คือ สหรัฐและจีนที่ไม่ต้องมีพันธกรณีในการลดก๊าซ ผู้แพ้คือประชาชนในประเทศกำลังพัฒนา เห็นว่าการเจรจาอีกครั้งซึ่งจะมีขึ้นที่เม็กซิโกในปีนี้ ก็จะต่ออายุโคเปนเฮเกนเรดคอร์ดออกไปอีก" ผศ.ดร.อำนาจกล่าว
ปัจจุบันนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญเรื่องโลกร้อนผู้นี้กำลังทำงานวิจัยของ JGSEE ร่วมกับ สกว. เน้นศึกษาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย ผศ.ดร.อำนาจระบุการทำวิจัยในลักษณะนี้เป็นสิ่งจำเป็น เพราะจะเป็นแผนที่นำทางต่อไป ระยะสั้นจะเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงกายภาพและผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นต่อไทยจากภาวะโลกร้อน นำไปสู่การหลีกเลี่ยงหรือปรับตัวรับผลกระทบ โดยนำข้อมูลสภาพอากาศในอดีตมาวิเคราะห์เรื่องอุณหภูมิ ความแปรปรวนน้ำฝน พายุหมุนเขตร้อน ระดับน้ำทะเล แต่เราเพิ่งเริ่มต้น มาถึงตอนนี้ต้องเร่งทำวิจัย เพราะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อประเทศเกษตรกรรมอย่างเรา โดยเฉพาะพืชเศรษฐกิจอย่างข้าว, อ้อย, มันสำปะหลัง และข้าวโพด ขณะนี้มีโครงการนำร่องจะศึกษาเรื่องนาน้ำฝนที่ จ.สุรินทร์ วิเคราะห์ผลกระทบ ก็ต้องดูว่าผลผลิตลดลงหรือไม่ เราต้องเจาะลึกประเด็นในประเทศไทยมากขึ้น เชื่อมโยงปัญหาเข้ากับตัวเอง
ผศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยภัยธรรมชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า จากสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงและภาวะโลกร้อนก่อผลพวงทั่วโลก ทำให้สภาพอากาศรุนแรงจัดในหลายพื้นที่ ตรงกับรายงาน IPCC ฉบับที่ 4 รายงานว่า ปัญหาโลกร้อนทวีความรุนแรงมากขึ้น ปริมาณฝนจะมากในบริเวณขั้วโลกเหนือ ภูมิภาคยุโรป สหรัฐ และปักกิ่ง เมื่อฝนตกในอุณหภูมิที่ติดลบก็กลายเป็นหิมะตกหนัก ส่วนประเทศที่ตั้งในเส้นรุ้งต่ำๆ เช่น ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบจากปัญหาโลกร้อน ฤดูฝนจะสั้นลง แต่จะตกหนักในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง อาจจะได้รับผลกระทบเรื่องน้ำท่วม น้ำป่าไหลหลาก ในทางกลับกันฤดูแล้งจะยาวนาน และที่สำคัญขั้วโลกทางฝั่งตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิกจะเจอปรากฏการณ์เอลนีโญทำให้ประสบกับภาวะความแห้งแล้ง ออสเตรเลียซึ่งอยู่ในพื้นที่ได้รับผลกระทบแล้ว ปรากฏว่าเจอแล้งรุนแรง ตั้งแต่เดือนธันวาคมที่ผ่านมา คาดว่าจะยาวนานถึงเดือนเมษายนนี้ ทวีปเอเชียรวมทั้งไทยก็จะได้รับผลกระทบเช่นกัน
"โดยเฉพาะในเดือนมีนาคม-เมษายน ไทยจะแล้งมาก ถ้าเจอเอลนีโญแรง จะทำให้พื้นที่นาในบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาจำนวน 2.5 ล้านไร่ เสียหายหนัก พบว่าตอนนี้ปริมาณน้ำในเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์เหลือประมาณ 5,000-6,000 ลูกบาศก์เมตรเท่านั้น แล้วชาวนาจะทำนาปรังหลังเดือนมีนาคมได้ยังไง รัฐบาลเพิ่งประกาศเตือนด้วยการแจกใบปลิวไม่ควรทำนา แต่ไม่บอกว่าชาวนาควรทำอะไร เกิดปัญหาตามมา รัฐบาลต้องเตรียมพร้อมรับมือ แล้วถ้าเกิดแล้งยาวนานต่อเนื่องถึงเดือนกรกฎาคมจะเจอปัญหาใช้น้ำ ชุมชนเมืองไทยเคยเจอปรากฏการณ์เอลนีโญรุนแรงเมื่อปี 2540 มาแล้ว ปีนี้ก็จะหนักไม่แพ้กัน "ผู้เชี่ยวชาญด้านภัยพิบัติกล่าว พร้อมให้ข้อมูลว่า ขณะนี้ IPCC กำลังจัดทำรายงานฉบับที่ 5 ซึ่งพยายามสร้างแนวทางใหม่ในการคาดการณ์อนาคต จะนำมาเผยแพร่ในปี 2557 เชื่อว่าการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะชัดเจนยิ่งขึ้น
ในฐานะที่เป็น ผอ.ศูนย์วิจัยภัยธรรมชาติ และผู้ส่งสารเรื่องสิ่งแวดล้อมให้สังคม ผศ.ดร.เสรีบอกว่า นอกจากเฝ้าติดตามปรากฏการณ์เอลนีโญอย่างใกล้ชิดแล้ว ยังจับตาเรื่องอุณหภูมิของน้ำทะเลบริเวณทะเลจีนใต้ เพราะอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น 1-2 องศาเซลเซียส จะสร้างผลกระทบรุนแรง ถ้าอุณภูมิอยู่ที่ 26 องศาเซลเซียสมีโอกาสจะเกิดซูเปอร์ไต้ฝุ่น เมื่อปีที่แล้วฟิลิปปินส์เจอซูเปอร์ไต้ฝุ่น เพียงวันเดียวฝนตกหนักถึง 400 มิลลิเมตร อีกที่ไต้หวันฝนตกหนักติดต่อกัน 3 วัน มีปริมาณฝน 2,700 มิลลิเมตร มากกว่าปริมาณฝนตกทั้งปีของไทย เฉลี่ยปีละ 1,500 มิลลิเมตร อีกเรื่องเฝ้าระวังอยู่ตลอด คือ แผ่นดินไหว เพราะไทยเสี่ยงต่อแผ่นดินไหว กรณีเฮติที่ประสบความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงถือเป็นบทเรียนให้ไทยเตรียมพร้อมรับมือกับมหันตภัยที่จะเกิดโดยไม่รู้ตัว
กับสภาพภูมิอากาศแปรปรวน รวมไปถึงภัยพิบัติธรรมชาติที่ถี่และรุนแรงขึ้น ผศ.ดร.เสรีจะคอยบอกสังคมอยู่เสมอว่า ให้ยึดหลักการการเปลี่ยนแปลงอย่างชาญฉลาดรับผลกระทบ หรือ Climate Smart ภาครัฐจะต้องเตรียมความพร้อมทั้งด้านการให้ความรู้กับประชาชน การวางแผนป้องกัน แผนลดผลกระทบ การอพยพประชาชน มีการคาดการณ์ว่า อีก 50 ปีข้างหน้า ระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้นอีก 1 เมตร ตอนนี้สิงคโปร์ได้ยกเมืองสูงขึ้น 1.20 เมตร เตรียมรับมือกับสิ่งที่จะเจอในอนาคต ปริมาณฝนที่จะเพิ่มขึ้น 10-15% ผลพวงจากภาวะโลกร้อน ทำให้เนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น หาพื้นที่กักเก็บน้ำไว้ใต้ดิน
หันกลับมาดูประเทศไทย ได้แต่พูดกันจะหาพื้นที่ทำแก้มลิง แต่วันนี้ไม่มีรูปธรรมเลย แถมทุกวันนี้พื้นที่ชุ่มน้ำในกรุงเทพมหานครลดลงจากอดีต เมื่อ 20 ปีที่แล้วมี 60% ของพื้นที่ทั้งหมด ปัจจุบันเหลือไม่ถึง 25% นอกจากนี้ มีผลวิจัยอีกหลายองค์กรรายงานตรงกันว่า น้ำจะท่วม กทม. ผลจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นในอ่าวไทย ก็ยังไม่มีเจ้าภาพที่จะวางแผนรับมือ ได้ศึกษาเชิงลึกกันหรือยัง ขณะที่ภาคชุมชน เอกชน การน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ถือเป็นการปรับตัวอย่างชาญฉลาด เราต้องชี้ให้เห็นว่าการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การวางแผนสร้างสิ่งปลูกสร้างยังทำได้ ถ้าทำแล้วเมื่อเกิดภัยธรรมชาติความเสียหายจะไม่รุนแรง
"ทุกวันนี้ปัญหาใกล้ตัวขึ้นมาทุกที ตอนนี้ไม่ต้องสนใจใครจะลดการปล่อยก๊าซเท่าไหร่ ให้หันกลับมาดูตัวเองและปรับตัว และจากนี้ไปไม่มีข้อแก้ตัวว่าไม่รู้ ไทยประกาศจะเป็นครัวของโลก แต่ปีนี้จะแล้งมาก เกษตรกรจะปลูกพืชยังไง ข้าวก็ราคาแพงยิ่งดึงดูดใจให้เกษตรกรทำนา แต่ละกระทรวงต่างคนต่างทำ ไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ที่เกิดขึ้น รัฐต้องให้ข้อมูล ความเสี่ยง พิษภัย เพื่อให้ประชาชนได้ตัดสินใจบนฐานข้อมูลที่ถูกต้อง" รศ.ดร.เสรีกล่าว
ดร.แสงจันทร์ ลิ้มจิรกาล สถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับสภาพภูมิอากาศทั่วโลก คือ ความแปรปรวนของสภาพอากาศซึ่งเป็นผลเกี่ยวเนื่องจากอุณหภูมิโลกที่เพิ่มสูงขึ้น แม้แต่ในไทยเองก็เจอฝนตกในฤดูหนาว แบบแผนของภูมิอากาศเปลี่ยนไปแล้ว พบว่าในชั้นบรรยากาศ มีการไหลเวียน การแลกเปลี่ยนมวลอากาศระดับชั้นดิน และชั้นน้ำอย่างแปรปรวนจึงเกิดพายุหิมะถล่ม อุณหภูมิติดลบ อังกฤษหนาวสุดในรอบ 30 ปี เมืองอาบแดดของสหรัฐเย็นสุดในรอบ 10 ปี เป็นความแปรปรวนของสภาพอากาศชัดเจน
"ความแปรปรวน ความอ่อนไหว ความล่อแหลม และความเสี่ยงจากผลกระทบที่เกิดขึ้นจะต้องมีการประเมิน ประเทศไทยจะต้องมียุทธศาสตร์เรื่องนี้ให้ชัดเจน รัฐบาลต้องมีแผนเชิงนโยบายเพื่อรับมือกับภาวะโลกร้อน รวมไปถึงภาคประชาสังคม รัฐบาลไทยต้องตระหนัก เห็นว่าจุดยืน หรือการเตรียมตัวเพื่อรับวิกฤติโลกร้อนต้องอยู่บนพื้นฐานความรู้ทางวิทยาศาสตร์" ดร.แสงจันทร์กล่าวทิ้งท้าย และในฐานะนักวิทยาศาสตร์ไทยที่ร่วมทีมเจรจาของประเทศไทยไปร่วมประชุมโลกร้อนที่โคเปนเฮเกนฝากให้ติดตามการเสวนาเกี่ยวกับปัญหาโลกร้อน ท่าทีและสิ่งที่ไทยควรทำหลังการประชุมโคเปนเฮเกนที่เพิ่งผ่านพ้นไป โดยจะจัดเวทีภายในสัปดาห์หน้า ณ สถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม จุฬาฯ.








