ข่าวหน้า 1

Sunday, 30 June, 2013 - 00:00

บึ้มฉีกร่างทหาร8ศพ เกลื่อนกรงปินัง-ฝีมือโจรใต้กองทัพเศร้า-คาดพัน‘BRN’

  กองทัพสูญเสียกำลังพลรายวัน! กลุ่มก่อความไม่สงบดักกดระเบิดหนักกว่า 50 กิโล บึ้มทหารสังกัด ฉก.ยะลา 13 เสียชีวิตทันที 8 นาย บาดเจ็บอีก 2 ขณะเดินทางออกจากฐานเพื่อกลับบ้าน พบรถยนต์ยูนิม็อกเหลือแต่ซากและชิ้นส่วนศพกระจัดกระจายไม่มีชิ้นดี    โฆษกกองทัพบกแถลงแสดงความเสียใจกับญาติทหารหาญ คาดโจรใต้ก่อเหตุเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของบีอาร์เอ็น หลังรัฐบาลไทย-หน่วยงานความมั่นคงปฏิเสธข้อเสนอ ขณะที่เลขาฯ สมช.บอกจะถาม BRN ว่าเป็นฝีมือของกลุ่มใด ด้านนักวิชาการแนะนายกฯ ปูเลิกเหยาะแหยะได้แล้ว
    เมื่อเวลา 06.30 น. ของวันที่ 29  มิถุนายน ที่ผ่านมา พ.ต.อ.เมธา สิงหะเสนา ผกก.สภ.กรงปินัง ได้รับแจ้งเกิดเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดรถยนต์ 6 ล้อ ซึ่งเป็นรถยนต์ยูนิม็อกของเจ้าหน้าที่ทหาร ร้อย ร.4021 สังกัดหน่วยเฉพาะกิจยะลาที่ 13 ขณะเดินทางด้วยรถยนต์ออกจากฐานปฏิบัติการเพื่อกลับบ้าน ในช่วงของการลาพัก โดยเหตุเกิดบนถนนภายในหมู่บ้าน ม.2 ต.ห้วยกระทิง อ.กรงปินัง จ.ยะลา ในที่เกิดเหตุพบศพทหารเสียชีวิต 8 นาย แต่ละนายถูกแรงระเบิดทำลายแทบไม่มีชิ้นดี และยังมีทหารที่ได้รับบาดเจ็บด้วย 2 นาย พร้อมกับชาวบ้านได้รับบาดเจ็บ 2 ราย 
     ทราบชื่อเจ้าหน้าที่ทหารที่เสียชีวิต ประกอบด้วย        1.จ.ส.อ.วิโรจน์ คำเรือง 2.ส.ท.อานนท์ บางศิริ        3.ส.ท.คมกริช เพตะการ 4.พลททหารศักดา วงษ์คำ       5.พลทหารปิรภัทร บรรณาสาร 6.พลทหาร พิษณุเดช หอยสังข์ 7.พลทหารสว่าง นามไพร 8. พลทหรา ธีรพงศ์ ดวงสุวรรณ ส่วนที่ได้รับบาดเจ็บและมีการนำส่งโรงพยาบาลยะลา ซึ่งอาการปลอดภัยแล้ว คือ 1.ส.ท.ภานุมาศ พลวาปี 2.ส.ท.นวกร แก้วคำ ขณะที่ประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บ 2 คน คือ 1.นายมาหามัดฮาซัน อาเราะยามู ที่อยู่ 67 ม.2 ต.ห้วยกระทิง อ.กรงปินัง จ.ยะลา 2.นายยูตี กำปงบลูกา ที่อยู่ 85/2 ม.7 ต.เวียง อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในที่เกิดเหตุ พบซากรถยนต์ยูนิม็อกของเจ้าหน้าที่ทหารเหลือแต่ซาก ส่วนศพทหารกระกระจัดกระจายไปทั่วบริเวณ และพบหลุมระเบิดกว้าง 5 เมตร ลึก 2 เมตร โดยคนร้ายใช้ระเบิดแบบแสวงเครื่องน้ำหนักประมาณ 50 กิโลกรัม จุดชนวนด้วยแบตเตอรี่ลากสายไฟยาวเข้าไปในป่าประมาณ 100 เมตร  
จากการสอบสวนในเบื้องต้นทราบว่า ก่อนเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ทหารชุดดังกล่าว จำนวน 10 นาย เป็นชุดผลัดพัก ได้โดยสารรถกระบะออกจากฐานที่ตั้งอยู่ภายในหมู่บ้านเพื่อเดินทางกลับไปเยี่ยมครอบครัวที่ต่างจังหวัด ขณะมาถึงที่เกิดเหตุคนร้ายคาดว่าได้แอบนำระเบิดแสวงเครื่องใส่กล่องเหล็กและท่อพีวีซีจำนวน 2 ลูก น้ำหนักรวม ไม่ต่ำกว่า 50 กก. มาฝังไว้ใต้พื้นผิวถนน รอจังหวะรถเจ้าหน้าที่ทหารขับผ่านมาแล้วจุดชนวนให้ระเบิดทำงานเสียงดังสนั่นหวั่นไหว เป็นเหตุให้รถถูกแรงอัดระเบิดกระจัดกระจายพังเสียหายยับเยิน มีเจ้าหน้าที่ทหารเสียชีวิตในที่เกิดเหตุทันที 8 นาย และได้รับบาดเจ็บอีกจำนวน 2 นาย
ขณะเดียวกัน มีชาวบ้านขับขี่จักรยานยนต์ผ่านมา ได้รับบาดเจ็บไปด้วยอีก 2 ราย ส่วนคนร้ายคาดว่าเป็นกลุ่มของนายอาบะ เจ๊ะอาลี กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบที่เคลื่อนไหวในพื้นที่ อ.กรงปินัง รวมตัวกับสมุนของนายยูกิมือลี เจ๊ะดีแม หรือ ไอ้หน้าเหลี่ยม ที่ถูกเจ้าหน้าที่วิสามัญในพื้นที่ อ.บันนังสตา ก่อนหน้านี้ รวมตัวกันก่อเหตุเพื่อแก้แค้น และสร้างสถานการณ์ความรุนแรงให้เกิดขึ้นในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
เป็นที่น่าสังเกตว่า เมื่อวันเสาร์ที่ 22 มิถุนายน เพิ่งเกิดเหตุลอบวางระเบิดทหารหน่วยเฉพาะกิจสันติสุข ที่ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ทำให้ พ.ต.อิทธิพล คำมงคล ตำแหน่งผู้ช่วยหัวหน้าฝ่ายกิจการพลเรือน หน่วยเฉพาะกิจสันติสุข และ ส.ท.สันติ ตะเภาพงษ์ เสียชีวิต ขณะที่วันเสาร์ที่ 29 มิถุนายน ก็เกิดเหตุลอบวางระเบิดทำให้ทหารเสียชีวิตถึง 8 นายดังกล่าว
สำหรับ อ.กรงปินัง จ.ยะลา เพิ่งเกิดเหตุลอบวางระเบิดรถตำรวจ สภ.กรงปินัง เมื่อคืนวันอังคารที่ 18 มิ.ย. ทำให้ ร.ต.อ.สะมะแอ ลือแม รองสารวัตรปราบปราม (รอง สวป.) สภ.กรงปินัง เสียชีวิต และมีตำรวจได้รับบาดเจ็บอีก 6 นาย
พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ในฐานะรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ได้ติดตามสถานการณ์ในพื้นที่ตลอดเวลา และแสดงความเสียใจกับญาติกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่จนเสียชีวิต โดยกองทัพบกจะดูแลครอบครัวผู้ที่เสียชีวิตอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ จากการลงพื้นที่ของ ผบ.ทบ.ในช่วงที่ผ่านมา ได้มีการสั่งการให้เร่งรัดกับหน่วยงานในพื้นที่
 โดยแบ่งกลุ่มเป้าหมาย คือ 1.กลุ่มเยาวชนให้หน่วยงานต่างๆ บูรณาการกับหน่วยงานอื่นๆ เพื่อดึงกลุ่มเยาวชนให้มีความเข้าใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น 2.กลุ่มประชาชนเป็นหูเป็นตาให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ที่จะต้องให้ความสำคัญและหมั่นพบปะพูดคุยทำความเข้าใจและอำนวยความสะดวก 3.กลุ่มแนวร่วมผู้ก่อความไม่สงบ จะต้องกำหนดความเร่งด่วน โดยใช้มาตรการกดดันทางกฎหมาย 4.กลุ่มผู้ก่อเหตุไม่สงบ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจะต้องเร่งออกมาตรการในการปิดล้อมตรวจค้น เพื่อกดดันตามมาตรการทางยุทธการควบคุมกับกฎหมาย
    ผู้สื่อข่าวถามว่า เหตุการณ์ลอบสังหารเจ้าหน้าที่ทหาร 8 นาย จะเชื่อมโยงกับข้อเสนอของกลุ่มบีอาร์เอ็น ที่ต้องการให้ถอนทหารออกนอกพื้นที่หรือไม่ พ.อ.สรรเสริญกล่าวว่า มีความเป็นไปได้หลายเรื่อง ทั้งการคุมกันเองไม่ได้ ความไม่จริงใจ หรืออาจจะมีความเป็นไปได้ที่กลุ่มบีอาร์เอ็นยื่นเงื่อนไขมาแล้วเราไม่ยอมรับ ซึ่งข้อเสนออยู่ระหว่างการพิจารณาของหน่วยงานด้านความมั่นคง แต่เสียงส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย
“ดังนั้นกลุ่มก่อความไม่สงบจึงได้พยายามก่อเหตุให้สอดคล้องกับสิ่งที่กลุ่มบีอาร์เอ็นยื่นข้อเสนอมา ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงความไม่จริงใจ แต่การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทหารก็ไม่ได้ลดมาตรการ โดย ผบ.ทบ.ได้กำชับกับเจ้าหน้าที่ว่า ถึงจะมีการพูดคุยหรือไม่มีการพูดคุย มาตรการทุกอย่างจะต้องเข้มข้น เพื่อความปลอดภัยของประชาชนผู้บริสุทธิ์ รวมถึงเจ้าหน้าที่ทหาร มีความเป็นไปได้ว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุต้องการแสดงออกว่าไม่สามารถคุมกันได้ รวมถึงกลุ่มที่ยื่นข้อเสนอมาให้อาจจะต้องการให้มีปฏิบัติการอะไรเพิ่มเติม เพื่อให้สิ่งที่ยื่นข้อเสนอมีพลังมากขึ้น” โฆษกกองทัพบกระบุ
พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ซึ่งอยู่ระหว่างการลงพื้นที่จังหวัดยะลา เพื่อร่วมเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ ผู้นำศาสนา และผู้นำท้องถิ่น เกี่ยวกับข้อเสนอของกลุ่มบีอาร์เอ็น และการทำให้เดือนรอมฎอนเป็นเดือนแห่งความสงบสุข เพื่อนำไปประกอบการพูดคุยกับกลุ่มบีอาร์เอ็น กล่าวถึงเหตุการณ์นี้ว่า ยังไม่ทราบรายละเอียดทั้งหมด เพราะอยู่ระหว่างการตรวจสอบว่าเป็นการกระทำของกลุ่มขบวนการใด เบื้องต้นมอบหมายให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาคที่ 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) เป็นผู้รับผิดชอบสรุปข้อมูลและชี้แจงประชาชน
         “เป้าหมายการก่อเหตุของกลุ่มก่อความไม่สงบขณะนี้ยังคงเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ใช่ประชาชน ซึ่งเจ้าหน้าที่ จะต้องปรับแผนและเพิ่มความระมัดระวังตัวเองให้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม จะสอบถามไปยังกลุ่มบีอาร์เอ็นด้วยว่าเป็นการกระทำของกลุ่มใด แต่ยืนยันว่าการพูดคุยยังคงต้องเดินหน้าต่อ และการลดเหตุรุนแรงในเดือนรอมฎอนตามที่ตกลงกันไว้จะเป็นตัวชี้วัดหนึ่ง ที่จะประเมินได้ว่าการพูดคุยประสบความสำเร็จหรือไม่" เลขาธิการ สมช.กล่าว
เจ้าหน้าที่หน่วยข่าวความมั่นคงที่ปฏิบัติการในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เปิดเผยว่า เหตุการณ์ลักลอบวางระเบิดทหาร ร้อย ร.4021 ฉก.ยะลาที่ 13 ทำให้ทหารตายจำนวน 8 นาย และบาดเจ็บสาหัสอีกจำนวนหนึ่ง ที่ ต.ห้วยกระทิง อ.กรงปินัง จ.ยะลา เป็นการตายหมู่เป็นจำนวนมาก  และรูปแบบเดิมที่เกิดขึ้นซ้ำซากใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
เจ้าหน้าที่นายดังกล่าวระบุว่า หากไม่ปฏิบัติการใช้หน่วยรบขนาดเล็กเดินเท้าทำการลาดตระเวนตรวจสอบก่อน เจ้าหน้าที่ก็จะเกิดการตายหมู่ซ้ำแล้วซ้ำอีกเช่นเดิม  ทั้งนี้ ยุทธวิธีหน่วยรบขนาดเล็กลาดตระเวนมีอยู่แล้ว  แต่ไม่นำมาปฏิบัติการเพื่อป้องกันลดความสูญเสีย หรือสูญเสียน้อยที่สุด และจะได้เปรียบกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบด้วย แต่ไม่นำมาปฏิบัติการใช้ ทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับผู้บังคับบัญชาและผู้บังคับหน่วย
“หรือผู้บังคับบัญชา ผู้บังคับหน่วย ขาดภาวะผู้นำ   หากเป็นเช่นนี้เจ้าหน้าที่ก็จะตายหมู่ซ้ำซาก และหากยังเป็นเช่นนี้ อีกไม่นานกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบก็จะเข้าบุกจู่โจมตีฐานปฏิบัติการอีกครั้งในระยะไม่นาน หรืออาจจะก่อนถึงเดือนรอมฎอนนี้ เพราะขณะนี้เจ้าหน้าที่เสียขวัญกำลังใจ ไม่กล้าออกจากหน่วย จากฐานปฏิบัติการ”
นายศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (DSW) กล่าวว่า การปรับคณะรัฐมนตรี ไม่น่าจะมีผลต่อการแก้ปัญหาภาคใต้ เพราะเมื่อดูตัวบุคคล จะเห็นว่านายกรัฐมนตรีเป็นผู้ดูแลนโยบายโดยตรงตามกระบวนการเดิมที่มีอยู่ การมาดูแลกระทรวงกลาโหมทำให้มีโอกาสตัดสินใจได้โดยตรง  ไม่ต้องฝากคนอื่นมาดูแล ทั้งยังมี พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่จะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมที่เคยดูแลภาคใต้มาช่วยงานในทางปฏิบัติ และนโยบายจึงไม่น่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลง ฝ่ายปฏิบัติก็ยังเป็นทีมเดิม ทั้ง พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงฯ และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ที่เป็นฝ่ายที่ตัดสินใจในการแก้ปัญหา
นายศรีสมภพกล่าวว่า การยุติความรุนแรงและการหยุดยิงในเดือนรอมฎอนยังอยู่ในช่วงของการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันระหว่างผู้แทนทางการไทย และตัวแทนกลุ่มบีอาร์เอ็น รายละเอียดคงมีการตกลงกันว่าส่วนไหนรับได้ และส่วนไหนรับไม่ได้ สำหรับการยุติความรุนแรงก็ต้องไปพิสูจน์กันในช่วงเดือนรอมฎอน ดังนั้นเหตุการณ์ก่อนช่วงเดือนรอมฎอนจึงคาดการณ์ได้ยาก เพราะยังไม่มีการตกลงกัน จึงยังคงเห็นความรุนแรงดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง
นายอัฮหมัดสมบูรณ์ บัวหลวง อดีตคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์ กล่าวว่า การทำงานของพล.ท.ภราดร ที่ผ่านมาจะเห็นว่าทำงานตามคำสั่งอย่างเดียว เพราะตอนที่มีการพูดคุยเจรจากับนายฮัสชัน ตอยิบ พล.ท.ภราดรจะเขียนเป็นภาษาไทยไปเสนอนายฮัสชัน เซ็นแล้วนายฮัสชันไม่ยอมเซ็น เพราะเป็นภาษาไทย หลังจากนั้นจะถอนตัวออก จนต้องมีการพูดคุยกันนานกว่า 3 ชั่วโมง จนกระทั่ง พ.ต.ท.ทักษิณต้องสั่งการให้แก้ภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ พล.ท.ภราดรก็ต้องทำตามคำสั่ง พ.ต.ท.ทักษิณภายใน 3 ชั่วโมง ฉะนั้นตนถือว่า พ.ต.ท.ทักษิณเป็นผู้มีอำนาจทุกอย่างในการตัดสินใจ จึงต้องจะมาบัญชาการเอง เพื่อให้สถานการณ์ดีขึ้น ถ้าแก้ปัญหาใต้ได้ พ.ต.ท.ทักษิณจะบูมทันทีเลย
“ผมเชื่อว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่ลงมาสามจังหวัดใต้หรอก ท่านก็คงจะสั่งการลงมาเหมือนเดิม แม้ว่าก่อนหน้านั้นจะลงมาดูบ้าง แต่ก็ถูกห้อมล้อมด้วยกำลังทหารมากมาย ไม่ได้เข้าถึงรากเหง้าของปัญหาอย่างแท้จริง ท่านก็คงเหยาะแหยะๆ เหมือนเดิม ผมขอท้าเลย น.ส.ยิ่งลักษณ์กล้าจะไปเจรจากับนายฮัสชันด้วยตนเองหรือไม่  ผมจะได้นับถือ แต่การปรับ ครม.ครั้งนี้เพื่อให้ดูซอฟต์ลงเท่านั้น แต่มันไม่สามารถแก้ปัญหาอะไรได้มากมาย แต่ควรปรับ ครม.ให้มันดูเข้าที่เข้าทางมากกว่า” นายอัฮหมัดสมบูรณ์กล่าว.