เมื่อครั้งศาลปกครองกลางมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้ระงับ 76 โครงการลงทุนในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดและบริเวณใกล้เคียง เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2552 สังคมไทยก็เริ่มได้ยินเสียงของคนเล็กคนน้อยผู้ได้รับผลกระทบจากนิคมอุตสาหกรรม พร้อมปัญหาที่ซุกอยู่ใต้พรมในนามของการพัฒนา
การรณรงค์ของเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก ในนาม "ธรรมยาตรา เดินตามรอยเท้าพ่อ ถามหาความพอเพียง" ด้วยการเดินด้วยเท้าจากระยองมุ่งหน้าสู่กรุงเทพฯ เมื่อเดือนตุลาคม 2552 ได้บอกกล่าวอะไรเรามากขึ้น เสียงคนทุกข์ในชุมชนบอกกล่าวอะไรกับสังคม เท้าที่พูดแทนปากบอกความลำบากอะไร
พวกเขาแค่ต้องการความเป็นธรรมจากสังคมที่เบียดบังความเป็นคนจากเขาไป พวกเขาอยากให้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ปฏิบัติตามกฎหมาย ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด
พวกเขาอยากเห็นรัฐบาลปฏิบัติหน้าที่ให้เกิดความเป็นธรรมต่อชาวบ้านและเกิดความเป็นธรรมในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้วยการให้ความสำคัญกับคน ซึ่งถือว่าคนคือศูนย์กลางของการพัฒนา "ประชาชนต้องมาก่อน" เพื่อทบทวนนโยบายการพัฒนาที่เลือกข้างอยู่กับนายทุนตลอดมา
พวกเขาต้องการสื่อให้เห็นว่า กลุ่มทุนต้องหยุดที่จะกอบโกยทรัพยากรธรรมชาติของชุมชุม ต้องหยุดทำลายสิ่งแวดล้อมโดยข้ออ้างเพื่อเศรษฐกิจ แต่กลับแสวงหาประโยชน์โดยไม่รับผิดชอบกับมลพิษที่ก่อขึ้น
พวกเขาได้ยืนยันให้เห็นว่า การต่อสู้ของผู้ได้รับผลกระทบจากนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดเป็นการใช้สิทธิโดยชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง เพราะการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพิทักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ย่อมเป็นสิทธิโดยชอบที่ชุมชนสามารถกำหนดขึ้นได้เองโดยไม่จำเป็นต้องให้รัฐเป็นผู้กำหนด เพื่อรักษาไว้ซึ่งวิถีชีวิตและสุขภาพที่ปลอดภัยของชุมชนตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ
ประการสำคัญพวกเขาได้ตั้งคำถามสำคัญกับสังคมว่า เราจะเอาอย่างไรกับรัฐธรรมนูญที่บัญญัติว่า
"การดำเนินโครงการ หรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ จะกระทำมิได้ เว้นแต่จะได้ศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในชุมชน และจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียก่อน รวมทั้งได้ให้องค์การอิสระซึ่งประกอบด้วยผู้แทนองค์การเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมหรือทรัพยากรธรรมชาติหรือด้านสุขภาพ ให้ความเห็นประกอบก่อนมีการดำเนินการดังกล่าว"
เพราะที่ผ่านมาเราไม่เคยตั้งคำถามอะไรกับความเจ็บปวดของคนเหล่านี้ที่ต้องเสียสละตลอดมาเกือบหนึ่งปีของการรณรงค์ดังกล่าวที่ผ่านมา สังคมไทยได้เรียนรู้อะไรจากคนทุกข์ผู้ได้รับผลกระทบจากนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง เสียงของใครดังกว่ากัน ระหว่างชาวบ้านกับนายทุน
เครื่องมือการต่อสู้หรืออาวุธของชาวบ้านในการร้องขอความเป็นธรรมที่ผ่านมา คือ การเดินขบวน
ขณะที่อำนาจนายทุน คือ อภิมหาโครงการหมื่นล้านที่เดินเข้าไปหาอำนาจรัฐ พร้อมข้ออ้างแห่งความรุ่งโรจน์สถาพรของชาติ บนตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แลกมาด้วยตับไตไส้พุงของชาวบ้าน
แม้การทำงานกว่า 7 เดือนของคณะกรรมการ 4 ฝ่ายแก้ปัญหามาบตาพุด ที่มีนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน จะเสนอมาตรการแก้ไขปัญหาเพื่อป้องกันและเยียวยาผลกระทบที่เกิดขึ้น
โดยเสนอร่างรายชื่อกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างร้ายแรง ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ โดยกำหนดประเภทกิจการรุนแรงทั้งสิ้น 18 ประเภท ให้นายกรัฐมนตรี นำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเพื่อพิจารณาอนุมัติออกประกาศให้มีผลบังคับใช้ต่อไป
หากแต่การประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อพิจารณาร่างประกาศของคณะกรรมการ 4 ฝ่ายมาพิจารณา เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2553 ที่ผ่านมา กลับมีมติกำหนดลดประเภทกิจการที่อาจรุนแรงลงเหลือจำนวน 11 กิจการ ตัดออก 2 กิจการ แยก 3 กิจการให้ทำเฉพาะรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และแยก 2 กิจการให้คณะกรรมาธิการชำนาญการพิจารณาอีกครั้ง
ผลการประชุมดังกล่าวจึงเป็นที่เคลือบแคลงสงสัยของชาวบ้านว่า สิทธิของชุมชนตามรัฐธรรมนูญ ม.67 วรรค 2 อะไรคือสิทธิชุมชนในการกำหนดกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างร้ายแรง
ความขึงขังจริงจังของนายกรัฐมนตรีที่ออกมารับหนังสือของชาวบ้านในวันแรกหายไปกับคำสัญญาลมๆ แล้งๆ พร้อมกับคำสั่งแต่งตั้งที่สุดท้ายข้อเสนอก็ถูกแปรรูปเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มทุน
คำสั่งศาลปกครองกลางเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2553 ที่ได้เพิกถอนโครงการมาบตาพุดที่เข้าข่าย 11 กิจการรุนแรงตามประกาศของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ว่า หากปล่อยให้ดำเนินการอาจเสียหายต่อชุมชน ทำให้ 76 โครงการที่ถูกระงับชั่วคราวเข้าข่ายแค่ 8 โครงการ ที่เหลือคือดำเนินการได้
คำถามที่ยังก้องอยู่ในหัวใจชาวบ้านมาบตาพุดที่ได้รับผลกระทบจากนิคมอุตสาหกรรมเกือบ 30 ปีที่ผ่านมา ความเป็นธรรม คุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมที่พวกเขาเฝ้าทวงหา ทำไมได้มาแค่เพียงเสี้ยวเดียว
จึงเป็นหน้าที่ของสังคมไทยที่ไม่เพียงแต่เยียวยาฟื้นฟูหัวใจของคนทุกข์ที่ได้รับมลพิษเหล่านี้ให้ได้รับการแก้ไข หากแต่จะต้องสร้างมาตรการให้สิทธิชุมชนสามารถปกป้องกันวิถีชีวิตของท้องถิ่นได้จริง
-----------------------------------------------
สุริยันต์ ทองหนูเอียด
เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.)
143 ซอยรามคำแหง 53 แขวงวังทองหลาง เขตวังทองหลาง กทม.10310
โทรศัพท์/โทรสาร 02 931 9121 มือถือ 084-3784571 , 085-0558090
Website: www.CPDThai.org E-mail: cpd_ngo@hotmail.com, ysun48@hotmail.com, suriyannt@hotmail.com








