"สถานการณ์ปัจจุบัน เป็นเวลาที่เหตุการณ์ทุกอย่างชี้ให้เห็นถึงวิกฤติที่เกิดขึ้นทั้ง 4 ด้าน ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเคยเตือนไว้เมื่อปี 2547 ไม่ว่าจะเป็น วิกฤติสิ่งแวดล้อม โรคระบาดทั้งคน พืช และสัตว์ วิกฤติเศรษฐกิจข้าวยากหมากแพง วิกฤตการณ์ความแตกแยกของสังคมและสงคราม ซึ่งจากสภาวการณ์ดังกล่าว จะทำให้คนไทยทะเลาะแตกความสามัคคีกัน ไม่นานจะเกิดการแบ่งแยกเป็นก๊กเหล่าอย่างน้อย 5 ก๊กขึ้นไป และสถานการณ์จะเลวร้ายมากขึ้นเรื่อยๆ จึงเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องช่วยกัน นำตัวอย่างของคนที่น้อมนำพระราชดำรัส เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง สู่การปฏิบัติจนประสบความสำเร็จมาเผยแพร่สร้างเป็นเครือข่ายเศรษฐกิจพอเพียงให้แน่นแฟ้นทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้คนเดิมตามและก้าวผ่านพ้นปัญหาไปพร้อมๆ กัน ซึ่งผมเชื่อว่าตัวอย่างที่ดีมีค่ามากกว่าคำสอนล้านคำสอน"
เสียงของ "อาจารย์ยักษ์" วิวัฒน์ ศัลยกำธร ประธานสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง กล่าวดังกึกก้องในงาน "ปฏิบัติการกู้วิกฤติชาติด้วยศาสตร์พระราชา" 2 ทศวรรษแห่งการพัฒนาเครือข่ายเศรษฐกิจพอเพียง ที่รวมคนต้นแบบ 10 ตัวอย่าง ทั้งเกษตรกร นักธุรกิจ ไฮโซ บริษัทเอกชน และกลุ่มอุตสาหกรรม ที่ประสบความสำเร็จจากการนำทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงไปปฏิบัติ จนปลดหนี้ปลดสินจากหลักพันหลักหมื่น ถึงหลักร้อยล้านหลายร้อยล้านบาท มามีความเป็นอยู่แบบพอมีพอกินจนเป็นเหลือกินเหลือใช้ และยังมีผลพลอยได้เป็นระบบนิเวศ สภาพแวดล้อมที่ดีกลับคืนมาสู่ชุมชน เพราะไม่ต้องพึ่งการเกษตรเชิงเดี่ยว หรือการประกอบธุรกิจแบบเดิมๆ ที่ต้องใช้สารเคมีเป็นว่าเล่น แต่เปลี่ยนมาเป็นใช้ของจากธรรมชาติที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด แล้วถอดประสบการณ์ในฐานะ "ฅ ฅนต้นแบบ" มาบอกเล่าสู่กันฟังเมื่อเร็วๆ นี้ ณ พิพิธภัณฑ์ชาวนาไทย เมืองโบราณ สมุทรปราการ
อย่างไรก็ตาม อ.ยักษ์ยังสำทับเพิ่มเติมด้วยว่า เป็นเรื่องจริงที่ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง ทำให้ธรรมชาติที่เคยเสียสมดุลกลับฟื้นคืนได้ดั่งเดิม ชุมชนจะมีน้ำใสไหลเย็น มีอาหารกินอย่างเพียงพอจนเหลือกินเหลือใช้ มีต้นไม้ผลหมากกลับคืนมา เพราะเราและชาวบ้านในชุมชนที่เชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจพอเพียงทำการฟื้นฟูลุ่มน้ำตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ทั้งการปลูกป่าธรรมชาติ ทำภูเขาป่า และสร้างป่าเปียก รวมถึงทิ้งก้อนจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ลงในแหล่งน้ำ ให้กลายเป็นแหล่งอาหารทางธรรมชาติของสัตว์หน้าดิน อันเป็นข้อแรกของห่วงโซ่อาหารอันอุดม ฯลฯ ควบคู่ไปกับเรื่องการปลดหนี้
และ "ฅ ฅน ต้นแบบ" คนแรกที่จะมาบอกกล่าวถึงความสำเร็จที่ได้รับในชีวิต เพื่อให้ผู้ที่สนใจนำไปเป็นต้นแบบก็คือ "ลุงนิล" สมบูรณ์ ศรีสุบัติ ชาวสวนวัย 60 ปี ที่มีความรู้แค่ ป.4
จากลูกจ้างในฐานะกุ๊ก ได้ผันตัวเองมาเป็นเปิดร้านอาหารถึง 9 สาขา แต่เจอพิษเศรษฐกิจหมดตัว และหันเหอาชีพมาเป็นเกษตรชาวสวนปลูกทุเรียนจำนวน 700 ต้น บนเนื้อที่ 17 ไร่ ณ จ.ชุมพร แทน ด้วยเห็นว่าได้ค่าตอบแทนงาม แต่การลงทุนครั้งแรกมีเงินไม่เพียงพอจำต้องกู้หนี้ยืมสินมา 2 ล้านบาท แต่ไม่ถึง 2 ปีดีเงินก็หมด แต่ยังดันทุรังทำต่อมาจนถึง 7 ปี ในแบบโหมใส่ปุ๋ยเคมีหวังให้มีผลผลิตมาก แต่กลับทำให้ต้นทุเรียนทรุดโทรมและตาย ท้ายที่สุดเหลือทุเรียนเพียง 184 ต้น ความสูญเสียที่เกิดขึ้นมากล้นจนลุงนิลเคยถึงกับคิดฆ่าตัวตาย
จนกระทั่งเย็นวันที่ 4 ธ.ค.2540 ลุงนิลบอกว่าได้เปิดโทรทัศน์ดู และได้ยินในหลวงพูดถึงเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง เลยตัดสินใจเดินตามรอยเท้าพ่อตั้งแต่วันนั้น เริ่มต้นจากทำบัญชีครัวเรือน จึงได้รู้ว่ารูรั่วใหญ่ที่สุดก็คือเงินค่าปุ๋ยเคมี เมื่อรู้ดังนั้นก็เลิกใช้โดยทันที แล้วหันมาใช้ขี้หมูหมักผสมรวมกับจุลินทรีย์รดแทน และปล่อยหญ้าให้ขึ้นรกปกคลุมหน้าดินเพื่อรักษาความชุ่มชื้น จะตัดวัชพืชทิ้งก็เพียงปีละครั้งเท่านั้น
"เชื่อไหมว่าเพียงแค่ 1 ปี ทุเรียนออกลูกและช่วยให้ลุงปลดหนี้ไปส่วนหนึ่ง จากนั้นมาลุงเลยปลูกทุกอย่างที่ชอบกินลงในสวน ทำให้ลดรายจ่ายอีกทางหนึ่ง โดยไม่สนว่าใครจะหาว่าบ้าจน 6 ปีผ่านไปปลดหนี้ได้หมด และมาพัฒนาต่อด้วยการทำเกษตรแบบ 9 ชั้น ในพื้นที่สวนเช่นกันเพื่อถวายในหลวง ตั้งแต่ในน้ำเลี้ยงปลา ผิวน้ำปลูกผักกระเฉด ผักบุ้ง ปลูกบัว เป็นชั้นที่ 1 ชั้นที่ 2 เป็นพืชหัว ได้แก่ ขมิ้น กระชาย กลอย แค่เฉพาะกลอย ปีๆ นึงขายได้ 10,000 โล มีเงินเก็บเป็นแสนบาท ส่วนข่าเหลืองและสมุนไพรส่งร้านสปาได้เงิน 5,000 บาทต่อเดือน
นอกจากนี้ยังทำน้ำสมุนไพรสูตรหญิง 1 ชาย 2 ทำรายได้ต่อปีนับล้านบาท ชั้น 3 เป็นสมุนไพรหน้าดิน ส่วนชั้นที่ 4 เป็นส้มจี๊ด 1,000 ต้น มีรายได้นับพันบาทต่อวัน ชั้นที่ 5 กล้วยเล็บมือนาง 1,000 กอ ตัดขายได้อาทิตย์ละ 5,000 บาท ชั้นที่ 7 ทุเรียนหมอนทอง 700 ต้น รายได้ต่อปีทำเงิน 3 แสนกว่าบาท ชั้นที่ 7 ปลูกพริกไทย 800 ค้าง ให้เป็นรายได้เสริมปีละประมาณ 3 แสนบาท ชั้นที่ 8 เป็นปลูกไม้ไว้ใช้สอย ด้วยตัวเองเป็นผู้จัดการธนาคารต้นไม้คนที่ 3 ของโลก จึงลงมือปลูกต้นไม้มีค่าจำพวกไม้สัก จำปาทอง และอื่นๆ อีก 30 สายพันธุ์ จำนวน 1,400 ต้น ส่วนชั้นที่ 9 ด้วยความรักภักดีที่มีต่อในหลวง จึงปลูกไม้ยางนา 150 ต้น ถวาย"
ลุงนิลกล่าวต่อว่า เวลาทั้งชีวิตที่เหลือต่อจากนี้ ขอเป็นคนหนึ่งที่ช่วยนำทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงของพ่อหลวงมาเผยแพร่ให้มากที่สุด ด้วยการเพาะต้นกล้าในชุมชน ในสังคม ให้เติบใหญ่ ซึ่งปัจจุบันทำแล้วเป็นโครงการชวนลูกหลานกลับมาพัฒนาบ้านเกิด ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีมีสมาชิกเป็นเยาวชนตั้งแต่ชั้น ม.1-ม.6 และระดับปริญญาตรี ในพื้นที่และใกล้เคียงกว่า 400 คน ที่มุ่งมั่นเรียนให้เก่งและกลับมาพัฒนาบ้านเรา
"ระยะเวลา 13 ปีที่เราเดินตามรอยเท้าพ่อ วันนี้รู้สึกแล้วว่าเป็นหนทางที่ดีจริงๆ เป็นแสงสว่างขณะที่เรากำลังเจอกับความมืดมน หาทางออกไม่เจอ"
ด้าน กันธร ทองธิว ผู้บริหารเมืองโบราณ จ.สมุทรปราการ หนึ่งใน "ฅ ฅน ต้นแบบ" และเจ้าภาพร่วมในการจัดงานเปิดตัวปฏิบัติการครั้งนี้ ในฐานะทายาทรุ่นที่ 3 ของตระกูลวิริยะพันธุ์ ที่บริหารสานต่อความฝัน ในการสร้างแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมให้กับคนรุ่นหลัง และพลิกฟื้นจากการขาดทุนปีละ 40 ล้านบาท ตลอดระยะเวลา 30 ปี มาเป็นการอยู่รอดอย่างยั่งยืน ด้วยการนำเอาศาสตร์พระราชามาประยุกต์ใช้ให้ชุมชนเมืองโบราณกว่า 400 ชีวิต อยู่ร่วมกันได้ด้วยการพึ่งพาตนเอง ทั้งการนำน้ำมันเหลือใช้จากร้านอาหารต่างๆ มาผลิตเป็นไบโอดีเซลใช้งานได้จริง ผลิตและทำน้ำยาอเนกประสงค์ใช้เอง ปลูกข้าว ปลูกผักปลอดสารพิษ พร้อมสร้างฐานเรียนรู้เพื่อให้นักเรียน นักศึกษา และเยาวชนจากค่ายริมขอบฟ้า ได้เรียนรู้แนวทางของการใช้ชีวิตแบบพึ่งตนเอง ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง กล่าวทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า
"เราถูกสอนมาแต่เด็กว่า 'เงินจำเป็น ทองคำมีค่า' แต่ถามว่าจริงๆ เราใช้ทองคำในการได้มาซึ่งปัจจัย 4 ได้หรือไม่ ดังนั้นกล่าวได้ว่า 'ทองคำไม่มีความจำเป็น' ถ้าคิดได้เช่นนั้นแล้ว ในเมื่อเงินเป็นตัวแทนทองคำ แล้วเงินจะไปมีค่าอะไร และทองคำไม่มีความจำเป็นจริงๆ จำง่ายๆ ก็คือ เงินทองเป็นของมายา ข้าวปลาสิของจริงครับ"
ขณะที่ ดร.สุมิท แช่มประสิทธิ์ เลขาธิการสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง กล่าวถึงภารกิจของสถาบันในปีหน้า (2553) ว่า สถาบันเศรษฐกิจพอเพียงดำเนินการมา 6 ปี ประสบความสำเร็จเป็นรูปธรรม สามารถขยายผลไปยังเครือข่ายทั่วประเทศ โดยเฉพาะเกษตรกร มีบทพิสูจน์ที่เป็นบุคคลจริง หลายท่านชี้ให้เห็นว่า เศรษฐกิจพอเพียงช่วยให้เกษตรกรรอดจากวิกฤติหนี้สิน หลุดจากทุนนิยม มาสู่การผลิตเพื่อพอมี พอกิน ปลดหนี้สินได้ในที่สุด นับเป็นปรัชญาที่เหมาะกับคนส่วนใหญ่ที่มีปัญหา และปัจจุบันเรามีตัวอย่างความสำเร็จหลายกลุ่ม หลายอาชีพ ที่พร้อมจะถ่ายทอดต่อทางสถาบันฯ จึงกำหนดภาระกิจหลัก 3 ประการให้เครือข่ายเศรษฐกิจพอเพียงในประเทศเข้มแข็งมากขึ้น เริ่มจากการดำเนินงานในปี 2553 เราจะจัดตั้งเป็นขบวนบุญ กู้วิกฤติชาติด้วยศาสตร์พระราชา เพื่อดำเนินภารกิจของเราให้ต่อเนื่องทั้งงานฟื้นฟูลุ่มน้ำจากต้นสายถึงปลายน้ำ ที่ทำไปแล้ว 3 ลุ่มน้ำ (ลุ่มน้ำหลังสวน, ลุ่มน้ำบางปะกง และลุ่มน้ำประแสร์) และจะกระจายไปอีก 2 ลุ่ม ได้แก่ ลุ่มน้ำพอง และลุ่มน้ำป่าสัก
จากนั้นจะเป็นงานสำคัญ คือการอบรมต้นกล้าพอเพียงด้วยความสำเร็จของ ฅ ฅน ต้นแบบทั้ง 10 คน ถ่ายทอดความรู้ให้ผู้ที่สนใจที่อยู่ในกลุ่มอาชีพเดียวกัน โดยตั้งเป้าหมายไว้ที่ 99,999 ราย ภายในปี 2554 ซึ่งจะเป็นปีที่ในหลวงพระชนม์มายุครบ 84 พรรษา ส่วนงานที่เราทำอย่างจริงจังภายในปีนี้ (2552) คือการประมวลองค์ความรู้ด้านศาสตร์พระราชากู้วิกฤติ ที่เป็นงานวิชาการกับความสำเร็จที่เป็นบทพิสูจน์ แต่กระจัดกระจายมารวบรวมไว้หมวดหมู่ วิเคราะห์สร้างเป็นตำรา
"ในสภาวะวิกฤติเช่นนี้ ถ้ารอรัฐบาลมาช่วยแก้ไขคงไม่ทันการ ปัญหารออยู่ตรงหน้า แต่คนปลายซอย คนฐานราก เขาปรับตัวตามไม่ทัน ถ้าไม่รีบช่วยกันลงมือแก้ไขจะเสียหายในหลายมิติ ฉะนั้น ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ เราจะเดินหน้าลงมือเองในรูปแบบขบวนบุญ โดยตั้งเป็นกองบุญรับบริจาคเพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานให้เป็นไปตามเป้า ซึ่งผมเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจพอเพียงคือทางที่เหมาะสมและแก้วิกฤติชาติได้จริง ทั้งนี้ทั้งนั้น เราจะรอดพ้นจากวิกฤติได้เราต้องทำด้วยตัวเอง พึ่งตนเอง แล้วหันพึ่งกันเอง โดยใช้หลักการและแนวทางตามพระราชดำรัสเป็นที่พึ่งให้เราให้เรารอดจากวิกฤตการณ์ครั้งนี้"
อ.ยักษ์กล่าวตบท้ายว่า ระยะเวลา 6 ปี ที่สถาบันเศรษฐกิจพอเพียงดำเนินงานมา เรามีต้นกล้าพอเพียงที่พร้อมเติบใหญ่แล้วกว่า 300,000 คน จากศูนย์อบรมทั่วประเทศทั้ง 121 ศูนย์ ถ้ารวมถึงปี 54 เราก็จะมีต้นกล้าพอเพียงเป็น 400,000 คน ในที่นี้ถ้าเราสร้างต้นกล้าพอเพียงที่มีประสิทธิภาพมีความสำเร็จสมบูรณ์ได้สัก 1% ของประชากรทั้งประเทศ หรือราว 600,000 คน จำนวนที่ว่านี้จะกลายเป็นจำนวนสำคัญ เป็นกลุ่มคนต้นแบบที่จะขยายทฤษฎีพอเพียง ให้กระจายไปทั่วประเทศได้อย่างรวดเร็ว เพราะตามปกติวิสัยของคน ถ้าทำสำเร็จแล้วก็อยากส่งต่อให้ผู้อื่น ลองคิดดูว่า 1 คน ส่งต่อไปยัง 10 คน จาก 6 แสนคน ก็กลายเป็น 6 ล้านคน ที่สามารถปลดหนี้ พึ่งพาตัวเองได้อย่างเข้มแข็งโดยไม่ต้องง้อรัฐบาล แถมอาจเป็นไม้ผลัดส่งต่อให้คนที่เหลือหลุดพ้นจากวังวนวิกฤติ ที่ไม่ใช่แค่การปลดหนี้หรือคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่เขาจะได้รับอะไรมากมายกลับเข้าไปในชีวิต.
"สนตุฏฐี ปรมํ ธนํ" แปลว่า "ความพอเพียง เป็นทรัพย์อย่างยิ่ง "
ใครที่ต้องการติดตามเรื่องราวของ ฅ ฅน ต้นแบบแห่งวิถีพอเพียงอีก 8 คน เพิ่มเติม หรือเรื่องราวองค์ความรู้ของศาสตร์พระราชา ติดต่อได้ที่สถาบันเศรษฐกิจพอเพียง โทร.0-2729-4456 หรือคลิกไปที่ www.ise.in.th หรืออีเมล์ be.sufficient@gmail.com.








