เพราะว่าบนพื้นที่กว่า 5,000 ไร่ของสวนสัตว์เปิดเขาเขียว ซึ่งติดกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาเขียว เขาชมภู่ ป่าใหญ่ผืนเดียวของจังหวัดชลบุรี มีสัตว์ป่าจากทุกมุมโลกกว่า 8,000 ตัว 300 ชนิดพันธุ์ ที่สวนสัตว์แห่งนี้สนใจศึกษา เลี้ยงเพาะขยายพันธุ์ และอนุรักษ์เอาไว้ สวนสัตว์เปิดเขาเขียวจึงเปรียบเสมือนธนาคารสำรองพันธุ์สัตว์ป่า แถมยังเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าชมสวนสัตว์แบบธรรมชาติได้ใกล้ชิดสัตว์อย่างปลอดภัย
ด้วยเหตุนี้ สวนสัตว์เปิดเขาเขียวขององค์การสวนสัตว์จึงได้รับการคัดเลือกเป็น ศูนย์การเรียนรู้ปีสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพแห่งแรก ภายใต้ชื่อ "IYB 2010 learning center:Khao Khaew Open Zoo"
และมีการเปิดศูนย์อย่างเป็นทางการในกิจกรรมร่วมฉลอง "ปีสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ 2010" ของประเทศไทย ซึ่งจัดโดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมที่ผ่านมา ณ สวนสัตว์เปิดเขาเขียว จ.ชลบุรี
ดร.สิริกุล บรรพพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักความหลากหลายชีวภาพ สผ. กล่าวว่า คณะอนุกรรมการภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทยได้ร่วมกันประชุมเพื่อรับทราบการจัดกิจกรรมในปีสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ โดยเห็นว่าสมควรจะมีอนุสรณ์สถานเพื่อฉลองปีสากลนี้ ซึ่งสวนสัตว์เปิดเขาเขียวเป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องสัตว์ป่าและธรรมชาติของคนไทย ที่สำคัญมีเครือข่ายโรงเรียนกว่า 4,000 โรง ที่พานักเรียนเดินทางมาทัศนศึกษา นอกจากนี้แต่ละปีจะมีผู้คนเข้าชมสวนสัตว์แห่งนี้ไม่ต่ำกว่าสองแสนคน เนื่องจากเป็นสวนสัตว์ที่เข้าถึงได้ง่าย
"เราเตรียมนำเสนอในการประชุมอาเซียน ASIAN Senior หรือ ASOEN เดือนสิงหาคมนี้ ให้สวนสัตว์เปิดเขาเขียวเป็นศูนย์การเรียนรู้ฯ ระดับอาเซียน ใช้เป็นสถานที่ฝึกอบรมเกี่ยวกับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ รวมทั้งศึกษาดูงานในส่วนอนุรักษ์ วิจัย เพราะที่นี่ยังมีศูนย์อนุรักษ์พันธุกรรม ห้องปฏิบัติการดีเอ็นเอ ทั้งยังเป็นที่เผยแพร่ความรู้ สร้างความตระหนักในคุณค่า ตลอดจนสร้างเครือข่ายชุมชน เยาวชน เพื่อช่วยกันอนุรักษ์ แล้วก็ถือโอกาสเชิญชวนเหล่าประเทศอาเซียนได้จัดตั้ง IYB learning center เช่นกัน" ดร.สิริกุลกล่าว
และให้ข้อมูลว่า ในการประชุม UNGA ที่สหรัฐ เดือนกันยายน 2553 จะมีหัวข้อพิเศษเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ ที่เปิดโอกาสให้ผู้นำทุกประเทศได้โชว์วิสัยทัศน์เรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ บอกเล่าถึงงานที่ทำไปแล้วและจะทำต่อไปตามกลยุทธ์ ไทยจะนำเสนอเรื่องศูนย์เรียนรู้แห่งนี้ ซึ่งประเทศที่ยังไม่มีศูนย์ลักษณะดังกล่าวควรจัดตั้งและสนับสนุนงานด้านวิชาการเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนกัน
นอกจากนี้ ในงานฉลองปีสากลแห่งความหลากหลายของไทย ยังมีการเปิด ศูนย์ความเป็นเลิศด้านความหลากหลายทางชีวภาพ นำร่องในมหาวิทยาลัย 5 แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เพื่อดึงภาคสภาบันการศึกษามาช่วยเสริมงานอนุรักษ์ความหลากหลายให้สำเร็จ เนื่องจากแต่ละสถาบันมีฐานข้อมูลที่เป็นปัจจัยสำคัญในการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์พันธุ์พืช
ดร.สิริกุลฉายภาพให้เห็นถึงภารกิจของศูนย์ความเป็นเลิศฯ ว่า ยกตัวอย่าง ม.สงขลานครินทร์ มีฐานข้อมูลทะเลสาบสงขลาเกี่ยวกับชนิดพันธุ์ที่สูญพันธุ์ไปแล้วและเสี่ยงสูญพันธุ์ เช่น โลมา หากมีการรวบรวมข้อมูลจากงานวิจัยที่ดีจะเป็นประโยชน์ต่อการทำแผน การจัดพื้นที่อนุรักษ์ ตลอดจนกฎหมายคุ้มครอง แต่ละศูนย์จะรวบรวมข้อมูลในพื้นที่ของตัวเอง และนำข้อมูลทั้ง 5 ศูนย์มารวมเป็นข้อมูลระดับประเทศ นอกจากนี้ เห็นว่าการพัฒนาโครงการของหน่วยงานรัฐและการจัดทำรายงานอีไอเอของบริษัทที่ปรึกษาโครงการพัฒนาต่างๆ สามารถนำข้อมูลจากศูนย์เหล่านี้มาประกอบการตัดสิน ที่จะเลือกทำหรือยุติโครงการในพื้นที่เพื่อเลี่ยงผลกระทบและไม่ทำลายความหลากหลายทางชีวภาพ เพราะว่าไทยควรรักษาความหลากหลายไว้ นั่นเท่ากับรักษาความมั่นคงของประเทศชาติ
สำหรับสถานการณ์ความหลากหลายทางชีวภาพของโลก ดร.สิริกุลให้ข้อมูลว่า โลกสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพจากการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศ ถิ่นที่อยู่อาศัยของพันธุ์สัตว์และพันธุ์พืช โดยเฉพาะแหล่งนิเวศน้ำจืดถูกทำลายมากที่สุด ทั้งห้วย หนอง คลอง บึง มองเป็นที่รกร้างมีการถมพื้นที่ ปลูกสร้างอาคาร สถาบันการศึกษา ส่งผลให้เกิดการสูญเสียพันธุ์ปลาน้ำจืดมากมาย แม้กระทั่งสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กอย่างโปรโตซัวที่อาจมีสรรพคุณทางยา ประเทศไทยก็มีปัญหาเกิดขึ้น ทุกวันนี้ความหลากหลายถูกทำลายอย่างรวดเร็ว เพราะคนไม่รู้ซึ้งถึงคุณค่า การเปิดศูนย์เรียนรู้ฯ เพื่อเยาวชน ครอบครัว ชุมชน จะได้เห็นประโยชน์และตระหนักถึงความสำคัญ ซึ่งองค์การสวนสัตว์ฯ ก็มีความพร้อมเตรียมจะขยายสวนสัตว์สงขลาให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ในลำดับต่อไป
"ทุกวันนี้สิ่งมีชีวิตเผชิญชะตากรรมจากการเปลี่ยนแปลงที่อาศัย มลพิษทางน้ำ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อุณหภูมิสูงขึ้น พืชและสัตว์บางชนิดชีวิตสิ้นสุดลง สิ่งมีชีวิตที่อยู่รอดต้องปรับตัวและรับมือ ประเทศไทยต้องทำแผนเพื่อเตรียมพร้อม ลดการคุกคาม ทั้งจากการค้าสัตว์ป่า การใช้ประโยชน์เกินศักยภาพ มีมาตรการฟื้นฟูและพัฒนาพื้นที่ที่มีความหลากหลายสูง ตลอดจนหาแนวทางกำจัดชนิดพันธุ์ต่างถิ่นซึ่งเป็นพิษภัยของความหลากหลายทางชีวภาพ" ผอ.สำนักความหลากหลายทางชีวภาพกล่าว
สำหรับโครงการ "อนุรักษ์ 20 พันธุ์สัตว์ 10 พันธุ์พืช" ที่ทางคณะอนุกรรมการภายใต้อนุสัญญาความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทย ได้ร่วมกันกำหนดเป็นเป้าหมายการทำงานของไทยในปี 2553-2555 โดยเลือก 30 สปีชีส์ที่อยู่ในภาวะวิกฤติ เป็นสัญลักษณ์ในการทำงานอนุรักษ์ ฟื้นฟู และคุ้มครองสัตว์ จำนวน 20 ชนิด เช่น นกกระเรียน ไก่ฟ้าพญาลอ เสือโคร่ง ช้างเอเซีย พะยูน ละมั่ง โลมาอิรวดี ปูเจ้าพ่อหลวง เป็นต้น ส่วนพืชสัญลักษณ์ 10 ชนิด เช่น พลับพลึงธาร ชายผ้าสีดา เพชรหึง จันทร์ผา รองเท้านารี กุหลาบพันปี เป็นต้น
รายชื่อและข้อมูล 30 สปีชีส์ มีการเปิดตัวในงานฉลองปีสากลที่สวนสัตว์เปิดเขาเขียวเช่นกัน งานนี้มีการมอบธงสัญลักษณ์ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการอนุรักษ์ 20 พันธุ์สัตว์ 10 พันธุ์พืช เพื่อผนึกกำลังกันอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพเอาไว้ให้ได้ ซึ่งผลการทำงานของบ้านเราจะต้องนำเสนอในการประชุมสมัชชาภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ในเดือนตุลาคม 2553 ที่ญี่ปุ่น สะท้อนถึงความจริงจังในการหยุดยั้งการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ
สมศักดิ์ สุนทรนวภัทร ผู้จัดการโครงการประเทศไทย องค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) ที่ทำงานอนุรักษ์พลับพลึงธาร โดยประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยกันดูแลพลับพลึงธารอย่างจริงจัง พลับพลึงธารเป็น 1 ใน 10 พันธุ์พืชเป้าหมายอนุรักษ์ตลอด 3 ปีนี้ สมศักดิ์กล่าวว่า พลับพลึงธารเป็นพืชเฉพาะถิ่น พบเฉพาะ จ.ระนองตอนล่างและพังงาตอนบน เป็นพืชหนึ่งเดียวในโลก แต่ไม่ได้เป็นพืชอนุรักษ์ตามกฎหมาย ปัจจุบันคลองที่ยังพบพลับพลึงธาร มีคลองนาคา คลองตาผุด คลองบางปรุ ซึ่งเราเตรียมรวบรวมข้อมูลคลองที่พบ รวมถึงเคยมีพลับพลึงธารส่งให้ สผ.เพื่อเสนอต่อ ครม.ประกาศเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ หรือพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม ทุกขั้นตอนเน้นให้ชุมชนมีส่วนร่วม
นอกจากนี้ จะทำงานร่วมกับจังหวัดจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นดูแล ขณะนี้กรมวิชาการเกษตรรวบรวมข้อมูลให้กระทรวงพาณิชย์เพื่อเตรียมออกกฎกระทรวงห้ามจำน่ายพลับพลึงธารในต่างประเทศ หากวันนี้ไม่จำกัดการส่งออกอีกไม่นานพลับพลึงธารไม่เหลือแน่ เพราะว่าถูกคุกคามอย่างหนัก อย่างไรก็ตาม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพยายามผลักดันให้พลับพลึงธารขึ้นทะเบียน IUCN Red List เพื่อชี้ว่าเป็นพันธุ์พืชหายากระดับโลก ขณะนี้อยู่ขั้นตอนประเมินของคณะกรรมการ IUCN ซึ่งต้องมีแผนจัดการและอนุรักษ์เป็นพิเศษ
สถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช เป็นอีกหน่วยงานที่มาร่วมดำเนินกิจกรรมอนุรักษ์ "20 พันธุ์สัตว์ 10 พันธุ์พืช" โดยมีไก่ฟ้าพญาลอ สัตว์หายาก และใกล้สูญพันธุ์ อาศัยพึ่งพิงผืนป่าสะแกราช ทักษิณ อาชวาคม ผู้อำนวยการสถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช ที่เดินทางมารับธงสัญลักษณ์ความร่วมมือในโอกาสปีสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ ณ สวนสัตว์เปิดเขาเขียว กล่าวว่า พื้นที่ป่ากว่า 5 หมื่นไร่ มีความหลากหลายทางพันธุกรรม ชนิดพันธุ์ และระบบนิเวศ โดยเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าเกือบ 500 ชนิด หนึ่งในนั้นมีไก่ฟ้าพญาลอ ที่ใกล้สูญพันธุ์
"ที่นี่เป็นแหล่งดูไก้ฟ้าพญาลอที่ง่ายที่สุด มีนักวิจัยทั้งไทยและต่างประเทศเข้ามาศึกษาดูงานที่นี่ ประชากรไก่ฟ้าพญาลอในโลกมีราว 1 หมื่นตัว และ 5,000 ตัวอยู่ในไทย ขณะที่ในป่าสะแกราชมีจำนวน 1,000 ตัว มีสถิติพบ 2 ตัวต่อพื้นที่ 6.25 ไร่ แผนการอนุรักษ์ของเรา คือ ปล่อยให้ขยายพันธุ์ตามธรรมชาติ โดยสัตว์ไม่ถูกรบกวน รักษาถิ่นที่อยู่" ทักษิณกล่าว และให้ข้อมูลว่า ขณะนี้ทางสถาบันได้สนับสนุนการวิจัยของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ที่เข้ามาศึกษาเรื่องพฤติกรรมไก่ฟ้าพญาลอและแหล่งที่อยู่อาศัย มีการติดตั้งวิทยุติดตามตัว งานวิจัยจะเป็นประโยชน์ในการอนุรักษ์อย่างแน่นอน และในผืนป่าแห่งนี้ยังมีสิ่งมีชีวิตอีกมากมายรอให้นักวิจัยเข้ามาศึกษาวิจัย
นี่เป็นเพียงไม่กี่หน่วยงานที่มาบอกเล่าเรื่องราวการประสานความร่วมมือในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพของไทย เพราะว่าแนวร่วมเป็นพลังสำคัญมากที่จะช่วยคงความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติและคุ้มครองดูแลความหลากหลายทางชีวภาพในระยะยาว.








