แสงแดดอ่อนๆ ส่องผ่านร่มเงาต้นไม้ลงบนพื้นถนนลาดยางสลับลูกรัง ที่ถูกขนาบไปด้วยต้นไม้ใหญ่เรียงรายกันอยู่ 2 ข้างทาง และหมู่มวลผีเสื้อหลายพันธุ์หลากชนิดจำนวนนับไม่ถ้วน ที่ต่างออกมาบินเริงร่ากันอยู่ตลอดเส้นทางที่จะมุ่งหน้าไปยังบ้านกร่าง จุดกางเต็นท์พักแรม ณ ใจกลางผืนป่าใหญ่ของอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี
การออกทริปมุ่งหน้าเข้าป่าในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะได้ก้าวออกจากสังคมเมืองอันวุ่นวายและแสงแดดอันร้อนระอุ ที่จะสลับความไม่แน่นอนของสายฝนที่โปรยปรายมาตลอดช่วงเดือนที่ผ่านมา ไปสัมผัสธรรมชาติท่ามกลางผืนป่าและขุนเขาเพียงอย่างเดียว แต่ทริปนี้พี่ๆ จากทาง นิตยสารแนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย ที่พาเราไป ยังได้คอยแนะนำเทคนิคถ่ายภาพเบื้องสูงเพิ่มเติมให้อีกด้วย
เมื่อล้อรถหยุดหมุนหลังเดินทางออกจากกรุงเทพฯ เพียงไม่กี่ชั่วยาม ทันทีที่ถึง ณ บ้านกร่างแคมป์ ในช่วงเวลาเที่ยงวัน ที่พอจะให้น้ำย่อยในท้องได้ประสานเสียงครืกๆ กันแล้ว แต่ชาวผู้ร่วมทริปทุกคนก็ไม่วายที่จะหยิบกล้องถ่ายรูปที่เปรียบเสมือนอาวุธคู่กายลงไปจับจ้องถ่ายภาพเหล่าผีเสื้อที่เป็นเหมือนเจ้าของสถานที่ ไม่ว่านักท่องเที่ยวคนไหนๆ ที่แวะเวียนมา พวกมันก็จะคอยกระพือปีกอันงามต้อนรับด้วยความเป็นมิตรเสมอ โดยไม่หวาดหวั่นหวาดกลัวต่อผู้คน เสียงชัตเตอร์ และไฟแฟลช แต่อย่างใด
ครั้นถึงยามบ่ายแก่ๆ อันร้อนอบอ้าว สลับกับสายลมแผ่วเบา ผู้ร่วมทางทุกคนก็ต่างแบ่งกลุ่มกันออกไปเก็บภาพผีเสื้อและสัตว์ป่ากันตามลำธารทั้ง 3 สาย ที่ไหลผ่านบ้านกร่างในบริเวณไม่ใกล้ไม่ไกลจากแคมป์ที่พักแรมของพวกเรามากนั้น แม้อากาศจะร้อนเพียงใด แต่พอออกมาจากเขตพื้นที่แคมป์เข้าสู่พื้นที่ของป่าที่รกทึบ สภาพอากาศที่ร้อนก็ร่มรื่นขึ้น อันเป็นผลมาจากอิทธิพลของป่าดงดิบที่อุดมสมบูรณ์แห่งนี้ ที่ได้มอบความร่มเย็นกับทุกสรรพชีวิตภายใต้การดูแลของมัน
ในภาพเบื้องหน้าของผมที่ปรากฏยามเมื่อมาลำธารสายแรกไปจนถึงลำธารที่สาม ที่ไม่ว่าใครจะสามารถเห็นได้ชัดเจนก็คือฝูงผีเสื้อหลากสีสันนับร้อยนับพัน มาจับกลุ่มกันโป่งริมลำธาร ด้วยเหตุนี้เอง บริเวณลำธารจึงเป็นเหมือนจุดที่จะสามารถเก็บภาพผีเสื้อได้ดีที่สุด และไม่เพียงแต่ผีเสื้อกินโป่งบริเวณลำธารเท่านั้น สองฟากฝั่งของถนนหลักที่เราใช้สัญจรทอดยาวเข้าไปในป่า ยังมีภาพอิริยาบถน่ารักๆ ของผีเสื้อระหว่างผสมเกสรบนดอกไม้ให้ได้เชยชมกันอีกด้วย
หลังอิ่มเอมกับการขยับนิ้วยิงชัตเตอร์แบบไม่ยั้งกับทั้ง 3 จุดริมลำธาร เวลาก็ได้ล่วงเลยเข้ามาสู่ในยามแดดร่มลมตก พวกเราจึงไม่วายรีบนั่งรถบึ่งไปยังบริเวณอ่างเก็บน้ำเขื่อนแก่งกระจานเพื่อที่จะเก็บภาพแสงสุดท้ายของวัน ในระหว่างทางที่กำลังเดินทางไปยังเขื่อนนี้เอง รถที่นั่งมาก็ได้หยุดชะงักลง เนื่องด้วยสิ่งที่เห็นมองผ่านหน้าต่างออกไปก็คือรุ้งกินน้ำที่ทอดยาวผ่านแนวขุนเขาและฟ้าสีครามให้ผู้ที่เห็นได้เก็บภาพกันอย่างจุใจอีกด้วย แต่เพียงเวลาไม่นานนั้นปรากฏการณ์รุ้งกินน้ำที่ไม่คาดฝันนี้ก็ได้เลือนหายไป
สำหรับจุดแรกที่เราไปเพื่อเตรียมเก็บภาพพระอาทิตย์ตกดินกัน คือตรงจุดในบริเวณของสันเขื่อนแก่งกระจาน โดยสิ่งที่ได้เห็นเมื่อยืนมองจากสันเขื่อนนี้เอง พบว่าน้ำในอ่างเก็บน้ำในวันนี้ได้ลดน้อยลงอย่างน่าใจหาย เมื่อเทียบกับครั้งหนึ่งในความทรงจำที่ได้เคยมาเยือนสถานที่แห่งนี้ ที่ยังคงมีน้ำกักเก็บไว้เต็มเขื่อน แต่ในวันนี้กลับเห็นเป็นภาพเนินดินทอดยาวลงไปในพื้นที่อ่างเก็บน้ำ เรือที่ออกมาเกยตื้น และชาวบ้านที่ต่างก็จูงวัวลงมาแทะเล็มหญ้าที่ขึ้นอยู่บนเนินดินแห่งนี้
เพียงไม่นานหลังตั้งตาคอยจะเก็บภาพบริเวณสันเขื่อน พวกเราทุกคนในกลุ่มต่างก็เปลี่ยนใจที่จะมุ่งหน้าไปรอรับชมดวงตะวันลับขอบฟ้ากันที่บริเวณเนินดินในอ่างเก็บน้ำแทน บนผืนดินริมผืนน้ำที่เคยเต็มไปด้วยน้ำที่ถูกกักเก็บไว้นี่เอง บัดนี้กลับถูกฉาบไปด้วยแสงสีเหลืองของดวงอาทิตย์ที่ทอดผ่านแนวสันเขาลงมาบนผิวน้ำ ชวนให้เกิดบรรยากาศโรแมนติกในยามสิ้นแสงดวงอาทิตย์เป็นอย่างยิ่ง ก่อนจะเดินทางแยกย้ายกับกลับไปพักผ่อนที่บ้านกร่างแคมป์
ในวันต่อมา เสียงนกร้องจิ๊บๆ และเสียงชะนีร้องผัวๆ คือนาฬิกาปลุกธรรมชาติในช่วงเช้ามืดก่อนอาทิตย์ขึ้น ในการเรียกปลุกให้เราลุกออกจากที่นอนเพื่อขึ้นไปชมทะเลหมอกในยามเช้าบนเขาพะเนินทุ่ง ยอดเขาที่สูงที่สุดของอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ที่อยู่ไกลจากแคมป์เรามากนัก ด้วยสาเหตุนี้แม้จะต้องถ่างตาตื่นแต่เช้าเพียงใด แต่เพื่อที่จะขึ้นไปอาบทะเลหมอก ต่างก็ทำให้พวกเราทุกคนเกิดความรู้สึกกระปรี้กระเปร่า
กระนั้นเองยังไม่มีใครฉุกคิดถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น จนกระทั่งก้าวขึ้นไปนั่งบนแค็บหลังของรถกระบะโฟร์วีล วิ่งบุกป่าฝ่าดงข้ามลำธารแล่นไปบนเส้นลูกรัง ทางโค้งและทางลาดชันนับไม่ถ้วน กว่า 15 กม.จากที่พักจนมาถึงยอดเขาพะเนินทุ่ง ด้วยแรงกระแทกตลอดทางทำเอาพวกเราที่โดยสารกันมาด้วยการนั่งบนแค็บหลังของรถนี้เองได้เกิดอาการปวดเมื่อยเคล็ดขัดยอกกันไปตามๆ กัน
อย่างไรก็ตาม พวกเราก็ใจชื้นขึ้นมาทันทีที่ก้าวลงจากรถแล้วพบกับทะเลหมอกสีขาวดั่งปุยนุ่นทอดยาวสุดลูกหูลูกตา เหนือผืนป่าสีเขียวขจีอันกว้างไกลของแก่งกระจานทอดยาวไปจรดเทือกเขาตะนาวศรีที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าอย่างชัดเจน จึงไม่วายที่จะเพลิดเพลินไปกับการเดินเท้าถ่ายภาพธรรมชาติตลอดเส้นทางที่เป็นจุดชมวิวต่างๆ ของยอดเขาพะเนินทุ่ง ไม่ว่าจะเป็นจุดชมวิว กม.ที่ 30 บริเวณพะเนินทุ่งแคมป์, จุดชมวิว กม.ที่33 บริเวณลานจอดเฮลิคอปเตอร์ และจุด กม.36 จุดที่เป็นจุดที่สวยที่สุดในการชมทะเลหมอก
ในชุด กม.ที่ 36 นี้เองยังจะเป็นจุดที่สัมผัสได้ถึงเมฆหมอก ที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวผ่านเราไปอย่างช้าๆ ในขณะที่ถูกรายล้อมไปด้วยสัตว์ป่านานาชนิด โดยเฉพาะผีเสื้อกับค้างแว่ง ที่จะคอยโฉบไปมาให้ได้ลุ้นกันตลอดเส้นทางเดิน แม้สีหน้าเพื่อนร่วมทางแต่ละคนจะดูเหน็ดเหนื่อยจากการนั่งรถขึ้นเขาและเดินเท้าชมวิวอยู่หลายกิโล แต่พวกเรากลับไม่ได้รู้สึกถึงความเหน็ดเหนื่อยยากลำบากจากการเดินทางขึ้นมาเก็นภาพในครั้งนี้เลยแม้แต่น้อย และแม้จะเป็นเรื่องที่น่าเสียดายอยู่บ้างตรงที่ไม่สามารถเดินทางมาเก็บภาพสัตว์ป่าอีกหลายชนิดและแสงแรกของวันได้ทันเวลา แต่แค่ได้มาสัมผัสทะเลหมอกในเช้าวันนี้ ก็ถือได้ว่าเป็นสิ่งที่คุ้มค่าแล้วสำหรับเหล่านักเดินทาง
ในเส้นทางขากลับจากยอดเขาพะเนินทุ่ง ด้วยเสียงเรียกร้องจากหลายๆ คนที่อยากจะกลับไปแก้มืออีกครั้ง พวกเราจึงได้ทำการกลับไปชักภาพผีเสื้อกินโป่งเกลือบริเวณธารน้ำทั้งสามอีกครั้งหนึ่งจนสาสมใจจนหยดสุดท้ายส่งท้าย ก่อนที่จะกลับไปเก็บสัมภาระยังแคมป์บ้านกร่าง และโบกมือลาผืนป่าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เดินทางกลับกรุงเทพฯ กันในที่สุด
เรื่องราวการเดินทางในครั้งนี้ ทำให้คนเมืองอย่างผมรู้ได้อย่างหนึ่งว่า หากอยากจะสัมผัสความร่มรื่นของผืนป่าและทะเลหมอกนั้น ไม่ต้องเดินทางไปไหนไกลเลย แค่ที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี แห่งนี้ ก็สามารถตอบโจทย์ความสุขเหล่านี้ได้หมดแล้ว.








