"มีคนมากมายบอกผมว่า มันน่าเสียดายนะ เพราะอุตส่าห์จบมาขนาดนี้ น่าจะไปเป็นนักการเมืองหรือทำธุรกิจใหญ่โตอะไรสักอย่าง ทำอะไรที่ดูเป็นวิชาการและยิ่งใหญ่กว่าการมาเป็นนักร้อง"
ถ้อยคำบางส่วนบางตอนในงานเปิดตัวหนังสือ "มองทุกอย่างจากทุกมุม" ของ ณัฐ ศักดาทร เดอะวินเนอร์แห่งบ้านอะคาเดมีแฟนเทเชีย หรือที่คุ้นหูในชื่อ ณัฐ AF 4 ทำให้หลายคนที่อยู่ภายในงานอมรินทร์บุ๊กแฟร์ ครั้งที่ 9 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ที่จัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ หันมาให้ความสนใจกับบทบาทใหม่ของหนุ่มณัฐ AF 4 คนนี้
เหตุผลที่ทำให้ณัฐต้องผันตัวเองมาเป็นนักเขียนนั้น เจ้าตัวเล่าให้ฟังว่า ส่วนหนึ่งมีคนชวนเพราะเห็นว่าเป็นนักอ่านเลยอยากให้ลองเขียนงานของตัวเองขึ้นมาบ้าง อีกส่วนหนึ่งนั้นเป็นการตอบคำถามที่หลายคนมักสงสัยว่าในฐานะบัณฑิตที่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยที่มีคนมากมายให้เกียรติยกย่องว่าเป็นมหาวิทยาลัยอันดับต้นๆ ของโลก แต่ทำไมถึงคิดเข้ามาในวงการบันเทิง ไม่เสียดายสิ่งที่เรียนมาบ้างเหรอ
...คำถามที่เกิดขึ้น ชวนให้ณัฐคิดไปว่า มหาวิทยาลัยที่ดีกับวงการบันเทิงนั้น เป็นสิ่งที่ขัดแย้งกัน เป็นลัทธิคนละขั้ว หรือเป็นเส้นทางสองสายที่ไม่น่าจะมีสะพานเชื่อมต่อ หรือถ้ามีก็คงมีแต่คนสติฟั่นเฟือนเท่านั้นที่ตัดสินใจเดินข้าม
คำตอบที่ได้จากเดอะวินเนอร์แห่งบ้าน AF ทั้งจากคำพูดบนเวทีและเนื้อหาในหนังสือระบุชัดเจนว่า หลังจากจบปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์จาก Harvard College เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ.2548 จากวันนั้นจนถึงวันที่เขียนหนังสือ เขาไม่เคยรู้สึกถึงคำว่าเสียดายเลยสักวัน เพราะจริงๆ แล้ว เส้นทางชีวิตในแบบที่เลือกนั้นไม่ใช่ความแปลกใหม่อะไร คนที่จบจากฮาร์วาร์ด แล้วตัดสินใจใช้ชีวิตโลดแล่นอยู่ในวงการบันเทิงมีมากมาย บางคนเป็นถึงนักแสดงฮอลลีวู้ด โดยคนเหล่านี้ไม่ได้เลือกเรียนสาขาการแสดงหรือดนตรีในขณะที่เรียนอยู่ด้วยซ้ำ
"สำหรับผมแล้วสิ่งที่ได้รับจากฮาร์วาร์ดไม่ใช่ก้อนความรู้ที่นำไปใช้ได้เฉพาะทางเท่านั้น แต่มันเป็นอะไรมากกว่านั้น ถ้าเปรียบความรู้ที่ได้เป็นอาวุธสมองสำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน ผมว่ามันคงเป็นอาวุธที่เปลี่ยนรูปร่างได้ตามสถานการณ์ต่างๆ เพราะสิ่งที่เรียนมายังอยู่ซึมลึกอยู่ในตัว ยังเป็นส่วนหนึ่งที่ผมนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ "
ณัฐยังบอกต่อด้วยว่า หนังสือที่เขาเขียนเป็นการมองทุกอย่างจากทุกมุม ไม่ใช่หนังสือ How to ที่จะมาบอกเคล็ดลับว่าเรียนอย่างไรถึงจะเข้าฮาร์วาร์ดได้ แต่เป็นการนำเอาเกร็ดความรู้ เอาประสบการณ์เล็กๆ ขณะที่เรียนอยู่ในฮาร์วาร์ด ทั้งที่ได้จากในห้องเรียนและข้อสังเกตในชีวิตประจำวันมาเชื่อมโยงกับปัจจุบัน จนทำให้ตัวเองเข้าใจถึงวิธีการใช้ชีวิต อยู่ในโลกที่ซับซ้อนใบนี้อย่างมีความสุข ซึ่งจะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อเรามีมุมมองที่เปิดกว้าง รับฟังทุกผู้คน สัมผัสทุกสรรพสิ่ง
"ที่ฮาร์วาร์ดมีความหลากหลายทั้งเรื่องฐานะ สัญชาติ งานอดิเรก ความเชื่อ ฯลฯ และการที่เราได้สนิทกับคนทุกรูปแบบเหมือนกับเราได้เปิดประสบการณ์ไปในตัว ทำให้เราเป็นคนที่เปิดรับอยู่ตลอดเวลา จนมีคำพูดประจำตัวว่า nice to meet you ซึ่งทันทีที่พูดคำนี้ แง่ที่ตั้งไว้ในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความเครียด ความเหนื่อย ปัญหา ก็ละลายลงไป กลับกลายเป็นการกล้าเผชิญหน้าอย่างสบายใจ อีกอย่างที่ได้จากฮาร์วาร์ดก็คือ การไม่ดูถูกคน การสัมผัสคนหลากหลาย ทำให้รู้ว่าแต่ละคน แต่ละชนชั้น มีข้อดีของตัวเอง เพียงเราเปิดใจก็จะมองเห็นด้านดีในชีวิตมากขึ้น"
แม้แต่ช่วงฝึกงานก็กลายเป็นประสบการณ์ชั้นดีที่ทำให้ชีวิตเรียนรู้ว่าชอบอะไรและต้องการสิ่งไหนมากที่สุด โดยณัฐเล่าว่า ตอนนั้นอายุ 21 ปี เรียนแล้วก็ต้องฝึกงานจริง ซึ่งงานที่ได้รับมอบหมายก็เป็นโปรเจ็กต์ใหญ่ขึ้นหน้าหนังสือพิมพ์เลยทีเดียว เงินตอบแทนก็สูง ฯลฯ พูดได้ว่าชีวิตในขณะนั้นอยู่ท่ามกลางความหรูหรา แต่พอผ่านไปสักพักก็รู้สึกได้เองว่า สิ่งที่เป็นอยู่ไม่ใช่สิ่งที่เราอยากเป็นและกลายเป็นแรงผลักให้เราอยากเป็นนักร้องมากขึ้น
ขณะที่ดำรงตำแหน่งผู้ชนะแห่งบ้าน AF มีแฟนคลับห้อมล้อมมากมาย ก็มีคำถามที่ทำให้ณัฐสำรวจตัวเองว่า เขามีออร่าเหมาะสมพอที่จะเป็นบุคคลหนึ่งที่สมควรยืนอยู่บนเส้นทางมายาในเมืองไทยหรือไม่ เจ้าตัวก็โยงประสบการณ์ที่ได้จากฮาร์วาร์ดให้เห็นว่า สำหรับตัวเขาเองแล้ว ช่วงที่เรียนอยู่นั้น ทางมหาวิทยาลัยได้จัดกิจกรรม นักศึกษากว่า 2,000 คน มา casting กว่าร้อยคน และเราถูกคัดเลือกเป็น 1 ใน 7 ที่ได้ทำกิจกรรมนั้น โดยผู้คัดเลือกให้เหตุผลว่าเราสามารถเข้ากับวงได้
"จุดนี้เลยทำให้ผมคิดว่าเหตุการณ์ทั้งหมดเป็นตัว X คือความเป็นเราเป็น 1 เส้นที่ไปตัดลงตัวกับอีกฝ่าย บางครั้งเราไปสมัครไปแคสติ้งงานแต่ไม่ได้ นั่นไม่ได้หมายความว่าเราไม่มีออร่า เพียงแต่ว่าอีกเส้นที่เหลือยังไม่บรรจบกับเราก็เท่านั้นเอง"
และประสบการณ์สุดท้ายที่ณัฐ AF 4 ทิ้งท้ายไว้ให้คอวรรณกรรมและบรรดาแฟนคลับที่หยิบหนังสือมองทุกอย่างจากทุกมุม ก็คือ "จุดเริ่มต้น" ณัฐบอกว่า ทุกจุดจบคือจุดเริ่มต้น เพราะที่ฮาร์วาร์ด เมื่อถึงวันจบการศึกษาจะไม่ใช้คำว่า "Graduation" ในแบบที่คุ้นเคยกัน แต่จะเรียกว่า "Commencement" ที่แปลตรงตัวว่า การเริ่มต้น คือแม้จะเรียนจบไปแล้วแต่ประสบการณ์ในชีวิตจริงนั้นไม่จบและไม่มีวันจบ ตรงนี้เป็นทริกที่อยากให้คนอ่านค้นหาตัวเองต่อไป
"ผมเชื่อเสมอว่า ปริญญาบัตรจากฮาร์วาร์ดเป็นสิ่งที่น่าจะเปิดโอกาสให้กว้างขึ้นไม่ใช่สิ่งที่จะมาจำกัดโอกาสให้แคบลง หากใครคิดว่าจบจากฮาร์วาร์ดแล้วต้องไปเป็นนักการเมือง นักธุรกิจ หรือประกอบอาชีพใดอาชีพหนึ่งเท่านั้น ถึงจะเรียกได้ว่าสมกับที่จบจากฮาร์วาร์ด ผมมองว่านั่นคือ การจำกัดอนาคตของตัวเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง"
ค้นหาตัวตนในแบบที่ใช่ ผ่านมุมมองดีๆ ที่เปิดกว้างแบบไร้กรอบ จากมุมชีวิตของของ ณัฐ AF 4 ได้แล้ววันนี้ ณ ร้านหนังสือนายอินทร์ และร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ ราคา 149 บาท แพรวสำนักพิมพ์
"จงเดินตามแรงปรารถนา หาใช่เดินตามการคิดคำนวณไม่" ลอว์เรนซ์ ซัมเมอร์ส อาจารย์ใหญ่ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด กล่าวไว้.
////////////////








