พรุ่งนี้วันอาสาฬหบูชา มะรืนนี้วันเข้าพรรษา ผู้เขียนฟังคำประกาศถึงวันอาสาฬหบูชาว่า คณะสงฆ์ไทยได้ประกาศให้จัดพิธีอาสาฬหบูชา ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2501
ถูกนั้นถูกแน่ แต่ถูกจริงอย่างไรเป็นความคิดของสงฆ์ทั้งคณะตรงกันที่ริเริ่มให้จัดงานอาสาฬหบูชาอย่างนั้นหรือ หามิได้ เริ่มจากพระมหาเถระรูปหนึ่งเห็นสมควรให้จัดงานอาสาฬหบูชาในวันเพ็ญเดือนแปด เหมือนกับที่เรามีวันมาฆบูชา ในเพ็ญเดือนสาม ซึ่งรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริให้จัดบำเพ็ญพระราชกุศล ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เป็นครั้งแรก พ.ศ.2394
และมีวันวิสาขบูชาที่เคยจัดมาแต่สมัยกรุงสุโขทัย หากในสมัยกรุงศรีอยุธยาและกรุงธนบุรี ไม่ปรากฏหลักฐานว่าจัดหรือไม่จัดอย่างไร แต่ต้นรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 2 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงมีพระราชดำริให้จัดขึ้นโดยอาราธนาสมเด็จพระสังฆราช (มี) ทำพิธีถวายเป็นครั้งแรก พ.ศ.2360 จากนั้นจึงถือปฏิบัติสืบมา
วันอาสาฬหบูชานั้น ท่านผู้ริเริ่มและนำกราบเรียนต่อที่ประชุมสังฆมนตรีสมัยโน้น ท่านเห็นว่าเป็นวัดที่มีปรากฏการณ์ 4 ประการ คือ
1.เป็นวันแรกที่พระพุทธเจ้าทรงประกาศพระพุทธศาสนา
2.เป็นวันแรกที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงพระธัมมจักกัปปวัตนสูตร อันเป็นสัจธรรมที่พระพุทธองค์ตรัสรู้
3.เป็นวันแรกที่พระอริยสงฆ์สาวกองค์แรกบังเกิดขึ้นในโลก คือ พระอัญญาโกณทัณญะ ผู้ฟังปฐมเทศนาได้บรรลุโสดาปัตติผล ได้รับการอุปสมบทจากพระพุทธเจ้าด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทาเป็นพระภิกษุองค์แรกของพระพุทธศาสนา
4.เป็นวันแรกที่เกิดพระรัตนตรัย คือ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ สมบูรณ์พร้อม องค์กรปกครองคณะสงฆ์สมัยโน้น อาศัยพระราชบัญญัติฉบับที่จัดการปกครองเป็นคณะสังฆมนตรี เลียนแบบทางการบ้านเมืองที่มีคณะรัฐมนตรี พระเดชพระคุณผู้นำเรียนถึงหลักการและเหตุผลอันสมควรกำหนดวันอาสาฬหบูชา คือ เจ้าประคุณพระธรรมโกศาจารย์ ดำรงตำแหน่งสังฆมนตรีช่วยว่าการองค์การศึกษา
พระเดชพระคุณมีนามเดิมว่า ชอบ ฉายาอนุจารี
เมื่อตระหนักความสำคัญของวันอาสาฬหบูชาแล้ว จึงเป็นการสมควรรู้จักท่านผู้ริเริ่มให้เกิดวันอาสาฬหบูชาตามสมควร
พระธรรมโกศาจารย์ (ชอบ อนุจารีมหาเถระ) เกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 มีนาคม 2444 เวลาเที่ยงคืน ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 ปีฉลู บัดนี้มรณภาพแล้ว
ธาตุภูมิของท่าน คือตลาดเมืองเก่า อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี โยมบิดาชื่อชม โยมมารดาชื่อจัน นามสกุลชมจันทร์
เมื่อเยาว์วัยมีจิตเมตตาและชอบบริจาคทาน จึงโน้มนำมาทางพระศาสนา ดังนั้น พ.ศ.2475 ได้บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดพลับ อำเภอพนัสนิคม พระครูศรีพนัสนิคมเป็นพระอุปัชฌาย์ ขณะอายุเพียง 14 ปี
พ.ศ.2461 โยมคุณยายช้อยและด้วยคำแนะนำของมหาชุ่ม จันทนาบุปผา จึงพาเณรมาฝากท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระวันรัต (เฮง เขมจารีมหาเถระ) วัดมหาธาตุ จังหวัดพระนคร
พ.ศ.2465 จึงอุปสมบทที่สำนักวัดมหาธาตุ สมเด็จพระวันรัต (เฮง) เป็นพระอุปัชฌาย์พระพิมลธรรม (ฐาน ทัตตเถระ) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระธรรมปัญญาบดี (กิตติ สารเถระ) เป็นพระอนุสาวนาจารย์
การศึกษาอบรมก็เป็นไปตามยุคสมัยนั้น เริ่มจากเรียนภาษาไทยเบื้องต้นที่บ้านคุณยายช้อย ใช้หนังสือมูลบทบรรพกิจ เรียนสองปีจนช่ำชอง ต่อมาเมื่อวัดพลับเปิดการสอนวิชาภาษาไทยชั้นมูล ท่านก็สมัครเข้าเรียนต่อจนสอบได้มูล 3 อันเป็นชั้นสูงสุดของโรงเรียน
พ.ศ.2459 หลังบรรพชาเป็นสามเณรได้สองพรรษา คุณยายช้อยพาไปฝากเรียนบาลีมูลกัจจายนะ ที่วัดใต้ต้นลาน ตำบลคลองหลวง เรียนอยู่สองปี ไม่ทันแปลคัมภีร์ ครูผู้สอนย้ายไป ท่านเจ้าอาวาสและครูท่านอื่นแนะนำให้เข้ามาเรียนยังกรุงเทพฯ
พ.ศ.2461 จึงเข้ามาวัดมหาธาตุ สมเด็จพระวันรัตแนะให้ไปอยู่คณะสลัก บังเอิญคณะสลักกำลังซ่อมแซม จึงข้ามฝากไปพักที่หอไตรวัดระฆังชั่วระยะหนึ่งแล้วจึงกลับมาวัดมหาธาตุ สมัยนั้นจำกัดอายุผู้จะสอบธรรม โดยอายุหมดสิทธิสอบธรรม คงเรียนได้แต่บาลีไวยากรณ์และสอบไล่ได้เปรียญ 6
หน้าที่การงานของพระเดชพระคุณ เริ่มต้นจากการเป็นครู เช่น เป็นครูบาลีไวยากรณ์ มหาธาตุวิทยาลัย ช่วงระยะหนึ่งเป็นกรรมการชำระพระไตรปิฎกแปลเมื่อ พ.ศ.2483 ที่สำคัญนอกจากเป็นครูยังมีตำแหน่งงานบริหารด้วย
พ.ศ.2486 เป็นสมาชิกสังฆสภา เป็นกรรมการตรวจบาลีสนามหลวง กรรมการสังคายนาพระธรรมวินัย เจ้าคณะตรวจการ ผู้ช่วยภาคบูรพา (ภาค 1) เวลานั้นเลิกมณฑลแล้วแบ่งการบริหารเป็นภาค (มี 5 ภาค) และเป็นเจ้าคณะจังหวัดชลบุรี
พ.ศ.2491 เป็นสังฆมนตรีช่วยว่าการองค์การศึกษา และแม่กองธรรมสนามหลวง
พ.ศ.2494 เป็นกรรมการบริหารคณะสงฆ์ไทย และเจ้าคณะตรวจการภาคฯ (เมื่อขยายจาก 5 ภาคเป็น 9 ภาค)
นอกจากหน้าที่ทั้งหลายทั้งปวงทางการศึกษาและการบริหาร ยังเป็นหัวหน้าพระธรรมทูตสาย 1 เมื่อ พ.ศ.2511
ที่เป็นเกียรติยศตามโลกสมมติอีกประการหนึ่ง คือ เมื่อ พ.ศ.2516 เป็นภาคีสมาชิกสำนักศิลปกรรม ราชบัณฑิตยสถาน
ต่อมา พ.ศ.2519 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นราชบัณฑิต ซึ่งเป็นพระภิกษุรูปเดียวที่เป็นราชบัณฑิตแม้ในบัดนี้
พระเดชพระคุณดำรงสมณศักดิ์และได้รับเลื่อนตามลำดับ จากพระราชาคณะสามัญที่พระชลธารมุนี จนถึงพระธรรมโกศาจารย์
เจ้าประคุณพระธรรมโกศาจารย์มีความใฝ่ใจสองเรื่องที่เห็นเด่นชัด คือ เรื่องการศึกษากับวรรณกรรม
ไม่เพียงเคยดำรงตำแหน่งบริหารการศึกษาในคณะสงฆ์ เช่น สังฆมนตรีช่วยว่าการองค์การศึกษา ในอัธยาศัยส่วนตนก็ส่งเสริมการศึกษาพระเณรและประชาชน ดังปี พ.ศ.2502 ขออนุญาตจัดตั้งโรงเรียนประชาบาลประเภทประชาชน จัดตั้งเป็นแห่งแรกที่วัดราษฎร์บำรุง ชลบุรี ซึ่งเป็นวัดที่ท่านเป็นเจ้าอาวาส
นอกนั้นเป็นกรรมการตรวจการแต่งหนังสือสอนธรรมะแก่เด็ก ตามที่ราชบัณฑิตจัดประกวดเพื่อรับพระราชทานรางวัลในงานพระราชพิธีวิสาขบูชา
ผลงานของท่านในปัจฉิมวัย ได้แก่
งานในตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดชลบุรี ฝ่ายมหานิกาย งานในตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดราษฎร์อำรุง ชลบุรี งานตรวจหนังสือสอนพระพุทธศาสนาแก่เด็ก งานหัวหน้าพระธรรมทูตสาย 1 งานสร้างวัดไทยที่สหรัฐอเมริกา งานอบรมพระภิกษุสามเณรและงานวรรณกรรม
สำหรับงานวรรณกรรม เป็นการทำต่อเนื่องยาวนานทั้งที่ท่านประพันธ์เองและเป็นผู้ตรวจผลงานประพันธ์ของผู้อื่น
ผลงานประพันธ์ของพระเดชพระคุณท่านมีทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง มีผู้ขออนุญาตนำไปจัดพิมพ์เผยแผ่เป็นกุศลอยู่เนือง อาทิ ปริทรรศน์มหาเวสสันดรชาดก ตำนานพระสาวก และพระพุทธรูปปางต่างๆ เป็นต้น ส่วนร้อยกรองมักเป็นงานประพันธ์ที่แทรกคติธรรม เช่น ต่อคำกล่าวเรื่องทำดีไม่ได้ดี มีกลอนของท่านบทหนึ่งยืนยันว่าทำดีได้ดี ความบางตอนแสบๆ คันๆ ดังนี้
"ว่าทำดี ไม่ได้ดี นี้ผิดแน่
ที่ถูกแท้ ทำไม่ดี เหตุนี้หนา
งานนั้นดี แต่ทำพลาด ขาดวิชา
ควรจะว่า ตัวระยำ ทำไม่ดี"
เจ้าประคุณพระธรรมโกศาจารย์ (ชอบ อนุจารี) เป็นคนจังหวัดชลบุรี เป็นเจ้าอาวาสและเจ้าคณะจังหวัดชลบุรี แต่ทำประโยชน์แก่สังคมเกินกว่ากรอบภูมิศาสตร์กายภาพของจังหวัดที่ท่านถือกำเนิดมา ท่านทำดีเท่าที่จะทำได้ แม้ความจริงจะมีข้อจำกัดในคณะสงฆ์ฝ่ายหนึ่งที่ใกล้ชิดพระพิมลธรรม ซึ่งเคยเป็นสังฆมนตรีว่าการองค์การศึกษา และท่านพิมลธรรมต้องอธิกรณ์โทษจนถูกถอดสมณศักดิ์เพียงแต่ท่านไม่ยอมสละสมณเพศ ครั้นศาลสถิตยุติธรรมพิพากษาให้ความเป็นธรรมแล้ว จึงคืนสู่สมณเพศดังเดิม รับคืนสมณศักดิ์และเลื่อนสมณศักดิ์สู่ที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภมหาเถระ)
พระรุ่นเดียวกันนั้นแม้มีฝีมือมีคุณธรรมแต่ต้องถูกกันจากวงการอำนาจสงฆ์ ต้องออกไปดำรงตนอย่างเงียบๆ ทำงานในขอบเขตที่จำกัด เช่น พระเดชพระคุณเจ้าคณะจังหวัดลพบุรีและเจ้าอาวาสวัดกวิศราราม (วัดขวิด) พระพุทธวรญาณ ซึ่งบัดนี้มรณภาพแล้ว
เจ้าประคุณพระธรรมโกศาจารย์ (ชอบ อนุจารี) อย่างน้อยก็ฝากวันอาสาฬหบูชาไว้ในฐานะวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา.








