ถ้ายังจำกันได้ถึงบรรยากาศและวิวทิวทัศน์แบบเมืองในหมอกมีภูผาโอบล้อม ที่คงวิถีชีวิตดั้งเดิมไว้อย่างครบถ้วน ของ อ.เบตง จ.ยะลา ในหนังเรื่อง "โอเคเบตง" ที่ผู้กำกับร้อยล้าน นนทรีย์ นิมิตบุตร ถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตความเป็นอยู่ของชาวไทยพุทธที่ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขร่วมกับวัฒนธรรมของชาวไทยมุสลิม ท่ามกลางความรุนแรงที่เกิดขึ้น พร้อมกับความไม่สงบในชายแดนภาคใต้ จนทำให้หลายๆ คนถึงกับดั้นด้นเดินทางไปเยือนเมืองใต้สุดสยามแห่งนี้ โดยมิได้กลัวภัยอันตรายใดๆ ทั้งสิ้น
ภาพตรึงตรา วิถีตรึงใจ และเสน่ห์อันยวนเย้าของ "เบตง" ชื่อเมืองที่มีฐานรากจากภาษามาลายู "Buluh Betong" แปลว่า ไม้ไผ่ หรือไผ่ตง จะปรากฏแก่สายตาผู้ที่ชื่นชอบเดินทางท่องเที่ยวเดินทางอีกครั้ง ซึ่งนับเป็นโอกาสดีจริงๆ สำหรับคนที่ไม่เคยไป และเชื่อว่าคงไม่สามารถเยื้องย่างเท้าเหยียบเยือนเบตง (ด้วยตัวเอง) อีกเป็นครั้งที่สองในชีวิต ได้พานพบกับความงดงามบนความหลากหลาย แล้วเก็บมาบอกต่อเล่าสู่กันฟัง
บทเริ่มต้นของการเดินทางสู่เบตง หากเทียบกับวิธีของนักท่องทริปทั่วไป ที่ปัจจุบันมักใช้เส้นทางเดินรถ ข้ามไปมาเลเซียก่อนที่จะวกกลับเข้าสู่เบตง ด้วยเหตุผลของความปลอดภัย และเส้นทางที่สะดวกสะบายกว่า ถือว่าเราไปแบบหวือหวาและพิศดารกว่ามาก เพราะ เรานั่งเฮลิคอปเตอร์ไป!
ประสบการณ์เมื่อครั้งนั่งเครื่องบินทหาร C130 ไปเยือนลาวในอดีต สร้างความหวาดหวั่นไม่น้อย แล้วนี่แค่เฮลิคอปเตอร์ธรรดาที่ลำเล็กกว่ามากๆ ช่างท้าทายความรู้สึกจริงๆ ว่า จะเป็นลมหรือเมาอยู่บนเครื่องมั้ย แต่ท้ายที่สุดความ (จำใจ) กล้าก็ชนะความกลัว ประสบการณ์แปลกใหม่บวกกับวิวทิวทัศน์ยามเครื่องบินเคลื่อนตัวสู่น่านฟ้า ต่างคนต่างควักกล้องมาถ่ายภาพเป็นที่ระลึก จนลืมความกลัวและเสียงใบพัดที่ดั่งสนั่นไปเสียสนิท ยิ่งได้เห็นเขื่อนบางลาง ณ ผืนป่าดิบชื้น บาลา-ฮาลา ในแบบมุมบนมองสู่เบื้องล่างด้วยแล้ว ในใจคิดว่าคุ้มค่ากับชีวิตที่ต้องเสี่ยงจริงๆ และเพียง 15 นาทีกว่าๆ จากตัวเมืองยะลา เราก็ถึงเบตงโดยสวัสดิภาพ
เรารู้จักเบตงมากขึ้น ผ่านอาหารที่ได้กินในมื้อแรกยามเที่ยงวัน ทั้ง ผักน้ำ กบภูเขา และ ไก่สับเบตง ของขึ้นชื่อทั้งหมด วางเรียงรายอยู่ตรงหน้า ประสาคนชอบชิมจึงไม่พลาดที่จะลิ้มรส ถูกใจที่สุดคงเป็นไก่เบตง เพราะเนื้อหวานนุ่มหนึบไม่ยุ่ยเปื่อยเหมือนไก่ฟาร์มทั่วไป แต่ที่เกร็งๆ อยู่บ้างคงเป็นกบทอดผัดพริกแกง ด้วยความไม่ค่อยนิยมกินของแปลก
เรามีเวลา 1 วัน กับอีก 1 คืน ที่จะศึกษาเบตง เมื่ออิ่มหนำกันเสร็จเรียบร้อยทั้งคณะจึงไม่รอช้า ออกเดินทางต่อไปยัง ศูนย์แสดงศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นไทย และวัฒนธรรมสายใยอาเซียน เพื่อดูให้รู้ซึ้งถึงวัฒนธรรมเมืองใต้สุดแดนสยาม อย่างไรก็ตาม ถนนหนทางที่เบตงจัดว่าโอ่โถงกว้างขวาง รถราก็ไม่เยอะเท่าไร แต่อาจเวียนหัวบ้างเมื่อรถขับขึ้นๆ ลงๆ เลี้ยวซ้ายปาดขวา เพราะเส้นทางนั้นส่วนมากจะลัดเลาะไปตามไหล่เขา ไม่นานรถก็มาจอดหน้าที่ว่าการอำเภอเก่า อันเป็นสถานที่ตั้งของศูนย์แสดงศิลปวัฒนธรรมฯ ที่นี่นักท่องเที่ยวจะได้เห็นบรรดาวัตถุโบราณ และศิลปอันทรงคุณค่าของไทยที่เรียงรายอยู่มากมาย แถมด้วยศิลปวัตถุอันล้ำค่าแห่งอาเซียนกว่า 10,000 ชิ้น ที่ทางเทศบาลเมืองเบตงได้รับมอบจากชายชราชาวสิงคโปร์นามว่า Ang Yang Buay ที่รักการเก็บของเก่าเป็นชีวิตจิตใจมานานนับสิบๆ ปี ด้วยเหตุผลต้องการรักษาของเก่าไว้ให้ลูกหลานได้ดู
แต่ด้วยความศรัทธาในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้านการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมอย่างจริงจัง จึงบริจาคสิ่งของที่เก็บมาทั้งชีวิต ขณะเดินเรือสมุทรไปยังแถบอาเซียนและเอเชียมอบให้ประเทศไทย ซึ่งของที่นำมาแสดงโชว์ที่ศูนย์แสดงศิลปวัฒนธรรมฯ นั้น เป็นเพียงส่วนน้อยราว 30% จากจำนวนของทั้งหมด ส่วนอีก 70% ที่ขนมาจากสิงคโปร์ถูกเก็บไว้ที่สนามมวย ใกล้กับศูนย์กีฬากาญจนาภิเษก รอการคัดแยกจัดหมวดหมู่
จากนั้นก็รีบบึ่งกันไปที่ อุโมงค์ปิยะมิตร ณ ถนนท่องเที่ยว กม.4 (บ้านปิยะมิตร 1) เพราะใกล้เวลาปิดทำการ ช่วงเวลา 4 โมงเย็นกว่าๆ แดดร่มลมตกกำลังดี เราก็เดินละเลียดชมสถาปัตยกรรมสิ่งก่อสร้างกลิ่นอายวัฒนธรรมจีน ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางหุบเขา ก่อนจะเข้าไปชมตัวอุโมงค์ อันเป็นสถานที่อยู่กินของกลุ่มสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์มลายา (พคม.) ในอดีต ที่อพยพหนีการต่อสู้จากถิ่นมาเลเซีย เข้ามาอยู่ในแถบชายแดนไทย
จาง อาเฉียง พคม.วัย 60 ปี ที่กลายเป็นคนไทยเต็มตัวเพราะได้รับสัญชาติเรียบร้อย เล่าให้ฟังถึงที่มาที่ไปของอุโมงค์ปิยะมิตร ก่อนจะพาลงพื้นที่จริงสำรวจว่า อุโมงค์แห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2520 เพื่อใช้เป็นฐานปฏิบัติการและหลบภัยทางอากาศของกลุ่ม พคม. โดยตัวอุโมงค์ตั้งอยู่บนเนินเขาที่รายล้อมด้วยป่าทึบ มีความคดเคี้ยวยาว 1 กิโลเมตร กว้าง 50-60 ฟุต ใช้กำลังคน 40-50 คน ขุดเสร็จภายใน 3 เดือน มีทางเข้าออกทั้งหมด 9 ทาง แต่ทุกวันนี้ได้บูรณะขึ้นใหม่ โดยโบกปูนฉาบให้เดินง่ายขึ้น และเหลือทางเข้าออกเพียง 6 ทาง แล้วเปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ ให้ผู้คนได้มาเห็นวิถีของบรรพบุรุษ ซึ่งเสียค่าเข้าชมเพียง 30 บาทเท่านั้น
ไม่น่าเชื่อว่าระยะทางเพียง 1 กิโลฯ จะทำให้เราหอบแฮ่กๆ ได้ แม้ว่าอากาศข้างในจะถ่ายเทดีจนไม่รู้สึกอึดอัด เราเติมพลังให้สดชื่นด้วยซุปไก่ตุ๋นยาจีนรสชาติกลมกล่อม ที่ทางเจ้าหน้าที่จัดไว้ให้ต่อด้วยการลงแช่ในบ่อน้ำพุร้อนที่ บ่อน้ำร้อนรีสอร์ท&สปา ถัดจากอุโมงค์ปิยะมิตรเพียงไม่กี่กิโล
เย็นย่ำ เจ้ามือกระเป๋าหนัก พ่อเมืองเทศบาลเบตง พาไปเลี้ยงอาหารเหลาในตัวเมือง รสชาตินั้นเยี่ยมจนต้องยกนิ้วให้จริงๆ หลายจานหลายอย่างที่เคยกินในกรุงเทพฯ บอกได้คำเดียวว่าอร่อยสู้ไม่ได้ เลยฟาดจนแน่นท้องต่อด้วยโปรแกรมจิบชาชิมโรตี
ต่อด้วยการเดินย่อยชมสีสันเบตงยามค่ำคื่น สิ่งที่เห็นก็ยังคงเป็นร้านรวงที่เปิดขายของให้นักท่องเที่ยว แทรกแซมด้วยคาเฟ่และร้านคาราโอเกะที่มีมากมายจนนับไม่ถ้วน จากการสังเกตเห็นว่าสถานเริงรมย์พวกนี้ เปิดทำการตั้งแต่ช่วงสายๆ มืดค่ำมากแล้วก็ยังเปิดอยู่ เหมือนกับว่าภายนอกเปิดกับเงียบๆ แต่ไปครึกครื้นกันภายในเสียมากกว่า เบตงยามตะวันตกดินจึงยังสงบและรื่นรมย์
ประสาคนไม่อยู่สุขเช่นเดิม จึงเดินไปเรื่อยเปื่อย แวะถ่ายรูปที่นั่นนิดที่นี่หน่อย ไล่เรียงไปตั้งแต่ ตู้ไปรษณีย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ฉบับออริจินอล ณ มุมถนนสุขยางค์ สี่แยกหอนาฬิกา เจ้าตู้ไปรษณีย์เก่าแก่สูง 3.2 เมตรที่ว่า ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ พ.ศ.2467 ปัจจุบันอายุอานามก็เกือบ 90 ปีได้ เมื่อเห็นกับตาก็ได้แต่ร้องโอ้โหในใจ เออ! มันใหญ่จริงๆ นะ ก่อนจบการสำรวจเบตงที่ อุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์ อุโมงค์แก้ปัญหาการขนส่งแห่งแรกของประเทศไทย ระหว่างชุมชนเมืองเก่ากับชุมชนเมืองใหม่ในเบตง ที่เปิดใช้อย่างเป็นทางการเมื่อต้นปี พ.ศ.2544
ความรู้สึกที่นั่งรถลอดอุโมงค์เหมือนกับนั่งไทม์แมทชีนย้อนเวลา เพราะปลายอุโมงค์แต่ละด้านมีความเจริญไปคนละอย่าง พอตกค่ำคืนไฟทางสีเหลืองส้มสว่างจ้า ยิ่งทำให้สถานที่แห่งนี้ดูขลังมากยิ่งขึ้นไปอีก ใครไปถึงเบตงแล้วก็อย่าลืมไปเก็บภาพกับอุโมงค์ประวัติศาสตร์แห่งนี้ด้วยแล้วกัน
เช้าตรู่ขึ้นอีกวันก่อนที่จะลาเบตงไป ทั้งคณะเดินทางไปนมัสการพระพุทธธรรมกายมงคลปยุรเกศานนท์สุพพิธาน ขอพรแก่ชีวิตที่ วัดพุทธาธิวาสหรือวัดเบตง และชื่นชมสถาปัตยกรรมของพระมหาเจดีย์พระพุทธธรรมประกาศ ที่ยิ่งใหญ่ตระการตาอะร้าอร่ามไปด้วยสีทอง แถมยังงดงามต้องใจเป็นที่สุด กับศิลปะแบบศรีวิชัยประยุกต์ที่ใหญ่ที่สุดในภาคใต้ แต่เหนือสิ่งอื่นใดและแทบไม่น่าเชื่อว่าธรรมสถานแห่งนี้สร้างความรู้สึกสงบเย็นอย่างยิ่งยวด ให้แก่จิตใจของคนที่มาเยือนได้อย่างประหลาด
โอกาสพิเศษในชีวิตที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ได้รับจากสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (สวช.) กระทรวงวัฒนธรรม ที่เชื้อเชิญไปดูงานด้านวัฒนธรรมในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส) ช่วงต้นเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา.








