Sunday X-Cite X-Cite Kidz Tabloid
Subscribe to Thaipost
JPEG || PDF
Download

"ก้อนดินจุลินทรีย์" พลิกฟื้นทะเลไทย


   ก้อนดินกลมๆ  ขนาดเท่ากำมือ  แถมยังมีกลิ่นยูเรียฉุนจนแสบจมูก  จำนวนหลายหมื่นลูกที่บรรจุอยู่ในถุงกระสอบท้ายรถ  มองดูเผินๆ  ก็แค่ก้อนดินธรรมดา  แต่คุณสมบัติที่แฝงอยู่มีค่ามหาศาลกว่านั้น  เพราะก้อนดินที่ว่าเป็น  "ก้อนดินจุลินทรีย์"  จากเทคโนโลยีภูมิปัญญาชาวบ้านที่  เครือข่ายจากภูผาสู่มหานที  จ.ชุมพร  องค์กรภาคประชาชนที่รวบตัวกันในลักษณะเบญจภาคี  ทั้งราชการ  วิชาการ  เอกชน  ประชาชน  ประชาสังคมและสื่อ  ร่วมมือร่วมใจทำขึ้นเป็นจำนวน  84,000  ลูก  เพื่อใช้แก้ปัญหา  "ทะเลไทยใกล้ตาย"

     ใครจะไปคิดว่าปัญหาที่เกิดขึ้นบนพื้นที่ต้นน้ำ  กลางน้ำ  เรื่อยไปจนถึงปลายน้ำ  จะส่งผลกัดกร่อนเข้าไปกัดกินท้องทะเลให้เสื่อมโทรม  จนอาจกลายเป็นปัญหาที่น่าวิตกในอนาคตอันใกล้

     เรื่องนี้  วิวัฒน์  ศัลยกำธร  หรือ  อาจารย์ยักษ์  ประธานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ  ในฐานะแกนนำเครือข่ายจากภูผาสู่มหานที  อธิบายให้ฟังถึงที่มาที่ไปของการใช้ก้อนดินจุลินทรีย์  ฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์จากต้นน้ำถึงท้องทะเลว่า  โครงสร้างของสังคมที่เป็นระบบลุ่มน้ำ  ตั้งแต่ป่าต้นน้ำ  กลางน้ำ  ปลายน้ำ  ถึงท้องทะเล  คือวิถีของชาติพันธุ์ไทยมายาวนาน  เสมือนเป็นกฎของสังคมที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ของคน  ส่งผลโดยตรงกับการดำรงอยู่ของวิถีวัฒนธรรม  และการดำรงอยู่ของวิถีวัฒนธรรม  ส่งผลโดยตรงต่อความยั่งยืนของระบบนิเวศ  อันหมายถึงทรัพยากรธรรมชาติและสังคมมนุษย์ในลุ่มน้ำ

     ทว่าการเจริญเติบโตของสังคมทุนนิยมที่ต้องการความรวดเร็ว  ลัด  สั้นง่าย  สะดวกได้ตัดทอนความสัมพันธ์อันละเมียดของสังคมคนในระบบลุ่มน้ำ  ไปอาศัยการเชื่อมโยงด้วยโครงข่ายการคมนาคมตรง  ลัด  ทั้งทางบกและทางอากาศ  จนไม่เห็นค่าการผูกสัมพันธ์ของสังคมแบบลุ่มน้ำอย่างเดิม  ทำให้การเชื่อมต่อวิถีชีวิตค่อยๆ  หายไป  ส่งผลเป็นความหายนะบนความยั่งยืนระบบนิเวศลุ่มน้ำที่เคยมี

     ปัญหารอท่าอยู่เช่นนี้  เบญจภาคีที่รวมตัวผสานบูรณาการกันจนเป็นเครือข่ายภาคประชาสังคมที่เข้มแข็งที่สุดในประเทศ  ได้แสดงเจตนารมณ์ร่วมกันประกาศ  "ปฏิญญาทุ่งวัวแล่น"  เมื่อวันที่  29  ต.ค.  2551  เพื่อจัดตั้งเครือข่ายจากภูผาสู่มหานที  ในการเข้ามาช่วยเหลือแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น  ไม่ให้ขยายตัวกลายเป็นปัญหาใหญ่ของคนทั้งลุ่มน้ำและทั้งชาติ  พร้อมขับเคลื่อนกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างเป็นรูปธรรม  ทั้งเครือข่ายเกษตรอินทรีย์  เศรษฐกิจพอเพียง  ธนาคารต้นไม้  การท่องเที่ยวโดยชุมชน  การอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่งทะเล  ฯลฯ

     การทดลองฟื้นฟูทะเลไทยด้วยเทคโนโลยีจุลินทรีย์ก้อน  เมื่อต้นปี  2552  ในลักษณะนำไปฝังไว้ในเลนใต้ท้องทะเลที่อ่าวท้องครก  อ.หลังสวน  จ.ชุมพร  จึงเป็นกิจกรรมทดลองครั้งแรก  ที่เครือข่ายจากภูผาสู่มหานทีได้ลงมือทำเพราะรอช้าไม่ได้  ผลที่เกิดขึ้นและสร้างคำตอบให้เห็นอย่างชัดเจนก็คือ  ท้องทะเลที่เคยเสื่อมโทรม  สามารถฟื้นฟูความอุดมให้กลับคืนมา  ด้วยองค์ความรู้ภูมิปัญญาชาวบ้านที่สืบทอดกันรุ่นสู่รุ่นมานานนับพันปี  และในวันนี้เครือข่ายจากภูผาสู่มหานที  ร่วมกับคนป่าต้นน้ำ  อ.พะโต๊ะ  คนกลางน้ำ  ต.วังตะกอ  สวนลุงนิล  คนปลายน้ำอย่างป่าชายเลนทุ่งคาสวี  และคนที่อยู่กับทะเลอย่างเกาะพิทักษ์  และชุมพรคาบาน่า  รีสอร์ท  รวมถึงกลุ่มชาวบ้านจากโครงการชุมชนพอเพียงทั่วประเทศ  รวมกันแล้วกว่า  500  ชีวิตที่เข้าร่วม  กิจกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงระดับพื้นที่ลุ่มน้ำ  "ฟื้นฟูทะเลไทยจากภูผาสู่มหานที"  กรณีพื้นที่ลุ่มน้ำ   จ.ชุมพร  ที่ศูนย์เรียนรู้ชุมชนคนอยู่กับป่า  ต้นน้ำพะโต๊ะ  โดยมี  ดร.สุมิท  แช่มประสิทธิ์  รองนายกรัฐมนตรี  ในฐานะผู้อำนวยการ  สำนักงานเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน  (สพช.)  สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี  เป็นหัวเรือใหญ่  ช่วยกันยิง  "ลูกดินระเบิดจุลินทรีย์"  ทั้ง  84,000  ลูกอีกครั้ง  ที่ต้นน้ำ  กลางน้ำ  ปลายน้ำ  และท้องทะเลชุมพรในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา

     "ปัญหาที่เกิดขึ้นเรามองผิวเผินไม่ได้  เพราะทุกอย่างล้วนมีสาเหตุ  ก่อนที่จะมาเป็นเครือข่ายจากภูผาสู่มหานที  เราได้ศึกษารายงานในเรื่องป่าเสื่อมโทรมที่ส่งผลต่อระบบนิเวศ  จนเห็นพ้องว่า  ที่ทะเลไทยเป็นอย่างทุกวันนี้ก็เพราะต้นน้ำไม่ดี  ป่าเกิดวิกฤติ  ปริมาณใบไม้ที่ผลัดตกกลายเป็นปุ๋ยเป็นฮิวมัสลดน้อยลง  น้ำในลำคลอง  ห้วย  ก็ลดลง  ทำให้การพัดพาสารอินทรีย์จากปุ๋ยใบไม้อันเป็นอาหารสำคัญของห่วงโซ่อาหารในต้นน้ำ  กลางน้ำ  ปลายน้ำ  และทะเลลดลง

     ซ้ำร้ายการทำเกษตรแบบทุนนิยมที่ใช้ยาฆ่าหญ้า  ฆ่าแมลง  ฮอร์โมน  ฯลฯ  ที่ไหลปะปนมากับน้ำสู่อ่าวไทย  ยังส่งผลทำให้ไข่ของสัตว์หน้าดินอย่าง  หนอน  ไร  กุ้ง  หอย  ปู  ปลาฝ่อ  ขยายเป็นตัวได้น้อยลง  อีกทั้งการทำประมงที่ทำลายแหล่งอนุบาลสัตว์  ละเมิดธรรมชาติ  ก็ทำให้ปริมาณสัตว์น้ำในอ่าวไทยลดลงอย่างเห็นได้ชัด  ประมงขนาดเล็กอยู่ไม่ได้  ขนาดใหญ่กับขนาดกลางก็ไม่คุ้มทุน  เสียหายทั้งค่าน้ำมันที่ราคาแสนแพงแต่ต้องใช้ในปริมาณมากขึ้น  และการสุ่มเสี่ยงออกไปหากินนอกน่านน้ำจนเกิดความขัดแย้งในระดับนานาชาติ  เห็นไหมว่าแค่ปัญหาจากจุดเล็กๆ  ก็กระทบลุกลามสืบเนื่องสร้างความเสียหายใหญ่หลวงได้"  อาจารย์ยักษ์ลำดับถึงต้นตอแห่งปัญหาให้ฟัง

     แกนนำเครือข่ายจากภูผาสู่มหานทีกล่าวต่อว่า  จุดหักเหที่ทำให้เครือข่ายหันมาใช้ก้อนดินจุลินทรีย์บำบัด  ก็เพราะขณะทำการประชุมหารือ  ได้ไปพบกับภูมิปัญญาชาวบ้านที่บำบัดแหล่งน้ำด้วยการทำปุ๋ยหมักลงในลำน้ำต้นน้ำ  หรือแม้แต่การฟันหญ้ามาถมไว้ในบ่อเลี้ยงปลาสลิดเพื่อเป็นแหล่งอนุบาลตัวไร  ฯลฯ  ซึ่งชาวบ้านเขามีเทคโนโลยีธรรมชาติอย่างนี้มานานแล้ว  เพียงแต่ปัจจุบันกำลังหลงลืมไปกับโลกทุนนิยมที่ไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้  จึงเป็นหน้าที่ที่เราต้องช่วยกันกระตุ้นให้เขาอยากฟื้นฟูภูมิปัญญาของตัวเองกลับมา  ด้วยการทำเป็นตัวอย่างให้เห็น

     "เชื่อไหมว่า  ทุกวันนี้ประมงขนาดเล็กก็เข้ามาหากินในเขตที่ทำการฟื้นฟูและเขาก็อยู่ได้  แม้จะไม่ได้มีผลรายงานเชิงวิชาการออกมา  แต่คำบอกเล่าจากชาวบ้านคือความจริงที่ประจักษ์ชัดที่สุด  อย่างลุ่มน้ำประแส  จ.ระยอง  การปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมมือร่วมใจกับชาวบ้าน  ทำปุ๋ยน้ำจุลินทรีย์เทในลำน้ำให้ไหลลงไปในทะเล  จากน้ำที่เน่าเสียปัจจุบันกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวไปแล้ว  หรือแม้แต่คลองแสนแสบของ  กทม.เอง  มีบ้านเรือนกว่า  200  ชุนชนที่หันมาสนใจทำเรื่องนี้ด้วยการเทปุ๋ยจุลินทรีย์เข้าไปรักษาสภาพน้ำที่ไหลจากเจ้าพระยาสู่อ่าวไทย  และอีกมากมายที่ผู้คนเริ่มตื่นตัวมากกว่า  5  ปีแล้ว"  อาจารย์ยักษ์กล่าวและว่า

     ตนคิดว่าหากจะทำการฟื้นฟูให้สำเร็จในระดับประเทศ  กับ  25  ลุ่มน้ำหลักที่แยกย่อยออกเป็นถึง  250  ลุ่มน้ำสาขา  คิดว่าจะต้องใช้เวลาอีกประมาณ  5-10  ปี  แต่ทั้งหมดทั้งมวลต้องมาอาศัยแรงชาวบ้านนับล้านชีวิตเป็นคนทำด้วยจิตสำนึกอันดีงาม  อย่างไรก็ตาม  อยากให้ภาควิชาการเข้ามามีส่วนร่วมมากกว่านี้  เพราะก้อนดินจุลินทรีย์ที่ทำกันอยู่ในปัจจุบันเกิดจากภูมิปัญญาชาวบ้านจริงๆ  ใช้แล้วเห็นผลก็ทำต่อๆ  กันมา  แต่ในสภาพน้ำที่ต่างกันระหว่างน้ำจืด  น้ำกร่อย  น้ำเค็ม  เราอยากได้ข้อมูลเชิงวิจัยว่า  สูตรใดใช้กับสภาพน้ำประเภทใดจึงจะได้ประสิทธิภาพสูงสุด  หากหน่วยงานใดสนใจให้ความร่วมมือเราก็ยินดี  ติดต่อมาได้ที่โทร.  0-2629-9226

     "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ  ทรงตรัสไว้ว่า  หาก  ecology  หรือระบบนิเวศวิทยาที่สัมพันธ์ระหว่างสิ่งแวดล้อม  มนุษย์  และสัตว์  เสื่อมโทรมลงเมื่อใด  economy  หรือเศรษฐกิจก็จะถดถอยตามไปด้วย  และหากยังสนใจอยู่แต่กับตัวเลขจีดีพี  ละเลยสิ่งแวดล้อมที่เปรียบเสมือนรากแก้วของประเทศ  พันธุกรรมที่น่าเป็นห่วงว่าจะโดนผลกระทบมากที่สุดก็คือมนุษย์"  อาจารย์ยักษ์ทิ้งท้ายไว้ให้คิด



flag counters
ไฟร์ฟอกซ์ ปลอดภัย ฟรี Download Firefox  | RSS feeds  | ทันข่าว ทันเหตุการณ์