นี่คือประชานิยมแต่มันควักกระเป๋าจ่าย ประชานิยมมันต้องมีเงื่อนไขมีระเบียบวินัย วิธีการมันต้องรัดกุม ดูภาพรวมงบประมาณแล้วน่าเป็นห่วง เพราะว่าถ้ารัฐบาลไม่ทำอะไร เช่นไม่ปรับโครงสร้างภาษีจะไปหารายได้มาจากไหน ถึงจะเอามาใช้จ่ายในจุดนี้ ก็ต้องกู้ หนี้สาธารณะมันกระโดดมาปีละเกือบสิบเปอร์เซ็นต์โดยตลอด...เป็นรัฐสวัสดิการต้องมีพื้นฐานที่แข็งแรง แน่นอนต้องมีรายได้เข้ามา ต่างประเทศรัฐบาลเขามีรายได้มหาศาล เพราะฉะนั้นฟรีหมด เรียนฟรี ขึ้นรถเมล์ฟรี เราต้องดูว่าประเทศนั้นเขาทำได้เพราะเขามีอะไรเป็นฐาน
รัฐบาลชุดนี้เนื่องจากว่าเป็นรัฐบาลชุดพิเศษ ค่อนข้างจะไวต่ออะไรมาก ซึ่งเป็นรัฐบาลถ้ามีนโยบายชัดเจนก็ต้องกล้าทำ มันจะให้ถูกใจคนทุกคนไม่มีทางได้ มันก็ต้องได้บ้างเสียบ้าง...ท่านนายกเองก็พูดเรื่อยว่าจะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำแต่นโยบายที่แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของท่านมันยังไม่เป็นรูปธรรม ดูยังไม่เป็นตัวเป็นตนอะไร
แต่ก่อนเกลียดนักเกลียดหนากับคำว่า ประชานิยม ถึงที่สุดแล้วรัฐบาลก็ต้องยอมรับว่าโครงสร้างสังคมไทยยังต้องพึ่งนโยบายนี้ แต่คำถามคือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมแล้วหรือที่จะเดินเครื่องแจกแบบถ้วนหน้า เมื่อหันไปดูตัวเลขหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นเกือบชนเพดาน
นอกจากนักเศรษฐศาสตร์จะออกมาทักท้วงแล้ว พิเชต สุนทรพิพิธ วุฒิสมาชิก และประธานกรรมาธิการศึกษาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ปี 2554 ยังฝากเตือนว่าก่อนที่รัฐบาลจะขายฝันเป็นรัฐสวัสดิการต้องคลำดูกระเป๋าเงินตัวเองด้วย
กู้เขาเราใช้เพลิน
"ผมสรุปย่อๆ อย่างนี้ว่างบประมาณปี 2554 จำนวน 2.07 ล้านล้าน มันถือเป็นงบฯ รายจ่าย มันเป็นรายจ่ายที่ตั้งเอาไว้ 2.07 ล้านล้าน งบฯ รายได้ที่จะเอามาทุกแหล่งเบ็ดเสร็จแล้วที่รัฐบาลหามาได้เพียง 1.6 ล้านล้าน มันก็ต่างกันเยอะพอสมควรนะ เพราะฉะนั้นจำนวนที่ต่างก็คือเงินกู้ เงินกู้ปี 2554 มันจะ jump ขึ้นไปเป็น 4.2 แสนล้าน เฉพาะปี 2554 นะไม่รวมเงินกู้ปีก่อนๆ ที่ยังค้างอยู่ ฉะนั้นโดยภาพรวมสิ่งที่เราดูและเราวิตกกังวลกันในขณะนี้คือหนี้สาธารณะ หนี้สาธารณะทางกระทรวงคลัง สำนักงบประมาณ สภาพัฒน์ฯ ธนาคารแห่งประเทศไทย เขากำหนดไว้ว่าหนี้สาธารณะประเทศไทยไม่ควรเกิน 60 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี เพดานเงินกู้อยู่ที่ 60 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี คือถ้าเกินกว่านั้นจะเป็นอันตรายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ และปี 2553 เงินปีของเรา 42 เปอร์เซ็นต์ ก็ยังดูต่ำพอสมควร แต่พอปี 2554 มันกระโดดไปเป็น 52 เปอร์เซ็นต์ มันเพิ่มเป็น 10 เปอร์เซ็นต์นะ ถ้าปี 2555 มันเกิดมีวิกฤติเกิดมีอะไรขึ้น รายได้เราหาไม่ค่อยพอกับรายจ่าย ต้องไปกู้เงินมาอีก แล้วมัน jump ไปอีก 10 เปอร์เซ็นต์มันจะทะลุเพดานนะ"
แม้ว่าขณะนี้ตัวเลขหนี้สาธารณะยังห่างจากเพดานอยู่แต่ก็ยังน่าเป็นห่วง
"แต่ในอีกหนึ่งปีใครจะไปคาดการณ์ใครจะรู้ว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นไหม ฉะนั้น 52 เปอร์เซ็นต์นี่ก็ถือว่าสูงพอประมาณแล้ว และอีกอย่างมันสะสม มันเป็นหนี้พอกให้กับประเทศให้กับคนไทยทุกคน และอีกอันหนึ่งที่เรากลัวคือว่างบประมาณรายจ่าย 100 เปอร์เซ็นต์มันไปเป็นรายจ่ายประจำ ซึ่งเป็นค่าจ้างบุคลากร ค่าอะไรทั้งหลายแหล่ เข้าไปกว่า 37 เปอร์เซ็นต์ บวกกับเงินใช้หนี้อีกกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ รวมแล้วเกือบ 50 เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณ เกือบ 50 เปอร์เซ็นต์ของบประมาณรายจ่ายมันไปกับพวกนี้หมดซึ่งไม่เกิดดอกออกผล เหลืองบฯ ลงทุนจริงๆ แค่ 11 เปอร์เซ็นต์กว่าเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นงบฯ ลงทุนต้องไปพึ่งเงินกู้มาก ซึ่งถ้ากู้มาแล้วมันออกดอกออกผลก็โอเค มันก็มีเสียงค้านจากนักวิชาการเหมือนกันว่าหลายประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุโรปเงินกู้เขามันเกินกว่าจีดีพี อย่างญี่ปุ่นนี่ 200 กว่าเปอร์เซ็นต์ เยอรมนี อังกฤษ ร้อยกว่าเปอร์เซ็นต์ กรีซที่แย่ๆ ตอนนี้ก็ร้อยกว่า มันก็มีข้อโต้แย้งกลับว่ามันเกินได้เพราะว่าเงินกู้ที่เขากู้มาเพื่อมาลงทุนสร้างรายได้สร้างอะไรขึ้นมา มันก็มาทดแทนได้ แต่อย่างกรีซกู้มามากรายได้มันไม่เกิดดอกออกผลก็แย่เลยตอนนี้"
"ที่พูดกันมากคือนโยบายประชานิยม มันก็มาจากรัฐสวัสดิการ ในยุโรปเขามีกันมานานแล้ว อย่างสวีเดน อังกฤษ รัฐจ่ายหมด เรียนฟรี รักษาพยาบาลฟรี สวัสดิการสังคมประกันสังคมสูง หรือว่าอย่างในเอเชียก็บรูไน ซึ่งเขาฟรีหมด ที่เขาทำได้เพราะว่ารายได้กลับมามันสูงพอ คือฐานภาษี โครงสร้างภาษีของเขามันกว้างมันสูงพอ เอาภาษีจากคนรวยมาใช้ให้คนจนในนโยบายประชานิยม ภาษีรายได้เขา progressive เขาสูงมากเลย เขามีภาษีมรดกภาษีที่ดิน vat เขา 10 เปอร์เซ็นต์ คือคนรวยก็ต้องพร้อมที่จะจ่ายสมทบให้กับคนจน คนระดับกลางที่ได้รับผลประโยชน์จากประชานิยมด้วยก็ต้องยินดีจ่ายอีกส่วนหนึ่งด้วยเช่นกันเพื่อสมทบส่วนกลาง แต่โครงสร้างภาษีบ้านเรามันไม่เหมือนเขา ฐานภาษีบ้านเรามันแคบ ภาษีบ้านเรามาจากภาษีเงินได้ ในภาษีเงินได้ประชากร 60 กว่าล้านเก็บได้จากคน 6 ล้านเท่านั้นอย่างที่ท่านรองนายกฯ ไตรรงค์ว่า และก็มาจากภาษีส่งออก การท่องเที่ยว ซึ่งสองตัวนี้มันขึ้นอยู่กับวิกฤติของโลกวิกฤติของประเทศไทย พอโลกมีวิกฤติที ในยุโรปมีวิกฤติ สินค้าส่งออกเราก็มีปัญหา ธุรกิจท่องเที่ยวก็เหมือนกัน และก็ปัจจัยวิกฤติภายในประเทศไทยด้วย ประเทศมีวิกฤตินักท่องเที่ยวก็ไม่มา เพราะฉะนั้นสองตัวนี้มันไม่แน่นอนและมีความเสี่ยง เราไม่รู้ว่าปีหน้าปีโน้นมันจะมีอะไร เพราะฉะนั้นฐานภาษีของเราแคบ กรรมาธิการงบประมาณของวุฒิสภาจึงได้เสนอแนะต่อทางกระทรวงคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทยไปว่าต้องปรับโครงสร้างภาษี จำเป็นจะต้องปรับได้แล้ว เพื่อ play safe เงินกู้สาธารณะมันขึ้นไป 52 เปอร์เซ็นต์แล้ว ในขณะที่รายได้ยังกระจุกตัวแคบๆ มันไม่ได้ การปรับก็ต้องมาพิจารณาอย่างที่ท่านรัฐมนตรีคลังก็เคยพูดภาษีมรดก ภาษีที่ดิน ภาษี vat จะต้องขึ้น อันนี้ถ้าไม่รีบปรับผมเป็นห่วงนะเมื่อดูในภาพรวมแล้ว"
"งบประมาณรายจ่ายในส่วนเบี้ยผู้สูงอายุก็เพิ่มขึ้นทุกปี แต่ถ้าเทียบกับเงิน 2.07 ล้านมันก็ยังน้อย แต่มันเพิ่มทุกปีเพราะผู้สูงอายุเพิ่มทุกปี อย่างค่ารักษาพยาบาลมันก็จะเพิ่มทุกปีไม่มีวันหยุด ผู้ที่จะมีสิทธิใช้ค่ารักษาพยาบาลจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สมมติมีข้าราชการ 100 คนที่ใช้ฐานนี้อยู่ พอ 50 คนปลดเกษียณไป 50 คนก็ยังใช้ฐานนี้ได้ ข้าราชการก็รับเข้ามาใหม่อีก 50 เป็น 100 คน ฉะนั้นคนที่ใช้คือ 150 คน พอปีต่อไปก็จะเพิ่มขึ้นอีก"
"ประชานิยมบางตัวของเราหรือจะเรียกว่ารัฐสวัสดิการอะไรก็แล้วที่น่ากลัวก็คือค่ารักษาพยาบาล ค่ารักษาพยาบาลปีนี้ ปี 2553 ตั้งไว้ 4.8 หมื่นล้าน ซึ่งไม่พอ ต้องไปดึงเงินคงคลังเข้ามาโปะ อันนี้เสียวินัยงบประมาณ เพราะเงินคงคลังกฎหมายระบุเลยว่าพอสิ้นปีงบประมาณต้องรีบคืนเลย ก็เลยต้องไปกู้เงินมาคืน ปี 2553 ตั้งไว้ 4.8 หมื่นล้าน แต่ปี 2554 ตั้งไว้ 6.2 หมื่นล้าน เพิ่มขึ้นมาเกือบ 2 หมื่นล้านนะ และผู้แทนกระทรวงการคลังยังพูดอีกนะว่าไม่แน่ว่าจะพอ ถ้าไม่พอก็ต้องไปเอาเงินคงคลังมาโปะอีกซึ่งความเป็นไปได้ว่าจะไม่พอสูงมากเลย เพราะรัฐบาลไปขยายฐาน เปิดโอกาสให้ผู้ที่ไปรักษาในโรงพยาบาลเอกชนสามารถเบิกได้ นี่คือประชานิยมแต่มันควักกระเป๋าจ่ายนะ 6.2 หมื่นล้านยังไม่พอนะ และปีต่อๆ ไปมันจะเป็นเท่าไหร่ เพราะจะต้องบวกข้าราชปัจจุบัน ข้าราชการบำนาญ แต่ละปีก็จะมีข้าราชบำนาญเพิ่มขึ้น และก็รับข้าราชการเข้ามาใหม่ เปอร์เซ็นต์ตรงนี้มันก็จะสูงขึ้นๆ"
นี่ยังไม่นับรวมที่รั่วไหลจากกรณีข้าราชการเบิกเกินจริง
"ทางกระทรวงการคลังก็รับเองว่ามีทุจริต จับได้เป็นสิบๆ รายเลย ซึ่งรอยรั่วมันป้องกันลำบากนะ มันมีการรั่วไหลเยอะ และก็ยังที่รัฐชดเชยจ่ายโน่นจ่ายนี่อีกเยอะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่จะขยายการชดเชยน้ำมันกับแก๊สซึ่งไปถึงปลายปีอีก 2 หมื่นกว่าล้าน เงินตัวนี้ไม่ได้อยู่ในงบประมาณ ก็ต้องไปหมุนมาจากไหนอย่างไร นโยบายเรียนฟรี 12 ปีของรัฐบาลทำให้รายจ่ายรัฐบาลเพิ่มมหาศาล"
ในข้อสังเกตที่กรรมาธิการศึกษาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 2552 ส.ว.พิเชตเคยให้ความเห็นเกี่ยวกับนโยบายเรียนฟรีไว้ว่า "ควรให้การสนับสนุนแก่นักเรียนตามฐานะทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน กล่าวคือมุ่งเน้นให้การสนับสนุนแก่นักเรียนที่ยากจนมากกว่านักเรียนที่มีฐานะดี เพื่อเป็นการสร้างโอกาสทางการศึกษาอย่างแท้จริง ในกรณีที่รัฐบาลเห็นว่าอาจขัดรัฐธรรมนูญก็ควรหาทางแก้ไข เพื่อขจัดอุปสรรคในการขยายโอกาสทางการศึกษาต่อไป..."
"มันต้องมีเงื่อนไข อย่างสมมติค่าหนังสือหรือค่าอะไรหัวละ 1,200 คนมีเงินเขาไม่เดือดร้อน เขารับมาก็ไม่รู้จะเอาไปทำอะไรซะด้วยซ้ำ แต่คนที่จนจริงๆ เขาสาหัสนะ เปิดเทอมทีเข้าโรงรับจำนำกันเป็นแถว เพราะฉะนั้นนโยบายประชานิยม ในหลักการผมเห็นด้วยนะ ผมสนับสนุนว่าประเทศเรายังเป็นประเทศยากจนยังมีคนจนเยอะ gap คนรวยคนจนมันห่างกันมาก ฉะนั้นมันต้องมีอะไรสนับสนุนคนจน แต่มันจะต้องมีความเหมาะสม วิธีการที่ใช้จะต้องถูกต้องเหมาะสม ต้องสามารถ screen ได้ สามารถจะลงไปที่กลุ่มเป้าหมายได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่แจกถ้วนหน้าหมด แตกถ้วนหน้าหมดอย่างนี้มันก็ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ อย่างค่ารถไฟฟรีรถเมล์ฟรี ผมเห็นด้วยนะ มีแต่คนรายได้น้อยเท่านั้นที่ขึ้นรถไฟขึ้นรถเมล์ แต่ผมไม่เห็นด้วยที่ประกาศฟรีตลอดชีพ ซึ่งอันนี้อดีตรัฐมนตรีช่วยกระทรวงคลังของพรรคประชาธิปัตย์ (พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล) เองก็ไม่เห็นด้วยนะ ตามที่ท่านได้ให้สัมภาษณ์ ทำไมจะต้องประกาศเป็นนโยบายตลอดชีพ มันเหมือนกับหาเสียง ก็จะให้ไปก็ให้สิ หมดระยะเวลาก็ขยายสิ ขยายไปเรื่อยๆ นี่พอบอกตลอดชีพปั๊บมันเหมือนเป็นกฎหมายออกมาแล้ว เพราะฉะนั้นคนก็จะรู้สึกว่าไม่ได้แล้วนะ ต้องตลอดชีพไปเรื่อยๆ ยกเลิกเมื่อไหร่
เป็นเรื่องใหญ่"
"ประชานิยมจ๋าเกินไปมันก็ไม่ดีนะ มันต้องมีเงื่อนไขมีระเบียบวินัย ที่ผมไม่เห็นด้วยคือในประเด็นวิธีการ ส่วนในหลักการก็โอเค แต่วิธีการมันต้องรัดกุม เอาเป็นว่าดูภาพรวมงบประมาณแล้วน่าเป็นห่วง แต่หากเป็นมติ ครม.ขยายเวลามันยังเห็นว่าถ้าไม่มีความจำเป็นแล้วก็เลิกได้หยุดได้ แต่ถ้าตลอดชีพมันก็มัดมือชก"
ทั้งยังเป็นโครงการเปิดช่องให้คอรัปชั่น เพราะล่าสุด สตง.เตรียมตรวจสอบการเบิกเกินจริงของ ขสมก.
"ก็เป็นแบบไทยๆ อย่างค่ารักษาพยาบาลที่มันรั่วไหลบางทีก็หมอเอง อันนี้เบิกโรงพยาบาลนี้และก็ไปเบิกอีกโรงพยาบาล เบิกยาฟรีเพื่อเอายาไปให้ญาติพี่น้องใช้ โดยหมอเซ็นให้ รั่วไหลแบบไทยๆ แม้นักวิชาการหลายคนที่พูดคุยกันเขาก็บอกว่าค่ารักษาพยาบาลต่อหัวที่เราให้ก็ไม่ได้สูงอะไรนักเมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่ว่ารายได้เรามันน้อยฉะนั้นค่ารักษาพยาบาลโดดไป 6.2 หมื่นล้าน มันก็น่ากลัว ถ้ามีความสามารถในการหารายได้เข้ามาก็โอเคใช้เถอะ แต่เรายังต้องกู้"
"รายได้ของ ขสมก. การรถไฟ ที่หายไปรัฐก็ต้องอุดหนุน เงินงบประมาณอุดหนุนที่รัฐตั้งไว้เพื่อการประชานิยมมหาศาลพอสมควร เพราะว่าเดี๋ยวก็มีโครงการนั้นขึ้นมาโครงการนี้ขึ้นมา ในขณะเดียวกันเพื่อกระตุ้นภาวะเศรษฐกิจรัฐลดภาษี ยกเว้นภาษีให้แก่หลายภาคส่วนเลยนะ ซึ่งอันนี้ก็ทำให้รายได้ลดลง และในช่วงวิกฤติ 19 พ.ค.รัฐบาลก็จ่ายชดเชยให้ผู้ประกอบการ ในช่วงระหว่างวิกฤติอีกเท่าไหร่ หลังจากที่เป็นเบี้ยเลี้ยงของทหารของตำรวจ เงินอันนี้มาจากไหน เพราะฉะนั้นงบฯ ปี 2554 งบฯ กลางที่จะตั้งไว้ที่สำนักนายกฯ สูงมาก สูงกว่าปีที่แล้วเยอะเลย งบฯ ที่เตรียมไว้ใช้พวกเรื่องเหล่านี้ ซึ่งมันไม่ใช่งบประมาณที่ไปก่อดอกออกผล"
ล่าสุดกรรมาธิการงบประมาณของ ส.ส.แจ้งว่าได้ปรับลดงบประมาณลงแล้ว แต่ในทางเทคนิคแล้วตัวเลขงบประมาณไม่ได้เปลี่ยนแปลง
"วุฒิฯ เราไม่ไปยุ่งกับการปรับลด การปรับลดเป็นกรรมาธิการงบประมาณของ ส.ส. แต่ ส.ส.เขาปรับลดอันนี้ก็เพื่อไปเพิ่มให้ส่วนนี้ เพราะงบประมาณของ ส.ส.ที่ถึงวุฒิฯ จะเท่าเดิม เพียงแต่โยกย้ายจากจังหวัดนี้ไปจังหวัดนั้น จากงานนี้ไปงานนั้นเท่านั้นเอง ตัวเลขจำนวนงบประมาณจะเท่าเดิม"
"นโยบายประชานิยมจะใช้ให้เหมาะมันต้องช่วงที่ประเทศมีภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจ คนตกงานสูง ส่งออกไม่ได้ อันนั้นมันเหมาะสำหรับนโยบายประชานิยม ในขณะที่บ้านเรามีคนจนเยอะ เกษตรกรก็ยังแย่อยู่ นโยบายประชานิยมมันก็มีประโยชน์ ต้องใช้ให้มันเหมาะสมหน่อย ใช้ให้มันถูกต้องหน่อย ใช้โดยมีเงื่อนไขบ้าง"
ประชานิยมของทักษิณเอาใจคนจน แต่ประชานิยมของอภิสิทธิ์เอาใจคนชั้นกลาง-คนกรุงเทพฯ เพราะเป็นฐานเสียง ประชานิยมก็คือนโยบายที่เป็นเครื่องมือของนักการเมือง
"มันขึ้นอยู่กับวิธีใช้วิธีการ แต่นายกฯ ทักษิณผมต้องชมในเรื่องนี้อยู่อย่างหนึ่งนะ คือเขาหาเงินมาใช้ในด้านประชานิยมได้เก่ง อย่างมาจากเงินกองสลาก อีกหลายอย่างที่เอามาให้ชาวบ้าน ซึ่งชาวบ้านเขาไม่เคยได้ เด็กไม่เคยมีจักรยานขี่ไปโรงเรียนก็ได้มี มันถึงได้มีความฝังจิตฝังใจกันอยู่ในชนบทเยอะมาก ต่างกับท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ รถไฟฟรีรถเมล์ฟรีก็คนกรุงเทพฯ ได้ ค่าชดเชยน้ำมัน แก๊ส ก็คนที่มีรถเก๋งใช้ นี่ถ้าท่านนายกฯ อภิสิทธิ์จะไปใช้แบบคุณทักษิณก็กลัวจะถูกว่าว่าลอกเลียนแบบ"
แต่ประชานิยมสมัยทักษิณยังหารายได้ส่วนอื่นมาโปะ โยกจากกระเป๋าซ้ายมากระเป๋าขวา
"ความเป็นคนหัวไว ฉับไว ต้องชมในเรื่องนี้ อะไรดีก็ชมอะไรที่ไม่ดีก็ต้องว่า"
ต่อให้รัฐบาลไหนเข้ามาก็ต้องตามรอยประชานิยมของทักษิณ
"ต้องใช้เพราะว่า gap คนจนกับคนรวยมันห่างกันมาก ไม่อย่างนั้นคนรวยก็รวยมหาศาล ทำอย่างไรถึงจะดึงเงินของคนรวยลงมาหาคนจนได้ ต้องใช้ระบบภาษีดึงเงินและก็เป็นประชานิยม"
การลดความเหลื่อมล้ำสังคมไทยคือข้ออ้างหนึ่งที่รัฐบาลยกมาอ้างเพื่อใช้เดินหน้าประชานิยม
"ท่านนายกฯ เองก็พูดเรื่อยว่าจะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ แต่นโยบายที่แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของท่านมันยังไม่เป็นรูปธรรม ดูยังไม่เป็นตัวตนอะไร ท่านนายกฯ ภาพลักษณ์ดี มีความรู้ความสามารถ อันนี้มันเป็นเรื่องหลายฝ่าย หลาย factor คือภาวะของพรรคประชาธิปัตย์ในขณะนี้ทำให้ไม่สามารถจะทำอะไรได้โดยเด็ดขาด มันต้องพะวงกับพรรคร่วมรัฐบาล ต้องเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กันตลอดเวลา มันก็ทำอะไรไม่ได้เต็มที่ แต่ก็เอาใจช่วยนะ ผมเองก็ไม่อยากออกมาพูดเรื่องนี้เท่าไหร่เพราะที่จริงก็เคยประชุมร่วมกับรัฐมนตรีกรณ์หลายครั้งหลายหนก็เข้าใจว่าท่านมีเจตนาดีท่านตั้งใจทำงาน"
แม้แต่นโยบายโฉนดชุมชนในทางปฏิบัติจะติดล็อกอีกหลายอย่าง
"เหมือนโครงการ 63 ล้านความเห็น มันจะทำอะไรได้สักกี่ความเห็น เชื่อไหมว่าระบบภาษีบ้านเรามันยังมีช่องว่างเยอะมากสำหรับคนที่อยู่ในฐานะที่จะทำได้ ยิ่งคนมีเงินมากยิ่งเลี่ยงภาษีง่ายนะ ยกตัวอย่างพวกที่มีเงินเดือน 1 แสนขึ้นไป มันจะเจอภาษี progressive rate มีรายได้แสนกว่าต่อเดือน ปีหนึ่งเขาจะต้องเสียภาษีเกือบ 2 แสน การหัก ณ ที่จ่ายมันไม่เพียงพอเพราะหักไว้ในอัตราต่ำ เพราะฉะนั้นพอสิ้นปีงบประมาณพวกนี้จะต้องเสียภาษีเพิ่ม ทางกรมสรรพากรจะเรียกเก็บภาษีเพิ่ม พวกที่มีเงินเดือนแสนกว่าจะต้องเสียภาษีเพิ่มประมาณ 70,000 กว่าบาท ถ้าพวกนี้เขาฉลาดเขาก็ไปซื้อประกันชีวิต ไปซื้อเงินกองทุน แสนหรือสองแสน แทนที่เขาก็จะถูกเพิ่มแต่เขาจะได้ภาษีคืน มันลดหย่อน นี่คือการที่รัฐมาช่วยคนรวยแท้ๆ เลย อย่างคนหนึ่งได้เงินเดือนแสนกว่า ปีแรกต้องเสียเพิ่ม 74,000 บาท พอมาปี 2553 ไปซื้อกองทุน 2 แสน ทำประกันชีวิต 1 แสน พอสิ้นปีได้ภาษีคืน 34,000 บาท ลองคิดดูสิ ถ้าคุณมีเงินไปซื้อกองทุน มีเงินไปทำประกันชีวิต รัฐไม่เก็บภาษีคุณนะ คืนเงินให้อีกด้วย แต่ถ้าคุณเป็นคนจนไม่มีเงินไปซื้อกองทุนซื้อประกันคุณต้องเสียภาษีเพิ่ม นี่คือวิธีที่คนมีเงินเขาเลี่ยงภาษี ท่านรองนายกฯ ไตรรงค์ถึงได้บอกว่าที่เสียภาษีเต็มเม็ดเต็มหน่วยไม่เกิน 6 ล้านคน ส่วนใหญ่ก็มนุษย์เงินเดือน ข้าราชการซึ่งอยู่ได้ด้วยเงินเดือน ไม่มีเงินลงทุนในด้านอื่นทั้งหลาย ถึงบอกว่าโครงสร้างภาษีบ้านเราจึงต้องมาคิดมาดูมาปรับปรุง"
โมเดลรัฐสวัสดิการเองก็มีปัญหา แม้แต่ต้นตำรับอย่างสวีเดนก็ถูกวิจารณ์ว่าล้มเหลว
"รัฐสวัสดิการแต่ละแห่งรัฐบาลเดือดร้อนทั้งนั้น อังกฤษเองก็เดือดร้อนมาก พอเขาเป็นรัฐสวัสดิการเขาเคยให้แล้วเขาหยุดไม่ได้ ผมถึงบอกว่าอย่างเราถ้าจะก้าวไปต้องดูดีๆ ต้องสร้างฐานของเราให้แข็ง ซึ่งที่เขาทำได้ก็คือเขาขึ้นภาษี เขาขึ้นภาษีได้เพราะว่าหนึ่งรัฐบาลเขากล้าทำ สองคนของเขาเข้าใจ คนมีเงินเขาก็ยินดี vat เขา 10 เปอร์เซ็นต์และก็ภาษีเงินได้สูงมาก ภาษีที่ดินภาษีมรดก เก็บเรียบหมด คือถ้าจะเป็นรัฐสวัสดิการต้องมีพื้นฐานที่แข็งแรง แน่นอนต้องมีรายได้เข้ามา อย่างบรูไนเรียกว่ารัฐสวัสดิการร้อยเปอร์เซ็นต์เพราะเขามีน้ำมัน รัฐเขามีรายได้มหาศาล เพราะฉะนั้นฟรีหมด ภาษีไม่ต้องเสีย เรียนฟรี ขึ้นรถเมล์ฟรี เราต้องดูว่าประเทศนั้นเขาทำได้เพราะเขามีอะไรเป็นฐาน จำของเขามาแต่ไม่ได้ทำให้เหมือนเขาไม่ได้ เขาจ่ายให้ฟรีเราก็จะจ่ายให้ฟรีเหมือนกันแต่เราไม่ไปดูว่าที่เขาให้ฟรีนั้นเขาเรียกเก็บอะไรอย่างไรมาเสริมเป็นฐาน"
ขาดวินัยการเมือง-การคลัง
หากรัฐยืนยันเดินหน้านโยบายประชานิยม โดยไม่มองหาหนทางสร้างรายได้ย่อมส่งผลต่อหนี้สาธารณะแน่นอน
"มีแน่เพราะว่าถ้ารัฐบาลไม่ทำอะไร เช่น ไม่ปรับโครงสร้างภาษีจะไปหารายได้มาจากไหน ถึงจะเอามาใช้จ่ายในจุดนี้ ก็ต้องกู้ หนี้สาธารณะมันกระโดดมาปีละเกือบ 10 เปอร์เซ็นต์โดยตลอด ปี 2553 มา 2554 ก็ 10 เปอร์เซ็นต์ เวลากู้มันง่ายเหลือเกิน กู้เขามาแล้วก็ใช้นี่ใช้นั่นมันเพลิน แต่เวลาจ่าย ประเทศไทยค่าชำระเงินกู้ปี 2554 จำนวน 10 กว่าเปอร์เซ็นต์ของยอดงบประมาณมันเป็นค่าดอกเบี้ยเกือบทั้งหมด เป็นเงินต้นไม่เท่าไหร่ เพราะฉะนั้นหนี้มันเลยพอก ที่ดูว่าเปอร์เซ็นต์ของหนี้มันไม่สูงมากนัก เพราะมาเทียบกับจำนวนรวมของงบประมาณ เมื่องบประมาณจำนวนรวมมันเพิ่มขึ้น แม้ในขณะที่หนี้มันเพิ่มขึ้น มันก็ดูว่าหนี้ยังคงเป็นเปอร์เซ็นต์ไล่ๆ กัน"
กว่า 20 ปีที่สังคมไทยพูดถึงภาษีที่ดิน ภาษีมรดก แต่ทุกครั้งรัฐบาลก็ไม่กล้าแตะ
"เพราะมันไปเจอกับคนรวย ไปเจอนายทุน นายทุนพรรคการเมืองด้วย ทั้งๆ ที่บางคนยึดถือยึดครองที่ดินไว้มหาศาลเลย ไม่ได้ใช้ประโยชน์ ถ้าเป็นต่างประเทศเขาเก็บภาษีหมด เก็บภาษีแรงด้วย เพื่อให้เอาที่ดินนั้นมาใช้ประโยชน์ ขณะเดียวกันภาครัฐเองก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากที่ดินให้เหมาะสม ตอนที่งบประมาณของกรมธนารักษ์เราก็ให้สังเกต กรมธนารักษ์มีที่ดินเยอะมากทั่วประเทศไทย แต่ได้เอามาใช้ให้เป็นประโยชน์คุ้มค่าไหม บางแห่งให้เช่าในราคาที่ถูกมาก ถ้าให้เช่าเพื่อสร้างสถานที่ราชการก็โอเค แต่บางแห่งให้เช่าเพื่อธุรกิจในราคาที่ต่ำมาก และที่ของทหารก็รกร้างว่างเปล่าไม่ได้ใช้ประโยชน์ ยังพูดว่าแค่เอาที่ของทหารที่ไม่ได้ใช้รกร้างว่างเปล่ามาปลูกป่าให้เป็นประโยชน์ภายใน 10 ปี ทำประโยชน์สาธารณะได้ ทำประโยชน์ให้แก่รัฐบาลเองได้"
"ภาษีมรดกภาษีที่ดินกรรมาธิการงบประมาณของวุฒิฯ ปีที่แล้ว ซึ่งผมก็เป็นประธานเหมือนกัน เป็นประธานมา 3 ปีแล้ว ก็ให้ข้อสังเกตชัดเจนไปเลยว่ามันจะต้องมีการพิจารณาโครงสร้างภาษี พอยิ่งมาปีนี้เราจะระบุไปในเอกสารรายงานอย่างชัดเจนเลยว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลจำเป็นจะต้องทำแล้ว เพราะไม่อย่างนั้นรัฐบาลก็จะถือว่าฉันเข้ามา ฉันทำโน่นทำนี่ ไม่มีเงิน ฉันกู้ พอเสร็จแล้วฉันก็ไป แล้วรัฐบาลไหนมาใช้หนี้ล่ะ มันเป็นหนี้ที่ติดอยู่กับประเทศยังไงมันก็ต้องใช้ เราเคยมีงบประมาณสมดุลมาก่อนนะ ซึ่งเป็นโชคร้ายของประเทศไทย กำลังพัฒนาไปได้ดีๆ มีรายได้มาสมดุลกับรายได้ก็เกิดวิกฤตินั้นวิกฤตินี้มาเรื่อยๆ น่าเสียดายมากถ้าไปย้อนดู"
เพราะเราขาดวินัยการคลัง
"วินัยการเมืองด้วย ของเรามันเรื่องการเมืองด้วย เหตุที่งบประมาณของเรามันไม่ค่อยมีวินัยก็เพราะการเมืองนี่แหละ เดี๋ยวก็มาโยกซ้ายโยกขวากันบ้าง จับนั่นทำนี่กัน"
ความเป็นไปได้ที่จะปรับ vat ยังมีโอกาสมากกว่าภาษีที่ดิน-มรดก แต่หากจะขึ้นไป 10 เปอร์เซ็นต์ ต้องมีแรงเสียดทานจากสังคมแน่นอน
"มันก็ไม่จำเป็นต้องขึ้นไป 10 เวลานี้เราอยู่ที่ 7 ซึ่งก็อยู่มานานแล้วนะ มันน่าจะพิจารณาได้แล้ว ขึ้นเป็น 1 หรือ 2 เปอร์เซ็นต์ มันก็มีผล และมันก็จะแสดงให้สังคมเห็นด้วยว่ารัฐทำได้นะ ไม่ใช่พอดำริว่าจะขึ้น vat พวกมีกระแสสังคมโวยวายก็หยุด มันต้องดูความเหมาะสมดูสภาพ"
เดาว่าถ้าสังคมต้านก็คงหยุด ง่ายๆ เลยแค่ตอนนี้ไข่แพงรัฐบาลก็ sensitive แล้ว
"รัฐบาลชุดนี้คือเนื่องจากว่าเป็นรัฐบาลชุดพิเศษ ค่อนข้างจะไวต่ออะไรมากเลย ก็ไม่เข้าใจนะ เพราะถ้ามีนโยบายชัดเจนก็ต้องกล้าทำ มันจะให้ถูกใจคนทุกคนไม่มีทางได้ มันก็ต้องได้บ้างเสียบ้าง"
เพราะนโยบายประชาธิปัตย์ขณะนี้เอาใจคนชั้นกลางและข้าราชการเป็นหลัก
"เงินเดือนข้าราชการถ้าขึ้นไปได้จริงเท่ากับอีกกี่หมื่นล้าน ตอนหลังก็รีบออกมาบอกว่าจะขึ้นเฉพาะที่ต่ำกว่าซี 8 ก็ค่อยยังชั่ว แต่กระนั้นก็ยังเป็นปัญหาในการหาเงินจ่าย จะเอาที่ไหน ผมถึงบอกว่าช่วงปี 2544-2555 เราก็ไม่รู้ว่ามันจะเกิดอะไร เงินประชานิยมมันต้องใช้โน่นนี่ตลอด และยังเงินจากเหตุการณ์วิกฤติ อย่างที่ตั้งคณะกรรมการชุดท่านอานันท์ (ปันยารชุน) มาก็ 600 ล้าน ผูกพันปีละ 200 ล้าน อย่างนี้เป็นต้น มันมีเงินที่ต้องจ่ายขึ้นมาโดยไม่ได้เตรียมการอยู่ในแผนอีกเยอะมาก มันจะต้องมี safe gard บ้าง"
ใครก็ดูออกว่าเป็นนโยบายหาเสียง และอาจจะมีตามมาอีกหลายโปรเจ็กต์ที่อาศัยระบบราชการเป็นกลไกผลักดันประชานิยม
"ฝ่ายราชการพูดอะไรมากไม่ค่อยได้ ผมเป็นข้าราชการเก่า คุยกับพวกรุ่นน้องๆ รุ่นใหม่ๆ อย่างพวกมหาดไทย ผู้ว่าฯ พูดอะไรได้ไหม โดนย้าย หน่วยงานข้าราชการประจำเวลานี้พูดอะไรมากไม่ค่อยได้ ก็ถือเป็นนโยบายของรัฐบาลมาก็ทำ ผมก็ไม่อยากมองโลกในแง่ร้ายนะ เพราะว่าถ้าดูแล้วการส่งออกของเราหนึ่งโตเร็ว เพราะว่าโลกต้องการอาหาร ถ้าเราทำเรื่องส่งออกอาหารให้ดีๆ ให้เป็นระบบ ให้มีความปลอดภัยสูง ผมคิดว่าจะเป็นรายได้ที่ดีนะ นับวันโลกจะขาดแคลนอาหารลงเรื่อยๆ แต่ที่เป็นห่วงในขณะนี้ก็คือว่าเราเองก็เริ่มจะสูญเสียความเป็นเอกในเรื่องอาหารทางเกษตรหลายๆ เรื่อง อย่างข้าวก็มีคู่แข่งขึ้นมา ยางพาราเราเคยเป็นผู้นำ ตอนนี้ก็ไม่ใช่ และก็สิ่งที่รัฐบาลควรจะทำหลายๆ เรื่องก็ไม่ทำ หรือว่าทำไม่สำเร็จผมก็ไม่ทราบ ข้าวถ้าเราสามารถจับมือกับเวียดนามได้เอาแค่ 2 ประเทศเท่านั้นคุมตลาดโลกได้เลยนะ ยางพาราถ้าเราสามารถจับมือกับมาเลเซีย อินโดนีเซียได้ สามประเทศนี่คุมตลาดโลกเลย แต่ผมว่ารัฐบาลตอนนี้ยุ่งกับเรื่องของการเมืองมากเกินไป จนกระทั่งไม่มีเวลาบริหาร ไปไหนก็ต้องระมัดระวังความปลอดภัย มันไม่มีเวลาที่จะทำอะไร มันไม่ได้เน้นบริหารเพื่อการพัฒนาเพื่อให้ประเทศชาติเจริญก้าวห
น้าต่อไป มันบริหารเพื่อแก้ปัญหาภายใน แก้ความขัดแย้งซะเป็นส่วนใหญ่ ประเทศยังต้องอยู่ภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งมันก็เป็นดาบสองคม ผมก็อยู่ในกรรมาธิการการท่องเที่ยวเหมือนกัน เราก็พูดคุยกับตลาดยุโรปเยอะ มันก็เป็นดาบสองคมในแง่ที่ว่ากลุ่มนี้เขาเห็นว่ามี พ.ร.ก.ฉุกเฉินเขาปลอดภัย แต่อีกกลุ่มหนึ่งเขาไม่ค่อยจะเข้าใจ ก็แสดงว่าเรามีความไม่ปลอดภัยสูง ถ้ามีความปลอดภัยทำไมยังคง พ.ร.ก.ไว้ คือเขาไม่เข้าใจหรอก ที่เราคง พ.ร.ก.ไว้มันเป็นความปลอดภัยทางการเมือง มันไม่ใช่เรื่องความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว แต่เขาไม่เข้าใจ"
ล้อมกรอบ
หยุดพูด..จึงปรองดอง
หลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2540 ผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภาเปรียบเสมือนการเปิดช่องทางใหม่ให้ประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมได้พึ่งพิง แต่ในฐานะที่นั่งในตำแหน่งนี้เป็นคนแรก พิเชต บอกว่า เขาไม่ต่างจากเปาบุ้นจิ้นที่ไม่มีอำนาจ
"เปาบุ้นจิ้นยังสามารถตัดสินชี้ขาดได้ แต่เราตัดสินชี้ขาดไม่ได้นะ เราได้แต่ไกล่เกลี่ย ถ้าหน่วยงานเขาไม่ยอมเราก็ฟ้องรัฐบาลฟ้องสภาฯ เรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับที่ดินก็เยอะ มันมีกฎหมายหลายฉบับมาก และคนจนไม่มีความรู้ ถูกโกงเยอะมาก ก็ถือเป็นช่องทางใหม่ให้กับคนที่เดือดร้อน ชาวบ้านเขาก็บอกเลยว่าเขาไม่อยากค้าความ เราช่วยเขาได้ก็ถือว่าเขาดีใจมาก ในขณะเดียวกันเราจะเอาผลงานพวกนี้มาโชว์ก็ไม่ได้ มันก็จะเป็นการประจานเขา พอประจานหน่วยงานนั้นแล้วเราก็จะไม่ได้รับความร่วมมือ"
ตั้งข้อสังเกตว่าบทบาทผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภาภายใต้รัฐธรรมนูญ 2550 ดูจะแผ่วลง
"สมัยผมจริงๆ ต้องมี 3 คน แต่เขาเลือกได้ผมคนเดียว เพราะฉะนั้น 3 ปีแรกนี่ผมคนเดียว ตอนนั้นท่านมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธานรัฐสภา ท่านบอกกับผมว่าผมดีใจนะที่เลือกได้คุณพิเชตคนเดียว เพราะว่าถ้าได้ 3 คนเข้ามาจะมาทำงานอะไรไม่ได้มาก คือมันเป็นองค์กรเดียวที่อิหลักอิเหลื่อ อย่างตอนเขียนรัฐธรรมนูญ 2550 ผมก็ไปเป็นคนร่างในมาตราที่เกี่ยวกับสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินด้วย ผมบอกว่าถ้ามอบงานมาให้เขาอีก เรื่องจริยธรรมเรื่องการติดตามการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ สามคนไม่พอ ต้องสัก 5 คน และก็ 3 คนถ้ายังระบุว่าต่างคนต่างทำงานเป็นอิสระกันในระบบของประเพณีนิยมไทยมันไม่เวิร์ก เกินกว่า 2 คนมันต้องทำงานในรูปของคณะกรรมการ ฉะนั้นถ้าต่างคนต่างมีความคิดเป็นอิสระ คนหนึ่งต้องการจะพัฒนาอย่างนี้ อีกคนหนึ่งไม่เห็นด้วย พออีก 2 คนไม่เห็นด้วยก็ติดแล้ว ทำไม่ได้แล้ว ถ้าทำงานในรูปคณะกรรมการมันถึงจะไปได้"
"เรื่องร้องเรียนข้าราชการในต่างจังหวัดเยอะมากเลย และส่วนใหญ่เป็นตำรวจ อย่างกรณีง่ายๆ มีคดีความยึดรถมาเป็นของกลาง รถที่ยึดมาก็เอามาใช้จนคดีจบไปแล้วก็ยังไม่คืนรถเขา เขาฟ้องมาเราก็ติดต่อไป คืนซะนะจะได้ไม่มีเรื่องไม่มีราว ถ้าไม่คืนเราจะดำเนินเรื่องแล้วมันจะถึงผู้บังคับบัญชา ก็จบกันไป ซึ่งก็จะบอกว่าเราทำได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่มีทาง แต่ทำได้แก้ไขปัญหาไปได้ในระดับ 70 เปอร์เซ็นต์ เพียงแต่ว่ามันทำเงียบๆ ใช้วิธีไกล่เกลี่ย"
เขายังเป็นประธานกรรมการอิสระตรวจสอบกรณีตากใบ
"ไปทำงานตอนนั้นก็ได้ข้อมูลเยอะมากเลย และก็บอกกรรมาธิการ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ บอกวุฒิฯ กรรมาธิการการคลังว่า คนภาคใต้ 3 ล้านคนนะ ถ้าเอาเงินสดไปแจกน่ะเหรอป่านนี้เขาก็แฮปปี้ไปแล้ว นี่เสียเงินด้วยเสียชีวิตเจ้าหน้าที่ด้วย เสียชีวิตประชาชนด้วย จะปรับยุทธวิธีใหม่ก็ยากแล้ว ถ้าพูดกันอย่างตรงไปตรงมามันก็มีผลประโยชน์นะและมันก็เลิกลำบาก ผมว่าเงื่อนไขความรุนแรงในพื้นที่ยังไม่เปลี่ยนไปจากเดิม เพียงแต่ว่าวิธีการมันต่าง หลักการเงื่อนไขเหมือนเดิม อย่างตากใบพูดถึงก็เป็นความผิดของเราเต็มประตูเลย ไปสร้างให้มันเกิดเป็นปมปัญหาให้เขาอ้างได้อยู่เรื่อย เราผิดเต็มประตู ซึ่งคณะกรรมการ recommend ไปหลายเรื่อง แต่นายกฯ ทักษิณก็เก็บและก็ทำแต่เพียงบางส่วนเท่านั้น จนทำให้กรณีกรือเซะกับตากใบเป็นเรื่องที่อ้างกันได้ว่ารัฐบาลทำอย่างนี้"
และรัฐก็ทำได้แค่เยียวยา แต่ไปไม่ถึงคนทำผิด
"เอาคนผิดมันทำเหมือนกัน แต่มันน้อย คนในภาคใต้เอง กรรมการในชุดผมที่เป็นนักวิชาการเป็นอาจารย์อยู่ในภาคใต้เขาก็บอกว่าคนในพื้นที่เองเขาไม่ยอมรับ เพราะมันไม่เหมาะกับความผิด อย่างย้ายแม่ทัพภาค 4 เข้ามาพักและก็ให้ยศเพิ่ม มันก็เห็นอยู่ว่าไม่ได้เป็นการลงโทษที่แท้จริง"
รัฐพูดเสมอว่าปัญหาภาคใต้ต้องใช้นโยบายการเมืองนำการทหาร แต่สภาพความเป็นจริงไม่ใช่
"เอาอย่างนี้ผมไปรัฐกลันตันไปเฝ้าสุลต่าน ซึ่งพระชายาเป็นคนไทย คนปัตตานี ท่านก็เป็นห่วงมาก ท่านบอกถ้ายังใช้การทหารนำมันจะไม่แก้ปัญหานะ ทหารลงไปหมดทั้งกองทัพภาคที่ 1, 2, 3, 4 ทำไมไม่บูรณาการกองทัพภาค 4 ให้เขาแข็งแรงให้เขาดูแลพื้นที่ของเขาให้ได้ ให้เขาใช้คนในพื้นที่ให้มากขึ้น 6 เดือนเอาทหารจากภาคอีสานลงไป ต้องไปนั่งเรียนรู้ขนบธรรมเนียมประเพณี เรียนภาษา ไปทำความรู้จักกับผู้คน พอ 6 เดือนกลับแล้ว อีกกลุ่มลงไปใหม่ เสียดายเหมือนกันนะภาคใต้แรงขึ้นมาก็เพราะนายกฯ ทักษิณ ข้อมูลที่ได้จากท่านองคมนตรีที่ท่านเคยทำ ศอ.บต. ซึ่งทำกันมาเป็นสิบปี เครือข่ายวางไว้ดีมากเลย ศอ.บต.ตอนนั้นมีเครือข่ายลงไปเกือบทุกหมู่บ้าน รู้จักคุ้นเคยหมด ชาวบ้านมีอะไรก็มาบอกแจ้งข่าว เพราะฉะนั้นมันก็พอจะรู้กันอยู่ พอยุบเลิก ศอ.บต.ปังสายใยนั้นขาดหมดเลย ที่พยายามต่อตอนนี้ต่อเท่าไหร่ก็ต่อไม่ติด เพราะสถานการณ์มันรุนแรงมากขึ้น จะไปต่อกับใครเขาก็ไม่กล้า"
"ถ้าปล่อยแบบนี้มันก็จะเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ เสียเงินไปปีละเป็นหมื่นล้าน เรื่องงบประมาณทุกกระทรวงทุกกรมมีงบประมาณพัฒนา 4 จังหวัดภาคใต้ ทุกกรมเลยต้องมีเป็นแฟชั่น ทหารก็ทุกเหล่าทัพ ทหารเรือ ทหารอากาศ กลาโหม กองบัญชาการทหารสูงสุด มีหมด ปีที่แล้วเราก็ตั้งโจทย์ถามสำนักงบฯ ว่าลองบูรณาการสักทีได้ไหม งบที่ลงไปภาคใต้ดูได้ไหม งบของทุกหน่วยงานที่ลงไปอย่างไร ทำอะไร ประสานงานกันอย่างไร สนับสนุนกันอย่างไร และได้ผลอย่างไร บูรณาการได้ไหม เป้าหมายให้ไปอย่างชัดเจนอันเดียวกัน สำนักงบฯ ก็รับ แต่ปีนี้ก็ยังมาอีหรอบเดิมอีก นโยบายท่านนายกฯ แถลงที่สภาฯ ก็บอกว่ามีการบูรณาการอย่างนั้นๆ แต่จริงๆ แล้วงบประมาณมันยังไปแต่ละหน่วยงานอยู่ ยังไม่มีตัวกลาง ไม่มีเจ้าภาพมาจัดการตรงนี้ เพราะฉะนั้นเวลานี้ต่างคนก็ต่างทำไป เป็นเบี้ยเลี้ยงเจ้าหน้าที่ลงไปเยอะมาก ซื้ออุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือลงไป อย่างล่าสุดก็เรือเหาะอีก มันก็ใช้เครื่องบินเล็กบังคับด้วยวิทยุ มีการพัฒนาในกองทัพก็ใช้ได้ เพียงแต่พัฒนาให้มันดีขึ้น ทั้งอเมริกา อิสราเอลเขาก็ใช้ทั้งนั้น ถูกยิงตกก็ยังโอเค มันเล็กมันคล่องแคล่ว เรือเกาะมันบินช้าและสเปกต้องบินสูงให้พ้นปืนยาวยิง พอทดสอบจริงๆ ก็บินไม่ได้ตามสเปก"
หลังเหตุการณ์ 19 พ.ค. วุฒิสภาตั้งคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ แต่เมื่อฟังความเห็นจากทุกฝ่ายแล้วดูเหมือนว่าความปรองดองจะเกิดขึ้นยาก
"กรรมการก็ติดตามดูสมานฉันท์การเยียวยา ประชุมก็เชิญฝ่ายโน้นฝ่ายนี้มาพูด ฝ่ายรัฐบาลมาพูดก็อย่างนี้ๆๆ ผู้ก่อการร้ายบ้างอะไรบ้าง ฝ่าย นปช.มาพูดก็อย่างนี้ๆๆๆ เชิญทางสื่อมาก็อย่างนี้ๆๆ มันไปคนละ version กัน และมันก็หาจุดร่วมกันไม่ได้ ในขณะเดียวกันมันก็พอจะพยายามสรุปพยายามอะไรก็ไม่ได้ เราก็มีความรู้สึกว่าถ้าตราบใดที่ทาง ศอฉ.ยังออกมาไล่ล่า ยังออกมาพูดเป็นรายวัน เอาอย่างนี้เอาอย่างนั้น ทางดีเอสไอตามไล่บี้อย่างนี้อย่างนั้น ความรู้สึกของคนฟัง ฝ่ายอยู่ฝ่ายนี้ก็เออสะใจ พวกอีกฝ่ายก็เฮ้ย มันไม่เป็นธรรม ทำไมจะต้องเอากันถึงขนาดนี้ มันก็ไม่ปรองดองสิ คือพวกเราก็ตั้งคำถามว่า ศอฉ.จะทำก็ทำไป แต่ทำเงียบๆ ได้ไหม ดีเอสไอจะตามจะสืบจะเสาะก็ทำไป แต่ไม่ต้องออกมาให้สัมภาษณ์รายวัน จะต้องจับคนนั้นคนนี้อีก การที่ไม่พูดเป็นการเริ่มต้นการปรองดองแล้ว ไม่พูดแต่พยายามทำ และก็ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาแล้ว มีคนกลางแล้ว ก็ให้คนกลางเขาพูดให้เขาทำ จะเห็นว่าด้วยที่ความรู้สึกมันต่างกันโดยสิ้นเชิง ท่านคณิตก็ลำบากใจนะจะเชิญใครมาเป็นกรรมการไม่ได้ ใครจะอยากเข้ามาในเมื่อคำตอบมันรู้อยู่แล้วว่าฝ่ายรัฐบาลออกมาอย่างนี้นะ ฝ่าย นปช.ออกมาอย่างนี้นะ"
"รัฐบาลเป็นคนพูดว่าจะปรองดองเอง แต่ยังไม่หยุด รัฐบาลต้องกล้าที่จะสอบสวนและแสดงมาว่าถ้ารัฐบาลผิดก็ผิด ถ้าทหารมีส่วนผิดก็ผิด บอกว่าทหารไม่มีคนซุ่มยิงเลย แต่รูปมันฟ้อง สื่อออกไปต่างประเทศฟ้องว่ามีทหารใช้ปืนติดกล้องสุ่มอยู่ข้างบนอย่างนี้ เพราฉะนั้นรัฐบาลจะต้องทำเรื่องพวกนี้ให้กระจ่างออกมา ถ้าไม่อย่างนั้นมันปรองดองกันยาก และอีกไม่ช้าไม่นานมันก็จะมีเหตุนี้ขึ้นมาเรื่อยๆ ขนาดตอนนี้ยังคง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก็ยังเกิดเหตุอยู่ตลอด มันคุมไม่ได้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินมันมาช่วยในแง่การเมืองเท่านั้นเอง มันแก้สถานการณ์จริงๆ ไม่ได้หรอก"
"ท่านรองนายกฯ สุเทพวันๆ ก็ไม่ต้องทำอะไร ยุ่งอยู่กับเรื่องนี้ รัฐบาลไม่ได้มาคิดถึงอะไรที่เป็นยุทธศาสตร์ประเทศ คิดแต่เรื่องแก้การเมือง ก็พูดกันว่าคณะท่านอานันท์เองก็เถอะท่านจะทำอะไรได้อย่างไร ในที่สุดก็จะได้เป็นเอกสารขึ้นมาเล่มหนึ่งหรือสองเล่ม และรัฐบาลก็จะไม่ได้สนใจ เหมือนตอนที่ท่านนายกฯ ให้ท่านประธานชัยตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์ อันนั้นไม่ใช่เฉพาะแก้รัฐธรรมนูญนะ คณะกรรมการสมานฉันท์เขามีความเห็นเสนอตั้งเยอะแยะ เสนอไปท่านนายกฯ ท่านก็โอ้ยดีครับๆ แต่ก็เก็บ คุณดิเรก ถึงฝั่ง ถึงออกมาโวยว่าเสียเงินเสียทองไม่ได้ใช้ประโยชน์เลย ผมว่าคณะกรรมการที่ท่านนายกฯ ตั้งมาตอนนี้ถ้าเอาเล่มนั้นมาใช้ในเบื้องต้น ข้อมูลดีมากเลย มันตกผลึกแล้ว มันเป็นเหตุการณ์ก่อนวิกฤติใหญ่ มันจะทำให้รู้ได้ว่าทำไมมันจึงมาเกิด 19 พ.ค. เพราะฉะนั้นตอนนี้รัฐบาลก็เพียงแต่ซื้อเวลา และก็ทำให้เห็นว่าได้ทำ ก็น่าเสียดายพอสมควร เพราะว่าตอนนี้เราก็มองไม่เห็นว่านอกจากท่านอภิสิทธิ์แล้วใครที่จะเหมาะเป็นนายกฯ ท่านเก่งในทางต่างประเทศด้วย สามารถถกกับฝรั่งได้".








