Sunday X-Cite X-Cite Kidz Tabloid
Subscribe to Thaipost
JPEG || PDF
Download

ตะลอนเที่ยวใต้ถิ่นสยาม กัวลาลัมเปอร์ มะละกา "มาเลเซีย"


    นานๆ ทีเห็นจะมีโอกาสเหมาะได้ออกมาท่องเที่ยวยังต่างแดนสักครั้ง โดยจุดมุ่งหมายของการเดินทางครั้งนี้ก็คือที่ประเทศมาเลเซีย ประเทศเพื่อนบ้านทางภาคใต้ของเรานั่นเอง โดยมีกลุ่มมิชลิน บริษัท สยามมิชลิน จำกัด ที่ได้อาสาพาเรามาชมการแข่งขันรถประหยัดพลังงาน ที่มีเยาวชนไทยเราเข้าร่วมแข่งขันถึงยังประเทศมาเลเซีย และยังได้อาสาพาพวกเราชาวคณะสื่อมวลชนเที่ยวชมสถานที่ต่างๆ ของมาเลเซีย ไม่ว่าจะเป็นในเมืองกัวลาลัมเปอร์ ปุตราจายา หรือมะละกา
     การเดินทางครั้งนี้เริ่มด้วยการนั่งเครื่องบินจากสุวรรณภูมิ ใช้เวลากว่า 2 ชม.เดินทางมายังประเทศมาเลเซีย หลังลงจากเครื่องบินก็พบว่าอากาศที่นี่ไม่ได้ร้อนแตกต่างไปจากบ้านเราเท่าไรนัก ออกจะร้อนกว่าด้วยบ้างในบางครั้ง และสิ่งแรกที่มัคคุเทศก์ท้องถิ่นย้ำนักย้ำหนากับพวกเราก็คือเรื่องกระเป๋าถือของสุภาพสตรีและกระเป๋าสตางค์ ที่ต้องดูแลกันเป็นอย่างดี ถึงขั้นที่ว่า กระเป๋าถ้าไว้ข้างหน้าเป็นของเรา แต่ถ้าไว้ข้างหลังก็จะเป็นของคนอื่น ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากว่าที่มาเลเซียนั้นมีประชากรหลากหลายเชื้อชาติด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นชาวมุสลิม ชาวจีน ชาวอินเดีย และอีกหลายเชื้อชาติที่อพยพเข้ามา จนยากแก่การดูแลของเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยทั่วถึงได้
     ตลอดเส้นทางออกจากสนามบินไปเพื่อดูการแข่งรถที่สนามเซปังนั้น สิ่งที่สังเกตได้บนท้องถนนของประเทศนี้คือ การใช้ตัวสะกดภาษาอังกฤษของเขาจะใช้ในลักษณะทับศัพท์ไปเลย เช่น bus  เป็น bas หรือ police เป็น polis ซึ่งทำให้ดูแปลกตาดี อีกทั้งรถบนถนนกว่าร้อยละ 80 ยังมีแต่ยี่ห้อ  Proton ที่ประเทศมาเลเซียเป็นเจ้าของไม่ได้มียี่ห้อรถที่หลากหลายเหมือนดั่งเช่นบ้านเรา จากนั้นเมื่อมาถึงสนามเซปังเราก็ใช้เวลากว่าค่อนวันดูการแข่งขันที่นี่จนพลบค่ำ ก่อนจะได้เดินทางเข้าที่พักในตัวเมืองกัวลาลัมเปอร์กัน
     ในเช้าวันที่สองหรือที่เป็นวันแรกที่ได้ออกเที่ยวอย่างเป็นทางการยังประเทศแห่งนี้ ผมและผู้ร่วมเดินทางทุกคนก็ได้ขึ้นรถออกจากที่พักในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ตรงดิ่งบนถนนซูเปอร์ไฮเวย์ไปยังเมืองมะละกา เมืองที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ของประเทศมาเลเซีย จะเห็นได้ว่าเมื่อรถได้แล่นผ่านเข้ามาในเมืองนี้แล้วจะสามารถสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความเป็นบาบ๋า  ย่าหยา ที่มีลักษณะบ้านเรือนการตกแต่งและวัฒนธรรมเหมือนที่ภูเก็ตประเทศไทย โดยอาคารที่นี่ส่วนมากก็จะมีลักษณะเป็นหน้าบ้านสั้น แต่ตัวบ้านจะยาว รวมที่สะดุดตาที่สุดเห็นจะเป็นบ้านเรือนในเมืองนี้จะทาสีเป็นสีส้ม ซึ่งตรงนี้ไกด์ท้องถิ่นของเราได้ให้ข้อมูลว่า ที่เป็นเช่นนี้เพราะได้รับอิทธิพลจากที่เมื่อครั้งหนึ่งที่นี่เคยตกเป็นอาณานิคมของประเทศเนเธอร์แลนด์ ที่มีสีประจำชาติเป็นสีส้ม
     หลังก้าวลงจากรถ ณ จุดแรกที่มาถึงยังเมืองมะละกาแห่งนี้ก็คือ จัตุรัสดัตช์ ที่เปรียบเสมือนย่านใจกลางเมือง โดยจะมีเอกลักษณ์เป็นน้ำพุ Victoria Fountain ที่ถูกล้อมรอบไปด้วยอาคารสีส้มมากมาย รอบบริเวณนั้นยังก็มีโบสถ์ Chris Church Melaka ตรอกขายของที่ระลึก สถานที่จะแสดงงานศิลปะ พิพิธภัณฑ์ ท่าเรือโดยสารของเมือง และที่ขาดไม่ได้ก็คือ รถสามล้อถีบ ที่ถูกตกแต่งประดับประดาไปด้วยสีที่ฉูดฉาดและกลีบดอกไม้สีต่างๆ นานาชนิดคอยให้นักท่องเที่ยวได้เลือกใช้บริการพาไปเที่ยวชมตัวเมือง
     เมื่อเดินขึ้นเนินเขาถัดมาหน่อยจากจัตุรัสดัตช์เพื่อไปยังอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตของเมือง คือที่วิหารเซนต์พอล ตรงจุดนี้เองแม้หนทางจะลาดชันจนทำให้รู้สึกเหนื่อยอยู่บ้าง แต่ก็สามารถทำให้เราได้เพลิดเพลินไปกับการเก็บภาพวิวทิวทัศน์รอบๆ ตัวเมืองมะละกาได้อย่างจุใจ และเมื่อเดินมาถึงวิหาร ในเบื้องหน้าก็ได้พบกับรูปปั้นนักบุญฟรานซิส ส่วนเมื่อเข้ามาภายในวิหารก็จะเห็นว่ามีลักษณะเป็นเหมือนซากอาคารผุพังที่ดูเก่าแก่ แต่ให้ความรู้สึกร่มรื่นอย่างบอกไม่ถูก ซึ่งภายในวิหารไม่เพียงแต่จะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวแล้ว ยังเต็มไปด้วยแผ่นหินอายุกว่าหลายร้อยปีถูกแกะสลักเป็นภาษากรีกโบราณวางพาดไว้ตามขอบกำแพง
     จากนั้นมาเมื่อได้เดินออกจากวิหารเซนต์พอล  ในอีกทางหนึ่งลงจากเนินเขา ก็จะได้พบกับป้อมปืนใหญ่ A Famosa ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกชาวดัตช์ทำลายทิ้งไป เพียงเพื่อที่จะต้องการถอดเขี้ยวเล็บของเมืองแห่งนี้  ปัจจุบันจึงเหลือไว้แต่เพียงทางเข้าและปืนใหญ่ขนาดจิ๋วที่ตั้งประดับไว้เท่านั้น
     พอตกเย็นของวันพวกเราก็ได้เดินทางกลับเข้ามายังกัวลาลัมเปอร์อีกครั้ง หลังจากได้มีโอกาศแวะไปเก็บภาพที่ลานฉลองเอกราช Dataran Merdeka และที่ทำการศาลสูง Sultan Addul Samad แล้ว ซึ่งจุดหมายของเราในตอนนี้คงเป็นที่ไหนอื่นใดไปไม่ได้นอกจาก ตึกแฝด KLCC หรือ ตึกปิโตรนัส ที่ดูจะเป็นเอกลักษณ์ของมาเลเซีย ที่ไม่ว่าใครที่มาเยือนยังดินแดนแห่งนี้สักครั้งหนึ่งต้องหาออกโอกาสมาถ่ายรูปคู่กับตึกแฝดคู่นี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นยามค่ำคืนด้วยแล้วจะทำให้ดูน่าหลงใหลมากเป็นพิเศษ เพราะจะทำให้ได้เห็นแสงไฟระยิบระยับที่เปล่งออกมาจากตัวตึกที่ดูงดงามเป็นอย่างยิ่ง แม้ขณะตอนที่พวกเราไปรัวชัตเตอร์ถ่ายภาพกันอยู่ภายนอกตัวตึกจะมีหยาดฝนโปรยปรายลงมาบ้าง แต่สิ่งเหล่านี้ก็หาใช่อุปสรรคของการเก็บภาพแต่อย่างใด
     พอได้เข้ามาด้านในของตึก KLCC ก็พบว่าที่นี่ ชั้นบนจะเปิดให้เช่าเป็นอาคารสำนักงาน ส่วนชั้นล่างจะเป็นส่วนของแหล่งช็อปปิ้งที่มีทั้งร้านค้าธรรมดาทั่วไปไปจนถึงของแบรนด์เนม มีร้านอาหาร โรงภาพยนตร์ เฉกเช่นเดียวกับห้างสรรพสินค้าทั่วๆ ไปในย่านใจกลางเมือง แต่พอถัดออกมาหน่อยในด้านหลังของตึก ตรงส่วนนี้ก็จะเป็นส่วนของสวนสาธารณะขนาดใหญ่ไว้พักผ่อนหย่อนใจมานั่งเล่นหรือจิบกาแฟกันได้อีกด้วย
     วันที่  3 ของการเดินทาง พวกเราชาวคณะผู้ร่วมเดินทางก็ได้ใช้เวลาไม่นานมากเดินทางออกจากกรุงกัวลาลัมเปอร์อีกครั้ง มุ่งหน้าไปยังเมืองปุตราจายา ที่ซึ่งเป็นเมืองใหม่ของประเทศแห่งนี้ และเต็มไปด้วยสถานที่สำคัญทางราชการมากมาย ทั้งรัฐสภา ทำเนียบรัฐบาล กระทรวงทบวงกรมต่างๆ ที่ถูกวางตั้งรายล้อมอยู่บนผังเมืองที่ดูสะอาดตา อีกทั้งจากที่เห็นตลอดทางที่เข้ามายังเมืองแห่งนี้ ที่นี่ได้มีการสรรค์สร้างสถาปัตยกรรมต่างๆ ตึกรามบ้านช่อง อาคาร และสะพานข้ามแม่น้ำด้วยรูปทรงที่ดูทันสมัยเก๋ไก๋เป็นอย่างมาก ไม่เว้นแม้แต่เสาไฟฟ้า ที่ตลอดทางจะสังเกตได้ว่าจะมีรูปร่างรูปทรงการออกแบบให้หมุนเวียนสับเปลี่ยนกันไปเรื่อยๆ
     แต่ที่ดูจะโดดเด่นเป็นสง่าของเมืองที่สุดเห็นจะเป็นอาคารรัฐสภา ที่ถูกออกแบบให้หลังคามีลักษณะโค้งมนเช่นเดียวกับมัสยิด และมีขนาดที่ใหญ่มโหฬารการรัฐสภาบ้านเรากว่า 3-4 เท่าเลย นอกจากนี้ที่ดูโดดเด่นเคียงคู่ไม่แพ้กันเห็นจะเป็นมัสยิดปุตตรา ที่บอกว่าโดดเด่นสะดุดตาก็เนื่องจากว่า มุสยิดปุตตราแห่งนี้ ไม่เพียงแต่จะมีขนาดที่ใหญ่เบ้อเริ่มตั้งอยู่ริมแม่น้ำแล้ว ยังมีสีออกเป็นสีบานเย็นทั้งหลังอีกด้วย อีกทั้งบนหลังคากลมมนนั้นเองก็ยังได้มีการแกะสลักวาดเป็นลายสีทองอ่อนช้อยเพื่อเป็นการแต่งแต้มความงดงามลงบนมัสยิดแห่งนี้
     และแล้วเวลาก็ดำเนินมาถึงยังวันสุดท้ายของการเดินทาง แม้การออกมาท่องเที่ยวยังประเทศมาเลเซียครั้งนี้ยังทำให้รู้สึกเสียดายอยู่บ้าง  ที่ยังไม่ได้มีโอกาสแวะไปท่องเที่ยวยัง เกนติ้ง ไฮแลนด์ ที่เป็นสวนสนุกและกาสิโนบนยอดเขาเหนือปุยเมฆ และ คาเมรอน ที่เต็มไปด้วยพฤกษศาสตร์นานาชนิตและอากาศที่ใสบริสุทธิ์อยู่บ้างก็ตามที
     โดยหลังจากพวกเราได้เช็กเอาต์ออกจากโรงแรมกันเป็นที่เรียบร้อย และพอออกมาจากภายนอกของโรงแรมในวันนี้ก็จะได้เห็นละอองของหมอกยามเช้าที่ฟุ้งกระจายไปทั่วเมืองกัวลาลัมเปอร์  จากนั้นพี่ไกด์ท้องถิ่นคนเดิมของเราก็ได้พาชาวคณะไปเยี่ยมชมถ่ายรูปยังพระราชวังอิสตานาไนการา ที่ประทับอย่างเป็นทางการของพระประมุขแห่งมาเลเซีย ซึ่งก็ยังเป็นเรื่องที่น่าแปลกตรงที่สถานที่แห่งนี้ไม่ได้รับอนุญาตเปิดให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปเยี่ยมชมสถานที่ที่อยู่ด้านในหลังรั้วรอบขอบประตูได้ แต่ภายนอกนอกบริเวณประตูรั้วกลับมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากหลั่งไหลเข้ามาโพสท่าถ่ายรูปกับประตูรั้วใหญ่บานนี้กันอย่างคับคั่งหนาตา
     ตรงจุดนี้ไม่เพียงแต่ประตูทางเขาพระราชวังเท่านั้นที่ได้รับความนิยม แต่ที่เป็นที่นิยมไม่แพ้กันคือ นายทหารม้าหนึ่งนายใส่หมวกและเครื่องแบบสีแดงเต็มยศ นั่งอยู่บนหลังม้าเพื่อเฝ้าทางเข้าพระราชวัง ก็ได้มีผู้คนและนักท่องเที่ยวไปขอยืนโพสยืนจิกถ่ายรูปตรงจุดนี้ด้วยเช่นกัน หากแต่พี่รั้วของชาติมาเลเซียนายนี้เขาจะทำตั้วนิ่งแข็งทื่อ  ประกอบกับสีหน้าที่ไร้อารมณ์ราวกับหุ่นหรือรูปปั้น แม้ว่าคนที่ไปถ่ายรูปด้วยจะออกท่าออกทางเฮฮาตลกแค่ไหนก็ตามที
     ถัดมาจากพระราชวังอิสตานา ไนการา สถานที่สุดท้ายที่ไปเที่ยวชมกันก็คือ KL Tower หอคอยประจำกรุงกัวลาลัมเปอร์ ที่ดูสูงเด่นเป็นสง่าไม่แพ้ที่ตึกปิโตรนัส โดยหอคอยแห่งนี้นั้นมีความสูงจากพื้นดินอยู่ที่ 421 เมตร ซึ่งเมื่อได้มาเงยหน้ามองจากทางเบื้องล่างก่อเข้าไปด้านในแล้วแทบมองหายอดของหอคอยนี้ไม่เห็นเลย ด้วยความสูงที่ทอดยาวขึ้นไปถึงระดับเดียวกับเมฆหมอกที่ลอยละลิ่วอยู่บนท้องฟ้า สำหรับการขึ้นไปชมบนยอดหอคอยแห่งนี้นั้น ต้องอาศัยทางลิฟต์โดยสารขึ้นไปเท่านั้น เพราะถ้าเดินคงจะไปถึงยอดได้ในอีกวันเป็นแน่
     แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าแปลก  ที่แม้เจ้าทาวเวอร์แห่งนี้จะสูงเพียงใด แต่การโดยสารลิฟต์จากด้านล่างขึ้นไปสู่ยอดจุดชมวิวกลับทำได้อย่างรวดเร็วด้วยเวลาเพียงไม่กี่นาที ทั้งนี้เมื่อขึ้นมาถึงยอดได้ สิ่งที่รอให้เราได้เห็นก็คือวิวทิวทัศน์รอบๆ กรุงกัวลาลัมเปอร์ทั้งหมด นอกจากนี้เพื่อความเข้าใจมากยิ่งขึ้น ที่ด้านบนนี้ยังมีให้บริการของชุดหูฟังภาษาต่างๆ รวมทั้งภาษาไทย ที่จะบอกเล่าอธิบายประวัติความเป็นมา ความน่าสนใจของสถานที่จุดสำคัญต่างๆ ของตัวเมือง โดยสามารถที่จะมองผ่านกล้องขยายไปยังสถานที่ได้อย่างเต็มอิ่มชัดเจน จากนั้นเมื่อดูวิวกันอย่างจุใจแล้วก็ได้เวลาโบกมือลาดินแดนแห่งนี้แล้วกลับประเทศบ้านเกิดเมืองนอนของเรา
     แม้การได้ออกนอกประเทศมาเปิดหูเปิดตาในครั้งนี้ จะได้พบกับสถานที่ใหม่ๆ ผู้คนหลายชาติหลากวัฒนธรรม และแม้มีโอกาสก็อยากจะกลับมายังประเทศมาเลเซียแห่งนี้อีกครั้ง แต่ลึกๆ แล้วก็บอกได้เลยว่า ประเทศไทยเราก็มีดีไม้แพ้ที่นี่เหมือนกัน.



flag counters
ไฟร์ฟอกซ์ ปลอดภัย ฟรี Download Firefox  | RSS feeds  | ทันข่าว ทันเหตุการณ์