การที่เขาแสดงอำนาจในการแต่งตั้งคนที่ไม่ qualified อย่างนี้ เป็นการแสดงอำนาจทางการเมืองให้เห็นเลยว่าถ้าคุณไม่มาหาผม คุณไม่เข้าข้างผม คุณไม่มีวันจะก้าวหน้า คุณต้อง take side จะมาเป็นกลางไม่ได้แล้ว กั๊กไม่ได้ มันเป็นการแสดงอำนาจเลยว่าเห็นไหมผมตอบแทนคุณแรงไหม จากคุณโนเนมเลยนะ แต่ผมสามารถโปรโมตคุณพุ่งเป็นจรวดได้เลย การแสดงอำนาจอย่างนี้มันทำให้ข้าราชการหัวหด ทุกคนก็ต้องวิ่งหาการเมือง ถ้าผมเป็นนายอำเภอ ผมก็ต้องไปดูแล้วว่าใครเป็น ส.ส.ในพื้นที่ ท่านว่างไหมพาผมไปรู้จักหน่อย แทนที่จะเข้าหาประชาชนก็จะเข้าหานักการเมือง
การให้ความดีความชอบการเลื่อนตำแหน่ง การให้ผลประโยชน์อื่นแก่ข้าราชการ ให้คำนึงถึงผลงาน ศักยภาพ ความประพฤติ โดยไม่เอาความคิดเห็นทางการเมือง หรือพรรคการเมืองเข้ามาเกี่ยว แต่ถามว่าคนที่อยู่เป็นรองผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ 3 ปี และเป็นผู้ว่าฯ 1 ปี ไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองเลยใช่ไหม คนอื่นอาจจะเชื่อว่าไม่เกี่ยวกับการเมือง แต่ผมไม่เชื่อ และเมื่อผมเชื่อว่าเกี่ยวกับการเมืองผมก็ต้องเชื่อว่าผิดกฎหมาย เพราะมีข้อห้ามไว้
แม้ว่า ก.พ.ค. (คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม) จะมีมติให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยยกเลิกคำสั่งแต่งตั้ง 41 นายอำเภอ เพราะเป็นการแต่งตั้งโยกย้ายที่ไม่เป็นไปตามระบบคุณธรรมและธรรมเนียมปฏิบัติของกรมการปกครองที่ยึดหลักอาวุโส แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร กระทั่งล่าสุด ก.พ.ค.ต้องมีหนังสือทวงถามความคืบหน้าเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา
ก่อนหน้านั้นไม่กี่วัน อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย พงศ์โพยม วาศภูติ ก็นำทีมข้าราชการกระทรวงคลองหลอด ออกมาตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของการตั้งปลัดกระทรวงคนล่าสุด ด้วยพิจารณาโปรไฟล์หนึ่งปีในเก้าอี้ผู้ว่าฯ บุรีรัมย์แล้วต้องเรียกว่าข้ามอาวุโสมาหลายแถว อีกนัยหนึ่งนี่คือปรากฏการณ์ที่พิสูจน์แล้วว่าไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ในยุคที่ 'พรรคภูมิใจไทย' ของ 'เนวิน' เข้ามากุมอำนาจเต็ม
ปลัดฯ แถวหลัง
"ถ้าให้เทียบกับยุคปฏิรูประบบราชการสมัยคุณทักษิณ เขารู้ว่าอุปสรรคอย่างหนึ่งของการพัฒนาประเทศคือพวกข้าราชการ เพราะจะอ้างกฎอ้างเกณฑ์ และก็สร้างอาณาจักรของตัวเอง จะให้ทำอะไรใหม่ๆ แปลกๆ มันไม่ยอมทำ ผมก็เห็นด้วย แต่ว่าท่านต้องทำด้วยความจริงใจ คือผมว่าคุณทักษิณแกเป็น 3 in 1 คือหนึ่งแกเคยเป็นข้าราชการ สองเป็นนักธุรกิจ สามเป็นดอกเตอร์ เป็นคนชอบอ่านหนังสือ ชอบค้นคว้าหาความรู้ใหม่ๆ แล้วก็มานั่งเล่าให้ ครม.ฟัง นี่คือข้อดี แต่ข้อเสียของคุณทักษิณก็คือว่า corrupt power เป็นใหญ่ แล้วอะไรก็ถูกหมด ตรงนี้ที่น่ากลัว อย่างเช่นที่ไปอัดอาจารย์อัมมาร์ ถึงคุณจะเป็นนักธุรกิจมา แต่ท่านเป็นอาจารย์เศรษฐศาสตร์ ถ้าท่านนิ่งสักหน่อย รับฟัง อ่อนน้อม มันจะดีมาก อีกอันก็คือท่านก็ไปคิดเรื่องการเมืองมากเกินไป สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นว่าท่านเรียงลำดับความสำคัญของเรื่องผิดไป คือบอกว่าวาระแห่งชาติมา 3 เรื่อง ความยากจน ยาเสพติด คอรัปชั่น ท่านก็ทำสองเรื่องแรกคือ ความยากจนกับยาเสพติด แต่คอรัปชั่นท่านบอกว่ามันหยั่งรากลึก ต้องทำทีหลัง เอาไว้ให้ท่านอยู่สมัยที่สองสมัยที่สาม"
"ถ้าคุณทักษิณเรียงเอาคอรัปชั่นขึ้นต้น เหมือนอย่างลีกวนยู ลีกวนยูเมื่อเขาขึ้นมาเป็นนายกฯ สิงคโปร์ เขาจัดการเรื่องคอรัปชั่นก่อน ข้าราชการฉ้อฉล แม้แต่ญาติพี่น้องก็โดนลีกวนยูจับเข้าคุกไปเยอะ พอยิ่งทำเรื่องคอรัปชั่น มีความโปร่งใส คนยิ่งศรัทธามากขึ้น พอคนศรัทธามากขึ้นคุณจะทำอะไรก็ได้ คุณจะไปปราบยาเสพติดจะไปแก้เรื่องความยากจนก็ง่าย แต่คุณทักษิณก็เหมือนกับว่ามีวาระซ่อนเร้นเรื่องคอรัปชั่น รัฐมนตรีหลายคนก็มีเรื่องไปเรียกเปอร์เซ็นต์ ผมว่าท่านรู้ทุกเรื่อง เพราะเคยเป็นตำรวจ มีเครือข่ายเยอะ รู้ทุกเรื่อง แต่ท่านทนกับเรื่องพวกนี้ เพราะเห็นแก่ประโยชน์ในทางการเมืองกับพรรค หรือแนวทางเดินในอนาคตมากกว่า ตอนที่ท่านขึ้นมาผมว่าท่านมาด้วยศรัทธานะ ความนิยมในตัวท่านจริงๆ และผมมั่นใจว่าถ้าท่านทำในสิ่งที่ถูกต้อง ส.ส.ไหนก็ขวางไม่ได้ เพราะว่าถ้าขวางแล้วไล่ออกจากพรรคไปก็สอบตกเลย ผมว่าตอนนั้นจะเป็นยุคเหมือนเสาไฟฟ้า คือใครลงก็ได้ขอให้อยู่พรรคไทยรักไทย แต่พอยิ่งทำไปศรัทธามันเสื่อม เพราะผ่านไปสักพักท่านไปเอาการเมืองเข้ามา ไปคิดว่าจะต้องประคับประคองทางการเมือง ซึ่งถ้าทำแบบตรงไปตรงมายึดหลักบริหาร ใช้บริหารมากกว่าการเมือง มุ่งผลประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประเทศ เราจะไปได้ไกลมากเลย ถ้าทำเรื่องคอรัปชั่นไม่ยอมให้ใครมาสร้างอำนาจ มาหาผลประโยชน์จากการเป็นพรรครัฐบาล"
"คุณทักษิณเป็นคนแรกที่เข้ามาทำลายระบบพรรคข้าราชการ ทำให้อ่อนแอ ด้วยการเข้ามาล้วงลูกเกี่ยวกับการบริหาร ผมสังเกตดูไปงานไหนก็ตามเจอปลัดกระทรวงเจออธิบดีคนไหน ผู้ว่าฯ ท่านทักได้หมด อาจจะเพราะความจำดีด้วย แต่อีกอย่างคือเป็นคนพิจารณากับมือ รัฐมนตรี ปลัดกระทรวงอาจจะเสนอมา แต่ท่านเป็นคนกลั่นกรอง ฉะนั้นท่านรู้จักแทบทุกคน และก็ใช้วิธีเด็ดหัว ไม่พอใจใครไม่ชอบใจใคร ใครสนองอะไรไม่ได้ก็เด็ด เพราะท่านก็สังเกตดูว่าเอ๊ะข้าราชการก็ไม่มีปฏิกิริยาอะไรนี่ แสดงว่าไม่ได้เข้มแข็งจริง จำได้ไหม ซี 10 ซี 11 ผมว่าเป็นร้อยที่ท่านเด็ดไป จับไปเป็นที่ปรึกษาบ้าง จับไปเป็นผู้ตรวจฯ ทุกคนก็กลัว"
"แต่สิ่งหนึ่งเท่าที่ผมสังเกตอย่างน้อยท่านก็เอาหัวๆ ท่านเอาตะกร้าบน ในกลุ่มอาวุโสสมติว่ามีอยู่ 5 คน 10 คนที่ท่านพอใจก็เอามาสักคนหนึ่ง และท่านก็ไม่ค่อยลงมายุ่งข้างล่างมาก ระดับนายอำเภอไม่สนใจมากหรอก นานๆ จะขอมาสักครั้ง คือเขาก้าวก่ายจริง แต่ไปเลือกเฉพาะคนที่มันสุกแล้ว แต่ยุคนี้มันเอาพวกเด็ก ซึ่งผมรับไม่ได้จริงๆ เป็นผู้ว่าฯ ปีเดียวเป็นอธิบดีปีเดียวแล้วมาเป็นปลัด คุณมงคล (สุรัจสัจจะ) ตอนเป็นผู้ว่าฯ และขึ้นมาเป็นอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เขาอยู่ลำดับที่ 58 ของบรรดาผู้ว่าฯ ด้วยกัน ถือว่าโหไปล้วงลึกมากเลยนะ เอาขึ้นมา ผมก็ไม่ว่าอะไร เอาวะเก่ง แต่อย่ามาบอกนะว่าไม่เกี่ยวกับการเมือง เพราะว่าเป็นรองผู้ว่าฯ บุรีรัมย์มา 3 ปี และก็เป็นผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ แต่ผมก็พอรับได้นะ เพราะว่าเขาจะเกษียนอีก 2-3 ปี สมมติว่าเขาจะเกษียนในตำแหน่งอธิบดีกรมการปกครองผมก็ว่ายิ่งใหญ่ที่สุดแล้ว ดีที่สุด แต่การที่เอาอดีตอธิบดีปีเดียวและผู้ว่าฯ ปีเดียวมาเป็นผมรับไม่ได้"
แต่การเป็นผู้ว่าฯ หนึ่งปีก็เป็นไปตามคุณสมบัติของ ก.พ.
"นั่นคือขั้นต่ำ ถ้าไม่มีใครแล้วอย่างน้อยต้องตรงนี้ ไม่มีใครแล้ว เหมือนเราบอกว่าจะรับเข้ามหาวิทยาลัยต้องจบ ม.6 คือมันจะเก่งจะห่วยก็ต้องจบ ม.6 แล้วคนที่เก่งๆ ทำไมไม่เอาเข้าไปล่ะ มันต้องมีคุณสมบัติขั้นต่ำ ทำไมคุณเลือกต่ำสุดล่ะ คือจริงๆ หลักบริหารงานบุคคลผมก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเลือกเอาอาวุโสทางราชการคนแรก เขาชอบเถียงว่าในระเบียบไม่ได้พูดเรื่องอาวุโสทางราชการนี่ แต่เขาพูดเรื่องผลงาน ศักยภาพ และก็ความประพฤติ ซึ่งทั้งผลงาน ศักยภาพ ความประพฤติ มันต้องมีระยะเวลาของการแสดงออก ผมถามหน่อยเถอะคนเป็นผู้ว่าฯ 1 ปี เอาผลงานที่ไหนมาแสดง เป็นอธิบดี 2 กรมด้วยใน 1 ปี จะเอาผลงานที่ไหนมาแสดง ถ้ารับคนอื่นล่ะที่เขามีผลงานจากการเป็นผู้ว่าฯ มาหลายปี ในตำแหน่งอธิบดีหรือรองปลัดมาหลายปี เขาบกพร่องตรงไหน เขาไม่เก่งกว่าคุณมงคลยังไง คุณต้องพิสูจน์ออกมาอาวุโสทางราชการมันเป็นเครื่องแสดงออกถึงระยะเวลาในการทำงาน ยิ่งทำงานมากก็ต้องยิ่งมีผลงานมาก ฉะนั้นมันไม่ได้หมายความว่าคุณต้องทำงาน 10 ปี 20 ปี ถึงจะมีผลงาน ไม่ใช่ มันต้องพอสมควร อย่างสมมติเป็นผู้ว่าฯ สัก 2 จังหวัด หรือมาเป็นอธิบดีสัก 2 ปี ผมก็รับได้ ไม่มีปัญหาหรอก เป็นสัก 4-5 ปี"
"อย่างมานิต (วัฒนเสน-ปลัดกระทรวงมหาดไทย) เขาเป็นผู้ว่าฯ มา 3 จังหวัด และไปเป็นอธิบดีและมาเป็นปลัด รวมแล้วซี 10 เขา 5 ปี ของผมนี่ 10 ปีนะ นี่เรียกว่าอาวุโสอ่อนแล้วนะ เราก็โวยวายไปแล้วเขาก็ไม่ฟัง แต่คราวนี้ยิ่งหนักเข้าไปอีก ผมถามว่า คือไม่ต้องมา question ผม คุณต้องตอบคำถามว่าคุณมงคลเอาผลงานใน 1 ปีของผู้ว่าฯ และอธิบดี 2 ปีมาแสดงได้ไหม คุณก็แสดงออกมาสิว่าเก่งว่าดีกว่าคนที่อยู่ข้างหน้าคุณ อย่างเช่น คุณจาดุร (อภิชาตบุตร) เป็นรองปลัดสำนักนายกฯ มาแล้ว คุณปรีชา บุตรศรี เป็นผู้ว่าฯ หลายจังหวัด และก็เป็นอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชนมาแล้ว คุณวงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ ก็เป็นผู้ว่าฯ หลายจังหวัด เป็นอธิบดีกรมการปกครองมาแล้ว คุณพระนาย (สุวรรณรัฐ) เป็นผู้ว่าฯ 3 จังหวัด เป็นรองปลัด ศอ.บต.ไปเหนื่อยยากอยู่ชายแดน และก็ประชา เตรัตน์ ก็ผู้ว่าฯ 3-4 จังหวัด อยู่นราธิวาส เสี่ยงภัยมาเป็นปีๆ คนเหล่านี้เขาไม่มีผลงานเหรอ และอาวุโสทางราชการเขาไม่ได้พูดไว้ชัดเจนก็จริง แต่มันซ่อนอยู่ตรงนี้ว่าจะดูผลงาน ดูศักยภาพ ดูความเก่งกันนะ และดูความประพฤติ คุณต้องดูด้วยระยะเวลา ถ้าอย่างนั้นมาเป็นผู้ว่าฯ 5-6 เดือน ถ้าเก่งก็จับเป็นปลัดกระทรวงไปเลยสิ"
การแต่งตั้งในกระทรวงมหาดไทยทุกครั้งที่ผ่านมาก็มีการข้ามหัวคนอื่นเช่นกัน
"เอาอย่างนี้มานิตบอกว่าผมข้ามอาวุโส ช่วงนั้นผมอยู่ลำดับที่ 4 หรือที่ 5 คุณอนุชาก่อนผม 2 ปีเป็นผู้ว่าฯ พี่ฐิระวัตร กุลละวณิชย์ เป็นผู้ว่าฯ ก่อนผม 2 ปี คุณสุรพล กาญจนะจิตรา เป็นผู้ว่าฯ ก่อนผม 1 ปี ถ้าไม่นับท่านชัยฤกษ์ที่ ก.พ.เทียบอายุการเป็นอัยการ เพราะท่านเป็นนักกฎหมายมาก่อน แต่ท่านเป็นผู้ว่าฯ ทีหลังผมเยอะ อันนี้ยกไว้ เพราะว่าความจริงอาวุโสใกล้เคียงกันที่ ก.พ.ตีไว้ ผมก็อยู่ประมาณที่ 4 แต่ผมเป็นผู้ว่าฯ 4 จังหวัด เป็นอธิบดี 2 กรม เป็นผู้ตรวจราชการ เป็นรองปลัด รวมแล้วตั้งแต่วันที่ผมเป็นผู้ว่าฯ ถึงปลัด 10 ปี ขนาดนี้มีคุณสมบัติพอที่จะเป็นปลัดกระทรวงได้ไหม ผมไม่ได้ตั้งตัวผมเองนะ ผู้ใหญ่ตั้งผม แต่ผมก็ต้องสำรวจตัวผมเองว่าผมสมควรได้เป็นไหม ผมอยู่หลังพี่ๆ บ้าง อยู่หลังคุณอนุชานี่เป็นรุ่นน้อง แต่มีพี่ฐิระวัตร พี่สุรพล แต่ผมก็ถือว่าผมอยู่ใน range เดียวกัน มันอยู่ในแถวหน้า คือเหมือนกับว่าคนยืนเข้าแถวเป็นตอนๆ มันก็แถวหน้า ก็ต้องถือว่าผมอยู่แถวหน้า
เขาจะเลือกใครคนใดคนหนึ่งในแถวหน้า เราไม่มีปัญหาเลย เราก็มีสิทธิ์ยินดีด้วย เพราะว่าชีวิตผม ผมก็ไม่เคยฝันจะเป็นปลัดกระทรวง ไม่เคยทะเยอทะยานเรื่องนี้เลย เคยนึกว่าถ้าเกิดเกษียนสงสัยเป็นรองปลัดแก่ๆ คนหนึ่ง คิดแค่นั้นจริงๆ อธิบดีถามว่าอยากเป็นไหม อยากเป็น แต่คิดว่าคงจะเกษียนที่รองปลัด ใจคิดอย่างนั้นนะ ฉะนั้นการที่เมื่อผมมีผู้ใหญ่ตั้งผมก็ต้องสำรวจตัวเองว่าผมเป็นได้ไหม ผมว่าผมเป็นได้ จากประสบการณ์ ผมเป็นนายอำเภอ 3 อำเภอ ผมเป็นรองผู้ว่าฯ เชียงใหม่ เป็นผู้ช่วยปลัดกระทรวง และผมก็ขึ้นมาเป็นผู้ว่าฯ 4 จังหวัด อธิบดี 2 กรม และก็รองปลัด สิบปียังไม่พอเหรอ"
ใครที่ขึ้นมาถึงตำแหน่งปลัดกระทรวงก็มีต้องสายสัมพันธ์กับนักการเมืองอยู่แล้ว
"ผมยอมรับอำนาจทางการเมือง ผมยอมรับว่าการเมืองเขาต้องเลือกคนที่จะมาสนองนโยบายเขาได้ ผมไม่ปฏิเสธตรงนี้ แต่ผมหมายถึงว่าเลือกคนที่อยู่ในแถวหน้าสิ ทำไมต้องไปเลือกแถวหลังล่ะ เท่านั้นเอง ประเด็นมันคือตรงนี้ ผมไม่ได้ mind เรื่องตัวบุคคลนักหรอก ผมก็คิดว่าเด็กๆ ของเราเก่งกันทุกคน แต่ว่ามันมีเก่งแถวหน้า แถวสอง แถวสาม ทำไมคุณไม่เลือกแถวหน้า ถ้าไม่เลือกก็ต้องบอกว่าแถวหน้ามันมีปัญหายังไง แล้วแถวหลังที่อยู่ท้ายๆ 50 กว่าคุณดึงขึ้นมาจาก 58 มาเป็นอธิบดี 2 กรม และกรมใหญ่ที่สุดในกระทรวงด้วย และคุณก็โปรโมตเขาปีต่อมาเป็นปลัดกระทรวงเลย มันเกินจะรับได้ คนอื่นจะรับยังไงก็รับไป ผมไม่รับ การเมืองคุณจะเลือกอะไรก็ตาม ขอให้มันอยู่แถวหน้า ขอให้มันเก่งหน่อย ขอให้มีผลงานหน่อย ขอให้มีอาวุโสหน่อย ขอให้เป็นที่ศรัทธาและยอมรับหน่อย"
"อย่างที่บอกว่าการเมืองเขาต้องเลือกคนที่มาสนองนโยบาย แต่ทำไมไม่เลือกแถวหน้า มาเลือกแถวหลัง question ผมมีเท่านี้เอง เราก็ต้องยอมรับว่าการเมืองก็ต้องเลือกคนที่เขาเข้าตา คนที่เขาเชื่อว่าทำงานได้ แล้วแถวหน้าที่อยู่กันเป็นแผง ก็รวมทั้งอธิบดีที่เขาเลือกกันมาด้วย แต่นี่สังเกตไหมว่าคุณวิเชียร ชวลิต ก็อาวุโสน้อย ถ้าภาพรวมของกระทรวงก็อยู่เหนือคุณมงคลไป 2 ลำดับมั้ง อย่างนี้มาเป็นอธิบดีกรมการปกครอง มันเกินไปหรือเปล่า แต่ว่านั่นยังแค่อธิบดีนะ แต่คุณเป็นหัวหน้าอธิบดี รองปลัด และที่สำคัญคือเป็นหัวหน้าผู้ว่าฯ ผมรับไม่ได้ เพราะว่าผู้ว่าฯ มันทำงานมากกว่ากระทรวงมหาดไทยนะ ผู้ว่าฯ ไม่ใช่ทำงานรับใช้กระทรวงมหาดไทยอย่างเดียว แต่รับใช้รัฐบาลกลางด้วย เขาเป็นตัวแทนรัฐบาล เขาทำงานให้ทุกกระทรวง ทบวง กรม มีกฎหมายหลายฉบับที่กระทรวงมหาดไทยไม่เกี่ยว แต่ผู้ว่าฯ เกี่ยว มีกฎหมายหลายฉบับที่กระทรวงมหาดไทยไม่เกี่ยว แต่นายอำเภอเกี่ยว ฉะนั้น ผู้ว่าฯ นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เขารับใช้ทุกกระทรวง ทบวง กรม"
"คนที่เป็นผู้ว่าฯ คุณสมบัติผู้ว่าฯ ถ้าให้เขียนโหก็เป็นยากแล้ว ต้องมีภาวะผู้นำ ต้องมีความรู้ความสามารถ ต้องมีมนุษยสัมพันธ์ ต้องแก้ปัญหาเก่ง ฉะนั้นคนที่มาเป็นหัวหน้าของผู้ว่าฯ 76 จังหวัดมันจะต้องเก่งกว่าสิ ทำไมคุณไม่คิดบ้าง และการเป็นปลัดกระทรวงไม่ใช่คุณสั่งราชการอย่างเดียวนะ คุณต้องอบรมแนะนำสั่งสอนเขาบ้างในบางเรื่องบางโอกาส แล้วคุณจะเอาประสบการณ์ที่ไหน คุณจะเอาความเก๋าที่ไหน คุณจะกล้ามาอบรมเขาเหรอ ในเมื่อเขาบอกว่าคุณอาวุโสน้อยกว่าเขา คนที่นั่งอยู่ข้างบน ตรงนี้มันเกินไป ถ้าทำอะไรไม่เกินไปผมไม่ออกมาหรอก ผมเป็นข้าราชการบำนาญจะออกมาให้เขาด่าทำไม มาสู้กับพวกนี้ทำไม"
"ที่ผมออกมาตอนแรกคือเรื่องนายอำเภอที่มันย้ายข้ามหัวกันเนี่ยก็รับไม่ได้เหมือนกัน ลองคิดดูนะ นายอำเภอ 8 เป็น 9 สมัยนี้เขาเรียกนายอำเภออำนวยการต้น นายอำเภออำนวยการสูง คือมันมีอำเภอใหญ่ อำเภอเล็ก คนมีคุณสมบัติตามระเบียบมีทั้งหมด 431 คน อัตราว่างตำแหน่งว่าง เนื่องจากเกษียนมีอยู่ 41 เขาเลื่อนลำดับที่ 431 คนสุดท้าย เขาเลื่อนลำดับที่ 429 แล้วพวกท้ายๆ นี่ก็ได้อยู่อำเภอใหญ่ๆ กัน เขาก็หยิบตามใจชอบนะ 400 เนี่ย แต่ว่าเขาก็มาทำเป็นขบวนการ ตอนแรกผมก็ว่าไม่มีขบวนการอะไรหรอก เลือกตัวอย่างเดียว แต่ว่าครั้งหลังนี่น่าสงสัยมาก เพราะกว่าจะเซ็นได้ประมาณ 3-4 เดือนถึงจะเสร็จ ตั้งแต่กรมการปกครองเสนอปลัดกระทรวงมันหายไปไหน มันไปอยู่ที่ใคร คือเขาเสนอ ก.ย.-ต.ค. กว่าจะเซ็นได้ก็ ม.ค.มั้ง ผมถือว่ามันผิดปกติ และตัวบุคคลที่ออกมาก็ผิดปกติ เขาบอกว่าใน 46 ลำดับแรกเขาไปค้นดูอาวุโส เป็นนายอำเภอก่อนไล่ลงมา มีอยู่ 5 เท่านั้นเอง นอกนั้นก็กระจายกันลงไปจนถึงที่สุดท้าย ผมคิดว่ามันเกินไป เพราะผมเคยเป็นนายอำเภอผมรู้ เวลาเราแต่งตั้งเอ้าเป็นนายอำเภอใหม่ก็ไปเจออำเภอ ไปอยู่ในป่าในดงแล้วค่อยๆ ขยับมา พอมีอาวุโสขึ้นมาหน่อยก็อยู่อำเภอชั้นกลางอำเภอชั้นดี ค่อยเข้าเมืองมาเห็นแสงสี นายอำเภอเจอปัญหาสารพัด ไม่ใช่สบาย คนที่เป็นมาสิบปีแล้วคุณไม่โปรโมตเขามันทารุณโหดร้าย นี่เป็นปีสองปีขึ้นมาแล้ว พอดีไปยุให้เขาฟ้องเขาก็ฟ้องจนกระทั่ง ก.พ.ค.เห็นว่ามันไม่เป็นธรรมสั่งยกเลิก แต่ป่านนี้ปลัดก็ยังไม่ยกเลิกคำสั่ง ต่อมจิตสำนึกในเรื่องความถูกต้องความเป็นธรรมอาจจะน้อย ก็เป็นสิ่งที่ ก.ค.พ.ต้องไปดูแล ผมก็ดูเหตุการณ์ด้วยความไม่สบายใจ ก็เพียงแต่ไปทำซะให้ถูก สมมติว่าใน 200 ลำดับแรกหรือ 150 ลำดับแรกแล้วคุณไปเลือกในนี้ จะเอาอาวุโสบ้างผสมกันบ้าง แต่ว่าให้มันอยู่ใน 100 หรือ 200 คนแรก ผมว่ามันก็พอรับได้นะ จะเอาพรรคเอาพวกกันก็ตาม แต่นี่มันไปถึงลำดับที่สุดท้าย"
"ก็มีเสียงบอกออกมาว่า แล้วสมัยผมอยู่ทำไมไม่เลือกคนพวกนี้ ผมจะเล่าให้ฟัง สมัยผมเป็นปลัดฯ ผมก็บอกอธิบดีกรมการปกครองสมัยนั้น บอกว่าผมขอล้างก้นแก้ว อย่างนี้นักเรียนนายอำเภอเขาบรรจุเรียงตามรุ่น สมมติเป็นแก้วน้ำก็เรียงไป ผู้ใหญ่สมัยก่อน สมัยปลัดสุจริต (ปัจฉิมนันท์) ปลัดเสริมศักดิ์ (พงษ์พานิช) เขาก็ใช้วิธีหยิบรุ่นนี้ๆ มา 2-3 คน ผมไม่ได้หมายความเขาหยิบคนไม่ดีนะ เขาอาจจะหยิบคนเก่งก็ได้ แต่คนที่ตกอยู่ก้นแก้วมันก็จะอยู่ก้นไปตลอด อย่างนี้มันน่าสงสาร ผมไม่ได้แคร์ว่าจะต้องเป็นใคร ผมไม่รู้จัก ผมบอกว่าผมขอครึ่งหนึ่ง ผมเอามาล้าง เอ้ารุ่นนี้หมดแก้วไปๆ ปรากฏว่ามีคนมาบอกทำไมผมไม่ล้างคุณประกาศิต มหาสิงห์ นายอำเภอพร้าว เขาอยู่นักเรียนนายอำเภอรุ่น 37 ผมล้างไปแก้วสุดท้ายก็คือรุ่น 36 คุณประกาศิตก็เลยไม่ได้ถูกล้างโดยผม ส่วนคนที่ 1 ที่ 2 เห็นว่า 17 ปีทำไมผมไม่ล้างบัญชีให้เขา ก็ปรากฏว่าเป็นคนที่โดนวินัยและเขาล้างมลทินตอนหลังเขาถึงมาอยู่ในบัญชี สมัยผมเขาไม่ได้อยู่ในบัญชีที่ผมล้างให้ ตอนหลังผมไปตามต่างจังหวัดก็มีคนมาขอบคุณผมเยอะ เนี่ยผมได้ล้างสมัยท่าน"
"การล้างของผมไม่ใช่ผมไปบังคับเอาอัตราว่างของอธิบดีเขามาล้างทั้งหมด ผมก็ต้องเปิดโอกาสให้อธิบดีใช้ดุลยพินิจตามระเบียบของ ก.พ. แต่ว่าตรงอาวุโสที่มันค้างก้น อาจจะรุ่น 31, 32, 33, 34 ผมก็ไปขอเขา ผมขอล้างไม่ว่าจะเป็นใครก็เถอะ ก็ไล่รุ่นไป ส่วนที่เหลือก็ให้เขาใช้ดุลยพินิจ ซึ่งเขาอาจจะไปหยิบเหมือนระบบสมัยก่อน ถ้าทำแบบนี้เหมือนผมทุกคนมันก็จะไม่มีที่ 10 ปี ยังค้างอยู่ คนเก่งมันได้กระโดดอยู่แล้ว แต่คนแก่ก็ได้ล้างด้วย ข้าราชการน่าสงสารทำงานเป็นนายอำเภอ 10 ปี 12 ปี เป็นมา 3-4 อำเภอแล้ว พอจะเลื่อนเขาบอกไม่เก่งไม่ไบรท์ ต้องบอกว่าขอผมล้างด้วยระบบอาวุโสจริงๆ ความรู้ความสามารถให้อธิบดีเขาเป็นคนเลือก ส่วนอาวุโสนี่ผมขอ ฉะนั้นหลายคนที่ผมไม่รู้จัก หลายคนก็ไม่รู้ด้วยว่าผมเป็นคนล้างให้ เขาไม่ต้องวิ่งเต้นเขาก็ได้ จนมีคนบอกผมบ้าอาวุโส ผมถามว่าเขาทำงานมาไม่มีอะไรเสียหาย แล้วพอเขาจะได้บอกคนนี้ไม่เก่ง มันยังไง ชีวิตการทำงานของข้าราชการมันเลยไปขึ้นอยู่กับคนที่จะชี้นิ้วว่าคุณจะได้หรือไม่ได้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความรู้ความสามารถของตัวเองเลย"
"แต่ถามว่ามันจะทำยังไง จะมีระบบอะไรที่จะรู้ว่าคนไหนเก่ง มันยาก แต่ผมว่าทำได้ถ้าเราลองแสวงหาวิธีดู อย่างเช่นการไปสอบถามผู้บังคับบัญชาเก่าๆ ให้เพื่อนๆ หรือให้ประชาชนในพื้นที่ที่เขาเคยอยู่ประเมินมา สุ่มตัวอย่าง คือถ้าจะทำกันจริงๆ มันทำได้ เพื่อให้รู้ว่าคนนี้เก่งไม่เก่ง และตอนนี้ ก.พ.เองก็ไม่พูดเรื่องอาวุโสเลย สมัยก่อนยังพูดเรื่องอาวุโส ก.พ.บอกเลยคำว่าอาวุโสหมายถึงยังไง ถ้าเป็นพร้อมกันให้ไปดูเงินเดือน ถ้าเงินเดือนเท่ากันให้ไปดูย้อนหลังลำดับที่ก่อนจะขึ้นมา อะไรอย่างนี้ จนกระทั่งไปถึงข้างล่าง วันรับราชการไปจนถึงวันเกิดเลย สมัยใหม่คือทันสมัยกันจนลืมของเก่าๆ ดีๆ แล้วไม่นึกถึงอาวุโส เพราะข้าราชการต่างจังหวัดเขาอยู่ลำบากลำบนอยู่แล้ว หลักคุณธรรมมันมี 4 อย่าง หนึ่ง หลักความเสมอภาค สอบเข้ารับราชการด้วยกันก็ต้องเสมอภาคกัน สอง หลักของความสามารถ ใครมีความสามารถมากกว่าก็ก้าวหน้า สาม หลักความมั่นคงในอาชีพ ความมั่นคงในอาชีพไม่ได้หมายความว่ากินเงินเดือนอย่างเดียว แต่หมายความว่าต้องมั่นคงว่าเออเราจะได้รับความเป็นธรรมความก้าวหน้า มีสวัสดิการตามความรู้ความสามารถของเรา อันที่สี่ก็คือ ความเป็นกลางทางการเมือง"
"ฉะนั้นสิ่งที่ผม question อย่างหนึ่งก็คือผมสงสัยว่ามันจะผิดกฎหมาย เพราะว่าในมาตรา 42 (3) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน เขาบอกไว้เลยว่าการให้ความดีความชอบ การเลื่อนตำแหน่ง การให้ผลประโยชน์อื่นแก่ข้าราชการ ให้คำนึงถึงผลงาน ศักยภาพ ความประพฤติ โดยไม่เอาความคิดเห็นทางการเมือง หรือพรรคการเมืองเข้ามาเกี่ยว แต่ถามว่าคุณมงคลที่อยู่เป็นรองผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ 3 ปี และเป็นผู้ว่าฯ 1 ปี ไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองเลยใช่ไหม คนอื่นจะเชื่อยังไงก็ว่าไป แต่ผมไม่เชื่อ คนอื่นอาจจะเชื่อว่าไม่เกี่ยวกับการเมือง แต่ผมไม่เชื่อ และเมื่อผมเชื่อว่าเกี่ยวกับการเมืองผมก็ต้องเชื่อว่าผิดกฎหมาย เพราะเขามีข้อห้ามไว้ ประกอบกับระยะเวลาในการดำรงตำแหน่งก็ดี การเลื่อนก้าวกระโดดก็ดี มันก็ชวนให้คิดว่ามันเป็นเรื่องทางการเมืองมากกว่าเรื่องผลงาน เรื่องความสามารถ"
"หลายคนบอกว่าคนที่ออกมาโวย เพราะเสียผลประโยชน์ ผมเกษียนแล้วผมเสียผลประโยชน์อะไร คนหาว่าไม่คิดถึงบุญคุณกระทรวงมหาดไทยออกมาประจานทำให้กระทรวงเสียหาย ผมคิดถึงบุญคุณของกระทรวงที่เลี้ยงผมมา 37 ปี คิดถึงองค์ปฐมเสนาบดีสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ และคิดถึงพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่บอกว่า เราไม่สามารถทำให้ทุกคนเป็นคนดีได้ แต่เราต้องพยายามไม่ให้คนไม่ดีมาปกครองบ้านเมืองเท่านั้นเอง และผมก็ได้แต่ติติง เชื่อไม่เชื่อก็ทำอะไรไม่ได้ แต่ผมคิดว่าสังคมบัดนี้ก็ได้ตื่นตัวพอสมควรและได้รับรู้อะไรบ้าง ที่ผมออกมาพูดครั้งนี้ผมต้องการกระตุ้นให้ข้าราชการรู้สึกว่ามันเกิดความไม่เป็นธรรม อันที่สองให้สังคมได้รับรู้ สังคมจะเป็นคนตัดสิน ถ้าในโอกาสข้างหน้าอย่างการเลือกตั้ง ผมไม่ได้หวังว่าผมจะไปทำอะไรได้ อำนาจรัฐไม่ได้อยู่ที่ผม อีกเรื่องหนึ่งที่คุณมานิตมาตั้งข้อสังเกตว่ารู้ว่าผมเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ไม่อยากพูด เพราะเป็นลูกผู้ชาย ก็แฉมาเลย เพราะผมมีความมั่นใจรับราชการมา 37 ปี ผมไม่เคยสั่งข้าราชการคนไหนให้หาผลประโยชน์ให้ผม และไม่เคยเรียกร้องผลประโยชน์จากพ่อค้านักธุรกิจ"
"ผมเองก็กระเด้งกระดอนจากผู้ว่าฯ ก็มาเป็นอธิบดีการปกครองท้องถิ่นได้ 6 เดือน ก็เด้งไปอยู่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อยู่ได้ 6 เดือน เด้งไปอยู่โคราช 1 ปี เด้งมาเป็นผู้ตรวจฯ 8 เดือน แล้วก็ขึ้นมาเป็นรองปลัด 4 เดือน สมัยท่านคงศักดิ์ (วันทนา) เป็นรัฐมนตรี จะเห็นได้ว่าตอนนั้นยิ่งกว่าลูกชิ้นเด้งอีกนะ พอเขาปฏิวัติ ท่านอารีย์ (วงศ์อารยะ) รัฐมนตรี ซึ่งท่านเคยเป็นปลัดกระทรวงมหาดไทยและผมเคยเป็นผู้ช่วย แต่จริงๆ ท่านก็รู้จักน้องๆ ทุกคน ถามว่าตอนที่ท่านเลือกผมเป็นปลัด เพราะอะไรผมก็ไม่แน่ใจ แต่อย่างน้อยท่านก็คงเห็นว่าผมทำงานได้
คือวัฒนธรรมองค์กรกระทรวงมหาดไทยคือเราเชื่อฟังผู้ใหญ่ แต่ที่ผ่านมาผู้ใหญ่ของเราก็คือผู้ใหญ่จริง แต่ตอนนี้บางทีผู้น้อยมาเป็นผู้ใหญ่มันก็เลยงงๆ อาจจะต้องแก้ไขทั้งเรื่องจิตสำนึกและระบบ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม คนมารับราชการเขาก็หวังความก้าวหน้า เมื่อเป็นอาชีพแล้ว ปัจจุบันคนเก่งๆ เขาไม่อยากมารับราชการ เพราะเขาเจอระบบอย่างนี้ คือเก่งเขาก็ไม่ก้าวหน้า ดีก็ไม่ก้าวหน้า ทำยังไงก็ไม่ก้าวหน้า เว้นแต่จุดๆๆ จริงอยู่ประเทศชาติควรจะเจริญด้วยเอกชน แต่ราชการเป็นตัวออกกฎระเบียบบังคับรักษากติกา ถ้ากติกาไม่ดีก็จะเกิดปัญหามาก ผลมันจะตกอยู่กับประชาชน ประชาชนอาจจะไม่เข้าใจ ตั้งนายอำเภอ ผู้ว่าฯ มาเกี่ยวอะไรกับฉัน ปลัดกระทรวง อธิบดี มันเกี่ยวมากเลยถ้าเขาไม่ให้ความเป็นธรรมกับคุณ คุณไม่รู้ตัวหรอกว่าคุณเสียอะไรไป"
จัดโครงสร้างอำนาจใหม่
ตามหลักการข้าราชการต้องมีความเป็นกลางทางการเมือง แต่ในความเป็นจริงมันเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องพึ่งพิงนักการเมือง
"มันเลี่ยงได้ อันนี้สำคัญมาก สมัยที่ผมเป็นนายอำเภอหรือเป็นผู้ว่าฯ พวก ส.ส. พวกนักเลือกตั้งทั้งหลายเขาก็จะบอกว่าอย่าไปเข้าข้างคนอื่น ไม่ต้องเข้าข้างเขา แต่ขอว่าอย่าไปเข้าข้างคนอื่น สมัยก่อนกระทรวงมหาดไทยทำเรื่องเลือกตั้ง เขาพอใจแค่นั้น เราก็สบายใจ พูดก็พูดเถอะเราก็เข้าข้างรัฐบาลเล็กน้อย เป็นธรรมชาติ แต่ว่าต้องไม่น่าเกลียดจนเกินไป แต่ปัจจุบันผมมีความรู้สึกว่าการที่เขาแสดงอำนาจในการแต่งตั้งคนที่ไม่ qualified อย่างนี้ เป็นการแสดงอำนาจทางการเมืองให้เห็นเลยว่าถ้าคุณไม่มาหาผม คุณไม่เข้าข้างผม คุณไม่มีวันจะก้าวหน้า คุณต้อง take side สมัยนี้พูดง่ายๆ ว่าคุณต้อง take side จะมาเป็นกลางไม่ได้แล้ว กั๊กไม่ได้ มันเป็นการแสดงอำนาจเลยว่า เห็นไหมผมตอบแทนคุณแรงไหม จากคุณเนี่ยโนเนมนะ แต่ผมสามารถโปรโมตคุณพุ่งเป็นจรวดได้เลย การแสดงอำนาจอย่างนี้มันทำให้ข้าราชการหัวหด ทุกคนก็ต้องวิ่งหาการเมือง
ถ้าผมเป็นนายอำเภอ ผมก็ต้องไปดูแล้วว่าใครเป็น ส.ส.ในพื้นที่ ท่านว่างไหมพาผมไปรู้จักหน่อย แทนที่จะเข้าหาประชาชน ก็จะเข้าหานักการเมืองแทน ซึ่งการคบกับนักการเมืองผมก็คบกับนักการเมือง แต่เราคบในลักษณะที่เรามีความสัมพันธ์เสมอภาคกัน แต่นี่มันต้องเป็นลูกน้องเลย ตรงไหนมีหัวคะแนนวิ่งเข้าไป ตรงนี้ข้าราชการก็จะไม่เป็นกลางทางการเมือง ซึ่งขัดหลักคุณธรรมทั้ง 4 ข้อ ผมว่าเป็นความเสียหาย และท้ายที่สุดแล้วประชาชนจะเสียประโยชน์ ผมไม่สามารถจะเป็นกลางกับคุณได้ เพราะเขาสั่งมาแล้วว่าต้องทำอย่างนี้"
"คนส่วนหนึ่งก็ต้องคิดว่าถ้าระบบมันเป็นอย่างนี้เราก็เอาด้วย อีกพวกหนึ่งก็อาจจะเป็นพวกที่เข้าไม่ถึงอำนาจ ผมอยู่ห่างไม่รู้จักใคร ถ้าอย่างนั้นไม่ทำงานดีกว่า อยู่ไปเรื่อยๆ เช้าชามเย็นชาม หรือไม่ประเภทที่สองก็หนักกว่าเก่า คือหาผลประโยชน์ใส่ตัวมันไปเลยดีกว่า มีบ้านมีช่องมีที่ทาง งานการไม่ต้องทำ เพราะทำไปก็ไม่ก้าวหน้า หาเงินหาทองดีกว่า ฉะนั้นถ้าไม่ท้อแท้ก็เอาทางอื่นเลย มันมีทางเลือก 3 ทาง คือ หนึ่งเข้าหาอำนาจ สองท้อแท้ สามก็หาผลประโยชน์เลย"
"ฉะนั้นผมคิดว่ามันจะต้องจัดความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการการเมืองกับข้าราชการประจำเสียใหม่ ถ้าโดยส่วนตัวผมง่ายๆ เลย ผมก็คิดแบบพิสดารนะ ให้ ก.พ.มีกรรมวิธีมีการเลือกคนส่งมา มาเป็นปลัดกระทรวง เขาคัดก็เลือกมาและให้การเมืองเลือก เมื่อเลือกแล้วทำงานไม่ได้ให้ส่งคืนได้ ไม่เอา ต้องมีการประเมิน มันอาจจะดูประหลาดพิสดาร วิธีผมให้อำนาจรัฐมนตรีเขาตั้งแค่ปลัดกระทรวงได้ ต่ำกว่านั้นรองปลัด อธิบดี ผู้ว่าฯ ให้เป็นในรูปคณะกรรมการ เช่น ให้ใช้คณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน (อ.ก.พ.) กระทรวง ซึ่งอาจจะมาจัดองค์ประกอบใหม่ให้เหมาะสม ให้ประธาน อ.ก.พ.เป็นปลัดกระทรวง ไม่ใช่รัฐมนตรี ปัจจุบันนี้เป็นรัฐมนตรี ถามว่ามันดียังไง ดีตรงที่ว่าปลัดกระทรวงเสียงเดียว รัฐมนตรีก็ไม่ชอบ อธิบดีไม่ชอบผู้ว่าฯ ก็ต้องมาเข้าที่ประชุม เพราะฉะนั้นเขาก็ถกเถียงกัน อาจจะยอมหรือไม่ยอม การที่ฝ่ายการเมืองจะล้วงไปถึงนายอำเภอมันล้วงไม่ได้ แต่ปัจจุบันมันล้วงง่าย เพราะว่าถ้าจับหัวอธิบดีกรมการปกครอง เฮ้ยขออะไรก็ต้องได้ ทั้งเรื่องงาน เรื่องคน เรื่องเงิน ทีนี้ถ้าจับไม่ติด จับได้แต่ปลัด ก็ต้องบอกปลัด เฮ้ยผมขอนะนายอำเภอคนนั้นย้ายไปโน่น ปลัดไปบอกอธิบดี อธิบดีบอกโหเป็นนายอำเภอใหม่จะไปอยู่อำเภอเมืองได้ยังไง เขาไม่ให้ ท่านช่วยไปเรียนรัฐมนตรี ปลัดกลับไปเรียนรัฐมนตรีโกรธ โกรธก็ย้ายอธิบดีไม่ได้ ตอนนี้โกรธปุ๊บย้ายปั๊บเลย"
หลังจากมีคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) ก็ไม่ได้ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง
"มันต้องฟ้อง ต้องร้องไปก่อน ต้องสอบกันเป็นเดือนสองเดือน โดยมากก็อย่างที่บอก มันจะทำตามระเบียบทั้งนั้นแหละ มันไม่มีหรอกที่ทำผิดกฎหมาย แต่ว่าในระเบียบมันมีความเป็นธรรมแฝงอยู่ไหมล่ะ ฉะนั้น ก.พ.ค.เขาอาจจะมองว่ามันถูกระเบียบ แต่ว่าความเป็นธรรมมันพิสูจน์ยาก พิสูจน์ไม่ได้ว่ามันจริงไม่จริง เขาก็อาจจะบอกว่าก็ไม่รู้จะช่วยยังไง คนนั้นก็ต้องไปร้องศาลปกครองต่ออีก คือกระบวนการมันยาวมาก ดังนั้นนี่เป็นวิธีหนึ่งที่ผมเสนอเรื่องการจัดความสัมพันธ์ของนักการเมืองกับข้าราชการ อีกวิธีหนึ่งก็คือกฎหมาย กฎหมายใหม่เปิดโอกาสให้ตั้งสหภาพข้าราชการได้ ตอนนี้ ก.พ.กำลังเร่งออกระเบียบ ซึ่งต้องเร่งหน่อย อย่างน้อยก็มีคนคอยถามรัฐมนตรี รัฐมนตรีก็ไม่กล้า เพราะมีสหภาพอยู่ ซึ่งผมเองก็ไม่ค่อย admire สหภาพมาก เพราะบางทีก็อาจจะมีพวกขี้เกียจไม่ทำงานที่เป็นหัวหน้าสหภาพมันก็จะขี่ผู้บริหาร แต่ว่าอย่างน้อยมันก็มีคนที่คอยเห่าคอยซักถามอยู่"
แม้ว่ากระทรวงมหาดไทยเป็นขุมข่ายอำนาจของนักการเมือง แต่ก็ไม่มียุคใดที่พรรคการเมืองพรรคเดียวเข้ามาคุมแบบเบ็ดเสร็จอย่างทุกวันนี้ อดีตปลัด มท.จึงค่อนข้างจะผิดหวังกับผู้นำรัฐบาลที่ปล่อยให้ลอยแพกระทรวงนี้
"ผมก็ผิดหวังนะ พวกเราหลายคนก็ผิดหวัง เพราะว่าปีที่แล้วเรื่องคุณมานิต เราก็ไปเรียนท่านนายกฯ ทำหนังสือไป ท่านโชดก (วีรธรรมพูลสวัสดิ์) นายกสมาคมข้าราชการบำนาญกระทรวงมหาดไทย ท่านไปพบไปเจอท่านอภิสิทธิ์ด้วยตัวเอง ยื่นหนังสือ คุยกัน ก็ทำอะไรไม่ได้ แต่ครั้งนี้หนักกว่าเก่า และผมฟังท่านสัมภาษณ์ท่านก็บอกว่าถ้าเป็นนโยบายก็ติติงได้ แต่ถ้าเป็นตัวบุคคลต้องยกให้เจ้ากระทรวงเขา ฟังแล้วก็หมดหวัง".








