สถานการณ์หมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนแม้จะลดลง หลังพบมีฝุ่นละอองขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเล็กกว่า 10 ไมโครกรัม (PM10) ในอากาศสูงเกินค่ามาตรฐานใน 4 จังหวัด คือ เชียงใหม่, ลำพูน, เชียงราย และลำปาง ทำให้แต่ละเมืองถูกปกคลุมด้วยฝุ่นละอองและหมอกควัน ชาวบ้านหายใจไม่สะดวก ทัศนวิสัยในการขับขี่ไม่ดี แต่วันนี้ยังต้องติดตามสถานการณ์หมอกควันอย่างใกล้ชิด เพราะมีแนวโน้มจะกลับมารุนแรงได้อีก เนื่องจากยังพบการเผาป่าเป็นระยะ
ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษ ระบุว่า ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา วันที่เชียงใหม่มีค่า PM 10 ในอากาศสูงที่สุด คือ วันที่ 17 มีนาคม 2553 โดยสถานีตรวจวัดที่โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมืองวัดได้ถึง 279.90 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มก./ลบ.ม.) ขณะที่สถานีตรวจวัดอีกแห่งซึ่งอยู่ในศูนย์ราชการฯ ห่างออกไปทาง อ.แม่ริม รวมวัดได้ 268.40 มก./ลบ.ม. ส่วนลำปางพบค่ามากที่สุดของ PM 10 คือ 160.60 มก./ลบ.ม. ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ วัดที่สถานีตรวจวัดศาลหลักเมืองลำปาง ค่า PM 10 จ.เชียงรายก็ไม่แพ้กัน วัดได้ถึง 231.80 มก./ลบ.ม. ในวันที่ 10 มีนาคมที่ผ่านมา
ค่า PM เป็นหน่วยวัดขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของฝุ่นละอองขนาดเล็ก ยิ่งมีค่า PM หรือขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเล็กเท่าไร ก็ยิ่งอันตรายมากขึ้น ค่ามาตรฐานของ PM 10 ที่กรมควบคุมมลพิษกำหนดไว้ คือ 120 มก./ลบ.ม. ใน 24 ชั่วโมง นั่นหมายความว่า ในเมืองเชียงใหม่มีฝุ่นขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเล็กกว่า 10 ไมโครกรัม เกินมาตรฐานที่กรมควบคุมมลพิษกำหนดถึง 2 เท่า ในทางการแพทย์ฝุ่นที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางเล็กขนาดนี้ เป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัยอย่างยิ่ง ทำให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจ ระคายเคือง แสบจมูก ไอ จาม หรือมีการสะสมของฝุ่นในถุงลมปอด ส่งผลให้การทำงานของปอดเสื่อม โดยเฉพาะในเด็ก ผู้สูงอายุ
รศ.ดร.ทวีวงศ์ ศรีบุรี ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งสนใจปัญหาหมอกควันและการเผาในที่โล่ง ระบุว่า นอกจาก PM 10 แล้ว ยังมีสารพิษอื่นๆ เช่น ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์, ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์, ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ และสารอินทรีย์ระเหย ที่เป็นมลพิษสะสมอยู่ในชั้นบรรยากาศ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพโดยตรง ยังไม่นับค่าเฉลี่ยรายวันของฝุ่นที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางเล็กกว่า 2.5 ไมครอน (PM 2.5) ใน จ.เชียงใหม่สูงกว่ามาตรฐานของสหรัฐถึง 3-6 เท่า ทำให้คนที่อยู่ในที่โล่งนานๆ แสบตา ตาแดง คอแห้ง หายใจติดขัด เหนื่อยง่าย และแน่นหน้าอก
นอกจากนี้ จากการวิจัยปัญหาหมอกควันที่มีผลกระทบต่อชุมชน พบว่า ผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจในเชียงใหม่เพิ่มขึ้นทุกปี และอัตราผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดต่อประชากรแสนคนสูงกว่ากรุงเทพฯ และสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศไทย แถมพบผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 17.6
ขณะที่อัตราการป่วยโรคมะเร็งปอดต่อประชากรแสนคน จาก 9 คนในปี 2545 เพิ่มเป็น 58 คนต่อประชากรแสนคนในปี 2548 เพราะฝุ่นขนาดเล็กจะทำให้หลอดเลือดหัวใจตีบตัน อาจสัมพันธ์กับการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นที่โรงพยาบาลสารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ เพราะเป็นพื้นที่ที่พบปริมาณฝุ่นละอองสูงที่สุดในเชียงใหม่
ผลกระทบที่เกิดขึ้นใน จ.ลำปาง พบว่า ผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจในปี 2552 อัตราสูงกว่าปี 2551 และโรคที่มีการเปลี่ยนแปลงมากสุด คือ ทางเดินหายใจส่วนบนและหอบหืด ปีนี้ 2553 จำนวนคนเจ็บป่วยมากกว่าปีที่แล้ว ปัญหานี้มีมานาน ถ้าไม่แก้ไขค่าใช้จ่ายจะสูงมากจากคำว่า "หมอกควัน" คำเดียว แต่หน่วยงานราชการสนใจตัวเลขเหล่านี้เพียงแค่ 3 เดือน พ้นเดือนเมษายน ซึ่งฝนเริ่มตกในพื้นที่ก็ไม่มีใครให้ความสำคัญกับข้อมูลนี้อีกเลย
"หมอกควันเป็นปัญหาประจำทุกปี ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงปลายเดือนเมษายน ภาคเหนือตอนบนจะตกอยู่ในภาวะวิกฤติ สาเหตุของฝุ่นละอองเกิดจากไฟป่า การเผาขยะในที่โล่ง และเผาตอซังข้าวในนาข้าว การเผาไร่นาในฤดูแล้งนั้นเป็นความเชื่อดั้งเดิมว่า จะทำให้การเพาะปลูกได้ผลดี แต่ที่จริงวิธีการนี้ทำให้เสียน้ำในดิน ดินก็แข็ง รากพืชชอนไชไม่ได้ เติบโตช้า แล้วยังทำลายแมลงควบคุมศัตรูพืช และสร้างฝุ่นควัน เกษตรกรเป็นแค่สาเหตุหนึ่ง อีกส่วนเกิดจากการเผาในเมือง ทั้งเผาใบไม้ เผาขยะ ซึ่งคนคิดว่าไม่ได้ก่อปัญหามลพิษทางอากาศ" รศ.ดร.ทวีวงศ์อธิบาย
ในรายงานการศึกษาเรื่องการเผาในที่โล่ง ซึ่ง รศ.ดร.ทวีวงศ์ชี้ว่า ถ้าไม่เผาจะช่วยเพิ่มธาตุอาหารพืช ทั้งไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโปแตสเซียม ประมาณ 23 กิโลกรัม (กก.) ต่อไร่ มูลค่าประมาณ 185 บาทต่อไร่ การเผาจะได้โปแตสเซียมเร็วขึ้น แต่ทำลายธาตุอาหารพืชอีกสองชนิดไปด้วย เกษตรกรต้องเสียเงินซื้อปุ๋ยเคมีมาเติม เพิ่มต้นทุนการผลิต และถ้าไม่เผาจะเพิ่มอินทรีย์วัตถุ 800 กก.ต่อไร่ ช่วยฟื้นฟูโครงสร้างดิน
ที่น่าสนใจก็คือ ถ้าลดการเผาไร่นาได้จะช่วยลดมลพิษทางอากาศได้ถึง 438.38 ล้านกิโลกรัม คิดเป็นก๊าซเรือนกระจก 436.51 ล้านกิโลกรัม และฝุ่นขนาดเล็กที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ 1.87 ล้านกิโลกรัม ขณะเดียวกันมีการสะสมอินทรีย์วัตถุในดินเพิ่มราว 288 ล้านกิโลกรัมและเพิ่มปริมาณปุ๋ยในดินคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 181 ล้านบาท
เช่นเดียวกับการศึกษาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้ว่า หากมีการเผาฟางข้าวปีละครั้งทั่วประเทศในพื้นที่ 60 ล้านไร่ จะปลดปล่อยก๊าซคาร์บอน 27 ล้านกิโลกรัมคาร์บอน ก๊าซไนโตรเจน 462 ล้านกิโลกรัมไนโตรเจน ฝุ่นละออง 100-700 ล้านกิโลกรัม เกิดสภาวะเรือนกระจก สาเหตุของโลกร้อนและเกิดภาวะฝนแล้ง ฝนทิ้งช่วงมากขึ้น
ที่ผ่านมา การแก้ปัญหาหมอกควันในภาคเหนือมุ่งเน้นไปที่มาตรการปลอดการเผาเป็นหลัก รวมถึงมาตรการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ด้วยการทำฝนเทียม ฉีดน้ำชะล้างหมอกควันและฝุ่น ตั้งศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังตามจุดต่างๆ สร้างเครือข่ายหยุดเผา ตลอดจนจัดกิจกรรมรณรงค์ แต่ผู้อำนวยการซึ่งคลุกคลีกับปัญหานี้เห็นว่า มาตรการนี้ยังไม่เพียงพอ และเป็นโครงการที่ใช้งบประมาณสูง เมื่อหมดงบประมาณก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม ซึ่งกลายเป็นค่าใช้จ่ายประจำทุกปีในการแก้ปัญหา
"เรามีกฎหมายควบคุมการเผาป่าและการเผาในที่โล่ง โทษจำคุกหรือปรับ มีกฎหมายคุ้มครองสุขภาพอนามัย รวมทั้ง พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ทำยังไงให้เขารู้ว่าก่อมลพิษมีบทลงโทษตามกฎหมาย แต่ถ้าจะใช้กฎหมายเข้มงวดก็ต้องมาดูว่า อบต.หรือเทศบาลในพื้นที่ต่างๆ เก็บขยะมีประสิทธิภาพหรือยัง ถึงมาห้ามชาวบ้านเผาขยะ จะแก้เรื่องมลภาวะรถยนต์ ระบบขนส่งมวลชนมีหรือยัง กรณีเผาตอซังข้าว ชาวนายากจนไม่มีเงินจ้างรถไถกลบ สิ่งที่ทำได้ คือ เผา ถ้ารัฐจะไม่ให้เผาต้องมีมาตรการช่วยเหลือชัดเจน ยังไม่รวมการสร้างจิตสำนึกเรื่องการหยุดเผาวัสดุและเผาป่า ซึ่งการให้ความรู้ความเข้าใจกับชาวบ้านเป็นสิ่งสำคัญ" รศ.ดร.ทวีวงศ์กล่าว
สำหรับสิ่งที่รัฐบาลและหน่วยงานรับผิดชอบจะต้องรีบดำเนินการนั้น ผู้อำนวยการคนเดิมระบุว่า ต้องสนับสนุนให้มีพื้นที่การเกษตรปลอดการเผาจะลดมลพิษทางอากาศได้ไม่น้อยกว่า 1,217 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งมีก๊าซเรือนกระจกไม่น้อยกว่า 1,212 กิโลกรัมต่อไร่ ประกอบด้วยก๊าซคาร์บอน 1,210 กิโลกรัมต่อไร่ ไนตรัสออกไซด์ 2 กิโลกรัมต่อไร่ และก๊าซมีเทน รวมทั้ง PM 10 ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ไม่น้อยกว่า 5.2 กิโลกรัมต่อไร่ แต่ข้อมูลเหล่านี้ที่จะนำไปสู่การแก้ไขที่ตรงจุด รัฐก็ไม่สามารถอธิบายให้ประชาชนหรือชาวบ้านได้เข้าใจอย่างจริงจัง
และจากปัญหาหมอกควันที่เกิดขึ้นในประเทศ รศ.ดร.ทวีวงศ์เห็นว่า ถ้ามีการนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ โดยให้หน่วยงานของรัฐสนับสนุนเกษตรกรและชาวบ้านในพื้นที่ได้ทำอย่างจริงจัง จะช่วยบรรเทาปัญหาหมอกควันจากการเผาในที่โล่งได้ เพราะการเผาตอซังหรือเผาขยะเป็น 2 ปัญหาที่รัฐบาลกำหนดมาตรการแก้ไข ถ้าชาวบ้านไม่ร่วมมือและไม่จริงใจในการแก้ปัญหาคงไม่สำเร็จ โดยเฉพาะการนำวัสดุเหลือทิ้งจากชุมชนหรือภาคเกษตรมาใช้ประโยชน์ก็มีตัวอย่างหรือต้นแบบที่ทำอยู่แล้วในศูนย์ศึกษาพัฒนาตามพระราชดำริต่างๆ เช่น ทำปุ๋ยหมัก ทำถ่านจากเศษไม้ การสร้างเตาเผาถ่าน (Biochar) การใช้หญ้าแฝกป้องกันดินพังทลาย โครงการพระราชดำริทุกโครงการแทบจะไม่มีการเผาสิ่งเหลือทิ้งให้เปล่าประโยชน์ แต่ละโครงการเน้นให้ชาวบ้านมีจิตสำนึกอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ มีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นและอยู่อย่างพอเพียง
"ปี 53 นี้มีสัญญาณดีออกมาว่าราคาข้าวจะขยับสูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา อาจถึงเกวียนละ 20,000 บาท เพราะหลายประเทศเจอภัยธรรมชาติ ต้นเหตุจากภาวะโลกร้อน ทำให้อากาศแปรปรวนฝนตกน้ำท่วม อินเดียข้าวขาดแคลน ขณะที่ผืนนาในลุ่มน้ำโขงตั้งแต่พม่าจรดเวียดนามต้องอาศัยน้ำฝน ได้รับผลกระทบจากภาวะฝนแล้ง ราคาข้าวที่จูงใจทำให้เกษตรกรต้องการปลูกข้าวรอบต่อไปให้เร็วที่สุด วิธีการเตรียมพื้นที่ให้เร็วสุด สะดวกสุด คือ การเผาฟางข้าวและตอซังข้าว เป็นปัญหาที่หน่วยงานต่างๆ ควบคุมได้ยาก" ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม จุฬาฯ ระบุถึงสถานการณ์มลภาวะอากาศที่จะเกิดขึ้น
และยืนยันถึงผลกระทบที่จะตามมามากมาย จะไม่กระทบเฉพาะภายในประเทศเท่านั้น จะเป็นปัญหาระดับโลก คือ ภาวะโลกร้อน แต่หากพัฒนาแบบพอเพียง ใช้ประโยชน์ในพื้นที่ให้คุ้มค่า นำวัสดุเหลือทิ้งใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะสามารถบรรเทาปัญหาหมอกควันได้บ้าง อยากให้หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และประชาชนน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ เพื่อลดวิกฤติหมอกควัน และช่วยโลกให้เย็นขึ้น.








