"ระบบนิเวศหายไป เกิดการตัดไม้ทำลายป่าอย่างรุนแรงทั้งจากคนในพื้นที่และต่างพื้นที่ ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล เราต้องช่วยกันรักษาป่าผืนสุดท้ายนี้เอาไว้" ทองย้อย โชฏก ประธานป่าชุมชนบ้านโนนผึ้ง ต.ดงบัง อ.ประจันตคาม จ.ปราจีนบุรี เล่าถึงแรงผลักดันที่สำคัญที่ชุมชนลุกขึ้นมาดูแลรักษาผืนป่าบ้านโนนหินผึ้ง แม้รู้ทั้งรู้ว่าจะต้องสู้กับคนบางกลุ่มที่เข้ามาตัดไม้ เผาป่าล่าสัตว์ รวมถึงทำความเข้าใจกับชาวบ้านในพื้นที่ แต่ด้วยจิตใจที่มุ่งมั่นบวกกับพลังเครือข่ายชุมชนที่เข้มแข็งทำให้วันนี้ป่าที่เสื่อมโทรมกำลังฟื้นตัวกลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง
"นับตั้งแต่ปี 2519 ชาวบ้านหยุดบุกรุกป่า เริ่มตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้น จะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้ป่าถูกทำลายไปมากกว่านี้ เพราะคนในพื้นที่และคนนอกพื้นที่เข้ามาทำลายป่า ตัดไม้ใหญ่ๆ ไปขาย ขุดต้นไม้เป็นสินค้าเพื่อขาย เผาป่า ทำให้ป่าเสียสมดุล สัตว์ป่าเริ่มหมดไป ต้นผักเสม็ดและผักหวานถูกขุดไปเป็นต้นๆ ทำให้ชาวบ้านหาพวกพืชผักได้น้อยลง ก็เริ่มดูแลรักษาป่า ปลูกต้นไม้เสริม ต่อมาปี 2540 พื้นที่ป่าทั้งหมด 447 ไร่ ก็ประกาศเป็นพื้นที่ป่าชุมชน จัดทำแนวเขต ทำแผนที่ป่าของชุมชนขึ้น เราสำรวจความหลากหลายทางป่า เอาข้อมูลมาคุยกันในเวทีชาวบ้าน ทำโซนนิ่ง แล้วก็ร่างกฎระเบียบการใช้ประโยชน์ร่วมกัน" ประธานป่าชุมชนบ้านโนนผึ้งกล่าว
เพราะป่าชุมชนบ้านโนนหินผึ้งมีพรรณไม้หลากหลายชนิด ทั้งประดู่ แดง พะยูง พะยอม มะค่า แล้วยังเป็นแหล่งสมุนไพรที่หลากหลาย ในผืนป่าพบกำลังวัวเถลิง เปล้าน้อย เปล้าใหญ่ นมสาว ชะเอม มะขามป้อม เพกา กระดังงา พญารากขาว กำลังทรพี กำลังพญาเสือโคร่ง หัสคุณ ลำดวน กันเกรา ขันทองพยาบาท
ทองย้อยบอกว่า ป่าชุมชนผืนนี้เหมือนซูเปอร์มาร์เก็ตของท้องถิ่น ชุมชนได้เข้าไปหาของป่านำมาเป็นยาสมุนไพรรักษาโรค เวลาเจ็บป่วยไม่ต้องพึ่งยาแผนปัจจุบัน อย่างเปลือกกันเกราช่วยบำรุงโลหิต ขันทองพยาบาท เนื้อไม้มีสรรพคุณแก้ลมพิษ เปลือกเป็นยาบำรุงเหงือกและฟัน รากหัสคุณขับปัสสาวะ เมล็ดระงับประสาท เปล้าน้อยก็พบเยอะในป่าเรา รากแก้น้ำเหลืองเสีย แก้โรคผิวหนัง แล้วก็ยังบำรุงโลหิต ชุมชนมีแนวคิดทำแหล่งสมุนไพรเพื่อการศึกษา แล้วยังมีพวกเห็ด เช่น เห็ดโคน เห็ดหน้าขาว แมลงเล็กๆ เก็บมาเป็นอาหารในครัวเรือน ถ้าเหลือก็ขายเลี้ยงครอบครัว สิ่งหนึ่งที่ได้ประโยชน์ร่วมกัน คือ เป็นปอดและเป็นร่มเงาให้ชุมชน ช่วยลดภาวะโลกร้อน เพราะนี่คือป่าผืนเดียวที่เหลืออยู่ เราหยุดทำลายป่า ไม่ช้าป่าจะสมบูรณ์
"ชาวบ้านมีแนวคิดอนุรักษ์ไม้สมุนไพรและจะนำมาขยายพันธุ์นอกพื้นที่ป่าชุมชน ตอนนี้กำลังสำรวจพืชสมุนไพรที่สำคัญและเด่นในท้องถิ่น อาจจะเก็บเมล็ดมาเพาะพันธุ์ แล้วก็ผักหวานที่เป็นแหล่งอาหารของชาวบ้าน ปี 2554 จะเพาะเมล็ดผักหวานเพื่อนำไปปลูกเสริมในป่าชุมชนและแปลงสาธิตของชาวบ้าน ถ้าทำสำเร็จช่วยลดการพึ่งพิงป่า เราจะเก็บป่าชุมชนไว้เป็นต้นทุนของชุมชน" ประธานป่าชุมชนฯ กล่าวถึงภาพที่อยากจะให้เกิดขึ้นต่อไป
ด้าน เทียนชัย บุญอาจ เจ้าพนักงานป่าไม้อาวุโส สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จ.ปราจีนบุรี เน้นย้ำว่า ป่าชุมชนบ้านโนนหินผึ้งมีสภาพภูมิศาสตร์ที่แตกต่างจากป่าชุมชนพื้นที่อื่นซึ่งเป็นป่าภูเขา แต่ที่นี่มีลักษณะเป็นที่ราบลุ่มและมีเนินบ้าง ซึ่งพบได้ยาก จากการสำรวจข้อมูลพันธุ์พืช พบพันธุ์พืชมากกว่า 500 ชนิด และมีบางชนิดที่ยังไม่รู้จัก ต้องไปสืบค้นในอนุกรมวิธานต่อไป แสดงถึงความหลากหลายทางชีวภาพของป่าชุมชนแห่งนี้ สำหรับการทำงานของเจ้าหน้าที่กับชาวบ้านก็มีการประสานงานกันตลอด มีการลาดตระเวนดูแลพื้นที่ป่าชุมชนร่วมกัน เพื่อไม่ให้มีการบุกรุกถางป่าหรือลักลอบตัดไม้ มีการเฝ้าระวังไฟป่า หากพบผู้กระทำผิดข้อบังคับป่าชุมชน ฝ่ายอนุรักษ์ป่าจะประสานเจ้าหน้าที่เข้าจับกุม
วันนี้ ทองย้อยบอกกับชุมชนบ้านโนนหินผึ้ง หมู่ที่ 3 หมู่ที่ 4 และหมู่ที่ 5 คณะกรรมการป่าชุมชนว่า "การบุกรุกทำลายป่าสามารถแก้ปัญหาได้โดยที่ทุกคนต้องร่วมมือกัน การให้ความรู้กับชาวบ้านในการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศก็สำคัญ เพราะจะทำให้เขาเข้าใจผลกระทบจากการทำลาย และปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ยึดหลักวิถีพอเพียงตามปรัชญาเศรษฐกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว"
และด้วยความหลากหลายทางชีวภาพใน ต.ดงบัง อ.ประจันตคาม ที่นี่จึงเป็น 1 ใน 35 ชุมชนที่ สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) หรือ สพภ. ได้เข้ามาสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน ผ่านการดำเนินโครงการส่งเสริมจัดทำแผนทรัพยากรชีวภาพของชุมชนและท้องถิ่น ภารกิจสำคัญคือ "เติมองค์ความรู้" และ "เสริมสมรรถนะ" ในการบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นให้แก่ชุมชน โดยจัดให้มีการฝึกอบรมการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากไม่ไผ่ การสร้างเตาเผาถ่านเพื่อผลิตถ่านไม้ไผ่ที่ให้ความร้อนสูง การสร้างโรงเรือนเพาะชำกล้าไม้สำหรับนำไปปลูก เพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรชีวภาพ
มะลิวรรณ ชื่นอารมย์ ผู้ประสานงานชุมชนตำบลดงบัง บอกว่า ไผ่เป็นทรัพยากรที่มีอยู่มากในชุมชนดงบัง ปัจจุบันชุมชนได้นำไม้ไผ่มาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ แต่ยังมีเศษไม้ไผ่ที่ยังไม่ได้ใช้ให้เกิดประโยชน์คุ้มค่า ก็ได้รับการสนับสนุนจาก สพภ.เข้ามาหนุนโครงการ "ผลิตภัณฑ์ไม้ไผ่ครบวงจร" มีการจัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชน พัฒนาแกนนำ อบรมให้ความรู้ช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีมาตรฐาน สิ่งที่ได้เป็นถ่านไม้ไผ่คุณภาพและน้ำส้มควันไม้ แล้วยังพัฒนาต่อเป็นผลิตภัณฑ์สบู่ถ่านไม้ไผ่ และผลิตภัณฑ์ถ่านดูดกลิ่น ช่วยสร้างงานสร้างรายได้เสริมให้ชุมชน ที่สำคัญรายได้ส่วนหนึ่งจะนำกลับไปฟื้นฟูระบบนิเวศของชุมชนในโครงการอนุรักษ์พันธุ์ไผ่อีกด้วย นอกจากโครงการผลิตภัณฑ์ไม้ไผ่ ยังมีโครงการปลูกข้าวให้ได้คุณภาพและลดการใช้สารเคมี โครงการสีข้าวมือหมุนเพื่อผลิตข้าวซ้อมมือ ส่วนใหญ่เน้นเรื่องเศรษฐกิจชุมชน การพึ่งพาตัวเองตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ช่วยให้ชุมชนประหยัดค่าใช้จ่าย และการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
มะลิวรรณอธิบายว่า ชุมชนดงบังเป็นชุมชนไม้ไผ่ มีทั้งไผ่รวก ไผ่ตง ไผ่เลี้ยง ชาวบ้านปลูกตามหัวไร่ปลายนาบ้าง ริมรั้วบ้าง นอกจากได้หน่อมาทำอาหารการกิน ยังได้ตัดลำไผ่ขาย ทำงานหัตถกรรมจักสาน เช่น สุ่มไก่ กระด้ง ตะกร้า ฆ้องตั้ง ฆ้องเป็ด ไทร รวมถึงเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ได้ผลิตภัณฑ์จากไผ่หลายชนิด แถมเศษไผ่นำมาทำถ่านไม้ไผ่ มีคุณสมบัติดูดซับรังสีประจุลบจากเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ จะใช้สำหรับดูดกลิ่นในตู้เสื้อผ้า รถยนต์ หรือวางข้างคอมพิวเตอร์ก็ได้ ส่วนสบู่ถ่านสมุนไพร ชุมชนใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการผลิต นำถ่านไม้ไผ่มาบดเป็นผงผสมกับน้ำสมุนไพรอย่างใบเตยเพื่อผลิตสบู่ สูตรนี้ช่วยลดการระคายเคืองและดูดซับสิ่งสกปรกจากรูขุมขน และพัฒนาหีบห่อให้สวยงาม ชุมชนมีรายได้เสริมจากการขายถ่านไม้ไผ่และสบู่ถ่านไม้ไผ่ประมาณ 7,000 บาทต่อเดือน ขณะนี้แกนนำสามารถถ่ายทอดความรู้ให้กับชาวบ้านทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่ เพื่อให้มีการใช้ประโยชน์ทรัพยากรอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ ในปี 2554 ทางชุมชนตำบลดงบังได้ทำแผนจัดการทรัพยากรชีวภาพ เตรียมนำเสนอโครงการถ่านอัดแท่ง โครงการถ่านอัดด้วยมือ และโครงการพัฒนาสบู่สมุนไพร โดยอยู่ระหว่างเตรียมเสนอแหล่งทุน ทั้ง อบต. จังหวัด และหน่วยงานอื่นๆ
เมื่อการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนเข้ามาแทนที่การทำลาย ความสุขและคุณภาพชีวิตที่ดีของคนดงบังก็ตามมา นับเป็นชุมชนต้นแบบอีกแห่งหนึ่งที่พื้นที่อื่นๆ ควรนำมาประยุกต์ใช้เป็นแนวทางเพื่อสร้างความสุขกลับมาสู่ท้องถิ่น.








