หลังเกิดเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2547 ซึ่งสาเหตุหลักมาจากการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกระดับรุนแรง ส่งผลให้เกิดแผ่นดินไหวระดับ 8-9 ริกเตอร์ บริเวณเกาะสุมาตรา ก่อให้เกิดคลื่นสึนามิขนาดใหญ่ถาโถมเข้าเกาะสุมาตราและอันดามัน ชายฝั่งทะเลด้านตะวันตกของไทย เหตุการณ์ดังกล่าวนับเป็นการเกิดแผ่นดินไหวที่รุนแรงอันดับ 3 เท่าที่โลกจะมีการบันทึกกันมา และจุดเริ่มต้นที่เป็นที่มาของการเกิดโครงการวิจัยร่วมกันระหว่างประเทศไทย และประเทศแถบยุโรป เพื่อตรวจสอบหาร่องรอยผลกระทบหลังเหตุการณ์ ซึ่งโครงการได้สิ้นสุดลงเมื่อช่วงกลางเดือนกรกฎาคม 2553
และมีผลสรุปว่า ผลหลังจากการเกิดสึนามิ ประเทศไทยมีการทรุดตัว การทรุดตัวดังกล่าวเป็นการทรุดตัวทั้งประเทศในระดับปีละประมาณ 10 มม./ปี ส่งผลให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น ทำให้เกิดข้อวิตกถึงปัญหาน้ำท่วม และการจมตัวลงของกรุงเทพฯ และปริมณฑล และผลกระทบหลังแผ่นดินไหวทำให้แผ่นเปลือกโลกเกิดการขยับตัว หรือผลกระทบที่เรียกว่า Post-Seismic มีการดึงประเทศไทย (ทางภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือดึงไปทางฝั่งตะวันออก ส่วนทางด้านใต้ดึงไปทางฝั่งตะวันตก) ส่งผลให้ประเทศไทยยาวขึ้น 60 ซม. โดยเป็นการวัดระยะเปรียบเทียบช่วงก่อนและหลังการเกิดสึนามิ
ในข้อสรุปของนักวิชาการยังมีความเห็นว่า หากไทยไม่เตรียมการทำอะไรเพื่อเป็นการป้องกันและรับมือกับปัญหา ก็คาดว่ากรุงเทพฯ และปริมณฑลจะจมน้ำในอีก 20-25 ปีข้างหน้านี้
โครงการวิจัยร่วมไทย-ยุโรป GEO2TECDI (GEodetic Earth Observation Technologies for Thailand : Enviromenttal change Detection and Investigation) เป็นโครงการวิจัยร่วมกันระหว่างประเทศไทยและยุโรป ภายใต้โปรแกรม Thailand-EC Cooperation Facility (TEC) ที่สนับสนุนโดยสหภาพยุโรป คณะผู้วิจัยฝั่งไทยประกอบด้วย อาจารย์และผู้เชี่ยวชาญจากภาควิชาวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรมแผนที่ทหาร กรมอุทกศาสตร์ โรงเรียนนายเรือ และสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (สทอภ.)
ด้านนักวิชาการทางฝั่งยุโรปประกอบด้วย อาจารย์และนักวิชาการจาก Faculty of Aerospace Engineering, Delft University of Technology ประเทศเนเธอร์แลนด์,ENS (France) Darmatdt University of Technology (Germany)
ส่วนวิธีการวิจัยใช้ข้อมูลที่ได้จากดาวเทียมจีพีเอส ดาวเทียมวัดระดับน้ำทะเล (Altimetry Sateellite) ในการใช้เทคโนโลยีอวกาศ Space-geodetic GNSSInSAR และ Satellite Altimetry) เพื่อตรวจวัดและติดตามการเปลี่ยนแปลงของโลกเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำทะเล การเคลื่อนตัวของเปลือกโลก และการทรุดตัวของแผ่นดิน นับเป็นการใช้เครื่องมือประเภทนี้เป็นครั้งแรกในการวัดการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิศาสตร์โลก
งานวิจัยดังกล่าวได้เปิดเผยถึงการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของระดับน้ำทะเลในอ่าวไทยที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าค่าเฉลี่ยของโลก และตรวจพบแผ่นเปลือกโลกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ลดระดับลงอย่างรวดเร็ว หลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่บริเวณหมู่เกาะสุมาตรา-อันดามัน ที่เกิดขึ้นเมื่อเดือน ธ.ค.2547
งานวิจัยไม่เพียงพบการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลเฉลี่ยในอ่าวไทยที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกประมาณ 2 เท่า แต่ยังพบการลดระดับของเปลือกโลกในบริเวณประเทศไทยที่น่าเป็นห่วง ซึ่งอาจส่งผลให้การคาดการณ์เหตุการณ์ในอนาคตเกี่ยวกับกรุงเทพมหานครกำลังค่อยๆ จมลงเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
มีข้ออรรถาธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำทะเลว่ามีนัยสำคัญอย่างไรต่อสภาวะแวดล้อม โดยงานวิจัยชิ้นนี้ได้ชี้ว่า การเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำทะเลเป็นตัวชี้วัดของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก ค่าเฉลี่ยการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลของโลกที่ประกาศโดย IPCC (Intergovernmental Panel on Climate Change) อยู่ที่ประมาณ 2 มม./ปี อย่างไรก็ตาม ตัวเลขการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำทะเลโดยเฉลี่ยในแต่ละบริเวณของโลกมีค่าไม่เท่ากัน ในประเทศไทยเองเป็นที่ถกเถียงกันเป็นเวลานานพอสมควรว่าระดับน้ำทะเลในอ่าวไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นหรือลดลง และงานวิจัยที่ผ่านมาหลายชิ้นก็ให้ผลลัพธ์ที่ขัดแย้งกัน
ผลงานการวิจัยล่าสุดโครงการ GEO2TECDI ซึ่งประมวลผลข้อมูลระดับน้ำทะเลเฉลี่ยรายปีจากสถานีตรวจวัดได้จากสถานีวัดระดับน้ำทะเลของกรมอุทกศาสตร์ ตั้งแต่ปี 2483 และตรวจแก้ค่าการยกตัวของเปลือกโลกที่ตรวจวัดได้จากสถานีจีพีเอสของกรมแผนที่ทหาร ให้ข้อสรุปอย่างชัดเจนว่าระดับน้ำทะเลเฉลี่ยในอ่าวไทยกำลังเพิ่มระดับขึ้น โดยบริเวณอ่าวไทยฝั่งตะวันตก ระดับน้ำทะเลเฉลี่ยกำลังเพิ่มขึ้นด้วยอัตราประมาณ 3 มม./ปี (บริเวณเกาะหลัก ประจวบคีรีขันธ์ 3.1 มม./ปี เกาะมัตโพน ชุมพร 2.8 มม./ปี)
ในขณะที่ทางภาคเหนือของอ่าวไทยบริเวณใกล้กับกรุงเทพมหานคร อัตราการเพิ่มอยู่ที่ประมาณ 4 มม./ปี (สัตหีบ 4.3 มม./ปี, เกาะสีชัง 3.8 มม./ปี)
นอกจากนี้ผลการวิเคราะห์ข้อมูลดาวเทียมวัดระดบน้ำทะเลในช่วงปี 2536-2551 ในบริเวณห่างจากชายฝั่งออกไปแสดงให้เห็นว่าระดับน้ำทั่วทั้งอ่าวไทยกำลังเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยไม่พบบริเวณใดที่มีค่าลดลง รูปแบบการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลที่ได้จากดาวเทียมสอดคล้องกับค่าที่วิเคราะห์ได้จากสถานีวัดระดับน้ำ
นอกจากการวิจัยเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำทะเล โครงการ GEO2TECDI ยังมีงานวิจัยเพื่อตรวจวัดการเคลื่อนตัวของเปลือกโลก ข้อมูลจากการรังวัดด้วยสัญญาณดาวเทียมจีพีเอส ด้วยเทคนิคที่ให้ความเที่ยงตรงสูงในบริเวณเกาะภูเก็ต ชุมพร และชลบุรี ตั้งแต่ปี 2537 แสดงให้เห็นว่าก่อนการเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่สุมาตรา-อันดามัน ในเดือนธันวาคม 2547 แผ่นเปลือกโลกในบริเวณประเทศไทยยกตัวขึ้นอย่างช้าๆ ด้วยอัตราคงที่ แต่ภายหลังแผ่นดินไหว แผ่นเปลือกโลกลดระดับลงอย่างรวดเร็วด้วยความเร็วที่ตรวจวัดได้ในปัจจุบันประมาณ 10 มม./ปี
ผลพวงจากแผ่นดินไหวซึ่งยังไม่เป็นที่รับรู้กันนี้ ส่งผลให้การประเมินผลกระทบเกี่ยวกับการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลที่มีต่อกรุงเทพมหานครและชายฝั่งต่างๆ ต่ำเกินความเป็นจริง ในส่วนของการเคลื่อนตัวทางราบ งานวิจัยพบว่าตั้งแต่เดือนธันวาคม 2547 เกาะภูเก็ตเคลื่อนตัวไปแล้ว 70 มม. และกรุงเทพฯ 21 ซม.
งานวิจัยส่วนที่สามของโครงการ GEO2TECDI เป็นการใช้เทคนิคการประมวลผลภาพจากดาวเทียมเรดาร์ที่เรียกว่า Persistent Scattere Interferometic Synthetic Aperture Radar หรือ PSInSAR เพื่อตรวจวัดการทรุดตัวของชั้นดิน ชั้นทรายในบริเวณกรุงเทพฯ การทรุดตัวของกรุงเทพฯ เป็นที่รับทราบกันอย่างกว้างขวางและมีการตรวจสอบภาคพื้นดินด้วยการทำโครงข่ายระดับโดยกรมแผนที่ทหารมาเป็นเวลาหลายสิบปี แต่จำนวนจุดตรวจสอบในโครงจ่ายระดับมีอยู่น้อยมาก เพียงร้อยกว่าจุดในพื้นที่หลายพันตารางกิโลเมตรของกรุงเทพฯ และมริมณฑล ทำให้การหาค่าการทรุดตัวในบริเวณที่สนใจต้องประมาณค่าจากจุดตรวจสอบที่อยู่ห่างกัน และไม่ได้ค่าที่แท้จริง
การตรวจวัดการทรุดตัวโดยใช้เทคนิค PSInSAR ทำให้ได้จุดตรวจสอบมากกว่า 100,000 จุด จึงมีความหนาแน่นและแสดงรูปแบบการทรุดตัวของชั้นดิน ชั้นทรายที่ชัดเจน ดีกว่าข้อมูลจากโครงข่ายระดับเป็นอย่างมาก การใช้ PSInSAR กับภาพดาวเทียม Radarsat-1 จำนวน 19 ภาพ (ข้อมูลภาพ Radarsat-1 จากสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยี) ตั้งแต่ปลายปี 2548-ต้นปี 2553 พบว่า บริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก (สมุทรปราการ) ทางตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงเทพฯ และทางใต้ของปทุมธานีเป็นบริเวณที่ยังมีการทรุดตัวในอัตราที่สูงกว่า 15 มม./ปี ในขณะที่บริเวณอื่นๆ ของกรุงเทพฯ การทรุดตัวอยู่ที่ระดับ 10 มม./ปี หรือช้ากว่า
การลดระดับของเปลือกโลกและการทรุดตัวของชั้นดิน ชั้นทราย ทำให้การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลในอ่าวไทยส่งผลกระทบที่รุนแรงขึ้นต่อกรุงเทพฯ และจังหวัดชายฝั่งใกล้เคียง โดยมีความเสี่ยงสูงขึ้นต่อการเกิดน้ำท่วม การกัดเซาะชายฝั่ง การรุกของน้ำเค็มเข้าไปในแหล่งน้ำจืด ตลอดจนการเสื่อมโทรมลงของสภาพแวดล้อมชายฝั่ง การเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำทะเล การเคลื่อนตัวของเปลือกโลก และการทรุดตัวของแผ่นดินล้วนเป็นกระบวนการที่มีสาเหตุและคาบการเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างกัน การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเกิดจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยมนุษย์ และเป็นปัญหาระดับโลกที่ต้องร่วมมือกันทุกประเทศ
ในขณะที่การทรุดตัวของแผ่นดินเกิดจากการสูบน้ำบาดาลและการขยายตัวของเมืองที่มีการก่อสร้างอาคารสาธารณูปโภค เป็นน้ำหนักการกดทับลงบนชั้นดิน/ทราย และเป็นปัญหาระดับท้องถิ่นของไทย
สำหรับการลดระดับของเปลือกโลกเป็นการเคลื่อนตัวในช่วงวงจรแผ่นดินไหว (Seismic-cycle) ซึ่งรูปแบบและคาบของวงจรนี้ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด ด้วยเหตุนี้ จึงจำเป็นต้องมีการตรวจวัดและติดตามอย่างต่อเนื่องด้วยเทคนิคที่ให้ความเที่ยงตรงสูง เพื่อให้ได้ข้อมูล
ส่วนงานวิจัยในเชิงลึกในการสร้างแบบจำลองที่สามารถคาดการณ์ค่าในอนาคต สำหรับให้ผู้บริหารและนักวางแผนในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะในบริเวณชายฝั่งกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียง
โครงการวิจัย GEO2TECDI ได้สิ้นสุดลงในเดือน ก.ค.2553 หลังจากดำเนินการมาเป็นเวลา 18 เดือน อย่างไรก็ตาม คณะผู้วิจัยระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรมแผนที่ทหาร กรมอุทกศาสตร์ โรงเรียนนายเรือ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ Delft University of Technology, Darmstadt University of Technology และ Ecole Normale Supreieure ได้มีข้อตกลงร่วมกันในการใช้เทคโนโลยี Space-Geodetic เพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในบริเวณประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อไปในอนาคต
รายละเอียดต่างๆ และผลการดำเนินงานแสดงใน http://www.sv.eng.chula.ac.th/geo2tecdi








