ผู้นำของประเทศต้องตัดสินใจว่าทางเลือกไหนมันจะต้องดีที่สุดสำหรับประชาชนสำหรับบ้านเมือง จะมาเอาตัวเป็นหลักไม่ได้ จะเอาตัวเองเป็นตัวตั้งในทางความคิดไม่ได้ ว่าก็ฉันยึดมั่นของฉันอย่างนี้ ฉันคิดอย่างนี้ เพราะฉะนั้นก็จะต้องทำอย่างที่ฉันคิด มันไม่ได้ คิดในฐานะที่เป็นผู้นำ โดยเฉพาะคิดในฐานะเป็นรัฐบุรุษ มันต้องคิดถึงประชาชนเป็นใหญ่...ในเมื่อไม่มีทางเลือกอื่นใดแล้วขณะนี้มันก็เหลืออยู่แต่เพียงว่ารัฐบาลจะต้องละทิฏฐิ อย่าไปโหนกับหลักนิติรัฐ นิติรัฐมันไม่ใช่อย่างเดียวคือจะต้องเข้าไปปราบให้อยู่ ฉะนั้นการที่จะบอกว่าถ้าจะรักษาหลักนิติรัฐไว้ให้ได้ ทำอย่างไรก็ได้ทั้งหมดแม้กระทั่งชีวิตคนก็สามารถที่จะเอาชีวิตได้ นี่เป็นหลักนิติรัฐที่ไม่ถูก
การจุดประเด็นล้มเจ้าเป็นยุทธการที่ต้องการจะปลุกมวลชนขึ้นมาเพื่อที่จะให้ชนกัน ถ้าเป็นการวิเคราะห์ที่ถูกต้องว่า ศอฉ.ใช้แผนนี้ มันก็เป็นแผนที่แย่มาก คือต้องการที่จะเอาชนะให้ได้ถึงขนาดว่าให้เอาม็อบมาชนกัน มันเท่ากับไม่คำนึงถึงชีวิตของคนเลย ศักดิ์ศรีของความเป็นคนไม่มีเลย อย่าว่าแต่พวกเสื้อแดงเลยถ้าหากจะปลุกม็อบอีกข้างมาไม่ว่าจะเสื้อสีอะไร เสื้อหลากสี หรือสีเหลือง สีอะไรก็แล้วแต่ ถ้าเอามาชนกันมันก็ฆ่ากัน ตายกันทั้งสองข้าง ตายไปแค่นี้ยังไม่พออีกหรือ
ถึงนาทีนี้ข้อเสนอของกลุ่ม ส.ว.43 ที่มีอาจารย์พนัสเป็นหัวขบวนดูจะไร้ความหมายไม่ต่างจากแนวทางของกลุ่มสันติวิธีอื่นๆ เพราะต้องถือว่าการชุมนุมของ นปช.เลยเส้นสันติอหิงสามาไกลแล้ว ขณะที่รัฐบาลก็กำลังจะใช้หลักนิติรัฐเข้าจัดการ ทว่าในความขัดแย้งตลอดหลายปีที่ผ่านมาอาจารย์พนัสตั้งข้อสังเกตว่าสังคมไทยต้องตั้งหลักเรียนรู้กันใหม่ว่าหลักนิติรัฐคืออะไร และยังคงเป็นความชอบธรรมที่รัฐจะนำมาอ้างเพื่อใช้อำนาจได้อีกหรือไม่
Mind Map มั่ว
"ในส่วนที่เกี่ยวกับ ส.ว.43 คืออันที่จริงมันก็แค่คนสองคนเท่านั้นเอง พอต่อจากนั้นเราก็ไปล่ารายชื่อกัน สอบถามไปเท่าที่จะพอติดต่อกันได้ว่ามีใครสนใจบ้างไหม เขาก็บอกอย่างนั้นก็ส่งมาดูซิ แต่เนื่องจากทางฝ่ายที่เขาจะช่วยจัดการเอาไปส่งตามสื่อให้เขาก็มาเร่งเพราะเหตุการณ์มันกำลังเขม็งเกลียวขึ้นมา เลยได้รายชื่อแค่นั้น ตอนแรกได้ 30 กว่า หลายคนติดต่อตัวเขาโดยตรงไม่ได้ก็เลยเอาชื่อออก เท่าที่ใส่ชื่อมาก็ไม่มีใครคัดค้านโต้แย้งอะไร ไอเดียตอนนั้นคือเรามีความรู้สึกว่าไม่ควรจะไปปิดสื่อ มันปิดหูปิดตากันหมด ให้ฟังข้างเดียว มันเหมือนเป็นรัฐบาลเผด็จการซะมากกว่า เพราะว่าเรามีบทเรียนที่เจ็บปวดกันมาแล้ว 6 ตุลา ยุคเผด็จการจอมพลสฤษดิ์ บังคับให้ฟังข้างเดียวเราก็งมงายเชื่อกันไป ซึ่งมันอันตรายมาก ดังนั้นตอนนั้นพวกเราก็เรียกร้องในประเด็นนี้ อย่างน้อยก็คือแสดงความรับผิดชอบตรงนี้ และเราก็อยากเรียกร้องว่า เอ..ที่จะให้มีการเปิดสื่อได้เหมือนปกติมันก็ควรจะยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉินกับกฎหมายความมั่นคง เพราะถ้ายกเลิกตรงนี้ก็เท่ากับยกเลิกการเซ็นเซอร์ปิดกั้นสื่อไปในตัว แต่ถ้ายกเลิกแล้วยังปิดกั้นสื่ออยู่อีกอันนี้มันก็ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มันทำไม่ได้ รัฐธรรมนูญเขียนไว้ ดังนั้นวัตถุประสงค์หนึ่งของการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินก็คือปิดกั้นสื่อเพื่อให้รับฟังข้างเดียว ซึ่งอันนี้มันแสดงให้เห็นถึงเจตนาไม่บริสุทธิ์ คือถ้ารัฐบาลคิดว่าทำด้วยความบริสุทธิ์ใจจริงๆ และไม่ได้มีอะไรแอบแฝงจะต้องไปกลัวอะไรกับสื่ออีกข้าง ก็สู้ไปสิ สื่อของรัฐก็เต็มเหนี่ยวอยู่แล้วทั้งช่อง 11 ก็ว่าไป ขณะเดียวกันก็ให้คนอื่นเขามามีโอกาสตอบโต้ได้บ้าง ผมคิดว่าประชาชนในยุคสมัยนี้เขามีสติปัญญาพอที่เขาจะเลือกเชื่อใคร แต่ถ้าหากว่าสื่อที่ออกมามันเกินเลยไป ไปด่าไปละเมิดสิทธิคนอื่น หรือไปจาบจ้วงสถาบันเบื้องสูง อันนี้ก็ดำเนินคดีกันไปสิ เป็นกรณีๆ ไป มันไม่ใช่เป็นเหตุที่จะไปปิดเขาเลย หรือที่ไปปิดในส่วนที่เขาเรียกร้อง ต้องการจะปิดเขาเพราะกลัวเขาหรือเปล่า เพราะสิ่งที่เขาเรียกร้องมันโดนใจคนส่วนใหญ่ กลัวตรงนั้นกันหรือเปล่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งวาทกรรมไพร่ กลัวตรงนี้หรือเปล่า ถ้าหากว่าเป็นเพราะเหตุนั้นผมว่าไม่มีความชอบธรรม"
ที่จริงก็รู้อยู่ว่าถึงปิดสื่อก็ไม่ได้ผลในเทคโนโลยียุคปัจจุบัน
"ยุคนี้มันมีสื่อประเภทไซเบอร์ ไม่ว่าจะปิดอย่างไรเขาก็ยังเล็ดลอดเข้าไปได้อยู่ตลอดเวลา เหมือนแมวไล่จับหนู จับยังไงก็จับไม่อยู่ อินเทอร์เน็ตนี่ยากมากที่จะไปปิดเขา"
"นอกจากเรื่องสื่อก็มีในส่วนหนึ่งที่ผมไปลงชื่อร่วมในกลุ่มสันติประชาธรรมก่อนหน้านี้ กลุ่มสันติประชาธรรมเขาเสนอชัดเจนว่ารัฐบาลน่าจะตกลงยุบสภาภายใน 3 เดือน สันติประชาธรรมเขาก็เสนอเหตุผลของเขาว่าทำไมต้อง 3 เดือน เขาคิดว่าเป็นเวลาที่เหมาะสม ส่วนเหตุผลที่คิดว่าน่าจะยุบสภาก็เพราะควรจะคืนอำนาจให้ประชาชน ให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน เนื่องจากมันมีความขัดแย้งเกิดขึ้นมาแล้วระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มเสื้อแดง และที่จริงเขาก็ไม่ได้เรียกร้องในสิ่งที่ผิดครรลองของการปกครองระบอบประชาธิปไตย สิ่งที่เขาเรียกร้องก็เป็นสิ่งที่รัฐธรรมนูญก็รับรองไว้แล้วว่าเป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตย ไม่ได้ถือว่าเป็นการเสียหายหรือว่าทางฝ่ายรัฐบาลเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ในเมื่อปัญหาในบ้านในเมืองมันเกิดความขัดแย้งขึ้นมาอย่างนี้ และหาใครก็ไม่ได้ที่จะมาชี้ว่าคนไหนผิดคนไหนถูก หรือควรจะหาทางออกอย่างไร ฉะนั้นการหาทางออกโดยวิธียุบสภาเป็นวิธีการที่ถือว่าเป็นสันติวิธีมากที่สุด ลาออกก็ยังไม่แก้ปัญหา เพราะลาออกต้องมาเลือกนายกคนใหม่ เลือกคณะรัฐมนตรีใหม่ ก็ยังไม่รู้ว่าในที่สุดจะต้องยุบสภาไหม การเรียกร้องของฝ่ายเสื้อแดงเขาเรียกร้องยุบสภา ส่วนตัวผมเองผมเห็นว่าเขามีเหตุผลในการเรียกร้องตรงนี้ ความเป็นมาของรัฐบาลนี้ก็อย่างที่รู้กัน คือตัวเองว่าที่จริงแล้วก็เป็นเสียงข้างน้อย ก็ได้พรรคร่วมเข้ามาจนทำให้เกิดเป็นเสียงข้างมาก ได้ ส.ส.กลุ่มหนึ่ง พวกที่ทรยศต่อความไว้วางใจของประชาชน ส.ส.กลุ่มนั้นประชาชนเขาเลือกมาเขาต้องการจะให้มาอยู่กับพรรคนี้ซึ่งในที่สุดกลายเป็นพรรคเพื่อไทย ส.ส.พลังประชาชน ซึ่งเรารู้อยู่แล้วว่าที่ประชาชนเลือก ส.ส.พวกนี้มาเขาต้องการให้ ส.ส.พวกนี้ทำอะไรบ้าง ไม่ใช่มาทำอย่างนี้ ไม่ใช่มาร่วมกับประชาธิปัตย์ตั้งรัฐบาลแบบนี้ ฉะนั้นบรรดาพรรคร่วมทั้งหลายซึ่งในที่สุดมันเกิดเปลี่ยนขั้ว ผมถือว่าเป็นการทรยศต่อความไว้เนื้อเชื่อใจของประชาชน ดังนั้นการเกิดขึ้นมาของรัฐบาลนี้มันก็ไม่ค่อยชอบธรรมเท่าไหร่ และที่สำคัญกว่านั้นถ้าผมจำไม่ผิดคุณอภิสิทธิ์บอกว่าจะขอเป็น 9 เดือนเท่านั้นเอง แล้วทำไมไม่รักษาคำพูดของตัวเอง เขาก็มาทวงแล้ว อยู่มาเกินกว่าที่ตัวเองพูดไว้แล้ว วันนี้ก็มาบอกว่าจะต้องแก้รัฐธรรมนูญก่อนอะไรต่ออะไร แต่ปรากฏว่าตอนที่พรรคร่วมเขาขอให้แก้ก็เบี้ยวเขาไปเบี้ยวเขามา ลากมาจนกระทั่งในที่สุดเกือบจะเรียกได้ว่าไม่แก้ มันจบอยู่ตรงนั้นเลยด้วยซ้ำไป ซึ่งคุณบรรหารเองก็โกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง ตอนเจรจากัน 2 รอบคุณอภิสิทธิ์ก็พูดชัดเจนว่าจะแก้รัฐธรรมนูญ ที่จริงมันไม่ได้เป็นความต้องการของเขาเลย ก่อนหน้านั้นตัวเองก็พูดชัดเจน แก้มาตราเลือกตั้งให้กลับมาเป็นเขตเดียวคนเดียวก็ไม่เห็นด้วย พรรคประชาธิปัตย์บอกชัดเจนมากว่าไม่เห็นด้วย เพราะแบบที่เป็นอยู่เขาได้เปรียบ และที่จริงถ้าย้อนดูประวัติศาสตร์ระบบนี้มันเกิดขึ้นมาก็เพราะประชาธิปัตย์นี่แหละ ในสมัยก่อนที่จะมีการรัฐประหาร 2490 เริ่มแรกที่เรามีระบอบประชาธิปไตยของเราใช้ระบบเขตเดียวคนเดียวนะครับ ตอนนี้คนไทยลืมไปหมดแล้ว รัฐประหาร 2490 ฝ่ายนี้ขึ้นมามีอำนาจโค่นฝ่ายคณะราษฎรไปเกือบหมด สุดท้ายก็มาเปลี่ยนระบบการเลือกตั้งโดยรัฐธรรมนูญชั่วคราว รัฐธรรมนูญใต้ตุ่ม และก็มาเป็นรัฐธรรมนูญ 2492 เรียกว่ารวมเข่ง นี่คือที่มา ฉะนั้นประชาธิปัตย์เขาชอบระบบนี้แน่นอน แต่ตอนนี้มาบอกว่าจะต้องแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งที่จริงระบบเลือกตั้งแบบเขตละคนเขาไม่เคยยอมรับ ก็แสดงให้เห็นว่าเขาไม่จริงใจอยู่แล้ว คือผมก็เชื่อว่ามันเป็นเงื่อนไขเรื่องผลประโยชน์กันอยู่ ทั้งเรื่องงบประมาณ โผแต่งตั้งโยกย้าย กระทรวงต่างๆ ที่สำคัญๆ เพื่อที่จะสร้างฐานที่มั่นในการเลือกตั้งของพื้นที่ตัวเองให้มั่นคงยิ่งขึ้น โดยเฉพาะผู้ว่าราชการจังหวัดที่ย้ายลงไปดูแลพื้นที่ตัวเอง ขณะเดียวกันก็ลงคืบไปในพื้นที่อื่นที่ตัวเองยังยึดไม่ได้ แผนเป็นอย่างนี้ทั้งหมด"
แต่ยุบสภาตอนนี้ก็อ้างว่าจะเกิดสุญญากาศ เพราะขนาดเป็นรัฐบาลยังคุมกลไกรัฐทั้งตำรวจ-ทหารได้ไม่เต็มที่
"ถึงยุบสภาก็ยังทำหน้าที่เป็นรัฐบาลรักษาการอยู่ แต่ยุบหรือไม่ยุบเขาก็คุมไม่ได้อยู่แล้ว เขาเองก็ยอมรับ ขณะนี้ยังไม่ยุบสภาเขาคุมไม่ได้อยู่แล้วจะเอาอันนี้มาเป็นเหตุผลได้ยังไง ถ้าอ้างตรงนี้เป็นเหตุผลคุณน่าจะลาออก ถ้าลาออกเปลี่ยนรัฐบาลใหม่มันไม่แน่นี่ เผลอๆ อาจจะพลิกขั้วก็ได้ใครจะไปรู้ พรรคร่วมในเมื่อเคยเปลี่ยนขั้วแล้วทำไมจะเปลี่ยนอีกไม่ได้ หรือมิฉะนั้นตัวเขาเองอาจจะกลับมาเองก็ได้ และทำให้รัฐบาลพรรคร่วมเข้มแข็งกว่าเดิม มันก็น่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง"
หลังความผิดพลาดในการสั่งสลายม็อบ 10 เมษา จนถึงวันนี้ อ.พนัส ยังเห็นว่ารัฐบาลพยายามสร้างความชอบธรรมที่จะอยู่ในอำนาจ เพื่อแก้ปัญหาก่อการร้ายกระทั่งโหนสถาบัน สร้าง Mind Map ล้มเจ้า
"หนึ่งเป็นการสร้างความชอบธรรมที่จะต้องอยู่ต่อ อ้างว่าเนื่องจากมีการกระทำความผิดซึ่งมันอุกฉกรรจ์มาก เป็นการทำลายบ้านเมืองอย่างร้ายแรง ไม่ใช่แค่ทำลายกฎหมายแต่ทำลายสถาบันสูงสุดของประเทศ อันนี้คือความชอบธรรมที่อ้างว่าตัวเองจะต้องอยู่ต่อไป แต่ถามว่าความชอบธรรมตรงนี้เท่าที่ผ่านมาตัวเองยังทำอะไรไม่ได้เลย แล้วถ้ามันมีปัญหานี้ขึ้นมาจริงๆ จะให้เขาดูแลต่อไป เขาจะรักษาไหวเหรอ ก็ในเมื่อปัญหาเท่าที่เกิดขึ้นอยู่ขณะนี้ยังเอาไม่อยู่เลย แต่ผมเองผมกลับมองว่าล้มเจ้ามันเป็นยุทธการที่ต้องการจะปลุกมวลชนขึ้นมา เพื่อที่จะให้ชนกัน ถ้าหากว่าย้อนกลับไปดูตอน 6 ตุลา ถือว่ามันเป็นยุทธการที่ใกล้เคียงกันมาก โมเดลแขวนคอ ตอนนั้นมันมีการปลุกระดมกันจนกระทั่งเรียกว่าความรู้สึกของคนไทยในตอนนั้นมันคือไม่ได้แล้วต้องฆ่ามัน แต่เท่าที่ผ่านมาแล้วกี่วัน ที่ทิ้งไพ่ใบล้มเจ้าออกมา ผมว่ามันแป้ก มันไม่ขึ้น ผมว่าเจตนาจริงๆ คือตรงนี้มากกว่า ทีนี้ในเมื่อทิ้งไพ่ตัวนี้แล้วจะทำยังไงต่อไป ก็ต้องเดินหน้าต่อ เดินหน้าต่อก็คือต้องส่งให้ดีเอสไอ ปัญหาข้อกฎหมายก็จะเข้ามา กับบุคคลที่ทำแผนผังมาแสดงรายชื่อต่างๆ"
กลายเป็น Mind Map มั่ว
"รายชื่อบางคนเอาไปโยงกันได้ยังไง"
อย่าง อ.สมศักดิ์ - อ.สุธาชัย
"คือสุธาชัยเขาอาจจะเห็นว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับดาตอร์ปิโด ไปประกันตัว ไม่แน่ใจว่าข้อมูลผมถูกหรือเปล่า เท่าที่รู้เขาเป็นเพื่อนกัน เรียนปริญญาโท แกก็ต้องไปดูแล ความคิดก็อาจจะมีส่วนซึมซับกันได้ แต่อาจารย์สมศักดิ์แกอยู่ของแกคนเดียว ไม่มีใครคุมแกได้หรอก และไม่มีใครกล้าไปยุ่งกับแกหรอก แกก็ว่าของแกไปคนเดียวโดดๆ นั่นแหละ อาจารย์นิธิ หมอประเวศแกก็ไม่ฟังเสียงหรอกแกลุยหมด เอาชื่อแกเข้าไปใส่ไปโยงกลายเป็นเรื่องโจ๊ก สุดท้ายแผนล้มเจ้าที่เขาทิ้งออกมามันกลายเป็นเรื่องโจ๊กไป มันปลุกคนไม่ขึ้นเหมือนอย่าง 6 ตุลา ฉะนั้นถ้าหากว่าอันนี้เป็นอย่างที่ผมคาดเดาการประเมินของผมตรงนี้ ถ้าเป็นการวิเคราะห์ที่ถูกต้อง ว่า ศอฉ.ใช้แผนนี้ มันก็เป็นแผนที่แย่มาก คือต้องการที่จะเอาชนะให้ได้ถึงขนาดว่าให้เอาม็อบมาชนกัน มันเท่ากับไม่คำนึงถึงชีวิตของคนเลย ศักดิ์ศรีของความเป็นคนไม่มีเลย เขามองคนอย่าว่าแต่พวกเสื้อแดงเลยถ้าหากจะปลุกม็อบอีกข้างมาไม่ว่าจะเสื้อสีอะไร เสื้อหลากสี หรือสีเหลือง สีอะไรก็แล้วแต่ ถ้าเอามาชนกันมันก็ฆ่ากัน ตายกันทั้งสองข้าง ตายไปแค่นี้ยังไม่พออีกเหรอ"
หากนี่คือการปลุกมวลชนก็ถือเป็นการดูถูกมวลชนด้วยว่าไม่ว่าจะใส่ข้อมูลอะไรไปก็เชื่อ
"นั่นสิ เขายังมองว่าเป็นอย่างนั้น"
ประเด็นล้มเจ้ากลับปลุกไม่ขึ้นอย่างที่คาดหมาย
"ผมว่าอาจารย์สมศักดิ์แกวิเคราะห์ไว้ดี แกบอกว่าตอน 6 ตุลามันเป็นการจัดตั้ง มีลูกเสือชาวบ้านมีอะไรต่ออะไร มันมีการจัดตั้งอย่างเป็นระบบ แต่ติดมวลชนตอนนี้ที่เขาหวังจะปลุกขึ้นมาผมเชื่อว่ามันก็คือม็อบพันธมิตรฯ แน่นอน แต่ผมไม่ทราบว่าทำไมมันถึงยังไม่ขึ้น หรือเขาอาจจะกำลังรอเตรียมทัพกันอยู่ เพราะสุดท้ายแล้วก็กลายเป็นแค่มายื่นหนังสือกัน อย่างมหาจำลองก็ยื่นคำขาดไว้ว่า 7 วันถ้ารัฐบาลจัดการไม่จบเขาจะออกมาจัดการเอง ก็ยังไม่เห็นว่ามีอะไร คือถ้าดูมวลชนขณะนี้มันมีความสัมพันธ์มีความเชื่อมโยงระหว่างรัฐบาลกับพันธมิตรฯ ซึ่งคงไม่มีใครปฏิเสธ และถ้าหากว่าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ในทางทหารเองก็อาจจะมีปัญหาทางทหารก็ได้ เพราะว่าสมัย 6 ตุลา ลูกเสือชาวบ้าน ตชด.เป็นคนจัดตั้ง เรียกว่าสั่งกันได้เหมือนเป็นกองกำลังทหารเทียมๆ เลย กึ่งทหารเลยละ จัดลูกเสือชาวบ้านลงไปทุกชุมชน สื่อเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันหมด ใช้สื่อได้ effective มาก ขณะเดียวกันคนในสมัยนั้นถูกโฆษณาชวนเชื่อของสงครามเย็นที่ให้กลัวคอมมิวนิสต์มาก่อนหน้าอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นมันก็จุดติด โดยเฉพาะในเรื่องสถาบัน กลัวคอมมิวนิสต์เป็นพื้นฐานอยู่แล้ว ถูกครอบงำทางความคิดโดยอเมริกา กลไกในการโฆษณาชวนเชื่อมันเข้ามาแต่ไหนแต่ไรในช่วงสงครามเย็น คนไทยส่วนใหญ่แม้กระทั่งชาวบ้านธรรมดาก็ยังกลัวคอมมิวนิสต์เลยสมัยก่อน เพราะฉะนั้นตรงนั้นกระแสมันก็เลยปลุกขึ้น มาคราวนี้พอใช้แผนอันนี้ลงไปมันมีม็อบเสื้อหลากสีของหมอตุลย์ ซึ่งว่าที่จริงก็ชุมนุมกันมาหลายวันก็ไม่ขึ้นเท่าไหร่ จำนวนมันก็อยู่แค่นั้น ผมบ้านอยู่ใกล้ๆ อนุสาวรีย์ชัยฯ ก็ไปสังเกตการณ์ดูอยู่ ผมก็รู้ว่าส่วนหนึ่ง คือเราก็ไม่อยากจะไปกล่าวหาเขาแต่ว่ามันก็มาเสียงร่ำลือกันว่าจ้างมา อยู่กันเดี๋ยวเดียวก็ไปหมดแล้ว อย่างหมอตุลย์แกก็สุดตัวอยู่แล้ว แถมยังมี พล.อ.ปฐมพงษ์ อันที่จริงปฐมพงษ์นำก่อนเลยที่ศูนย์ฯ สิริกิติ์ มันก็ได้คนมาไม่เยอะเท่าไหร่ ตอนนี้ผมไม่เข้าใจว่ากลไกของทางเสื้อเหลืองเขามันหมดสภาพไปแล้วหรืออย่างไร ตรงนี้ผมไม่แน่ใจ"
เมื่อตั้งพรรคการเมืองใหม่อาจทำให้ปลุกมวลชนพันธมิตรฯ ได้ไม่เต็มที่
"แหมถ้าอย่างนั้นมันยิ่งดีสิ ถ้าเขายังสามารถปลุกได้เหมือนก่อนหน้านี้ ก่อนที่เขาจะตั้งพรรคการเมืองใหม่ก็แสดงว่าอนาคตเขาสดใสมากในทางการเมือง แสดงว่าฐานเสียงเขาเต็มไปหมดสิอย่างนั้นนะ ตรงนี้มันก็เป็นโจทย์อีกนั่นแหละที่มันน่าจะต้องพยายามหาคำตอบกัน ว่าที่จริงม็อบเสื้อเหลืองสมัยก่อนหน้านั้นที่มายึดอยู่ได้ตั้ง 190 กว่าวัน เป็นม็อบของใครกันแน่ ของเสื้อเหลืองจริงๆ มีสักเท่าไหร่ มันมีม็อบสมทบ มันเหมือนพรรคร่วมแหละผมว่า สมัยนั้นมันรวมกันหลายพรรคหลายกลุ่ม"
ขณะนั้นมีจุดร่วมเดียวกัน เป้าหมายศัตรูคนเดียวกัน
"โค่นทักษิณให้ได้ โค่นระบอบทักษิณให้ได้ แต่ตอนนี้มันไม่มีความผูกพันกันอีกต่อไปแล้ว มันก็เท่ากับเป็นการสลายไปในตัว เพราะลำพังแกนนำก็ขาดคนที่เป็นหัวจริงๆ ไป ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน ถ้าคุณสนธิอยู่ผมว่าก็ไม่แน่เหมือนกัน เพราะอันที่จริงแล้วม็อบมันติดคนที่เป็นผู้นำ และโดยเฉพาะผู้นำที่เป็นคนพูดปลุกระดม อย่างเดี๋ยวนี้ม็อบเสื้อแดงผมว่ามันไม่ใช่เพราะทักษิณนะ มันเพราะณัฐวุฒินะ พวกแม่ยกทั้งหลายอยู่หน้าเวทีเกาะเวทีเลยเพราะณัฐวุฒิทั้งนั้น โฟนอินทักษิณเขาไม่ได้สนใจเท่าไหร่แล้ว และเขาก็ประกาศบนเวทีเลยด้วยซ้ำว่าเขาข้ามเลยทักษิณไปแล้ว ทักษิณก็เป็นเพียงเสื้อแดงคนหนึ่งเท่านั้น"
ฝ่ายที่ดึงต้นทุนสุดท้ายของสังคมไทยมาใช้เพื่อความได้เปรียบทางการเมืองอาจได้มวลชนสนับสนุนระดับหนึ่ง แต่กลับสุ่มเสี่ยงต่อสถาบัน
"มันก็น่าเป็นห่วง เพราะเท่ากับไปดึงสถาบันลงมา ถ้าหากว่าข้อกล่าวหานี้สุดท้ายแล้วมันไม่มีอะไร มันว่างเปล่า"
เช่นเดียวกับปรากฏการณ์ใช้กฎหมายหมิ่นฯ เล่นงานกัน
"คือลำพังคดีหมิ่นที่เอามาเล่นกันมันก็เป็นการดึงสถาบันลงมาค่อนข้างจะมากแล้ว คนที่เขาหวังดีต่อสถาบัน อย่างอาจารย์สุลักษณ์ท่านหวังดีท่านก็วิพากษ์วิจารณ์ไปตัวท่านเองก็โดนเข้าเองด้วยอย่างนี้ ซึ่งอันนี้มันทำให้ความรู้สึกมันไม่ดี อย่างน้อยที่สุดก็คือมันทำให้คนไม่กล้าพูดเรื่องนี้ โดยเปิดเผย ตอนนี้ในเมื่อเขาไม่กล้าพูดเปิดเผยเขาไปพูดกันในที่ลับ มันจะพูดกันยังไงก็ได้ ยิ่งเสื่อมเสียหนักกันเข้าไปยกใหญ่ เพราะแต่ละเรื่องที่พูดกันไปแล้วไม่มีการพิสูจน์ ในเมื่อไม่มีการออกมาปฏิเสธหรือออกมายอมรับทุกคนก็ assume ว่าเป็นเรื่องจริง สุดท้ายในเมื่อมีการพูดกันในทางที่ไม่ดีไปเรื่อยๆ แน่นอนก็เป็นเรื่องเสื่อมแน่นอน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อต่างประเทศเขาไม่ได้ถูกจำกัดในเรื่องนี้ เขาก็ว่าของเขาไปเต็มที่ คนไทยไปได้ข้อมูลจากสื่อต่างประเทศมารู้บ้างไม่รู้บ้าง เข้าใจผิดเข้าใจถูก มันก็ยิ่งพากันไปยกใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝรั่งเขาไม่ได้มองอย่างที่คนไทยมอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหากพยายามทำให้เรื่องนี้ไม่สามารถพูดจากันได้โดยเปิดเผย ต้องไปอาศัยการวิเคราะห์วิจารณ์ของฝรั่งมันก็ยิ่งไปกันใหญ่"
หลังจากเรียก พล.อ.ชวลิตรายงานตัว จะมีความพยายามกดดันคนอื่นๆ ใน Mind Map เพื่อแสดงให้เห็นว่าขบวนการล้มเจ้ามีอยู่จริง
"แน่นอนต้องเอากฎหมายมาเล่นคนเหล่านี้ คุณสุเทพก็พูดว่าสุดท้ายก็ต้องส่งให้ดีเอสไอดำเนินการต่อไป แต่ดีเอสไอเป็นหน่วยงานกฎหมายมันก็คือกรมตำรวจชนิดพิเศษนั่นเอง การทำคดีมันก็ต้องทำไปตามหลักการของกฎหมาย หลักการในการทำคดี ซึ่งไม่ใช่ว่าจู่ๆ จะไปเอาข้อมูลอะไรก็ได้ เอามาจับแพะชนแกะแล้วก็กล่าวหาไป มันต้องเปิดโอกาสให้คนที่ถูกกล่าวหาเขาสู้คดีได้ด้วย ซึ่งสุดท้ายแล้วมันก็จะกลายเป็นเหมือนคดีทั้งหลายแหล่ ซึ่งขณะนี้มันก็ยังไม่รู้เลยว่าผลสุดท้ายจะตัดสินออกมาเป็นยังไง อย่างเช่นคดีหมิ่นฯ ของคุณสนธิ ก็ไปได้ไม่ถึงไหน สำหรับกรณีเรื่องนี้ก็เหมือนกัน และคิดเหรอว่าอย่าง พล.อ.ชวลิตแกจะมายอมงอมืองอเท้าอยู่ แกก็ต้องสู้ของแกสุดฤทธิ์อีกเหมือนกัน ผลของมันก็คือถ้ากลับมาเป็น legal battle เป็นการต่อสู้กันทางกฎหมาย อีกฝ่ายที่ถูกกล่าวหาเขาก็ฟ้องกลับได้เช่นเดียวกัน และมันก็จะยาว มันไม่เป็นมาตรการอะไรที่เอาชนะกันได้โดยเด็ดขาดแน่นอนอยู่แล้ว มันมีผลแต่เพียงสนับสนุนข้อกล่าวหาของฝ่ายเสื้อแดงซึ่งอ้างว่ามีส่วนหนึ่งที่เป็นผู้ร้ายแทรกซึมอยู่ และถ้าจะว่าไปแล้วนัยยะก็ชัดเจนว่าหมายถึงพวกแกนนำ เป็นทั้งผู้ก่อการร้ายเป็นทั้งผู้ล้มสถาบัน เพราะมีชื่ออยู่ในนั้นด้วย แต่ทีนี้ในเมื่อมีการขยายวงไปเอาคนอื่นซึ่งขณะนี้บางคนเขาก็หนีไปอยู่เมืองนอกแล้ว ว่ามีส่วนร่วมด้วย ทั้งๆ ที่อย่างที่เรารู้มาเขาแตกกันมากกว่าในทางความคิด อย่างเช่นสุรชัย แซ่ด่าน เขาปรามาสพวกสามเกลอด้วยซ้ำว่าถ้าทำแบบนี้ไม่มีทางชนะได้ เขาก็ประกาศว่าเขาไม่สังฆกรรมด้วยเขาไม่เอาด้วย แล้วมันจะไปสมคบกันได้ยังไง อันนี้แค่ในแง่ที่ฝรั่งเรียกว่าเป็นทฤษฎีสมรู้ร่วมคิดยังไปไม่รอดเลย เพราะการที่จะเป็น conspiracy อย่างน้อยมันต้องมีจุดเชื่อโยงอะไรกันบ้าง ไม่ใช่ว่าแต่ละคนเขาอาจจะมีความเห็น มีการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันอย่างรุนแรง ถ้าใครทำอย่างนั้นก็ถือว่าสมคบกันหมด สมรู้ร่วมคิดกันหมด มันเป็นไปไม่ได้ในทางกฎหมาย อย่างกรณีอาจารย์ใจจะมาร่วมอะไรกับพวกนี้ อาจารย์ใจเขาไม่เห็นด้วยในการต่อสู้หลายๆ อย่าง ผมว่าอาจารย์ใจก็ไม่ได้เห็นด้วยกับสันติวิธีนะ แนวคิดแกอาจารย์ใจไปทางแดงสยามมากกว่า"
มีแนวคิดที่แตะกันอยู่บ้าง
"เขาเรียกว่ามาแตะมามีจุดร่วมกันบ้าง มันคือในแง่ความคิดตรงนี้ที่มีต่อสถาบัน มันจะเป็นขบวนได้ได้ยังไง"
ในเมื่อปลุกไม่ขึ้นอย่างที่คิด จะเดินเกมไหนต่อ
"ถ้าเขาไม่ยอมเลิกสุดท้ายมันก็คงเหลืออยู่อย่างเดียวมั้ง ถ้าเขาไม่เอาแนวทางสันติแนวทางการยุบสภา มันก็คือต้องปฏิวัติ ต้องยึดอำนาจ ทั้งเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นที่อนุสรณ์สถานฯ ทหารตาย 1 คน เสื้อแดงไปบุกโรงพยาบาลจุฬาฯ ก็ต้อง whip up ประเด็นพวกนี้ขึ้นมา แสดงให้เห็นว่าไอ้พวกนี้ใช่แล้วละผู้ก่อการร้ายจริงๆ จำเป็นต้องปราบแล้ว"
ปฏิวัติก็ใช่ว่าจะคุมสถานการณ์ได้ ทหารเองก็มีสองฝ่าย
"ตรงนี้สิผมถึงคิดว่าเขาจึงได้ลากยาวมาขนาดนี้ เท่าที่ผมทราบเมื่อคืนวันที่ 10 เขาก็จะทำกันแล้ว แต่เพราะเหตุว่าทหารไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันนี่ไงมันเลยลากยาวมาเรื่อยๆ และปัญหามันเกิดตอนนี้ก็คือว่าถ้าสุดท้ายเอาละวะถึงยังไงฉันก็จะทำ คำถามคือว่าแล้วทหารจะรบกันเองหรือเปล่า ซึ่งมันจะแตกต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา คุณอนุพงษ์แกก็ยอมรับว่าก็มีเรื่องความไม่เป็นเอกภาพ แกถึงบอกว่าเรื่องนี้จำเป็นที่จะต้องจัดการพวกทหารที่แตกแถว แต่มันก็คงจะไม่ใช่แค่นิดหน่อย ความแตกร้าวมันค่อนข้างมากพอสมควร ถึงทำให้ขาดเอกภาพ ส่วนตัวคุณอนุพงษ์แกก็คงไม่อยากจะทำ ด้วยใจของแกเองแกไม่อยากจะทำ ออกทีวีกับนายกฯ อภิสิทธิ์ก็บอกชัดเจนว่าต้องเอาคนบริสุทธิ์ออกซะก่อนถึงจะปราบพวกที่เป็นตัวการผู้ก่อการร้ายได้ และถ้าคนบริสุทธิ์เขาบอกไม่ออกล่ะ เขาบอกจะสู้ล่ะ"
ไม่ง่ายที่จะแยกปลาแยกน้ำ
"พูดได้แต่มันทำไม่ได้ เพราะปลากับน้ำมันอยู่ด้วยกัน ยกเว้นแต่ว่าคุณบอกว่าในเมื่ออยู่ด้วยกัน อยู่ในข้องเดียวกันก็ถือว่าเป็นเหมือนกันหมด เพราะนั่นก็คือฆ่าหมด รัฐก็ประกาศมาตั้งกี่ครั้งแล้วว่าให้ผู้ไม่เกี่ยวข้องออกจากที่ชุมนุม ปรากฏว่าระดมกลับมามากขึ้นกว่าเดิมอีก ทีนี้จะใช้วิธีการจัดการกับแกนนำผมว่ามันเหมือนหนังมากกว่า จะไปเด็ดหัวแกนนำมันไม่ใช่ง่ายๆ"
การเคลื่อนของฝ่ายเสื้อแดงเองก็ยั่วยุให้เกิดเหตุขึ้นมาอีก
"โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่มีคนเขาตั้งข้อสังเกตไว้และผมก็เห็นด้วยกับเขาก็คือว่าที่ยิงกันมาบึ้มๆๆ ไม่รู้กี่ครั้งแล้ว ทั้งเอ็ม 79 ระเบิด เสื้อแดงไม่ตายเลย ไม่ลงที่เสื้อแดงเลย ประการที่สองก็คือการพูดของแกนนำบางครั้งมันเท่ากับเป็นการยอมรับโดยปริยายอยู่แล้วว่ามีกลุ่มพวกนี้อยู่ โดยเฉพาะอริสมันต์นั่นชัดเจน เพราะมันมักจะหลุดอยู่เรื่อย แต่ณัฐวุฒิเองเขาก็พูดในลักษณะค่อนข้างจะมั่นใจ พูดเลยว่ามาเลยแล้วสุเทพมันจะรู้ว่านรกมีจริง อะไรทำนองนี้ แน่นอนถ้าเป็นทางการเขาก็ต้องบอกว่าไม่ใช่ เขาใช้สันติวิธี ถ้าเป็นทางการเขาก็ให้หมอเหวงมาพูดว่าสันติวิธีอหิงสา พอเกิดเหตุการณ์วันที่ 10 เม.ย.ขึ้นมาสิ่งนี้ที่มันปฏิเสธไม่ได้ก็คือว่ากลุ่มเสื้อดำที่ออกมามันมายิงทหารแน่นอน ไม่อย่างนั้นทหารจะไปแตกกระเจิงไปอย่างนั้นหรอก และก็ล็อกเป้าได้เลย เอาหัวขบวนเลยและก็เอาทีเดียวอยู่เลยด้วย คำถามก็คือว่าแล้วทำไมจนถึงเดี๋ยวนี้ กี่วันแล้ว ตั้งแต่วันที่ 10 จนถึงตอนนี้สามอาทิตย์แล้ว ไม่มีปัญญาที่จะสืบรู้ได้เลยหรือว่ากลุ่มคนเสื้อดำนั้นมีใครบ้าง มันไม่น่าเป็นไปได้ มันต้องรู้ ผมว่าเขาต้องรู้กันแล้วละ เพียงแต่ว่ารู้แล้วไม่รู้ว่าจะจัดการยังไง ทำไมถึงจัดการไม่ได้ ฝีมือสู้กันไม่ได้หรือว่ายังไง คือถ้าเห็นว่าเป็นคนกลุ่มเล็กก็ตามไล่ล่ามันก็น่าจะเอาอยู่ได้หมดแล้ว นี่เพิ่งมาประกาศว่าจับคนที่ยิงอาร์พีจีกระทรวงกลาโหมได้แล้ว เหตุการณ์ที่อนุสรณ์สถานฯ ก็จับจ่าคนหนึ่ง เขาก็ให้การว่าค้าอาวุธไม่ได้เกี่ยวกับพวกเสื้อแดง ที่เขาพูดมานี่ในแง่หนึ่งมันเป็นประโยชน์กับฝ่ายเสื้อแดง พอมันเป็นคนละเรื่องเขาก็ไม่กล้าที่จะเอาออกมาใช้ประโยชน์เพราะมันต่อไม่ติด นอกจากต่อไม่ติดแล้วมันเปิดโอกาสให้มีการซักไซ้ไล่เลียงจ่าคนนั้นมากขึ้น มันก็ยิ่งจะออกมาว่าเฮ้ยไม่เกี่ยวเว้ย เสื้อแดงไม่เกี่ยวแต่ใครล่ะเกี่ยว ขณะนี้เท่าที่เห็นว่าเป็นไพ่ใบสำคัญที่ได้ไว้ก็คือเมธี ฟังจากที่ออกข่าวที่ออกมาโดยเฉพาะอธิบดีดีเอสไอ ซึ่งก็คงจะถูกรีดข้อมูลมาจากเมธีให้ได้ ที่น่าจะต้องสังเกตคือขนาดนายทหารอดีตยังเติร์กยังออกมาพูดเป็นฉากๆ ว่ามีการวางแผนจะลอบปลงพระชนม์ กล่าวหามนูญกฤต สุดท้ายก็ยกฟ้อง ตอนหลังแกก็บอกว่าถูกบังคับ คนระดับพันเอก เป็นนายพลแล้วด้วยซ้ำถ้าไม้เกิดกบฏเมษาฮาวาย"
นิติรัฐ-นิติธรรม
เมื่อผู้ชุมนุมละเมิดสิทธิคนอื่นหนักเข้า รัฐบาลก็ถูกกดดันให้จัดการ แต่การบังคับใช้กฎหมายไม่มีผลใดๆ แปลว่าความเป็นนิติรัฐหมดสภาพไปแล้ว
"นิติรัฐมันก็ยังมีของมันมาได้ระดับหนึ่ง นิติรัฐมันจะสามารถคงความศักดิ์สิทธิ์ของมันได้ ฝ่ายที่ใช้อำนาจรัฐคือฝ่ายรัฐบาลเอง ฝ่ายผู้ถืออำนาจมันต้องใช้อำนาจอย่างเป็นธรรมด้วย มันถึงจะอ้างหลักนิติรัฐได้ เพราะหลักนิติรัฐหลักนิติธรรมมันก็คืออันเดียวกัน ถึงแม้ว่าในเชิงวิชาการในเชิงทฤษฎีจะมีข้อแตกต่างซึ่งค่อนข้างจะปลีกย่อย เพราะนิติรัฐมันเป็นทฤษฎีของเยอรมัน แต่ Rule of Law นิติธรรมมันเป็นทฤษฎีของทางซีก Anglo Saxons มันมีข้อแตกต่างกันอยู่บ้างนิดหน่อย โดยนัยยะที่สำคัญก็คือนิติรัฐสุดท้ายมันไม่สามารถที่จะมีอยู่ได้ เพราะฝ่ายผู้ใช้อำนาจรัฐเองก็เป็นฝ่ายทำลายซะเอง อย่างเช่นการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน คำถามคือว่ามันมีเหตุเพียงพอหรือเปล่า ถ้าประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินโดยมีเจตนาที่จะใช้อำนาจรัฐอย่างเต็มที่กับฝ่ายที่เป็นปฏิปักษ์กับตัวเอง อันนี้จะมาบอกว่าฉันจะต้องอยู่ต่อไปเพื่อรักษานิติรัฐ มันเป็นไปไม่ได้หรอก กฎหมายในเมืองไทยเรามันหมดความชอบธรรมไปค่อนข้างมาก เพราะฉะนั้นใครจะมาอ้างว่าต้องมีนิติรัฐมันพูดยาก เพราะมันก็จะเป็นกฎหมายที่อีกข้างบอกว่าเขารับไม่ได้ ไม่ยุติธรรม เพราะว่ากฎหมายของยูคือ unjudge law มันไม่มีทางที่คุณจะอ้างนิติรัฐได้ ผมว่าสังคมไทยจะต้องมีการเรียนรู้กันอย่างหนัก ไม่อย่างนั้นก็จะเอามาพูดกันว่า เอ้ย ต้องรักษาหลักนิติรัฐนิติธรรมไว้ บ้านเมืองต้องมีขื่อมีแป กฎหมายจะต้องมีความศักดิ์สิทธิ์ แต่คำถามคือกฎหมายที่ศักดิ์สิทธิ์มันยุติธรรมหรือเปล่าล่ะ ถ้าหากว่ากฎหมายที่เอามาใช้มันไม่ยุติธรรม พูดง่ายๆ ว่าเป็นกฎหมายของเผด็จการทรราช ประชาชนเขาก็จะมีสิทธิอีกอันหนึ่งนะ คือสิทธิที่จะไม่ปฏิบัติตาม คืออารยะขัดขืน ตรงนี้เขาก็มีสิทธิอ้างได้ กฎหมายคุณไม่เป็นธรรมนี่หว่า คุณประกาศออกมา คุณต้องการจะเล่นเราลูกเดียวเท่านั้นเอง และก็มาบอกว่าเราไม่ได้ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ ทั้งๆ ที่เขาบอกแล้วว่าเป็นการใช้สิทธิชุมนุมและแสดงออกถึงความคิดเห็นของเขา เป็นสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ทางฝ่ายรัฐบาลก็บอกว่าไม่ได้ เพราะมันไปละเมิดสิทธิของคนอื่น มันทำให้เศรษฐกิจเสียหาย และมันทำให้มองเห็นว่าเป็นห่วงเรื่องความเสียหายตัวเลขเงินทอง เรื่องทรัพย์สินที่จะต้องเสียหาย ถึงขนาดบอกว่าย้ายซะเถอะจากราชประสงค์ และขอให้มาชุมนุมต่อที่ผ่านฟ้า อ้าว ที่ผ่านฟ้าไม่ละเมิดสิทธิคนแถวนั้นเหรอ เพื่อนผมคนหนึ่งบ้านอยู่ติดโรงเรียนสตรีวิทย์ มันมาถามผมเฮ้ยฟ้องได้ไหมเนี่ย แก๊สน้ำตาที่ยิงมาจากเฮลิคอปเตอร์ลงหลังคาบ้านเต็มเลย แม่ยายอายุ 90 ต้องตะเกียกตะกายวิ่งหนี อลหม่านไปหมด แต่ที่สำคัญมันเป็นประเด็นที่น่าคิดก็คือว่า ถ้าเราจะรักษากฎหมาย ถึงขั้นที่ว่าเราจำเป็นจะต้องใช้กฎมาย และการใช้กฎหมายไม่มีทางเลือกอย่างอื่น คือจะต้องเอาชีวิตกันจะต้องฆ่ากัน มันจะต้อง justified มาก เพราะขนาดคนทำผิดกฎหมายโทษประหารชีวิตยังฆ่าไม่ได้เลย ต้องเอามาดำเนินคดี จะมีอยู่อย่างเดียวก็คือว่าป้องกันตัว กระทำด้วยความจำเป็นหรือป้องกันตัวโดยสมควรแก่เหตุ ที่เรียกว่าวิสามัญฆาตกรรม ซึ่งนั่นหมายความว่าจะต้องมีการต่อสู้กันอย่างดุเดือด และทางฝ่ายเจ้าหน้าที่ไม่มีทางเลือกอื่น ต้องรักษาชีวิตตัวเองกับพรรคพวก อย่างนั้นถึงจะฆ่าได้ เพราะฉะนั้นอันนี้คือปัญหาที่ทำให้รัฐบาลเขาแก้ไม่ตก
ที่จริงคุณน่าจะเห็นใจเขา ให้เลิกชุมนุมกันสักทีเพราะก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญ มันเป็นการละเมิดสิทธิ อันนี้เราต้องยอมรับแน่นอน แต่ขณะเดียวกันกฎหมายรัฐธรรมนูญมันก็ต้องเหนือกฎหมายอื่น คุณจะเดินขบวนถ้าไม่ตามถนนจะให้เดินที่ไหน จะบอกว่าฉันเดือดร้อนเหลือเกินแล้ว ฉันอยากจะให้รัฐบาลทำอย่างนั้นอย่างนี้มันไม่พอ รัฐบาลในอดีตที่ผ่านมาผู้ชุมนุมไม่มีปัญญาจะทำอะไรได้มากกว่านั้นรัฐบาลก็เฉย ลงมารับหนังสือแล้วก็จบ อย่างสมัชชาคนจน เพราะฉะนั้นอันนี้มันก็ทำใเขาเกิดความรู้สึกหนึ่งว่า มันเป็นความชอบธรรมที่เขาจะต้อง step up ต้องยกระดับเขาขึ้นมาเพื่อกดดัน"
ฝ่ายม็อบก็ยกระดับกดดัน รัฐเองก็จัดการไม่ได้ เวลานี้มันยันกันอยู่
"มันก็ขึ้นอยู่กับว่ารัฐจะตัดสินใจหาทางออกอย่างไรเท่านั้นเอง ถ้าหากว่าโดยสันติวิธีและว่าที่จริงแล้วหลักนิติรัฐก็ไม่เสื่อมเสียอะไรด้วย ก็คือคุณก็ยุบสภาไปสิ หลักนิติรัฐก็ไม่เสื่อมเสียเพราะเหตุว่าคนพวกนี้ทำผิดคุณก็มาดำเนินคดีเขาไป ว่ากันเป็นคนๆ ไป หรือถ้าสมคบกันก็ว่ากันเป็นกลุ่มไป ใครทำผิดอะไรก็มีกฎหมายกำหนดความผิดไว้หมดอยู่แล้ว เพราะถ้าเดินกันไปอย่างนี้ไม่ว่าจะสลายม็อบหรือปฏิวัติมันก็มีปัญหาทั้งคู่นั่นแหละ สมมติว่าปฏิวัติ ซึ่งทหารตอนนี้ใครที่คิดถึงคำนี้ก็ต้องมานั่งคิดอีกหลายตลบว่า พอปฏิวัติแล้วเที่ยวนี้มันไม่เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา ปฏิวัติแล้วมันก็ยังอยู่กูจะทำยังไงวะเนี่ย และผมเชื่อเลยว่าเขาก็ยังอยู่ เพราะขนาดรถถังยังปราบได้ จับถอดออกมาเป็นชิ้นๆ ปีนขึ้นไป ในเมื่อไม่มีทางเลือกอื่นใดแล้วขณะนี้มันก็เหลืออยู่แต่เพียงว่ารัฐบาลจะต้องละทิฐิ อย่าไปโหนกับหลักนิติรัฐ นิติรัฐมันไม่ใช่อย่างเดียว คือจะต้องเข้าไปปราบให้อยู่ไม่ได้ ถ้าคุณยุบสภาแล้วพวกนี้กลับบ้านหมด ผลมันก็เท่ากัน ความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองก็กลับคืนมา และเพื่อที่จะให้หลักนิติรัฐมันมีความหมายต่อไปในสังคมไทย ใครทำผิดอะไรต้องไปตามจัดการให้หมด ดำเนินคดีไป ไม่ว่าก่อการร้ายหรือล้มเจ้า"
โดยพื้นฐานความคิดยึดหลักการแบบคุณอภิสิทธิ์ ก็อาจจะไม่ยอมรับว่าตัวเองผิดทั้งหมดในเหตุการณ์ 10 เมษา
"เรื่องผิดหรือไม่ผิดมันคนละเรื่องกันนะ ผมก็ไม่ได้ว่าแกผิด ผมเพียงแต่บอกว่าแกต้องรับผิดชอบ ถ้าจะผิดก็คือความผิดพลาดในการสลายของคุณอภิสิทธิ์ ผิดพลาดในแง่ที่ว่า หนึ่งสลายก็ทำไม่สำเร็จ แค่นี้มันต้องลาออกแล้วโดยหลัก แต่สองที่แย่ไปกว่านั้นคือคนมันตายมันเจ็บกันเยอะมาก ตัวเองก็เคยพูดไว้ตอนกรณี 7 ต.ค. เป๊ะเลย เพราะฉะนั้น แกพูดอยู่คำเดียวว่าจะต้องนิติรัฐ จะต้องรักษานิติรัฐ ถ้านิติรัฐมันนิติรัฐแบบโชกเลือด แกก็จะต้องรับผิดชอบอีกนั่นแหละ มันยอมไม่ได้หรอกครับว่าจะต้องรักษากฎหมายแล้วต้องยิงทิ้งกันหมดเหรอ คือความผิดขณะนี้แม้แต่ฐานความผิดก่อการร้ายของอเมริกามันไปจับมาจากสงครามอิรัก เอามาไว้ที่กัวตานาโม ถ้าพวกนี้สมควรตายทำไมเขาไม่ฆ่าทิ้งให้หมดล่ะ ยังต้องเอามาขึ้นศาลและแถมอเมริกายังบอกว่าไปลิดรอนสิทธิมนุษยชนพวกนี้เยอะแยะเลย ฉะนั้น การที่จะบอกว่าถ้าจะรักษาหลักนิติรัฐไว้ให้ได้ ทำอย่างไรก็ได้ทั้งหมดแม้กระทั่งชีวิตคนก็สามารถที่จะเอาชีวิตได้ ผมคิดว่านี่เป็นหลักนิติรัฐที่ไม่ถูก เข้าใจหลักนิติรัฐผิดแล้วล่ะ"
แม้แต่ พ.อ.สรรเสริญก็ยอมรับว่าต้องมีการใช้กระสุนจริง เพื่อให้ทหารปกป้องตัวเอง
"ผมว่าสรรเสริญก็เข้าใจผิดนะ ไม่ใช่ว่าเขาให้อำนาจทหารนะ แม้กระทั่งประกาศกฎอัยการศึกไม่ใช่ว่าจะมาไล่ยิงใครต่อใครได้หมดนะ คุณยิงได้ในภาวะสงครามคุณยิงได้หมด ฝ่ายที่มาทำสงครามกับเราที่เป็นศัตรูเท่านั้น ในกรณีนี้มันผิดกัน ยกเว้นแต่ว่าคุณจะถือว่าคนพวกนี้คือศัตรู ซึ่งเป็นคำถามเกิดขึ้นมาแล้วว่า ขณะนี้ในใจของคุณอภิสิทธิ์มองคนพวกนี้ว่าอะไร ยังมองว่าเขาเป็นประชาชนอยู่หรือเปล่า ถ้ายังมองว่าเขาเป็นประชาชน สิ่งที่จะต้องบอกกับตัวเองเลยโดยเด็ดขาดเลยคือฆ่าเขาไม่ได้ มันต้องหาทางเลือกอย่างอื่น ก็ทำไมไม่เจรจากันล่ะ เป็นทางออกที่น่าจะสง่างามด้วยกันทุกฝ่าย ความจริงคนที่เป็นผู้นำของประเทศมันก็ต้องตัดสินใจว่าทางเลือกไหนมันจะต้องดีที่สุดสำหรับประชาชนสำหรับบ้านเมือง จะมาเอาตัวเป็นหลักไม่ได้ จะเอาตัวเองเป็นตัวตั้งในทางความคิดไม่ได้ ว่าเอ๊ะ ก็ฉันยึดมั่นของฉันอย่างนี้ ฉันคิดอย่างนี้ เพราะฉะนั้นก็จะต้องทำอย่างที่ฉันคิด มันไม่ได้นะ คือในฐานะที่เป็นผู้นำ โดยเฉพาะคิดในฐานะเป็นรัฐบุรุษ มันต้องคิดถึงประชาชนเป็นใหญ่"
อ.พนัสเข้าใจได้ว่าผู้ที่เดือดร้อนจากการชุมนุมอยู่ในอารมณ์โกรธ และสื่อเองก็กำลังโหมไฟโมหะนี้
"ขณะนี้การสร้างกระแสโดยผ่านสื่อมันจะมีลักษณะเพิ่มความร้ายแรงมากขึ้น และมันเริ่มจะเหมารวมหมดแล้วล่ะว่า ที่อยู่กันตรงนั้นมันด้วยกันหมดนั่นแหละ พวกใจไม่ถึงจริงๆ ก็จะค่อยๆ ถอยออกไป สุดท้ายก็จะเหลือแต่แบบที่สามารถจะฆ่าได้ทั้งหมด ซึ่งพอถึงเวลานั้นเขาก็อาจจะบอกอนุพงษ์นี่ไงผู้บริสุทธิ์ออกไปหมดแล้ว คุณต้องปราบแล้วพวกนี้คือผู้ก่อการร้ายทั้งหมด ผมเชื่อว่าแกหวังอย่างนั้น ถึงหวังอย่างนั้นผมก็มีความรู้สึกว่ามัน deadly เกินไป มันสยดสยองเกินไป แต่คำถามคือว่าถึงแม้คุณอภิสิทธิ์จะคิดอย่างนี้ เวลาลงมือจริงๆ คุณอภิสิทธิ์ไม่ได้เป็นคนลงมือ"
"ปัญหาที่ตอนนี้มันไม่ใช่เฉพาะในเมืองไทย ขณะนี้ทั่วโลกเขากำลังจับตามองอยู่เขม็งเลย และสุดท้ายแล้วจะทำยังไง คุณอภิสิทธิ์ก็ยอมรับว่ามี sms จากผู้นำประเทศต่างๆ ฉะนั้น ผมคิดว่าถ้าแกตัดสินใจอย่างนี้ว่า เอ้า ยุบสภา ขอเวลาเดือนหรือสองเดือนก็ว่าไป และทางนี้ก็กลับไปหมด ผมว่ามันก็ต้องมี respect เกิดขึ้นแม้กระทั่งในหมู่คนเสื้อแดง ถ้าเสียสละ และถ้าหากว่าจะให้หลักนิติรัฐมั่นคงจริงๆ ก็มาช่วยกันปฏิรูป อะไรที่มันบิดเบี้ยวทั้งหลายแหล่แก้มันซะให้หมด มาช่วยกันทำ"
หากเกิดเหตุการณ์อย่าง 10 เม.ย.อีกครั้ง คุณอภิสิทธิ์อาจจะหมดอนาคตทางการเมืองเลย
"ไม่ว่าจะชอบด้วยหลักนิติรัฐยังไงคนก็ไม่ยอมรับ ก็ต้องว่าเป็นทรราชอยู่วันยังค่ำ ขนาดเผด็จการรัฐสภายังมีได้เลย ทำไมจะมีทรราชนิติรัฐไม่ได้ ใช้กฎหมายฆ่าเขาก็ต้องว่าอย่างนั้น ทั้งๆ ที่มันไม่ใช่ function ของกฎหมาย โทษประหารชีวิตยังมีข้อยกเว้นเลยด้วยซ้ำไป บางประเทศอย่างเช่นอังกฤษก็ไม่มีโทษประหารชีวิต เพราะฉะนั้น ในเมื่อคุณอ้างว่าคุณจะรักษากฎหมายบ้านเมืองคุณไม่มีความชอบธรรมอะไรเลยที่จะไปฆ่าผู้ที่กระทำความผิด มันจะไปต่างอะไรกับที่บอกว่าทักษิณฆ่าคนไปตั้งสองพันคน แต่พวกนี้สิ่งที่เขาทำผิดตรงนี้มันสมควรตายเหรอ ฉะนั้น ถ้าเขาพยายามไปสร้างความรู้สึกว่าคนพวกนี้สมควรตายแล้วเนี่ย อย่างล้มเจ้า ทั้งที่สคริปต์ที่ออกมามันมั่วมาก"
ถึงนาทีนี้ฝ่ายแนวทางสันติวิธีถอดใจไปบ้างแล้ว ไม่ใช่ทางเลือกของทั้งเสื้อแดงและรัฐบาล "ก็ไม่รู้ว่าจะเดินต่อไปยังไงดี เวลาเจอกันก็ถามกัน ก็เลยต้องมาตั้งคำถามกันว่า เอ๊ะแล้วยังไงต่อ ในเมื่อเราก็ทำมาจนถึงขนาดนี้แล้วเขาก็ยังไม่ฟัง คือหลังจากเจรจาไปสองรอบเราก็ยังมองในแง่ดีว่าจะมีการเจรจารอบที่ 3 ที่ 4 และถ้าท่าทีของคุณวีระที่เสนอให้ยุบสภาในหนึ่งเดือนแล้วรัฐบาลตอบรับเจรจา mind map ก็คงไม่มี"
ถือเป็นไพ่ใบสุดท้ายแล้ว
"ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็นไพ่ใบสุดท้ายหรือเปล่า อาจจะกำลังคิดไพ่ใบอื่นอีกหรือเปล่าไม่รู้ ถ้าหากว่าเป็นการเล่นเกมกันมันอาจจะถูกมองว่าหมดหน้าตักแล้วหรือเปล่า ถึงไปเอาก้อนนี้มาใช้ นอกจากนี้ ถ้าหากว่าในทางรุนแรงก็สลายหรือมิฉะนั้นก็ปฏิวัติ หรือสลายแล้วปฏิวัติ ซึ่งส่วนใหญ่มันจะเกิดเหตุการณ์นองเลือดก่อนแล้วเข้ามา แต่เที่ยวนี้มันอาจจะไม่เหมือนกับทุกครั้งที่ผ่านมา มันเข้ามาแน่แต่ใครจะเข้ามาเท่านั้นเอง ในเมื่อในทางทหารมันมีทหารแตงโม มันจะมีการฉกฉวยสถานการณ์ตรงนั้นได้อีกหรือเปล่า ถ้ามีปฏิวัติซ้อนในที่สุดก็จะกลายเป็นสงคราม ซึ่งมันสุ่มเสี่ยงมากถ้ายังเดินไปสู่เส้นทางนี้ แต่ถ้าคิดว่าเราน่าจะแก้ปัญหากันได้โดยสันติวิธีเพราะถือว่าเป็นคนไทยด้วยกัน ต่อให้มันคิดชั่วร้ายแค่ไหนยังไงมันก็เป็นคนไทย มันน่าจะพูดจากันได้ ผมก็คิดว่ามันก็น่าจะถอย ยอมถอย และถ้าเลือกเส้นทางอย่างที่ว่ายุบสภาซะมันก็มีเหตุผลที่จะนำมาสนับสนุนและทำให้ไม่ได้ดูเสียหน้าเสียศักดิ์ศรีอะไร เพราะว่าที่จริงรัฐบาลก็ได้เสนอเขาไปแล้ว แต่ขอเก้าเดือน แต่กลายเป็นว่าต่างคนก็ต่างไม่ยอม
ถึงอย่างนั้นผมเองมีความรู้สึกว่าเรามองแต่ข้างรัฐบาลอย่างเดียวมันก็ไม่ยุติธรรม แกนนำเสื้อแดงเองก็ควรจะต้องพิจารณาด้วยว่าถ้าในที่สุดแล้วทางรัฐบาลเขาไม่ยอมจริงๆ โดยเฉพาะนายกฯ จะด้วยเหตุผลอะไรของเขาก็แล้วแต่ ฝ่ายแกนนำเสื้อแดงก็อาจจะต้องเสียสละเช่นเดียวกันนะ สุดท้ายแล้วมันต้องรักษาชีวิตคนไว้ ไม่จำเป็นต้องชนะในคราวเดียว เพราะที่จริงมาจนถึงขณะนี้แล้วมันสร้างวาทกรรมใหม่ให้กับสังคมไทยแล้ว ถ้ามองตรงนั้นผมคิดว่ามันเป็นชัยชนะที่มหาศาลแล้ว มันเปลี่ยนความคิดของคนไทยจากดั้งเดิมเลยซึ่งแม้แต่จะคิดยังไม่เคยคิด ไม่มีทางที่จะคิดได้เลย เขามาคิดตรงนี้ได้และเรียกว่าเขาแจ่มแจ้งเลยด้วยซ้ำไป ผมว่าแค่นี้มันก็เปลี่ยนอย่างมหาศาลแล้ว ฉะนั้น ถ้าหากว่ามันถึงขั้นที่ว่าแน่นอนแล้วว่าทางรัฐบาลเขาจะปราบแน่ ผมยังอยากจะเสนอกับพวกเสื้อแดง เหมือนอย่างที่เขาตัดสินใจเมื่อปีที่แล้ว สลายเลยดีกว่า อย่าให้มีการฆ่ากัน และสุดท้ายคุณอภิสิทธิ์ก็จะอยู่ไม่ได้ ก็ 10 เม.ย. ถึงอย่างไรก็ทำให้แกอยู่ไม่ได้อยู่แล้ว"
ต้องเรียกร้องให้แกนนำ นปช.รักษาชีวิตมวลชนด้วย
"ผมคิดว่าทางแกนนำเขาคิดว่ายังมีความหวังว่าจะมีแรงกดดันแรงบีบคั้นจากที่ต่างๆ มา โดยเฉพาะจากต่างประเทศ ทำให้ไม่กล้าที่จะลงมือ แต่ผมว่ามันค่อนข้างจะสุ่มเสี่ยงอีกเช่นเดียวกัน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวเองเที่ยวออกไปดาวกระจาย ซึ่งในทางการเมืองถือว่าเขาเสียแล้วนะ ทั้งไปดอนเมือง จริงอยู่ทหารคนนี้ยังไม่รู้ว่าตายด้วยฝีมือใคร แต่ตัวอยู่ตรงนั้นก็ดีอยู่แล้วทำไมจะต้องเคลื่อนออกไป มันเหมือนออกไปหาเรื่อง คุณอ้างว่าจะไปให้กำลังใจพรรคพวกกัน แต่ลักษณะของการยกไปมันก็รู้อยู่แล้วว่าจะมีการปะทะก็ยังยกไป ต่อมาบุกโรงพยาบาลจุฬาฯ อีก ซึ่งอันนี้เสียหายมาก และตัวเองก็เคยพูดไว้ว่าสถานที่ราชการจะไม่บุก ซึ่งแกนนำมาขอโทษ การออกมาขอโทษก็ไม่ได้ช่วยอะไรเท่าไหร่ในแง่ความรู้สึกของคน เผลอๆ มันจะทำให้แผนล้มเจ้าเกิดมีความหมายขึ้นมา ปลุกขึ้นได้ ว่ากันที่จริงทางฝ่ายแกนนำก็ไม่มีสิทธิที่จะเอาคนอื่นมาตาย ทั้งๆ ที่ตัวเองก็รู้อยู่แล้วว่าจะต้องมีการล้มตายเกิดขึ้นแน่ๆ ผมว่าต้องเรียกร้องทั้งสองฝ่าย ถ้าเกิดมันแน่ๆ แล้วว่าคุณอภิสิทธิ์จะปราบ ถ้าสุดท้ายเขาไม่ยอมแน่นอน มันก็ถึง ณ จุดหนึ่งซึ่งแกต้องสั่งให้ลุย มันก็จะต้องล้มตายกันเยอะ เพราะฉะนั้น สิ่งที่ผมอยากจะเรียกร้องคือ ถ้าหากว่ามันไปจนถึง ณ จุดนั้น มันมองเห็นได้แล้วว่ามันจะต้องเกิดอย่างนั้นขึ้นมาแน่ๆ แกนนำเสื้อแดงบอกมวลชนให้สลายซะ การปฏิวัติก็จะไม่เกิดขึ้นด้วย ผมกลัวว่าในที่สุดมันจะไปเข้าทางของใครไม่รู้ที่ต้องการปฏิวัติ".








