ข่าวหน้า 1

Sunday, 25 November, 2012 - 00:00

อ้ายพ่ายทรราช ‘หนักไปหาเบา’แก๊สน้ำตาถล่ม เปิดคลิป‘ทักษิณ’ป้ายสีสถาบัน

  องค์การพิทักษ์สยามทิ้งบอมบ์ขบวนการล้มเจ้า  เปิดคลิปเสียง “ทักษิณ” ให้ร้ายสถาบัน ประสงค์ให้ทำรัฐประหารปี 49! ก่อนประกาศม้วนเสื่อกลับบ้านกะทันหัน หลังถูกลูกอำมหิตของตำรวจยิงแก๊สน้ำตาถล่ม ทั้งนักบวช-คนชรา -ผู้หญิง บาดเจ็บระนาว ขณะที่ “เสธ.อ้าย” ปลดระวางแกนนำอพส. ลั่นไม่ได้พ่ายเพราะยุทธวิธี แต่แพ้เพราะความชั่วร้ายของรัฐบาล เผยจำเป็นต้องสลายตัวเพื่อรักษาชีวิตมวลชน “ซีไอเอสงค์” อยากรับไม้ต่อ
    การชุมนุมของกลุ่มองค์การพิทักษ์สยาม (อพส.) เพื่อขับไล่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เริ่มตั้งแต่เช้าตรู่ของวันที่ 24 พฤศจิกายน บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า   โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนทยอยเข้าร่วมชุมนุมเป็นจำนวนมาก ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างเข้มงวด ตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร

    บนเวทีของกลุ่มผู้ชุมนุม แกนนำ อพส.สลับกันขึ้นเวทีโจมตีรัฐบาลอย่างดุเดือด โดยเน้นย้ำไปที่ 3 ประเด็นหลัก คือ 1.ปล่อยให้มีขบวนการจาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์ 2.มีการทุจริตคอรัปชั่น 3.เป็นรัฐบาลหุ่นเชิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร   สลับการเล่นดนตรีปลุกเร้ามวลชนผู้ร่วมชุมนุม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มวลชนที่เข้าร่วมชุมนุม มีทั้งที่เป็นมวลชนจัดตั้งและมวลชนอาสา แต่กลุ่มที่ได้รับการจับตาเป็นพิเศษ คือมวลชนจากสันติอโศก โดยสมณะโพธิรักษ์ ได้นำขบวนกองทัพธรรมเคลื่อนขบวนจากสนามม้านางเลิ้ง เพื่อไปยังบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า พร้อมโบกสะบัดธงสีเหลืองและธงชาติตลอดเส้นทาง ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยจากเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ตั้งด่านตรวจค้นเป็นระยะ
บริเวณรอบลานพระบรมรูป เจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งจุดสกัดห้ามรถยนต์เข้ามายังบริเวณการชุมนุม ทำให้ผู้ชุมนุมต้องเดินเท้าเข้ามา ซึ่งส่วนใหญ่จะมีการเตรียมขวดน้ำ หมวก และพัดเข้ามาด้วย โดยมีผู้ชุมนุมบางส่วนกว่า 300 คน ไปรวมตัวกันบริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ เพื่อเจรจาขอเดินทางเข้าไปยังลานพระบรมรูปทรงม้าจากทางดังกล่าว แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 2 กองร้อยไม่อนุญาตให้ผ่านทาง พร้อมประกาศผ่านโทรโข่งว่า "พื้นที่นี้เป็นพื้นที่ห้ามเข้าตาม พ.ร.บ.ความมั่นคง ฉะนั้นขอให้พี่น้องผู้ชุมนุมเดินอ้อมไปเข้าทางนางเลิ้งแทน"

    อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลา 08.20 น. บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ กลุ่มผู้ชุมนุมกว่า 400 คน พยายามเจรจาต่อรองกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อผ่านทางไปยังลานพระบรมรูปฯ แต่ไม่เป็นผล ทำให้ผู้ชุมนุมบางส่วนได้ใช้คีมตัดรั้วลวดหนามและพยายามรื้อแท่งแบริเออร์ที่ขวางกั้นเส้นทาง และผลักดันกับเจ้าหน้าที่จนทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจโยนแก๊สน้ำตาแบบขว้างเข้าใส่กลุ่มผู้ชุมนุมจนวิ่งหลบหนีกันอย่างชุลมุน
ม็อบฝ่าวงล้อมตำรวจ

ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจต่างถอยร่นออกไปด้านข้าง อย่างไรก็ตาม ผู้ชุมนุมบางส่วน รวมถึงรถบรรทุก 6 ล้อ อาศัยช่วงชุลมุนวิ่งฝ่าวงล้อมตำรวจเข้าไป ก่อนตำรวจจะมีการขว้างแก๊สน้ำตารอบที่ 2 พร้อมดำเนินการจับกุมผู้ชุมนุมที่ฝ่าวงล้อมเข้าไป โดยหลังจากสถานการณ์สงบลง พบผู้บาดเจ็บ 5 ราย และพบกระป๋องแก๊สน้ำตาที่ถูกใช้งานแล้วกว่า 10 กระป๋อง

ขณะที่บนเวทีหลักที่ลานพระบรมรูปทรงม้า มีการปราศรัยโจมตีรัฐบาลเป็นระยะๆ โดยในเวลา 08.45 น. โฆษกบนเวที กล่าวว่า ขณะนี้มีประชาชนที่จะเข้าร่วมชุมนุมถูกสกัดกั้นอยู่บริเวณแยกสะพานมัฆวานรังสรรค์ และ ร.ต.แซมดิน เลิศบุศย์  เอากำลังไป และเชิญชวนผู้ที่มาถึงบริเวณที่ชุมนุมแล้วขอให้เดินไปรับผู้ที่จะเข้าร่วมชุมนุมแต่ถูกสกัดกั้นด้วย พร้อมกับเตือนผู้เข้าชุมนุมเตรียมผ้าเช็ดหน้า เพราะมีการใช้แก๊สน้ำตาแล้ว  

พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ ประธาน อพส. ขึ้นเวทีปราศรัยว่า จะต่อสู้ด้วยความสงบ พร้อมสัญญาว่า อพส.และภาคีเครือข่ายฯ จะขับไล่รัฐบาลชุดนี้ออกไปให้ได้ รัฐบาลนี้ชั่วร้ายมาก ลุแก่อำนาจ ขณะเราชุมนุมโดยไม่มีอาวุธและไม่เคลื่อนย้าย รัฐบาลยังสั่งให้ตำรวจเอารั้วลวดหนามมาปิดกั้น เพื่อให้ผู้ชุมนุมแบ่งเป็นส่วนๆ และทำร้ายประชาชนโดยใช้แก๊สน้ำตาใส่ผู้ชุมนุม รวมถึงมีการจับกุมผู้ชุมนุมกว่า 100 ชีวิตไปขังไว้ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อยั่วยุให้เราบุกทำเนียบรัฐบาล ถ้าตำรวจยังไม่เลิกทำร้ายประชาชน ตนจะขอกำลังทหารให้ออกมาช่วย 

"อยากฝากถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้ลาออกจากตำแหน่งได้แล้ว เพราะบริหารงานขาดคุณภาพและคุณธรรม และอยากฝากถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถ้าอยากกลับประเทศไทย ก็ให้มากราบพระบาทของในหลวง และติดคุกสัก 2-3 วัน" ประธาน อพส.กล่าว

พล.อ.บุญเลิศให้สัมภาษณ์อีกครั้งถึงกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้แก๊สน้ำตาว่า การกระทำดังกล่าวถือว่าเป็นความชั่วร้ายของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่พยายามจะสกัดกั้นประชาชนไม่ให้เข้าร่วมการชุมนุมในครั้งนี้ ขณะนี้ยังคงต้องรอให้ประชาชนมาร่วมการชุมนุมอีกจำนวนมากกว่านี้ จึงจะสามารถตัดสินใจในเรื่องเวลาของการชุมนุม ซึ่งจากการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกระทำการดังกล่าว อาจทำให้ตนต้องตัดสินใจใช้หมัดเด็ดที่เคยกล่าวไว้แล้ว และอาจจะต้องทำในวันนี้

“การชุมนุมในวันนี้ ความรุนแรงไม่ได้เกิดจากมือที่สาม แต่เกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งหากตำรวจรังแกประชาชนเช่นนี้ ผมคงต้องขอร้องให้ทหารเข้ามาช่วยเหลือประชาชน” พล.อ.บุญเลิศกล่าว

         มีรายงานแจ้งว่า หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้แก๊สน้ำตากับกล่าวผู้ชุมนุม ที่เต็นท์พยาบาลกองทัพธรรม มีผู้ชุมนุมมารักษาอาการบาดเจ็บจากพิษแก๊สน้ำตาราว 40 ราย โดยมี 2 รายที่ศีรษะแตก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักบวชจากสันติอโศก ผู้หญิง และคนชรา รวมทั้งสมณะโพธิรักษ์และสมณะจันทร์ก็ได้รับบาดเจ็บเช่นกัน

    ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจ มีรายงานว่าได้รับบาดเจ็บ 5 นายจากการปะทะกับกลุ่มผู้ชุมนุม ประกอบด้วย จ.ส.ต.ยุทธพงศ์ จันธิราช, ด.ต.ภานุวัฒน์ คนเพี้ยน, ด.ต.เอกพล สรลาภเจริญ,  ด.ต.พรศักดิ์ อารมณ์ และ ร.ต.ต.ชอบ แก้วธารี ซึ่งถูกส่งตัวเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลตำรวจ   

ชอบธรรมยิงแก๊สน้ำตา

         ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่ปรึกษาศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย หรือ ศอ.รส. เดินทางเข้าประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกว่า 24 หน่วยงาน ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมรับฟังรายงานสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มองค์การพิทักษ์สยาม

           โดย ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวถึงเหตุการณ์ใช้แก๊สน้ำตากับกลุ่มผู้ชุมนุมที่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ และแยกสวนมิสกวัน เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาว่า เจ้าหน้าที่มีความชอบธรรมแล้วในการปฏิบัติตามขั้นตอนของหลักสากล ขณะที่ไม่ขอแสดงความคิดเห็นกรณี พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ หรือเสธ.อ้าย ประธานองค์การพิทักษ์สยาม ยืนยันหากสถานการณ์เป็นเช่นนี้ จะมีการชุมนุมยืดเยื้อ และกล่าวเพียงสั้นๆ ว่า การชุมนุมนั้นถือเป็นสิทธิถูกต้องตามกฎหมาย

พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษก ศอ.รส. ชี้แจงกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้แก๊สน้ำตาขว้างใส่ผู้ชุมนุมว่า เหตุปะทะกันระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ตำรวจ เนื่องจากกลุ่มผู้ชุมนุมจำนวนมากมีความพยายามฝ่าแนวกั้นเข้าไปในบริเวณทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเป็นพื้นที่เขตหวงห้ามเด็ดขาด เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ประกาศเตือนกลุ่มผู้ชุมนุมแล้ว แต่กลุ่มผู้ชุมนุมยังใช้คีมเหล็กตัดรั้วลวดหนามที่เป็นแนวกั้น จนมาถึงแนวกั้นของตำรวจ พร้อมใช้ด้ามธงตีและใช้รถ 6 ล้อผลักดันเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อฝ่าเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าว ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจำเป็นต้องใช้แก๊สน้ำตา ซึ่งเหตุการณ์ปะทะกันทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บ 5 นาย และบาดเจ็บสาหัส 2 นาย

ทั้งนี้ ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ทำตามขั้นตอนของหลักสากล โดยเบื้องต้นสามารถควบคุมผู้ชุมนุมได้ 100 คน ยึดอาวุธมีด กระสุนปืนขนาด .38 จำนวน 30 นัด อย่างไรก็ตาม พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. ได้สั่งกำชับให้เจ้าหน้าที่ที่ประจำจุดในพื้นที่การชุมนุมให้ใช้ความอดทนเป็นพิเศษ เนื่องจากกลุ่มผู้ชุมนุมพยายามยั่วยุให้ตำรวจใช้ความรุนแรงเพื่อยกระดับการชุมนุม ทั้งนี้ ศอ.รส.ได้เตรียมเสริมกำลังสนับสนุนพร้อมปฏิบัติหน้าที่ 38 กองร้อย หากเกิดเหตุการณ์ความรุนแรง

พล.ต.ต.ปิยะกล่าวอีกว่า สำหรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากแก๊สน้ำตา เบื้องต้นให้ใช้น้ำเปล่าที่สะอาดล้างตา เพื่อบรรเทาอาการ ซึ่งในพื้นที่ชุมนุมมีหน่วยพยาบาลประจำจุดที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล พร้อมทีมแพทย์ พยาบาลดูแลตลอด 24 ชม.

ช่วงเวลา 13.00 น. ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า พล.อ.ท.วัชระ ฤทธาคนี โฆษกองค์การพิทักษ์สยาม (อพส.) แถลงว่า เรามีความเสียใจที่รัฐบาลรังแกประชาชน วันนี้เห็นชัดแล้วว่ามีความพยายามที่จะไม่ให้ประชาชนออกมาร่วมชุมนุม มีการขัดขวาง กลั่นแกล้งต่างๆ นานา ทำไมรัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตยถึงได้รังแกเรา เพราะการชุมนุมนี้เป็นการชุมนุมอย่างสงบ ปราศจากอาวุธ แต่เพราะว่าเขากลัวถูกเปิดโปง กลัวคนมากันมากๆ เหตุการณ์วันนี้จะไม่มีอะไรเลยถ้าเจ้าหน้าที่ตำรวจคอยอำนวยความสะดวกอย่างเดียวแล้วปล่อยให้ประชาชนเข้ามาในพื้นที่ สิ่งที่รัฐบาลทำเพื่อขยายไปถึงการจัดการแบบเบ็ดเสร็จหรือไม่ เพื่อไม่ให้มีมวลชนแบบนี้เกิดขึ้นอีกหรือเปล่า

โฆษก อพส.กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้กำหนดท่าทีในการชุมนุมต่อไปว่าจะยกระดับอย่างไร โดยทั้งหมดขึ้นอยู่กับ พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ ประธาน อพส.เพียงคนเดียว แต่ยืนยันว่า หากสะพานมัฆวานฯ สามารถเปิดให้ผู้ชุมนุมเข้ามาได้ และมีผู้ชุมนุมมากพอ จะมีหมัดเด็ดให้ได้เห็นในวันนี้อย่างแน่นอน ทั้งนี้ยังไม่ได้มีการประสานกับสามเหล่าทัพเพื่อให้เข้ามาดูแลอย่างที่มีข่าวออกมาก่อนหน้านี้ ส่วนที่เสธ.อ้ายระบุว่าจะขอให้ทหารออกมาปกป้องประชาชนนั้น เรื่องดังกล่าวเรายังไม่ได้ประสานกับฝ่ายทหาร แต่เสธ.อ้ายพูดเพื่อการเชื้อเชิญ

นายไทกร พลสุวรรณ แนวร่วม อพส. กล่าวว่า ฝ่ายกฎหมายขององค์การพิทักษ์สยามจะดำเนินคดีกับ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา รอง ผบ.ตร. ตามกฎหมายอาญามาตรา 157 ส่วนผู้บาดเจ็บตอนนี้มีจำนวน 20 คน

ยิงอีกระลอกเจ็บระนาว

ต่อมาเวลา 13.15 น. เวทีหลัก อพส. บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า ได้ประกาศให้ผู้ชุมนุมไปรวมตัวกันบริเวณสี่แยกสวนมิสกวัน เพื่อสลายด่านตำรวจบริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ให้ได้ภายในเวลา 14.00 น. แต่คล้อยเพียง 5 นาที ได้เกิดเหตุยิงแก๊สน้ำตาอีกครั้งบริเวณสี่แยกสวนมิสกวัน ซึ่งส่งผลให้ประชาชนบาดเจ็บหนักบริเวณศรีษะและแขน ซึ่งมีเลือดออกเป็นจำนวนมาก

ทำให้ พล.อ.บุญเลิศเดินทางไปยังที่เกิดบริเวณแยกมิสกวัน แต่ทางทีมรักษาความปลอดภัยเกรงว่าจะเกิดอันตรายจึงแนะนำให้ พล.อ.บุญเลิศกลับมายังเวที โดยได้แวะที่หน้ากองบัญชาการกองทัพภาคที่ 1 เพื่อขอพบ พล.ท.ไพบูลย์ คุ้มฉายา แม่ทัพภาคที่ 1 แต่เจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตให้เข้าพื้นที่ จึงได้ติดต่อผ่านทางโทรศัพท์ เพื่อแจ้งให้ทราบว่าขณะนี้ทางตำรวจกำลังใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุกับประชาชน และขอให้ พล.ท.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รายงานต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ก่อนจะมุ่งหน้ากลับมายังเวที

ระหว่างทางเสธ.อ้ายได้เยี่ยมผู้ได้รับบาดเจ็บที่เต็นท์ปฐมพยาบาลของกองทัพธรรม จากนั้นก็ต่อสายถึง พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รอง ผบ.ทบ. ซึ่งได้สนทนาประมาณ 30 วินาที มีใจความว่า  “ท่านต้องดูแลประชาชน” ก่อนที่ พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ แนวร่วม อพส. จะแจ้งให้ทราบว่า พล.ท.ไพบูลย์ได้รายงานถึง พล.อ.ประยุทธ์แล้ว ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ได้ติดตามสถานการณ์โดยตลอด และยังตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงใช้มาตรการรุนแรงกับผู้ชุมนุมเร็วขนาดนี้

อย่างไรก็ตาม หลังจากเกิดเหตุ ทางผู้ชุมนุมได้เพิ่มกำลังคุ้มกันให้แก่ พล.อ.บุญเลิศ ส่วนมวลชนที่เข้าร่วมชุมนุมต่างได้รับบาดเจ็บจากแก๊สน้ำตา โดยพยายามใช้น้ำและน้ำเกลือล้างหน้าตาเพื่อบรรเทาอาการแสบจากแก๊สน้ำตา พร้อมทั้งตำหนิการทำหน้าที่ของตำรวจที่ไม่มีการแจ้งล่วงหน้าตามหลักสากล จากนั้นเวลา 14.45 น. น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ แนวร่วม อพส. พร้อมด้วย พล.อ.เจริญศักดิ์ เที่ยงธรรม เตรียมทหารรุ่น 1 ได้เดินทางมาร่วมการชุมนุมด้วย ก่อนจะร่วมหารือกับแกนนำกลุ่ม อพส. ถึงแนวทางการเคลื่อนไหวต่อไป

    ระหว่างนี้ บนเวทีของกลุ่มองค์การพิทักษ์สยาม ได้มีการเผยแพร่เทปบันทึกภาพและเสียงการปราศรัยของนายชูพงศ์ ถี่ถ้วน, นายใจ อึ๊งภากรณ์, นายก่อแก้ว พิกุลทอง และนายจตุพร พรหมพันธุ์ ผ่านจอโปรเจ็กเตอร์ ซึ่งมีเนื้อหาโจมตีสถาบันพระมหากษัตริย์ และยังมีบันทึกเสียงโทรศัพท์ ซึ่งถูกระบุว่าเป็นเสียงของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้ร้ายต่อสถาบันอย่างชัดเจนว่าประสงค์จะให้มีการรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเปิดเผยแพร่คลิปเสียงและภาพดังกล่าว สร้างความไม่พอใจให้กับกลุ่มผู้ชุมนุมเป็นอย่างมาก  ด้วยการตะโกนโห่ประณามสาปแช่งกลุ่มบุคคลดังกล่าวที่ให้ร้ายต่อสถาบัน

เสธ.อ้ายม้วนเสื่อกลับ

หลังการหารือของแกนนำ อพส. ในช่วงเวลา 17.05 น. พล.อ.บุญเลิศประกาศต่อมวลชนว่า สู้ต่อไปคงไม่เกิดประโยชน์ เพราะตำรวจพยายามขัดขวาง และทางเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูงไม่ทำตามข้อตกลงที่ทำกันไว้ เนื่องจากตำรวจไม่ให้พื้นที่การชุมนุม และเมื่อเราจะเข้าไปรื้อก็ถูกยิงด้วยแก๊สน้ำตา 2 ครั้ง ตนจึงมาวิเคราะห์ดูว่า หากให้ประชาชนชุมนุมต่อไปในค่ำคืนนี้ ก็อาจจะมีการเสียชีวิตได้ นอกจากนั้นตำรวจยังสกัดกั้นทุกทางเพื่อไม่ให้ประชาชนเดินทางเข้า กทม. รวมถึงเหตุการณ์สุดท้ายที่ทำให้ตัดสินใจประกาศยกเลิกการชุมนุมคือ การรวมมวลชนไม่ได้เท่าตามเป้าที่วางเอาไว้

"ผมประกาศต่อหน้าชาวบ้าน พล.อ.บุญเลิศได้ตายไปแล้ว ผมจะไม่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวทางการเมือง และไม่ได้ส่งไม้ต่อให้กับใคร ผมขอโทษที่ทำให้ทุกคนลำบาก โดยวันนี้ผมยอมรับความพ่ายแพ้ แต่ไม่ได้แพ้เพราะยุทธวิธีไม่ดี แต่แพ้เพราะความชั่วร้ายของรัฐบาล" ประธาน อพส.ระบุ

    พล.อ.บุญเลิศกล่าวถึงอนาคตการเคลื่อนไหวว่า ตนไม่ทราบ เพราะตนออกจากกลุ่มเพียงคนเดียว แต่จะไม่ดำเนินการต่อไปหรือไม่ ขึ้นอยู่กับบุคคลที่จะกระทำการต่อ ส่วนคนที่ถูกจับกุมตัวนั้น จะให้ฝ่ายกฎหมายดำเนินการต่อไป

ขณะที่ พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ แกนนำ อพส. เผยถึงการตัดสินใจประกาศยกเลิกการชุมนุมว่า สายข่าวได้รายงานว่า ในช่วงกลางดึกจะมีการก่อเหตุรุนแรงถึงขั้นเอาชีวิตผู้ชุมนุม ดังนั้นทางเราจึงมีความเป็นห่วง และประกาศยุติการชุมนุมในท้ายที่สุด
    น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ  เผยว่า วันที่ 25 พ.ย.นี้ ตนและนายทหารเก่าจะร่วมหารือถึงแนวทางต่อไป ซึ่งจะเป็นคนละกลุ่มกับ อพส. โดยสถานที่จะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง แต่จะไม่ใช้สนามม้านางเลิ้ง

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ พล.อ.บุญเลิศประกาศยุติการชุมนุม กลุ่มมวลชนที่อยู่ด้านหน้าเวทีมีอาการมึนงง และหลายคนแสดงความไม่พอด้วยการโห่ร้อง เนื่องจากมีความประสงค์ที่จะชุมนุมต่อ โดยมีผู้ชุมนุมบางส่วนที่เดินทางมาจากต่างจังหวัด เช่น จ.นครศรีธรรมราช ได้จับกลุ่มพูดคุยตัดพ้อถึงการยุติการชุมอันรวดเร็ว และหากมีการชุมนุมอีกครั้ง ก็คงจะไม่มาร่วมชุมนุมอีกแล้ว

ขณะเดียวกันยังมีผู้ชุมนุมอีกจำนวนมากที่ยังเดินทางจากต่างจังหวัดทยอยเข้ามาพื้นที่ชุมนุมในคืนนี้ แต่เมื่อเดินทางมาถึงก็ต้องเดินทางกลับทันที และมีผู้ชุมนุมบางกลุ่มจากต่างจังหวัดได้เปิดเผยว่า กว่าจะเดินทางมาถึงพื้นที่ชุมนุม ต้องผ่านด่านตรวจสกัดของเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายด่าน ที่มีทั้งการตรวจค้นอาวุธ รวมไปถึงการตรวจค้นหาสารเสพติดในร่างกายกับผู้ชุมนุมด้วย

    มีรายงานด้วยว่า การยุติการชุมนุมโดยกะทันหันของกลุ่มแกนนำกลุ่มองค์การพิทักษ์สยาม ยังสร้างความมึนงงให้กับฝ่ายรัฐบาล พรรคเพื่อไทย แกนนำเสื้อแดง ตลอดจนเจ้าหน้าที่ตำรวจ เนื่องจากมีการประเมินกันว่าจะมีการชุมนุมยืดเยื้อ

    ด้านความเคลื่อนไหวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ ตั้งแต่เช้า ภายในซอยโยธินพัฒนา 3 ยังคงพักผ่อนอยู่ภายในบ้าน โดยบริเวณข้างบ้านได้ตั้งเป็นศูนย์ปฏิบัติการส่วนหน้า(ศปก.สน.) โยธินพัฒนา มีเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดน(ตชด.) 1 กองร้อย จำนวน 150 นาย และกองกำลังปราบจลาจล (ปจ.) จากกองบังคับการตำรวจนครบาลภาค 4 จำนวน 1 กองร้อย และมีจุดตรวจภายในซอยโยธินพัฒนา 3 ทั้งหมด 6 จุด ตลอด 24 ชั่วโมง เบื้องต้นประจำการ 5-7 วัน ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่วันที่ 22 พ.ย.

ทั้งนี้ ยังมีรถดับเพลิง รถไฟฟ้าส่องสว่าง และรถซ่อมไฟฟ้าจากการไฟฟ้านครหลวงประจำอยู่ที่ ศปก.สน.โยธินพัฒนาข้างบ้านนายกฯ ด้วย.