ปัญหา "มลพิษมาบตาพุด" จ.ระยอง ที่เรื้อรังยาวนานมากกว่า 20 ปี ยังคงเป็นเหมือน "มะเร็งร้าย" กัดกินสุขภาวะของชาวระยองที่อาศัยอยู่บริเวณรอบนิคมอุตสาหกรรมและในพื้นที่ใกล้เคียง แม้มีคำพิพากษาจากศาลปกครองจังหวัดระยอง ตัดสินให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ประกาศให้ท้องที่เทศบาลเมืองมาบตาพุดทั้งหมด รวมทั้ง ต.เนินพระ ต.มาบข่า อ.บ้านฉาง เป็นเขตควบคุมมลพิษ เพื่อดำเนินการควบคุม ลด และขจัดมลพิษ ตามที่กำหนดไว้ในกฎหมาย เวลาผ่านไป 4 เดือน หลังจากศาลมีคำสั่ง ยังไม่มีอะไรที่เป็นรูปธรรมเกิดขึ้น
นับตั้งแต่มีการก่อตั้งนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ปัญหาเรื่อง "สุขภาพ" และ "ความเป็นอยู่" ของชาวระยองรอบโรงงานอุตสาหกรรมก็เป็นเรื่องที่ถูกมองข้าม หรือถูกหยิบจับมาพูดคุยหารือแค่ส่วนเล็กๆ ที่สอดแทรกไว้ใน รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment) หรือ EIA ที่แต่ละโรงงานต้องจัดทำให้ผ่านการอนุมัติจากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ก่อนลงมือดำเนินการเร่งเครื่องการผลิตซึ่งไม่ได้ทำให้สุขภาวะของคนในพื้นที่ดีขึ้นอย่างที่คนระยองอยากให้เป็น และคนในสังคมไทยอยากเห็น
แม้ว่าใน รัฐธรรมนูญ ฉบับปี พ.ศ.2550 ระบุไว้ชัดเจนใน มาตรา 67 วรรค 2 (ฉบับลงประชามติ) ที่เพิ่ม "สุขภาพ" เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งที่ต้องคำนึงถึงในการดำเนินโครงการ หรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชน เพราะการดำเนินโครงการใดๆ จะคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติอย่างเดียวในโลกปัจจุบันไม่เพียงพอแล้ว และใน พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 ก็ให้สิทธิกับบุคคลหรือคณะบุคคล สามารถร้องขอให้มีการประเมิน และมีสิทธิร่วมในกระบวนการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ จากนโยบายสาธารณะได้อีกด้วย ส่งผลให้การดำเนินการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพจากโครงการขนาดใหญ่เกิดขึ้นจริงได้ในสังคมไทยอย่างที่หลายคนตั้งความหวังไว้
แต่ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 ก็ถือว่ายังไม่ทันเหตุการณ์กับปัญหาสุขภาพของชาวระยองที่เกิดขึ้นเพราะกฎหมายฉบับดังกล่าว ก็ยังไม่มีกฎหมายลูกเป็นหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนพอคลอดเป็นสูตรสำเร็จออกมารองรับการคุ้มครองสุขภาพประชาชนที่อาศัยรอบนิคมอุตสาหกรรม ให้เหล่าองค์กรเอกชนในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดนำมาเป็นแบบอย่างในการจัดทำ โครงการประเมินผลกระทบทางสุขภาพ (Health Impact Assessment) หรือ HIA
ปัจจุบันชาวมาบตาพุดยังมีปัญหาสุขภาพที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกวัน ทั้งในเรื่องความเจ็บป่วยด้วยสารอินทรีย์ระเหยก่อมะเร็งกว่า 20 ชนิด ที่ทำให้คนอาศัยรอบนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดและพื้นที่ใกล้เคียง มีสถิติเป็นมะเร็งทุกชนิดรวมถึงมะเร็งเม็ดเลือดขาวสูงว่าพื้นที่อื่นๆ 3-5 เท่า หรือสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อการดำรงชีวิตอย่างปกติผาสุก พ่วงด้วยความไม่เข้าใจของคนในชุมชนที่แบ่งแยกเป็นสองฝักสองฝ่ายทางความคิด กับการให้อุตสาหกรรมคงอยู่เพื่อปากท้อง และขอให้ประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษเพื่อสุขภาวะอนามัยของคนพื้นถิ่น จนเกิดการกระทบกระทั่งเป็นระยะๆ
ขณะที่การดำเนินการแก้ปัญหาของภาครัฐก็เป็นไปอย่างอืดอาดล่าช้า แต่ล่าสุด มีนิมิตหมายอันดี เมื่อศูนย์ความเป็นเลิศด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม พิษวิทยา และการจัดการสารเคมี มหาวิทยาลัยบูรพา จับมือกับจังหวัดระยอง เทศบาลเมืองมาบตาพุด การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และเอสซีจี เคมิคอลส์ จัดทำโครงการ HIA ให้กับประชาชนที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบราว 31 ชุมชนในเขตเทศบาลเมืองมาบตาพุด และอีก 8 หมู่บ้านในเขตเทศบาล ต.มาบข่าพัฒนา รอบนิคมอุตสาหกรรม อาร์ ไอ แอล (อยู่ในมาบตาพุด) จ.ระยอง ที่เอสซีจี เคมิคอลส์ กำลังผุดโปรเจ็กต์ใหม่ 5 โครงการ ได้แก่ บ.มาบตาพุดโอเลฟินส์ จำกัด, บ.ไทยโพลิโพรไพลีน จำกัด, บ.ไทยโพลิเอทธีลีน จำกัด, บ.ไทย เอ็ม เอ็ม จำกัด และ บ.แกรนด์สยามคอมโพสิต จำกัด ที่อยู่ในระหว่างการก่อสร้าง หลังจากผ่านการเห็นชอบในรายงาน EIA จากคณะกรรมการผู้ชำนาญการ สผ. เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อภาวะสุขภาพ และผลกระทบของเหตุอันตรายต่อสุขภาพคนในชุมชน โดยมุ่งหวังให้เป็นแนวทางป้องกันและดูแลสุขภาพคนในชุมชนให้ยั่งยืนต่อไป ด้วยงบประมาณ 6 ล้านบาท ในขอบเขตระยะเวลา 1 ปี 6 เดือน (ก.ค.2552-ม.ค.2554)
ผศ.ดร.นันทพร ภัทรพุทธ อาจารย์ประจำคณะสาธารณสุขศาสตร์ ม.บูรพา ในฐานะหัวหน้าโครงการประเมินผลกระทบทางสุขภาพของประชาชน บริษัทในเครือ เอสซีจี เคมิคอลส์ ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม อาร์ ไอ แอล จ.ระยอง กล่าวถึงเหตุผลและความจำเป็นที่ต้องทำ HIA ใหักับชุมชนว่า HIA เป็นสิ่งที่ควรทำ และควรทำให้เป็นประเด็นใหญ่ เพราะชาวบ้านที่อาศัยอยู่รอบๆ โรงงานได้รับผลกระทบโดยตรง ที่ผ่านมาเราพูดถึงกันแต่ในประเด็น EIA เรื่องสิ่งแวดล้อมที่มีข้อจำกัดแค่สิ่งมีชีวิตกับสิ่งไม่มีชีวิต เช่น พืช สัตว์ หอย ปู ปลา ห่วงโซ่อาหาร แต่ลืมคิดไปว่ามนุษย์สิ่งมีชีวิตที่พูดบอกเล่าได้ คือผู้เสียหายขั้นสุดท้ายที่ต้องรองรับปัญหาไว้ทั้งหมด และผลกระทบจากการสร้างนิคมอุตสาหกรรมจะร้ายแรงหรือดีขึ้นอย่างไร ข้อมูลที่สามารถศึกษาเก็บนำมาแก้ไขปัญหาได้ก็มาจากมนุษย์เป็นหลัก
"เดิมแม้จะมี HIA แฝงอยู่ใน EIA บ้าง แต่เป็นมาตรฐานเบื้องต้นที่ไม่มีผลต่อสุขภาพของชาวบ้านมากนัก แต่การแยกทำ HIA ขึ้นมาเลยจะทำให้การแก้ปัญหาเรื่องสุขภาวะได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น เพราะ EIA จะเห็นผลแค่ตอนที่เริ่มลงมือดำเนินโครงการ พอมีโรงงานตั้งขึ้นมาแล้ว HIA จะเป็นตัวดับเบิลเช็กที่ชาวบ้านจะเป็นแหล่งข้อมูลบอกเล่าความเป็นไปของโรงงาน อย่างไรก็ตาม สำหรับตัวเองคิดว่า EIA กับ HIA เป็นเรื่องที่แยกกันไม่ได้ต้องทำควบคู่กัน ซึ่งในต่างประเทศทำกันมาหลายปีแล้ว เพราะเขาห่วงเรื่องสุขภาวะของประชาชนและชุมชนเป็นหลัก มากกว่าผลกำไรทางธุรกิจ"
หัวหน้าคณะวิจัยเพื่อสุขภาพของคนระยองกล่าวต่อว่า รูปแบบการทำ HIA ในครั้งนี้ จะเป็นแบบ Comprehensive HIA ซึ่งใช้แนวทางการศึกษาของต่างประเทศ เช่น แคนาดา นิวซีแลนด์ มาพัฒนาร่วมกับแนวทางการศึกษาของประเทศไทย ที่ดำเนินการโดยกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) และ สผ. โดยมีคณะที่ปรึกษาจากกรมอนามัย กรมควบคุมโรค สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะสาธารณสุขศาสตร์ ม.มหิดล ฯลฯ นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้กลุ่มผู้มีส่วนได้เสีย อาทิ ผู้นำชุมชน อาสาสมัครประจำหมู่บ้าน (อสม.) เทศบาล ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในท้องถิ่น เข้ามามีส่วนร่วมในการประเมินผลกระทบในแบบ 3 มิติ ได้แก่ สุขภาพกาย จิต และสังคมด้วย
ด้านการเก็บฐานข้อมูลที่จะนำมาวิเคราะห์ จะเป็นการเก็บประเมินเชิงปริมาณและคุณภาพ ในแง่การเก็บตัวอย่างอากาศเพื่อหาปริมาณเบนซีน โทลูอีน ไซลีน การเก็บตัวอย่างปัสสาวะ การตรวจวัดฝุ่นขนาดเล็ก เสียง ความสั่นสะเทือน ความร้อน และการทำแบบสอบถาม การสนทนากลุ่ม การสัมภาษณ์เจาะลึกที่ลงไปคลุกคลีกับชาวบ้าน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่แท้จริง ทั้งหมดจะทำก่อนลงมือสร้างโครงการ และหลังจัดทำโครงการเสร็จแล้ว เพื่อเปรียบเทียบหาค่าความต่างที่อาจเกิดขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาข้อมูลค่าการจัดการสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อสุขภาวะเชิงเปรียบเทียบกันเองในพื้นที่ โดยแบ่งโซนชุมชนที่อยู่รอบๆ โครงการเอสซีจี เคมิคอลส์ ออกเป็น 3 ระยะ โซนชั้นใน รัศมี 1-2 กม. ชั้นกลาง รัศมี 3-5 กม. ชั้นนอก รัศมี > 5 กม. ว่าเหมือนหรือแตกต่างอย่างไร และขั้นสุดท้ายจะนำเอาไปเปรียบเทียบข้อมูลกับจังหวัดใกล้เคียง เช่น จ.จันทบุรี เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องที่สุดเพื่อเผยแพร่ต่อสังคม
"แม้การทำ HIA จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ถ้าเอสซีจี เคมิคอลส์ ทำอยู่รายเดียว ก็คงไม่สามารถแก้ไขปัญหามลพิษมาบตาพุดที่สะสมมายาวนานได้ เพราะมลพิษที่เกิดขึ้นมาจากหลายที่หลายโรงงาน ทำให้การศึกษาวิจัยมีข้อจำกัดและมีโอกาสเกิดความเบี่ยงเบนทางข้อมูลได้ ทางแก้ก็คือก่อนเปิดโรงงาน ทางทีมวิจัยจะใช้ข้อมูลทุติยภูมิที่มีอยู่เดิมที่หลายหน่วยงานทำไว้มาวิเคราะห์ว่าชาวบ้านมีสุขภาพเป็นอย่างไร และหลังจากเดินเครื่องจักรปล่อยมลพิษแล้ว ก็จะเก็บข้อมูลเชิงปริมาณและคุณภาพดั่งที่ได้บอกไว้ แล้วนำมาเปรียบเทียบว่าเหมือน แตกต่าง ดีขึ้น เลวลงอย่างไร ซึ่งผลที่ได้น่าจะบอกอะไรได้บ้างแต่คงไม่มาก"
ภาพโครงการที่สวยหรูและดูทำเพื่อประชาชนจริงๆ นั้น เนื้อแท้แล้วจะมีความจริงใจมากน้อยขนาดไหน ชลณัฐ ญาณารณพ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เคมิคอลส์ ชี้แจงให้ฟังว่า เรามีความยินดีอย่างยิ่งในการเป็นอุตสาหกรรมปิโตรเคมีรายแรกของประเทศ ที่ได้มีส่วนร่วมในการประเมินผลกระทบทางสุขภาพของประชาชนอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งผลการดำเนินโครงการจะเป็นเครื่องมือสำคัญ ที่จะคาดการณ์ความเสี่ยงต่อสุขภาพ และนำไปสู่มาตรการเชิงรุกเพื่อป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพที่อาจเกิดขึ้น รวมทั้งคุ้มครองสุขภาพของคนในพื้นที่ต่อไป ซึ่งเราพร้อมสนันสนุนโครงการนี้อย่างเต็มที่ เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถนำผลไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับชมชนในบริเวณนิคมอุตสาหกรรม อาร์ ไอ แอล รวมทั้งขยายผลต่อยอดในชุมชนอื่นๆ เพื่อพัฒนาระบบการประเมินผลกระทบทางสุขภาพในทุกพื้นที่อุตสาหกรรม และความร่วมมือที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ เราคาดหวังว่าจะกลายเป็นแรงผลักดันที่ดี ในการส่งเสริมดูแลสุขภาพอนามัยของคนไทยสืบเนื่องต่อไปในอนาคต
"แม้ว่าความชัดเจนจากภาครัฐจะยังไม่เกิด แต่ด้วยเอสซีจีเป็นภาคธุรกิจที่ใช้มาตรฐานสากลในการทำงาน เมื่อเห็นว่าโครงการ HIA เป็นเรื่องดี ก็ขอลงมือทำเลยและหากกฎเกณฑ์ของรัฐจะออกตามหลังมาจะมีผิดแปลกแตกต่างกันไปบ้าง แต่คงเป็นในข้อละเอียดปลีกย่อยไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อธีมหลัก เพราะรัฐก็นำเอาหลักเกณฑ์จากต่างชาติมาใช้เหมือนกัน และไม่น่ามีปัญหาในแง่กฎหมายด้วย"
จากเสียงนายทุน เปลี่ยนมาฟังเสียงสะท้อนของคนระยองผู้มีส่วนได้เสียกับการทำ HIA ที่ เอสซีจี เคมิคอลส์ ชิงธงทำล่วงหน้ารัฐ สุทธิ อัชฌาศัย ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ถ้าการริเริ่มทำ HIA เป็นความพยายามอย่างตั้งใจจะทำก็ถือเป็นเรื่องดี แต่เมื่อทำแล้วอย่าคิดว่าเป็นบทสรุปของทั้งหมด ต้องรอหน่วยงานรัฐที่มาเป็นเจ้าภาพในเรื่องนี้เข้ามาตรวจสอบอีกครั้งด้วย
"เมื่อคิดจะทำแล้ว ผมก็อยากให้ HIA ไม่ใช่รูปแบบที่จัดจ้างบริษัทมาประเมินทางวิชาการแล้วฮั้วให้ผ่านอย่าง EIA แต่ HIA ควรเริ่มทำจากรากฐานข้อเท็จจริงที่ชาวบ้านประสบความเสียหาย แล้วค่อยไปเชื่อมโยงกับหลักวิชาการ เช่น ชาวบ้านเป็นมะเร็งกี่คน สาเหตุมาจากอะไร บทสรุปจะแก้ไขกันอย่างไร และในแง่การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ก็ควรเผยแพร่ในขณะที่ทำการศึกษาไปพร้อมกันเป็นการแสดงความจริงใจ ไม่ใช่ทำเสร็จมาบอกผลอย่าง EIA ซึ่งสุดท้ายก็ไม่เกิดผลอะไร แก้ไขไม่ได้ เพราะผ่านความเห็นชอบไปแล้ว และควรมีองค์กรหรือหน่วยงานกลางเข้ามาร่วมเป็นคณะทำงาน เพื่อความโปร่งใสเชื่อถือได้"
ด้าน ธนาวรรธน์ พรหมมานนท์ ประธานคณะทำงานกองทุนโรงไฟฟ้าพื้นที่มาบตาพุด (ภาคประชาชน) ในฐานะตัวแทนชุมชนมาบตาพุด กล่าวว่า ตนเห็นด้วยกับการที่เอสซีจี เคมิคอลส์จัดทำ HIA เพราะเป็นการให้ความสำคัญกับประชาชน ชุมชน สิ่งแวดล้อม และการมีส่วนร่วม เมื่อภาคเอกชนขยับแล้วก็ขอฝากเรื่องไปถึงรัฐบาล กับสาธารณูปโภคของคนมาบตาพุดที่ยังย่ำแย่ไม่ได้รับการพัฒนา
"เชื่อไหมว่ามาบตาพุด เป็นนิคมอุตสาหกรรมใหญ่ระดับเอเชียที่มีมูลค่านับล้านล้านบาท รัฐมีรายได้จากการเก็บภาษีปีละแสนล้านบาท แต่คนมาบตาพุดไม่มีน้ำประปาใช้ ไฟฟ้าตกใช้การไม่ได้ โรงพยาบาลก็มีเพียง 1 แห่ง ขนาด 60 เตียง ขณะที่ประชากรพื้นที่มีอยู่ราว 50,000 คน ประชากรแฝงกว่า 200,000 คน แต่รัฐให้งบดูแลได้แค่ 50,000 คน จนกระทั่งปี 2550 ที่ได้รับงบพิเศษเพิ่มเติมในการปรับปรุงระบบส่งกระแสไฟฟ้า 17 ล้านบาท สถานีประปา 315 ล้านบาท และโรงพยาบาลแห่งใหม่ขนาด 120 เตียง อีก 259 ล้านบาท จึงอยากให้รัฐใส่ใจมากกว่าที่เป็นอยู่ หรือไม่ก็ประกาศให้มาบตาพุดเป็นเขตปกครองพิเศษ เพื่อให้ระบบการจัดการงบประมาณไม่ติดขัด เพราะชีวิตของประชาชนต้องสมดุลกับสิ่งที่รัฐได้รับจากนิคมอุตสาหกรรมซึ่งก็คือรายได้มหาศาล ไม่ใช่แตกต่างราวฟ้ากับเหวเช่นนี้.








