ถึงวันนี้ หากพูดถึงผลกระทบของภาวะโลกร้อน คนส่วนใหญ่ในสังคมไทยจะนึกถึงอุณหภูมิความร้อนที่สูงขึ้น พายุรุนแรง น้ำท่วมฉับพลัน ความแห้งแล้ง จนถึงระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น แต่ถ้าถามต่อว่ารู้หรือไม่ว่ามันมีโรคภัยซึ่งเกิดจากภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ก็จะมีคำถามตามมาว่าโรคอะไร? ไม่แปลกหากคนไทยยังไม่รับรู้ถึงสถานการณ์การเจ็บป่วยที่เข้ามาคุกคามมนุษย์จากภาวะโลกร้อน มหันตภัยต่อธรรมชาติและสิ่งมีชีวิตบนโลกใบนี้ เพราะแม้แต่การศึกษาเชิงลึกถึงผลกระทบทางสุขภาพในภาวะโลกร้อนในบ้านเราก็ยังไม่มีหน่วยงานทางด้านสาธารณสุขดำเนินการอย่างจริงจัง อาจเป็นเพราะมองว่าเป็นปัญหาไกลตัว
แต่ทว่าสัญญาณเตือนภัยที่ชี้ให้เห็นถึงการคุกคามของโรคภัยจากภาวะโลกร้อนนี้กลับมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยเฉพาะโรคมาเลเรียและไข้เลือดออกที่แพร่ระบาดมากขึ้น ยุงที่เป็นพาหะโรคชื่นชอบอุณหภูมิที่สูงขึ้น ทำให้แพร่พันธุ์ได้เร็ว โรคระบาดเหล่านี้เริ่มสร้างผลกระทบต่อสุขภาพอนามัย
ขณะที่คลื่นความร้อนโหดร้าย อย่างเช่น ที่ญี่ปุ่นคลื่นความร้อนคร่าชีวิตนับร้อยคนเมื่อกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา รวมทั้งในรัสเซียก็รุนแรง เดือนเดียวกันนี้มีผู้เสียชีวิตจากอากาศที่ร้อนจัด 700 คน ภายใน 1 วัน เป็นครั้งที่เลวร้ายในรอบพันปีของประเทศ แม้แต่ในไทยก็ส่อให้เห็นเค้าลางว่า มหัตภัยคลื่นความร้อนคืบคลานเข้าใกล้ชิดคนไทยมากขึ้น ในฐานะโรคภัยใหม่ แต่ถ้าถามถึงความตระหนักน้อยคนนักที่รับรู้และเข้าใจ
จากเวทีสัมมนาเรื่อง "ผลกระทบของภาวะโลกร้อนต่อสุขภาวะ" ซึ่งคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศในคณะกรรมาธิการสาธารณสุข วุฒิสภา ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ จัดขึ้น ชี้ให้เห็นวิกฤติโลกร้อนที่กระทบปัญหาสุขภาพในประเทศไทย ตลอดจนการหามาตรการในการติดตามและเฝ้าระวังโรคอย่างใกล้ชิดเพื่อลดอัตราการเสียชีวิต
ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ศูนย์จัดการความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายงานวิเคราะห์วิจัยและฝึกอบรมการเปลี่ยนแปลงของโลกแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (START) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศเป็นประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการสาธารณสุข เพราะผลกระทบจะกว้างขวางและรุนแรงในอีก 30 ปีข้างหน้า หากไม่มีการเตรียมการที่เหมาะสมและเข้าใจสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอย่างแม่นยำ จะสร้างปัญหาทางสุขภาพให้กับคนในประเทศ เพราะมีหลักฐานที่เป็นวิทยาศาสตร์ของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศจากภาวะโลกร้อนเกิดขึ้นชัดเจน เช่น Mingyong ธารน้ำแข็งต้นน้ำของแม่น้ำโขงมีการหดตัวอย่างชัดเจนเมื่อเปรียบเทียบจากภาพถ่าย ปี 2546 กับ ปี 2466 เช่นเดียวกับธารน้ำแข็งตามสถานที่ต่างๆ ก็หดตัวตั้งแต่ปี 2513 เป็นต้นมา ผลจากอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้น แล้วยังมีการลดลงของแผ่นน้ำแข็งในมหาสมุทรอาร์ตติกเร็วกว่าที่โมเดลคาดการณ์ไว้
"ปัญหาในตอนนี้คือนักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ความรุนแรงของปัญหาน้อยไป การคาดการณ์ความเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำทะเลมีหลายโมเดล แต่ระดับน้ำเพิ่มขึ้นสูงกว่าโมเดลในอดีตพยากรณ์ไว้ แสดงว่าโมเดลเชื่อถือได้ แต่ยังมีความไม่แน่นอนมาก มีผลต่อการปฏิบัติ ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าต้องรอให้ภาพชัดเจน เพราะถึงวันนั้นอาจไม่ทันการณ์"
อาจารย์อานนท์ยังระบุว่า อุณหภูมิผิวพื้นใน 30 ปีหลังมานี้ อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกเพิ่มขึ้น 0.4 องศาเซลเซียส แต่หากดูในรอบ 100 ปี เพิ่มขึ้น 1 องศาเซลเซียส มีคนตั้งข้อสังเกตุว่า โลกร้อนขึ้นเพราะพลังงานแสงอาทิตย์มากเกินไปหรือเปล่า แต่มีรายงานยืนยันว่า ปริมาณแสงอาทิตย์มีแนวโน้มคงที่และจะลดลงด้วยซ้ำ สวนทางกับอุณหภูมิโลกที่เพิ่มขึ้น แสดงว่าไม่เกี่ยวกัน นักวิทยาศาสตร์เห็นตรงกันว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมากมายเป็นผลจากภาวะเรือนกระจกผิดปกติ ซึ่งทั่วโลกมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 30,000 ล้านตันคาร์บอนต่อปี ขณะที่ไทยปล่อย 300 ล้านตันคาร์บอนต่อปี หรือ 5 ตันต่อคนต่อปี ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลก ติดอันดับที่ 31 ของโลก หรืออันดับ 4 ของอาเซียน เป็นผลจากภาคพลังงานปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาก และประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่ต่ำเมื่อเทียบกับประเทศต่างๆ ในโลก แต่ยังดีที่ไทยควบคุมการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าได้ดี นอกจากนี้ จากภาวะโลกร้อนส่งผลให้อุณหภูมิกลางคืนทั่วโลกร้อนกว่าเมื่อ 30 ปีที่แล้ว รวมถึงประเทศไทย อีกความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น คือ จำนวนวันร้อนกว่า 35 องศาเซลเซียส จะยาวนานขึ้น โดยภาคที่อุณหภูมิมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงกลางวัน คือ ภาคกลาง ภาคตะวันตก และภาคเหนือตอนล่าง โดยเฉพาะภาคกลาง อุณหภูมิแตะ 42-43 องศาเซลเซียส เป็นประจำ แม้แต่ภาคใต้ทั้งปีร้อนกว่า 35 องศาเซลเซียส ไทยต้องเตรียมการรองรับปัญหาจากอากาศที่ร้อนจัด หรือภาวะ Heat Stroke ส่วนอุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ยจะหายไปเรื่อยๆ จนเหลือเพียงพื้นที่เทือกเขาสูงเท่านั้น เลิกคิดไปได้เลยว่า 100 ปีข้างหน้าจะคงสภาพอากาศเช่นในปัจจุบัน แล้วยังมีระดับน้ำทะเลจะมีอัตราเพิ่มขึ้น 5-20 เซนติเมตร ใน 30 ปีข้างหน้า ประกอบกับแผ่นดินที่ทรุดลงทำให้พื้นที่ชายฝั่งมีความเสี่ยงสูง ไทยอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ โดยเฉพาะเรื่องน้ำ ทั้งปริมาณ ฤดูกาล การระเหยของน้ำจากอุณหภูมิสูงขึ้น และคุณภาพน้ำ
"ไทยต้องมีระบบพยากรณ์ระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว ต้องกระจายความเสี่ยง แล้วก็เพิ่มความสามารถในการรับมือต่อภูมิอากาศ มีระบบประกันภัยชดเชยความเสียหาย รวมถึงการกู้ภัยและฟื้นฟู คิดว่า การเปลี่ยนแปลงจากภายนอกอาจไม่มาก แต่การเปลี่ยนแปลงภายในเปราะบางมาก แต่หากเราเข้มแข็งจากข้างใน การรับมือจากข้างนอกก็ไม่ยากเท่าไหร่" ผู้เชี่ยวชาญเรื่องโลกร้อน ระบุ
ดร.นพ.สมเกียรติ ศิริรัตนพฤกษ์ ผู้อำนวยการสำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรค กล่าวว่า ผลจากอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ต่างๆ กรมควบคุมโรคได้แบ่งผลกระทบทางสุขภาพออกเป็นกลุ่มต่างๆ ได้แก่ เจ็บป่วยจากอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลง อาทิ ร้อนหรือหนาวจัด ผลกระทบจากภาวะภูมิอากาศแปรปรวนสุดขั้ว มลพิษทางอากาศ การเจ็บป่วยจากโรคติดต่อทางน้ำและอาหาร โรคติดต่อนำโดยแมลงและหนู ผลกระทบต่อการผลิตอาหารและภาวะขาดสารอาหาร และโรคจากการประกอบอาชีพจากการทำงานกลางแจ้งหรือสัมผัสความร้อน กลุ่มที่เสี่ยง มีทั้งเด็ก โดยเฉพาะทารกและเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือภูมิต้านทานต่ำ ซึ่งจะไม่สามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศได้ แล้วยังมีคนในเมืองเสี่ยงต่อคลื่นความร้อน
ดร.นพ.สมเกียรติเผยถึงสถานการณ์ในประเทศไทยว่า ปัจจุบันการเจ็บป่วยจากความร้อนมีแนวโน้มผู้ป่วยเพิ่มขึ้นทุกปี จากตัวเลขในปี 2550 มีผู้ป่วยรวม 18 ราย แต่ในปี 2551 เพิ่มขึ้นมาก รวม 81 ราย แต่ก็เป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าความเป็นจริง ยังมีผู้ที่เจ็บป่วยที่ไม่ได้เข้ารับการวินิจฉัยในโรงพยาบาลอีกมาก จำนวนผู้ป่วยที่มากอาจเป็นเพราะการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิสูงขึ้น หรือจากความตื่นตัวของเจ้าหน้าที่ในการซักถามประวัติผู้ป่วยก่อนรักษา ขณะที่ จ.มุกดาหาร มีผู้ป่วยด้วยโรคจากความร้อนมากสุด ปี 51 จำนวน 8 ราย ปี 52 จำนวน 10 ราย รองลงมา ได้แก่ นครสวรรค์ นครราชสีมา และกาญจนบุรี อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาของ ดร.อานนท์ ซึ่งคาดการณ์พื้นที่ที่เกิดอากาศร้อนยาวนาน ทางกรมจะได้วางระบบการเฝ้าระวังโรคจากความร้อนในพื้นที่เสี่ยง โดยเลือกโรงพยาบาลนำร่องในพื้นที่และเตรียมการรองรับผู้ป่วย
ผู้อำนวยการคนเดิมยังให้ข้อมูลในสหรัฐจำนวนผู้เสียชีวิตจากคลื่นความร้อนมีมากกว่าจำนวนผู้เสียชีวิตจากพายุเฮอริเคน ทอร์นาโด และน้ำท่วมรวมกัน โดยพบผู้เสียชีวิตประมาณ 2 หมื่นคน ระหว่างปี 2479-2518 และในปี 2538 ที่นครชิคาโก มีผู้เสียชีวิตจากความร้อนมากกว่า 700 คนใน 1 สัปดาห์ ปัจจุบันพบผู้ป่วยจากความร้อนปีละ 175 คน ส่วนในยุโรปจากภาวะคลื่นความร้อนในปี 2546 พบจำนวนผู้เสียชีวิตมีมากกว่า 22,000 คน ในช่วงเวลาแค่เพียง 2 สัปดาห์
"อากาศที่ร้อนจัดมีผลให้มลพิษในอากาศสูง ช่วยกระจายมลพิษ โดยเฉพาะฝุ่นขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน เสี่ยงโรคทางเดินหายใจ และโรคมะเร็ง อากาศร้อนขึ้นยังทำให้ละอองเกสรดอกไม้เพิ่มขึ้น มีผลต่อสุขภาพ ส่วนใครคิดว่าอยู่ภายในอาคารหรือห้องแอร์จะปลอดภัย ภาวะโลกร้อนทำให้อากาศภายในอาคารมีปัญหา ความชื้นที่เพิ่มขึ้นเกิดเชื้อราตามมา นี่ยังไม่รวมถึงอากาศที่ร้อนขึ้นทำให้มาเลเรียแพร่ระบาดเพิ่มขึ้นในชุมชนภูเขาสูง ซึ่งเดิมไม่ค่อยพบ ส่วนไข้เลือดออกได้ระบาดแล้วในบางพื้นที่ โรคฉี่หนูมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในแต่ละปี เพราะฝนตกหนัก น้ำท่วมขังทั้งในไร่นาและเขตเมือง ส่งผลเชื้อโรคเพิ่มขึ้น" ดร.นพ.สมเกียรติ กล่าว
นอกจากนี้แล้ว ผลกระทบระยะยาว ดร.นพ.สมเกียรติ ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกระทบต่อกระบวนการผลิตอาหารของประเทศไทย ทำให้ผลผลิตทางการเกษตร ปศุสัตว์ และประมงลดลง เพราะอุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้พืชเติบโตไม่ดี เกิดความแห้งแล้ง รวมทั้งพื้นที่เกษตรกรรมลดลงจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น และอุบัติภัยธรรมชาติที่รุนแรง นอกจากโลกร้อนทำให้แมลงและศัตรูพืชเพิ่มขึ้น ตลอดจนคุณภาพดินเสื่อมลง ส่งผลให้มีการใช้สารกำจัดศัตรูพืชมากขึ้นเสี่ยงต่อสุขภาพเกษตรกรและคุณภาพอาหารที่มีการปนเปื้อน ซึ่งผลการตรวจคัดกรองเกษตรกรใน 5 จังหวัดที่พบมีความเสี่ยงสูงสุดต่อสารเคมีกำจัดศัตรูพืช สมุทรสงครามมาเป็นอันดับหนึ่ง 91% ถัดมาสมุทรปราการ กำแพงเพชร ราชบุรี และน่าน ตามลำดับ
แม้กระทั่งจากข้อมูลรายงานผู้ป่วยโรคพิษสารกำจัดศัตรูพืชของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พบผู้ป่วยในปี 2550 จำนวน 8,546 ราย ซึ่งมากกว่าจำนวนที่รายงานจากสำนักระบาดวิทยาถึง 6 เท่า และจังหวัดที่มีการรายงานผู้ป่วยมากที่สุด 5 อันดับแรก คือ จันทบุรี ตาก ตราด กาญจนบุรี และกำแพงเพชร ทำให้เราเริ่มกังวลหากโลกร้อนเพิ่มมากขึ้น เกษตรกรจะใช้สารกำจัดศัตรูพืชมากขึ้น ผลกระทบจะเกิดขึ้นรุนแรงได้
"ผลกระทบต่อภาวะโภชนาการของเด็กไทยเป็นอีกกรณีที่ควรมีการศึกษา เพราะจากรายงาน ปี 2550 พบว่า เด็กอายุ 0-72 เดือน มีภาวะขาดสารอาหารเพิ่มมากขึ้น และพบในทุกจังหวัด จังหวัดที่มีเด็กขาดสารอาหารมากกว่าร้อยละ 10 และเป็นจังหวัดที่ต้องเฝ้าระวังถึง 41 จังหวัด สูงสุด คือ จ.ชลบุรี ร้อยละ 36.28 ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีภาพความเจริญก็ยังพบปัญหาสุขภาพนี้ สอดรับกับการสำรวจของ สพฐ. พบว่า จากการวัดน้ำหนักส่วนสูงของเด็กอนุบาลถึง ป.6 ทั้งหมด 4,665,374 คน มีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์อายุ ร้อยละ 8.13 และมีส่วนสูงต่ำกว่าเกณฑ์ ร้อยละ 7.73 หากในอนาคตมีปัญหาขาดแคลนอาหารจากภาวะโลกร้อนจะกระทบภาวะโภชนาการเด็กไทยต่อไปยังไง" ผู้อำนวยการสำนักฯ กล่าว
กล่าวได้ว่าในส่วนความรับผิดชอบของกรมควบคุมโรคนั้น ถือว่ามีความเคลื่อนไหวในการเฝ้าติดตามปัญหาโรคภัยจากภาวะโลกร้อนในเมืองไทย โดยในปี 2554 ก็มีแผนสำหรับทบทวนองค์ความรู้ ทำการวางระบบเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ผลกระทบต่อสุขภาพอย่างใกล้ชิด ตลอดจนเตรียมจัดฝึกอบรมและให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขและประชาชน ชุมชน เกี่ยวกับการเจ็บป่วยจากภาวะโลกร้อน เนื่องจากยังเป็นเรื่องใหม่ นอกเหนือจากหน้าที่กำกับดูแล สำนักฯ จะผลักดันเชิงนโยบายและประสานกับหน่วยงานภาคีเครือข่าย
"เราจะกระตุ้นให้รัฐบาลมีนโยบายที่ชัดเจนในการสนับสนุนการหยุดภาวะโลกร้อน เนื่องจากภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง เป็นปัญหาทางด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ กระทบต่อประชาชนเป็นวงกว้าง กลุ่มเสี่ยงสำคัญ คือ เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ คนยากจน คนที่ประกอบอาชีพเสี่ยง ซึ่งมาตรการในการป้องกันและลดผลกระทบจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน" ดร.นพ.สมเกียรติสรุปทิ้งท้าย.








