วิเคราะห์การเมือง

Sunday, 20 October, 2013 - 00:00

โครงการรับจำนำข้าว จุดตายรัฐบาล ประเทศหายนะ

    ในรอบสัปดาห์คงไม่มีข่าวไหนทำให้กระทบเสถียรภาพของรัฐบาลเท่ากับกรณี ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง รวมทั้งอดีตผู้ว่าฯ ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือแบงก์ชาติ ที่ออกมาดับเครื่องชนโครงการรับจำนำข้าวว่าสร้างความเสียหายใหญ่หลวงให้กับประเทศชาติ 
โดยระบุว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา (ปีการผลิต 2554/55 และ 2555/56) มีผลขาดทุนจากโครงการดังกล่าวรวมกันสูงถึง 4.25 แสนล้านบาท แบ่งเป็นปีการผลิตแรก จำนวน 2.05 แสนล้านบาท และอีก 2.2 แสนล้านบาทตามลำดับ จากการใช้วงเงินดำเนินการสูงถึง 6.7 แสนล้านบาท
สอดคล้องกับข้อมูลของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ที่คัดค้านโครงการนี้มาตลอด ที่เชื่อว่าจะทำให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันจำนวนมาก โดยชาวนาได้รับผลประโยชน์ไม่ถึงครึ่ง และส่วนใหญ่ไปตกอยู่ในมือฝ่ายการเมืองทั้งสิ้น
"ถ้ารัฐบาลใช้เวลา 10 ปี จะขาดทุนถึง 5.3 แสนล้านบาท ซึ่งความสามารถในการระบายข้าวในอดีตใช้เวลาประมาณ 5 ปีกว่าข้าวจะหมด แต่ด้วยปริมาณสต็อกข้าวถึง 17 ล้านตันในปัจจุบัน ผมว่า 10 ปีก็ขายไม่หมด" นายนิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณทีดีอาร์ไอระบุ
อดีตคนใกล้ชิดรัฐบาลอย่างนายทนง พิทยะ อดีต รมว.การคลัง ออกมาเตือนว่า โครงการรับจำนำข้าวถือเป็นการเดินมาผิดทาง เพราะเป็นการใช้เงินที่ไม่เกิดประโยชน์อย่างเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งวงเงินการขาดทุนในปัจจุบันสามารถนำมาพัฒนาภาคการผลิตทั้งภาคอุตสาหกรรมและเกษตรเติบโตได้อย่างยั่งยืนมากกว่า
        "การรับจำนำข้าวที่ราคาสูงกว่าตลาดนั้น ถือเป็นเหตุผลที่ผิด และมองว่าเป็นโครงการที่ไม่มีความจำเป็น ดังนั้นควรลดการดำเนินการลง น่าจะเป็นแนวทางที่ดีและถูกต้องกับประเทศไทยมากที่สุด" นายทนงกล่าว
     เมื่อเงยหน้าไปดูโครงการรับจำนำข้าวในฤดูกาลใหม่ ที่เริ่มต้นไปแล้วเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2556 ซึ่ง ครม.มีมติอนุมัติงบประมาณไว้ 2.7 แสนล้านบาท แต่กลับพบว่าชาวนาไม่สามารถเข้าร่วมโครงการและเรียกรับเงินได้ 
 โดยมีการตั้งข้อสังเกตว่าเป็นเพราะรัฐบาลถังแตก เนื่องจากกระทรวงการคลังไม่ค้ำประกันโครงการ กระทรวงพาณิชย์ขายข้าวไม่ออกตามที่ลั่นวาจาเอาไว้ ขณะที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ก็จะไม่สำรองจ่ายตามที่ ครม.ต้องการ เนื่องจากยังจัดการหนี้เก่าที่ค้างชำระจำนวนมากไม่สำเร็จ   
จึงเป็นเหตุให้รัฐบาลออกมาแก้เกมอย่างเร่งด่วนเพื่อสร้างความมั่นใจให้กลับมา โดยเฉพาะชาวนาซึ่งเป็นฐานเสียงของพรรคเพื่อไทย โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ ได้ออกมาแถลงข่าวใหญ่โต ภายหลังหารือกับนายหลี่เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมยืนยันว่า ไทยได้ลงนาม เอ็มโอยูกับประเทศจีน โดยระบุว่าประเทศดังกล่าวจะซื้อข้าวจากไทยปีละ 1 ล้านตัน ในรูปแบบซื้อขายแบบจีทูจี
    ขณะเดียวกันผู้เกี่ยวข้องจากฝ่ายรัฐบาลก็ไม่น้อยหน้า ต่างดาหน้ากันออกมาแก้ข่าวและสร้างความเชื่อมั่นต่อโครงการนี้เช่นกัน และยืนยันว่า เงินที่ใช้ในโครงการรับจำนำข้าวรอบใหม่มีเพียงพอ เพราะเอามาจากการระบายข้าว โดยส่งเงินจำนวน 1.6 แสนล้านบาท คืนให้กับ ธ.ก.ส.ไปเรียบร้อยแล้ว และอีกส่วนหนึ่งมาจากงบประมาณ 2557 ที่จ่ายชดเชย
    โดยยืนยันว่าตัวเลขขาดทุนโครงการรับจำนำข้าวไม่ได้มากถึง 4.25 แสนล้านบาท เพราะขณะนี้รัฐบาลยังขายข้าวไม่หมด จึงยังไม่สามารถสรุปตัวเลขขาดทุนได้ ซึ่งตัวเลขล่าสุดขาดทุน เดือนมกราคม 2556 คือประมาณ 1 แสนล้านบาท
    นอกจากนี้รัฐบาลยังจำกัดขวากหนามเพื่อป้องกันการออกมาปูดข่าวความเสียหาย ด้วยการเด้ง น.ส.สุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง ออกจากการดูแลการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล หลังจากก่อนหน้านี้เคยเปิดเผยการขาดทุนโครงการข้าวอย่างมโหฬารจนโครงการนี้เซมาแล้ว
    แม้รัฐบาลจะแก้ข่าวอย่างไรก็ตาม แต่ก็ยังไม่หยุดกระแสวิจารณ์ในทางลบ และหายนะของประเทศได้ โดยเฉพาะประเด็นที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ออกมาระบุว่า สามารถขายข้าวแบบจีทูจีให้กับประเทศจีนได้แล้ว แต่ไม่มีใครมั่นใจ อย่างเช่นสื่อต่างชาติก็ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นการพูดฝ่ายเดียวของไทย และทางการจีนยังไม่ได้ออกมายอมรับ
ประกอบกับเมื่อพลิกดูจากประวัติศาสตร์ก่อนหน้านี้ นายกฯ ไทยก็เคยโกหกสีขาวมาแล้ว หลังเหตุการณ์ในช่วงเดือน พ.ย.55 ครั้งนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์เคยระบุว่า เคยลงนามเอ็มโอยูซื้อข้าวแบบจีทูจี 3 ล้านตัน กับนายเวินเจียเป่า อดีตนายกฯ จีน แต่พอผ่านไป 1 ปีแล้วก็ไม่เห็นความคืบหน้า
    ขณะที่ฝ่ายค้านไทยก็เอาข้อมูลมาตีแพร่ พบว่าประเทศจีนเคยซื้อข้าวแต่ละปีไม่เกิน 4 แสนล้านตันเท่านั้น โดยปี 2552 ไทยขายข้าวได้ 3.8 แสนกว่าตัน ปี 2553 ขายข้าว 2.6 แสนตัน ปี 2554 ส่งออกข้าว 2.6 แสนตัน ปี 2555 ส่งออกข้าว 1.4 แสนตัน ปี 2556 จนถึงเดือน ส.ค. 1.1 แสนตัน ดังนั้น ตัวเลขที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ออกมาพูดทั้ง 2 เหตุการณ์จึงไม่มีหลักประกันความน่าเชื่อถือแต่อย่างใด      จนกระทั่งล่าสุดเมื่อวันที่ 17 ต.ค.ที่ผ่านมา ความเกิดแตกขึ้น เมื่อ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ตั้งกระทู้ถามสดเรื่องโครงการรับจำนำข้าว และการระบายข้าวของรัฐบาลต่อประเทศจีนว่าเป็นรูปแบบใด
     โดยนายยรรยง พวงราช รมช.พาณิชย์ ชี้แจงแทนนายกฯ และยอมรับว่าเป็นการตกลงกันในลักษณะที่รัฐบาลจีนจะช่วยเหลือให้ไทยสามารถขายข้าวได้ในปริมาณที่มากขึ้น ไม่ได้เป็นการลงนามแบบเอ็มโอยู อย่างที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ประโคมข่าวเอาไว้
    เมื่อเป็นเช่นนี้ โครงการข้าวของไทยหากไม่สามารถระบายได้ตามเป้าหมายจะต้องเกิดผลกระทบแน่ๆ ทั้งในเรื่องงบประมาณของประเทศที่อาจจะสร้างหนี้มหาศาลเพื่อเอาไปอุดโครงการนี้ เมื่อรวมกับการบริหารงานย่ำแย่ โดยปล่อยให้ประเทศไทยเสียแชมป์ความเป็นหนึ่งด้านส่งออกข้าวให้กับคู่แข่ง อย่างเวียดนามและอินเดีย เพราะราคาข้าวของไทยนั้นแพงกว่าตลาดโลก ผลที่ตามมาคือความเสื่อมศรัทธานั่นเอง
นอกจากนี้ยังมีปมสำคัญทางด้านผลของกฎหมาย ที่อาจจะเกิดผลกระทบต่อรัฐบาล เมื่อนายวิชา มหาคุณ ประธานคณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล ป.ป.ช. ที่กำลังเร่งรีบการตรวจสอบโครงการทุจริตในโครงการดังกล่าวของรัฐบาล โดยมีคนใน ครม.มีส่วนเกี่ยวข้อง และเชื่อว่าอีกไม่นานก็จะมีการชี้มูลความผิดเกิดขึ้น ซึ่งไม่ทราบว่าโครงการรับจำนำข้าว รวมทั้งตัวรัฐบาลเองจะต้องสะดุดหยุดลงหรือไม่
ขณะที่รัฐบาลก็กลืนไม่เข้าคายไม่ออก จะยกเลิกก็ไม่ได้ เพราะเป็นโครงการหาเสียงของพรรคเพื่อไทย ที่ทำให้เขาชนะเลือกตั้ง ที่สำคัญยังเอื้อประโยชน์ทางการเมือง การเงิน แก่พวกพ้องตัวเองอีกด้วย
จึงเป็นเรื่องที่ต้องลุ้นระทึกว่า จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้นนี้ ก็ไม่ทราบว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์ หรือระบบเศรษฐกิจของประเทศ อย่างไหนจะพังพินาศก่อนกัน หากร่างทรงนายใหญ่ไปก่อนก็ถือว่าประเทศไทยนั้นยังโชคดีที่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง.