Sunday X-Cite X-Cite Kidz Tabloid
Subscribe to Thaipost
JPEG || PDF
Download

'อีไอเอรุนแรง' "ไม้แข็ง"ชุมชน-สิ่งแวดล้อม


ขณะนี้ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เรื่องกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ระเบียบปฏิบัติ และแนวทางในการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมสำหรับโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2552 ส่งผลให้ภาครัฐและเอกชนที่มีแผนก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ต้องมีการปฏิวัติตัวเองอย่างมาก เพราะการทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรืออีไอเอ และรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบทางสุขภาพ หรือเอชไอเอ ตามประกาศใหม่ของ ทส. มีความเข้มข้นและมีขั้นตอนมากกว่า 34 ประเภทโครงการ หรือกิจการตามประกาศของ ทส. ที่ต้องทำอีไอเอตามปกติอยู่แล้ว

แม้การกำหนดประเภทโครงการ หรือกิจการกระทบชุมชนรุนแรง ในส่วนของ ทส.ยังต้องรอผลการพิจารณาจากคณะทำงานภายใต้กรรมการ 4 ฝ่าย เพื่อแก้ปัญหานิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ที่มีนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปปลายเดือนเมษายนนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมได้ประกาศเรื่องการพิจารณาอนุญาตโครงการ หรือกิจกรรมเกี่ยวกับอุตสาหกรรมที่อาจก่อผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งด้านสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ

โดยมีบัญชีรายชื่อ 8 กิจการที่กระทบชุมชนขั้นรุนแรงไว้แล้ว คือ 1.เหมืองใต้ดินในชั้นดินหรือชั้นหินที่แตกหักง่ายทุกขนาด 2.เหมืองแร่ตะกั่ว สังกะสี และแมงกานีส 3.อุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นต้นและขั้นกลาง 4.โรงถลุงเหล็ก 5.นิคมอุตสาหกรรมที่มีโรงงานปิโตรเคมีขั้นต้นและขั้นกลางและโรงถลุงเหล็ก 6.โรงไฟฟ้า 7.โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 8.โรงงานกำจัดของเสียและขยะอุตสาหกรรม ดังนั้น ภาคเอกชนที่ประกอบกิจการภายใต้ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมสามารถใช้เป็นแนวทางการประเมินผลกระทบทางสุขภาพในรายงานอีไอเอของ ทส.ไปปฏิบัติได้ทันที

สุชญา อัมราลิขิต ผู้อำนวยการสำนักวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) อธิบายว่า "อีไอเอขั้นรุนแรง" ตามประกาศฉบับใหม่นี้ เจ้าของโครงการต้องดำเนินการจัดทำถ้าเข้าข่ายโครงการก่อให้เกิดผลกระทบชุมชนรุนแรง ทั้งด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ และจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสีย รวมทั้งให้องค์กรอิสระให้ความเห็นประกอบก่อนมีการดำเนินการ ทั้งยังรวมถึงโครงการซึ่งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยข้อร้องเรียนว่าอาจกระทบชุมชนร้ายแรง อย่างไรก็ตาม ผู้จัดทำรายงานอีไอเอนี้ต้องเป็นผู้ที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้แล้วกับ สผ.เท่านั้น

"ที่แตกต่างจากอีไอเอปกติ เมื่อคณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) พิจารณารายงานอีไอเอ เห็นชอบกับรายงานแล้วให้ สผ.ส่งผลพิจารณาของ คชก.ให้หน่วยงานรัฐ ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบโครงการหรือผู้อนุญาตโครงการ เช่น กรมชลประทาน, กรมเจ้าท่า, กรมโรงงาน ฯลฯ จัดดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อให้ประชาชนได้ข้อมูลข่าวสารในวงกว้าง กระจ่างชัดมากขึ้น และลดความกังวลของประชาชน ถือเป็นกระบวนการของรัฐให้กับสาธารณะ" สุชญากล่าว

ขั้นตอนการพิจารณาอีไอเอโครงการรุนแรงยังต่างจากอีไอเอปกติ ที่ สผ.ต้องจัดส่งรายงานฉบับที่ได้รับความเห็นชอบจาก คชก.แล้ว พร้อมทั้งความเห็นของ คชก. และสรุปสาระสำคัญของมาตรการป้องกันและลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมให้องค์กรอิสระให้ความเห็นประกอบ ก่อนจะมีการดำเนินการของหน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบ กรณีที่เป็นโครงการรุนแรงของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจหรือโครงการร่วมกับเอกชน ให้ สผ.เสนอความเห็นของ คชก. ความเห็นขององค์การอิสระ และรายงานรับฟังความคิดเห็นของประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ ต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เพื่อให้ความเห็นประกอบการพิจารณาเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี

ผอ.สำนักวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ความพยายามในการทำให้กระบวนการทำอีไอเอรุนแรงมีความรอบคอบ มีความชัดเจน เพื่อลดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นกับโครงการต่างๆ ของภาครัฐและเอกชน ในการประชุม คชก. เมื่อวันที่ 22 มกราคมที่ผ่านมา ได้เสนอเพิ่มองค์คณะผู้ทรงคุณวุฒิที่จะเข้ามาพิจารณาอีไอเอรุนแรง เน้นด้านสุขภาพ และกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนใน คชก.ทั้ง 10 ชุด ที่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน ซึ่ง คชก.ได้เห็นชอบและจะมีการแต่งตั้งเพิ่มเติม

"มีหน่วยงานรัฐผู้อนุญาตโครงการถามว่า ถ้า คชก.อนุมัติอีไอเอ พอจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นประชนไม่เห็นด้วย องค์การอิสระไม่เห็นด้วย หน่วยงานอนุมัติจะทำยังไง เห็นว่าอยู่ที่การพิจารณาของหน่วยงานอนุมัติ ซึ่งต้องตัดสินใจด้วยความรับผิดชอบ แม้การทำงานจะยากขึ้นแบบก้าวกระโดด แต่ถือเป็นการปฏิวัติแนวคิดการบริหารภาคราชการ สร้างความโปร่งใสในการอนุมัติโครงการ" สุชญากล่าว

ด้าน สมพร เพ็งค่ำ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) กล่าวว่า ในกระบวนการทำอีไอเอ การกำหนดขอบเขตการศึกษาเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะชี้ประเด็นสำคัญที่จำเป็นต้องศึกษาและประเมินผลกระทบ เพราะผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพมีหลากหลาย ถ้าทำอีไอเอไม่ตรงประเด็น สิ่งที่ศึกษาไม่ตรงกับข้อกังวลของชาวบ้าน เช่นที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วกับโครงการเขื่อนปากมูล จ.อุบลราชธานี บริษัทฯ ไปประเมินเรื่องการขยายตัวของพยาธิในปลาหลังสร้างเขื่อน แต่โครงการกลับมีผลกระทบในด้านความมั่นคงทางด้านอาหาร จำนวนปลาลดลง ชาวบ้านจับปลาไม่ได้ ต้องละทิ้งอาชีพประมงไปเป็นกรรมกร ส่งผลให้ครอบครัวล่มสลาย อีไอเอของโครงการเหมืองแร่โปแตชที่สร้างความขัดแย้ง เพราะบริษัทฯ ประเมินโครงการนี้จะไร้ปัญหา และทำให้การจ้างงานในชุมชนเพิ่มขึ้น แต่เมื่อชุมชนทำรายงานอีกฉบับ กลับมีผลกระทบการปนเปื้อนเกลือในแหล่งน้ำและพื้นที่เกษตร

"การประกาศกระทรวงเกี่ยวกับโครงการรุนแรง จะเป็นผลดีต่อหน่วยงานอนุมัติอนุญาต ให้ตัดสินใจรอบคอบยิ่งขึ้น ต้องรับผิดและรับชอบเต็ม เพราะโครงการที่จะเกิดผลกระทบชุมชนรุนแรง เมื่อเกิดเหตุจะสร้างความเสียหายร้ายแรงมาก ระบบนิเวศที่อ่อนไหวเรียกกลับคืนมาไม่ได้ หรือต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลในการเยียวยา ถ้าทำอีไอเอขั้นรุนแรงจะได้โครงการพัฒนาที่ไม่ส่ผลกระทบต่อวิถีชีวิตชุมชนและสิ่งแวดล้อม การรับฟังความคิดเห็นในขั้นตอนสุดท้าย จะทำให้แน่ใจว่า ก่อนลงนามอนุมัติ ถ้ามีเสียงคัดค้านควรให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เพื่อให้กระบวนการอีไอเอมีความสมบูรณ์ ถ้าหน่วยงานรัฐผู้อนุมัติกลัวงานหนักคงลำบากในการใฝ่ฝันถึงสังคมที่เอื้ออาทรต่อกัน ถ้าทุกฝ่ายร่วมมือร่วมใจกัน มุ่งมั่นและฝ่าวิกฤติไปได้ ระบบประเมินผลกระทบของไทยจะเดินไปในเชิงคุณภาพมากกว่าที่ผ่านมา" สมพรกล่าว

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการด้านการประเมินผลกระทบทางสุขภาพ กล่าวด้วยว่า ในการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในการกำหนดขอบเขตการศึกษา บริษัทฯ ไม่ควรมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางเข้าร่วมให้ข้อคิดเห็น เพราะเป็นสิทธิและหน้าที่ของประชาชน อย่างไรก็ตาม มีอีกเสียงสะท้อน เนื่องจากชาวบ้านต้องเสียรายได้เมื่อมาประชุม จึงควรสนับสนุนค่าเดินทางหรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ อยากเสนอทั้งกรณีที่มีการจ่ายเงินหรือไม่มีควรแจ้งในหนังสือเชิญให้ชัดเจน เพื่อให้ประชาชนตัดสินใจว่าจะเข้าร่วมประชุมนั้นหรือไม่ วิธีการนี้จะช่วยลดความเข้าใจผิดหรือการแปลงเจตนาที่ไม่เหมาะสมที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ขณะที่ สิริวรรณ จันทนจุลกะ ผู้อำนวยการกองสุขาภิบาลชุมชนและการประเมินผลกระทบทางสุขภาพ กรมอนามัยเห็นว่าประกาศฉบับนี้ส่งผลให้ทุกภาคส่วนต้องมีการปรับตัวมาก ขั้นตอนที่เพิ่มขึ้นทำให้รายงานอีไอเอรุนแรงมีความรอบด้าน จะเป็นเครื่องมือประกอบการตัดสินใจให้ถูกที่ถูกทางยิ่งขึ้น ต่างจากเดิมที่ผู้อนุมัติใช้อีไอเอเพื่อการตัดสินใจเลย สำหรับหลักการทำการประเมินเอชไอเอประกอบในรายงานอีไอเอ อาทิเช่น หลักประชาธิปไตย ต้องรับรองสิทธิของประชาชนทุกภาคส่วนในการมีส่วนร่วมตัดสินใจเกี่ยวกับการดำเนินโครงการที่จะกระทบชุมชน ความเป็นธรรม คือ ต้องศึกษาถึงผลกระทบต่อสุขภาพ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงที่อาจได้รับผลกระทบรุนแรงกว่าทั่วไป การให้ข้อมูลหลักฐานอย่างเหมาะสม และข้อมูลที่เป็นจริง เปิดเผยและโปร่งใส สุขภาวะองค์รวม คือ ต้องมองภาพรวมปัจจัยทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่มีผลกระทบทางสุขภาพของชุมชน สุดท้ายเน้นการพัฒนาที่ยั่งยืน ป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพทั้งในระยะสั้นและยาว

สำหรับมุมมององค์กรพัฒนาเอกชนที่ต้องพบกับความขัดแย้งระหว่างเจ้าของโครงการและชาวบ้านมายาวนาน ต่างตั้งความหวังไว้กับประกาศโครงการอีไอเอรุนแรงนี้ว่า จะช่วยลดปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรงที่เคยเกิดขึ้นกับโครงการต่างๆ และก็เชื่อว่า ขั้นตอนการพิจารณาโครงการที่เข้มข้นขึ้นที่ระบุไว้ในรายงานอีไอเอรุนแรง จะสามารถช่วยแก้ปัญหาที่หมักหมมได้ไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะโครงการมาบตาพุด

สุทธิ อัชฌาศัย ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก และอยู่ในคณะกรรมการ 4 ฝ่าย กล่าวว่า มาตราการ 67 วรรค 2 ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญไทย เป็นหมวดสิทธิชุมชนช่วยเติมเต็มโอกาสให้ชุมชนปกป้องตัวเองมากขึ้น กฎกติกาที่วางไว้มีเจตจำนงชัดเจนให้ชุมชนมีส่วนร่วมตัดสินใจโครงการที่อาจเกิดผลกระทบต่อชุมชน แต่ไม่ได้ปิดประตูตายถ้าโครงการมีมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบ มาตรการติดตามตรวจสอบอย่างเคร่งครัดให้มั่นใจว่าจะไม่เกิดผลกระทบ กว่าจะออกกฎหมาย ระเบียบขึ้นมารองรับเรื่องอีไอเอ และเอชไอเอมีการถกเถียงกันมาก เป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ง่าย เมื่อประกาศออกมาแล้วไม่อยากให้อีไอเอเป็นแค่องค์ประกอบเพื่อผ่านดำเนินโครงการ ด้วยการใช้วิธีต่างๆ นานาที่ไม่สร้างสรรค์ ขณะนี้ ภาคประชาชนยื่นฟ้อง ป.ป.ช.ให้ตรวจสอบกระบวนการอนุมัติอีไอเอในหลายโครงการของ สผ. และ ป.ป.ช.รับเรื่องไว้พิจารณาแล้ว ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก

"ถ้ามองเป็นแค่ตัวประกอบ หรือพิธีกรรมที่เยอะขึ้น สิ่งที่ทำจะไม่มีประโยชน์เลย แต่ถ้าทำกระบวนการอีไอเอ เอชไอเอให้สมบูรณ์ จะเป็นการเชื่อมร้อยองค์ความรู้ของบริษัทที่ปรึกษา ผู้ประกอบการ ผู้อนุมัติโครงการ และภาคประชาชน เมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันจะได้แก้ที่ต้นตอให้ถูกต้อง ในมาบตาพุดมีหลายโครงการทำอีเอไอให้ชาวบ้านเข้าร่วม แต่กลับไปบ้านชาวบ้านไม่เข้าใจ บริษัทที่ปรึกษาต้องเป็นตัวกลางให้ข้อมูลอุตสาหกรรม ให้ความรู้ความเข้าใจถึงผลกระทบ มาตรการลดผลกระทบ ถ้าทำได้จะเติมเต็มสิทธิชุมชน และเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันการพัฒนาให้ยั่งยืน แล้วความรู้จะอยู่กับชุมชนตลอดไป ปัญหาจะไม่เรื้อรังและยืดเยื้อเหมือนมาบตาพุด ไม่ต้องสูญเสียเม็ดเงินจำนวนมหาศาลซึ่งเป็นภาษีของประชาชนใช้แก้ปัญหา เราไม่ได้ค้านหัวชนฝา หรือต้องการทำลายการพัฒนาของประเทศ แต่ถ้าภาคเอกชนไม่มีมาตรการที่ตอบความกังวลใจทำให้ประชาชนไว้วางใจได้ก็อย่าพัฒนาเลย" สุทธิกล่าว.



flag counters
ไฟร์ฟอกซ์ ปลอดภัย ฟรี Download Firefox  | RSS feeds  | ทันข่าว ทันเหตุการณ์