สิ่งแวดล้อม

Sunday, 30 December, 2012 - 00:00

เจาะลึกสถานการณ์ป่าไม้ปี 55 จาก 'ดำรงค์ พิเดช'

    อดีตอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ดำรงค์ พิเดช ผู้ทำงานร้อนๆ กับการลุยจับบุกรุกป่าทับลาน วังน้ำเขียว ไล่รื้อรีสอร์ตจนปรากฏเป็นข่าวคราวตามหน้าหนังสือพิมพ์และสื่อต่างๆ ตอนนี้ผนึกกำลังกับผู้มีอุดมการณ์อนุรักษ์ป่ายื่นตั้งพรรคทวงคืนผืนป่าประเทศไทยเพื่อขอทำงานด้านป่าไม้และสัตว์ป่า ด้วยว่าปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าในประเทศไทยยังคงรุนแรงและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นรวดเร็ว

    อดีตอธิบดีกรมอุทยานฯ ระบุว่า การทำลายป่ามีมากถึง 50,000 ไร่ ในแต่ละปีสร้างความเสียหายมหาศาลแก่ทรัพยากรธรรมชาติ และชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติที่ตามมาจากการทำลายป่า ซึ่งต้องเร่งหาทางหยุดยั้งการบุกรุกและฟื้นฟูอนุรักษ์ป่าให้เกิดระบบนิเวศที่สมดุล

    ถือโอกาสสัมภาษณ์อดีตอธิบดีกรมอุทยานฯ ถึงสถานการณ์ป่าไม้ของไทยปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน และแนวทางปกป้องดูแลรักษาทรัพยากรป่าไม้ เริ่มต้นพูดคุยดำรงค์ พิเดช กล่าวอย่างจริงจังว่า จากสถานการณ์รุกป่าที่เกิดขึ้นวันนี้ภาพรวมที่สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติกำหนดเป้าไว้ว่าจะเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ 40% มันไม่ได้แล้ว จะต้องลดเหลือ 30%  ซึ่งจะสำเร็จหรือเปล่าก็ไม่รู้ เพราะพื้นที่จำกัด
    วันนี้ป่าไม้จริงๆ เหลือไม่ถึง 22% คิดเป็นพื้นที่ 73 ล้านไร่ โดยเป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า ตนเรียกว่า "ป่ากำมะหยี่" ถือเป็นป่าซับน้ำและแหล่งต้นน้ำลำธารของประเทศ แต่ใน 73 ล้านไร่ มีคนเข้าไปทำกินและอยู่อาศัยกว่า 2 ไร่ หากชุมชนทำกินปกติไม่ส่งผลกระทบมาก แต่บางที่ไปปลูกปาล์มน้ำมัน ยางพารา ที่ผ่านมากรมอุทยานฯ เข้าไปดำเนินการรื้อถอน โดยใช้มาตรา 22 นั่นคือ การประกาศรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างแปลกปลอมจากสภาพเดิมเหมือนกรณีรุกป่าวังน้ำเขียว ส่วนป่าสงวนแห่งชาติแทบไม่เหลือเปลี่ยนเป็นป่ายาง ป่าปาล์มน้ำมันไปหมด
    "จะเพิ่มป่าเป็น 40% เพิ่มไม่ได้ เพราะที่จำกัด สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกร หรือ ส.ป.ก. เอาจากป่าไม้ไปปฏิรูปจัดสรรที่ดินที่กินและที่อยู่อาศัยเกือบ 40 ล้านไร่ แล้วยังมีที่อยู่ในมือนายทุน มือคนจนเท่าไหร่ วันนี้ที่ดิน ส.ป.ก.เอาไปสร้างหอพัก ไม่เห็นการเอาจริงเอาจังใช้กฎหมาย ตามกฎหมายถ้าผิดมือสามารถเรียกคืนได้ ส่วนสิทธิทำกินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ หรือ สทก. ของกรมป่าไม้ที่แจกไปอยู่ในมือนายทุน คนรวย คนจน ที่เปลี่ยนมือ ต้องดึงออกมากองเข้าองค์การบริหารส่วนตำบล แล้วผลักคนที่ทำกินในป่าหลังมติ ครม. 30 มิ.ย.2541 ออกจากป่ามาทำกินในนี้ โดยให้ อบต.จัดการ ให้เช่าไร่ละ 1 บาท ไม่งั้นจะเอาที่ดินตรงไหนปลูกป่าเพิ่ม บนดอยก็มีแต่ไร่กะหล่ำ ไม่ใช่เรื่องง่าย"
    ดำรงค์ขยายความปัญหาของป่าสงวนฯ ให้ฟังว่า ทั่วประเทศมีป่าสงวนฯ 1,221 ป่า แต่ว่ามีคนจับจองเกือบ 90%  ไม่เหลือแล้ว โดยเฉพาะภาคใต้เป็นป่ายางพาราและป่าปาล์มน้ำมัน ตอนนี้ลามขึ้นภาคเหนือ อีสาน คาดว่าไม่เกิน 5 ปี ราคายางพาราจะตกต่ำไม่เกิน 10 บาทต่อกิโลกรัม เหตุเพราะในประเทศปลูกกันมาก ลักลอบปลูกในพื้นที่ผิดกฎหมาย รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านก็ปลูก ส่งผลราคาตกต่ำ เกษตรกรเดือดร้อน
    อย่างไรก็ตาม เขาวิพากษ์นโยบายประกันราคายางของรัฐว่า การรับซื้อผลผลิตประกันราคานั้น รัฐต้องตรวจสอบแหล่งที่มาของการเพาะปลูก ม็อบสวนยางเรียกร้องราคาประกัน แต่คนปลูกยางขโมยปลูก ปลูกในที่ห้ามทำลายป่าต้นน้ำ หรือปลูกในที่ดินที่รัฐจัดสรรให้ต้องบอกได้ หากสุจริตไม่ผิดกฎหมายมีสิทธิ์รับประกันราคา และหากไม่มีมาตรการป้องกันแก้ไข ในอนาคตจะพบปัญหากีดกันทางการค้า สหภาพยุโรปจะต่อต้านน้ำยาง ไม้ยางทำเฟอร์นิเจอร์ส่งออก หากพบว่าสินค้าเหล่านั้นมีส่วนสนับสนุนการโค่นทำลายป่า ไม่มีแหล่งผลิตรับรองที่ชัดเจน แน่นอนว่ากระทบการค้าระหว่างประเทศ สร้างความเสียหายต่อเกษตรกรอย่างใหญ่หลวง
    ดำรงค์ตั้งคำถามว่า นโยบายรัฐบาลเข้ากับสภาพแวดล้อมและสังคมหรือไม่ ถ้าเกิดเป็นนโยบายที่ขัดกฎหมาย ขัดสภาพแวดล้อม สังคม จะอยู่ได้อย่างไร การดูแลรักษาสภาพแวดล้อมวันนี้จะทำเหมือนเก่าไม่ได้แล้ว เพราะภัยพิบัติธรรมชาติเกิดขึ้นให้เห็นถี่ขึ้นส่งผลกระทบตามมา หากยังมัวช้า ปล่อยปละ ผ่อนผัน คำนึงถึงแต่ประชาชน โดยไม่คำนึงถึงสภาพแวดล้อม ความสมดุลทางธรรมชาติของประเทศจะอยู่กันไม่ได้ ป่าหมด น้ำก็หมด ที่พัทลุงเกิดน้ำท่วมปีละหลายครั้ง เขาหลวงโล้นเป็นป่ายางหมด หน้าแล้งไม่มีน้ำใช้ น้ำตกเขาหลวงแห้ง แล้วยังมีปัญหาสารเคมีจากการเกษตรรุนแรง ถ้าไม่ร่วมกันต้านกลุ่มคนรุกป่า ลูกหลานจะเดือดร้อน กรณีปลูกยางในเขตอนุรักษ์ อช.ดำเนินการตาม ม.22 ฟันทิ้งหมดและปลูกป่าแทน เพราะได้เสนอทางเลือกทั้งให้ออกจากพื้นที่อุทยานฯ จะจัดหาพื้นที่ป่าสงวนให้เป็น 2 เท่า หรือตัดต้นไม้ยางไปเลย แต่ห้ามปลูกต่อ อีกทาง อช.ซื้อที่ แต่คนกลุ่มนี้ไม่ยอมยืนยันจะอยู่ต่อ ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย  
    "แต่ที่น่าห่วงภาคใต้เปลี่ยนป่าอัตโนมัติ เป็นป่ายาง ปาล์มน้ำมัน ป่าสงวนไม่เหลือ เกิดอะไรขึ้นกับป่าไม้เมืองไทย การเพาะปลูกยางพาราปัจจุบันวิถีต่างจากอดีตที่ใช้คนถาง พอมีไม้อื่นหลงเหลือ โค่นไม่ทัน แต่ทุกวันนี้ใช้ยาฆ่าหญ้าเรียบ ฝนตกไม่มีอะไรซับน้ำ เกิดน้ำท่วมฉับพลัน เขตรักษาพันธุ์ฯ เทือกเขาบรรทัดเมื่อก่อนมีราษฎรอาศัย 7 ครอบครัว วันนี้เพิ่มเป็น 400-500 ครอบครัว อพยพขึ้นเขามาไม่จบสิ้น บางครอบครัวมีบ้านพื้นราบอยู่ แล้วอยู่ๆ รัฐจะมาแจกโฉนดชุมชน ผมต่อต้านก่อนเป็นอธิบดีกรมอุทยานฯ เสียอีก โฉนดชุมชนต้องดูสถานที่ เช่น เอา ส.ป.ก. สทก. ดึงคืนจากนายทุนมาทำโฉนด แต่นี่คุณจะเอาอุทยานฯ เขตรักษาพันธุ์ฯ แจกให้ชาวบ้านทำกิน หากแจกที่เทือกเขาบรรทัดได้ ทั่วประเทศต้องแจกได้เหมือนกันหมดแล้วจะเหลืออะไร เบียดเบียนทั้งสัตว์ คน ต้องมองภาพรวมประเทศคน 60 ล้านคน ไม่ใช่ผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม"
    เขาย้ำว่า เรื่องทรัพยากรป่าไม้ต้องเป็นวาระแห่งชาติ ผนึกกำลังกันทำทั้งหมด รัฐบาล ฝ่ายค้าน ทุกวันนี้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเกือบ 500 คน ไม่เคยพูดเรื่องปลูกป่า รักษาป่าในสภา มีแต่จะแจกโฉนดชุมชน แจก สทก. แจกแล้วไม่มีทางหวนได้คืน
    พบดำรงค์ พิเดช ผู้เปิดปฏิบัติการรื้อทุบรีสอร์ตรุกป่าทับลาน-วังน้ำเขียวจนเป็นข่าวเกรียวกราว ต้องมีประเด็นพูดคุยเรื่องนี้แน่นอน อดีตอธิบดีอุทยานฯ กล่าวว่า มี 49 คดี ที่ใช้มาตรา 22 ให้รื้อถอนสิ่งแปลกปลอม ศาลมีคำสั่งให้รื้อแล้ว 8 คดี ยังมีที่ยื่นศาลปกครอง 19 คดี ยังไม่จบคาราคาซังอยู่ และจะมีคดีตามมาอีกเยอะ ขณะนี้กลับมามีคำสั่งชะลอทุบทิ้ง ทราบว่าหัวหน้า อช.ทับลาน กลัวจะติดคุกและโดนฟ้อง เหตุเพราะรีสอร์ตนู้นทุบ รีสอร์ตนั้นไม่ทุบ ฝากให้อธิบดีกรมอุทยานฯ คนปัจจุบันชั่งใจดีๆ ถึงแนวทางในการดำเนินการเรื่องคดีรุกป่านี้
    "การฟื้นตัวของทับลาน-วังน้ำเขียว หลังทุบทิ้งต้องรื้ออีกครั้ง เคลียร์ให้หมด แล้วเจ้าหน้าที่ติดป้ายประกาศเป็นสถานที่ปลุกป่าต้นน้ำลำธารราชการ ต้องปลูกป่าเพื่อป้องกันไม่ให้คนกล้าบุกรุกต่อ จะสร้างรีสอร์ต 2-3 ร้อยล้านก็ไม่กล้าสร้าง ไม่งั้นไม่จบสิ้นลามถึงเขาใหญ่ วันนี้ที่สันเขาว่างๆ ถูกซื้อหมดแล้ว เจ้าของเป็นคนเมือง แต่ไม่กล้าทำอะไร" ดำรงค์เผย
    เขาบอกอีกว่า กรณีรุกป่า อช.ทับลาน ต้องรีบจับกุม เพราะป่าทับลานกว้างไปถึงเขาใหญ่ และทั้งเขาใหญ่-ทับลานได้รับการประกาศเป็นแหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติ ภายใต้พันธสัญญากับยูเนสโก เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2556 ไทยจะต้องรายงานความคืบหน้าสิ่งที่รับปากไว้ว่าจะดำเนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบุกรุกป่า ซึ่งขณะนี้ดำเนินคดี 418 คดี รื้อถอนตามคำสั่งของศาลไทย ส่วนกรณีสร้างเขื่อนห้วยโสมงก็อธิบายแล้วว่า แม้จะสร้างเขื่อน แต่โดยรอบเขื่อนมีหน่วยพิทักษ์ป่าและปลูกป่าเสริม รวมถึงกันราษฎรออกมาไม่ทำกินต่อ เนื่องจากยูเนสโกห่วงสร้างเขื่อนจะทำลายขอบป่ากระทบมรดกโลก ขณะเดียวกันในแผนการอนุรักษ์ยังมีการจำกัดจำนวนคนเข้าเขาใหญ่ ก็ชี้แจงได้หมด ยกเว้นการรื้อถอนที่ยังคาราคาซัง ต้องอาศัยกระบวนการยุติธรรม และในปี 2558 ถ้าการดำเนินการปกป้องมรดกโลกของไทยไม่ตรงตามเป้า ยูเนสโกอาจจะเพิกถอนการเป็นมรดกโลก ถึงต้องรีบรื้อทับลาน จริงๆ เขาให้เวลามานานพอสมควร แต่เห็นเราปราบปรามจริงจังจึงต่อเวลาให้ ก็ไม่อยากให้สิ่งที่ดำเนินการสูญเปล่า
    "การปลูกป่าเป็นเครื่องมือหลักสร้างป่า วังน้ำเขียว 8,000 กว่าไร่ ก็ต้องปลูกเหมือนกันในอนาคตอันใกล้ รอทำไม ยิ่งมีที่ว่างมาก โอกาสราษฎรบุกมากขึ้น ถ้าเข้าไปปลูกเติมเต็มใหม่ๆ ก็ป้องกันได้"
    อย่างไรก็ตาม เขาให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยมีการทำลายป่าไม้ 50,000 ไร่ต่อปี ทั้งจากการรุกป่า รุกคืบอุทยานฯ  รวมถึงเสียหายจากไฟป่า แต่หันมาดูงบปลูกป่ามีเพียงปีละ 10,000 ไร่ แถมปีที่แล้วไม่ได้ปลูก ถูกงดไป พูดถึงนโยบายป่าไม้บ้านเรา ใครมาเป็นรัฐบาลไม่สม่ำเสมอเรื่องนโบายปลูกป่า จริงแล้วต้องกำหนดนโยบาย 4 ปี จะปลูกป่าต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ กี่ล้านไร่ พื้นที่ดำเนินที่ไหน และมีคณะกรรมการชัดเจน พื้นที่แต่ละลุ่มน้ำมีแผนปลุกปีที่ 1 ปีที่ 2 ปีที่ 3 เพราะภาคสนามจะได้เตรียมกล้าไม้ถูก ปีที่ 4 ต้องปลูกไม้เนื้อแข็งโตช้า ซึ่งต้องเพาะไว้ก่อน ทุกวันนี้ปลูกกันตามอารมณ์ รัฐบาลใหม่มาก็ไม่เอา ลืมกันไป พื้นที่ป่าจึงไม่เพิ่มขึ้น
    ส่วนสถานการณ์การลักลอบค้าไม้พะยูงในไทยนั้น อดีตอธิบดีกรมอุทยานฯ เผยว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไม้พะยูงเป็นไม้ที่ลักลอบตัดในประเทศและส่งออกเพิ่มขึ้นมาก ปัจจุบันก็ยังทำกันโจ๋งครึ่ม ไม้พะยูงต้นใหญ่จะหมดไปแน่ ขณะนี้ลามมาถึง จ.สระแก้ว ปัจจัยใหญ่ๆ คือ หัวหน้าอุทยานฯ ไม่ใส่ใจ ขณะที่เจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ อาวุธไม่ทัดเทียมกับกระบวนการลักลอบตัดไม้พะยูง บวกกับมีคนในท้องที่ร่วมด้วย คอยเปิดไฟเขียวพื้นที่ไหนมีไม้ ราคาที่สูงยังดึงดูดใจให้คนยอมทำผิดกฎหมายตัดแผ่นเดียวได้เป็นแสน แม้จะพยายามผลักดันไม้พะยูงให้เข้าสู่บัญชีไซเตสเพื่อลดปัญหาการค้าระหว่างประเทศ แต่ไม่ทันกลวิธีของกระบวนการลักลอบ เปิดเสรีอาเซียนก็ห่วงขอเตือนให้รัฐเพิ่มมาตรการควบคุมดูแลอย่างเข้มงวด พัฒนาระบบตรวจสอบเพื่อไม่ให้ใช้ไทยเป็นทางผ่านการค้าที่ผิดกฎหมาย
    การลักลอบค้าสัตว์ป่าก็เป็นอีกประเด็นสำคัญที่ดำรงค์ให้ข้อมูลว่า เป็นผลพวงจากความผิดพลาดรัฐบาลในอดีต เมื่อปี 2546 ไปอนุมัติอนุญาตให้เอกชนเลี้ยงสัตว์ป่าที่มีในป่าเมืองไทย ผู้ใดมีสัตว์ป่าครอบครองให้นำมาแจ้ง ขึ้นทะเบียนและนำกลับไปเลี้ยง จริงแล้วสัตว์ป่าที่ควรเลี้ยงได้ต้องเป็นสัตว์ต่างถิ่น เช่น สิงโต ม้าลาย ที่ไม่มีในป่าไทย
    ปกติสถานีเพาะเลี้ยงของราชการจะเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์สัตว์ป่าเหล่านี้ไว้แล้ว มีจำนวนมาก แต่เมื่อเปิดโอกาสให้เอกชนเลี้ยงแข่งจึงเกิดปัญหาสวมทะเบียนสัตว์ การแล่ชำแหละต่างๆ ส่งร้านอาหารป่าหรือลักลอบส่งออก การพิสูจน์เนื้อว่าเป็นสัตว์ป่าหรือสัตว์เลี้ยงก็ยาก แถมปัจจุบันขบวนการค้าสัตว์ป่าเปลี่ยนรูปแบบการขนย้ายแยบยลขึ้น มีกรณีเสือดาว เสือดำ โดนวางยาสลบก่อนใส่กระเป๋าเดินทาง ก็ถูกตรวจยึดได้ ส่วนในบริเวณรอยต่อชายแดนพบการค้าแมวดาว แมวลายหิน เสือไฟ ขายและส่งต่างประเทศ นอกจากนี้พบว่าเวียดนามก็เข้ามาล่าสัตว์ป่าบ้านเรา เช่น เสือ แล้วก็ลักลอบตัดไม้กฤษณาด้วย
    "ผมเรียกร้องให้มีหน่วยพิทักษ์อุทยาน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า บ้านไม่มียามอยู่ จะดูแลอย่างไร บ้านกว้างใหญ่ คนหนึ่งรับผิดชอบ 18,000 ไร่ ไร่ละ 13 บาท 50 สตางค์ต่อไร่ต่อปี พาหนะไม่พอ การดูแลรักษาทรัพยากรสิ่งเหล่านี้ต้องพร้อมก่อนจึงจะเฉ่งได้ จะดูแลรักษาทรัพยากรต้องมี 870 หน่วย ผมขอมาให้ 100 หน่วย ปกติได้ 1-2 หน่วยจากสำนักงบประมาณ มันขึ้นกับนโยบายรัฐบาล ป่ากำมะหยี่ 73 ล้านไร่ ยังขาดอีก 700 หน่วย ที่จะทำหน้าที่เฝ้า พิทักษ์ ดูแลลาดตระเวน คนจะเดิน 100-200 กิโลเมตรไม่ได้ เดินไล่ตรวจ เดินแบบภูจองนายอย ไม่ซ้ำหน่วยเดิม ต้องเร่งจัดตั้งก่อนจะไม่เหลืออะไร" 
    เกี่ยวกับเรื่องการซื้อที่ดินเขตอนุรักษ์ ดำรงค์ฝากเตือนว่า อย่าหลงเชื่อซื้อที่ดินและคิดว่าจะมีสิทธิ์ในพื้นที่ป่า เพราะทรัพย์สินจะละลายหายหมด ขอยกกรณีตัวอย่างคุณหมอจากแคลิฟอร์เนียซื้อที่วังน้ำเขียว ราคา 68 ล้านบาท แล้วสร้างรีสอร์ตเป็นบ้านพักตากอากาศบนเนื้อที่ 200 ไร่ สุดท้ายก็ถูกจับดำเนินคดีและต้องทุบทิ้ง เพราะเชื่อคำคนหลอกขายที่อนาคตพื้นที่ตรงนี้จะกันเขตออกจากป่า คิดว่าหมดยุคการซื้อที่ดินรุกล้ำพื้นที่ป่า และต้องช่วยกันประณามต่อต้านกลุ่มคนเหล่านี้ที่ยึดป่าของคนทั้งชาติมาเพื่อสร้างผลประโยชน์ส่วนตน ต้องอายบ้าง 
    สำหรับการยื่นตั้งพรรคทวงคืนผืนป่าประเทศไทยไปนั้น ดำรงค์ยืนยันขอทำงานด้านป่าไม้และสัตว์ป่า หากได้รับเลือกเป็น ส.ส.ในสภา แม้เสียงเดียวก็จะทำหน้าที่ติดตามตรวจสอบปัญหาการทำลายป่าไม้อย่างกัดติด อย่างไรก็ตาม ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง และทำงานเกี่ยวกับป่าไม้ไทยมานาน จะเสนอแนะกับผู้บริหารของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านป่าไม้ รวมถึงคอยไล่บี้ให้เกิดการแก้ปัญหาจริงจัง โดยเฉพาะในพื้นที่ป่าไม้ที่มีสถานการณ์เลวร้าย.     
////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
ล้อมกรอบ
สถานการณ์ป่าไม้ไทยจากร่างรายงานสถานการณ์คุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2555
    พื้นที่ชุนชนและสิ่งปลูกสร้างมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ขณะที่พื้นที่ป่าไม้มีแนวโน้มลดลง พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศถูกใช้เป็นพื้นที่เกษตรกรรมและพื้นที่ป่าไม้ แม้ว่าพื้นที่ชุมชนและสิ่งปลูกสร้างจะมีเพียงร้อยละ 4.71 ของพื้นที่ทั้งหมด แต่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามจำนวนประชากรเพิ่มขึ้น ในขณะที่พื้นที่ป่าไม้กลับมีแนวโน้มลดลง ส่วนหนึ่งมีผลจากการขยายตัวของชุนชนและพื้นที่เกษตรกรรมเข้าไปรุกล้ำพื้นที่ป่าไม้
    ปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าในประเทศไทยยังคงรุนแรงและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ป่าไม้ในประเทศไทยยังคงประสบปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อทำการเกษตรและเป็นที่อยู่อาศัย โดยในช่วง 3 ปีหลัง พ.ศ.2552-2554 จำนวนคดีและพื้นที่การบุกรุกป่ามีจำนวนเพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นถึงปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่ามีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่วนหนึ่งมาจากการขาดที่ดินทำกินและการกระจุกตัวของการถือครองที่ดิน
    ในการแก้ปัญหาในส่วนของการขาดที่ดินทำกินของเกษตรกร สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกร (ส.ป.ก.) ได้มีการจัดสรรที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยด้วยการออกเอกสารสิทธิ์ โดยในปี พ.ศ.2554 ส.ป.ก.มีการดำเนินงานจัดที่ดินให้กับเกษตรกรทั้งหมด 107,467 ราย คิดเป็นพื้นที่ทั้งหมด 633,519 ไร่.