"ถ้าท่านอยากรู้จักผู้ใดอย่างแท้จริงสักคน จงดูทั้งเส้นทางที่เขาเลือก และวิถีปฏิบัติของเขาขณะอยู่บนเส้นทาง แต่ไม่ควรใส่ใจว่าเขาไปถึงปลายทางหรือไม่...ต้นทางสะท้อนปัญญาคน ปลายทางสะท้อนปัญญาฟ้า ส่วนวิถีบนเส้นทาง แท้จริงแล้วมิใช่อะไรอื่น หากคือจุดบรรจบทางวิญญาณระหว่างฟ้ากับคน"
ข้อความบ่งบอกตัวตนสะท้อนผ่านความคิดตกผลึกของหนึ่งชีวิตที่ผ่านร้อนหนาวมายาวนาน กับตำนานวีรบุรุษคนเดือนตุลา "เสกสรรค์ ประเสริฐกุล" ที่วันนี้เขาได้รับเกียรติภูมิอันยิ่งใหญ่ในฐานะ "ศิลปินแห่งชาติ" พุทธศักราช ๒๕๕๒ สาขาวรรณศิลป์ ด้านเรื่องสั้น สารคดี นวนิยาย กวีนิพนธ์ ด้วยเพราะเป็นผู้ประพันธ์งานเขียนที่มีคุณค่า ด้านสร้างสำนึกทางประวัติศาสตร์ ฉายภาพสังคม นำเสนอปรัชญาอันนุ่มลึกในการพัฒนาชีวิตและจิตวิญญาณ อีกทั้งยังเต็มไปด้วยความประณีตงดงามทางวรรณศิลป์ อันเป็นแบบอย่างการประพันธ์แก่นักเขียนรุ่นหลัง
โอกาสอันดีที่หาไม่ได้ง่ายนัก เมื่อกระทรวงวัฒนธรรมร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ จัดงานยกย่องเชิดชูเกียรติพร้อมเลี้ยงแสดงความยินดีแก่ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๕๒ ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ในวันศิลปินแห่งชาติวันที่ ๒๔ ก.พ.ที่ผ่านมา
เสกสรรค์ ในวัย ๖๐ ย่าง ๖๑ ปี เผยความรู้สึกหลังได้รับรางวัลอันทรงเกียรติให้ฟังอย่างไม่อิดเอื้อนว่า รู้สึกดีที่งานเขียนของตัวเองได้รับการยอมรับจากคนที่มีความรู้ความสามารถด้านวรรณกรรมอย่างแท้จริง และหวังว่ารางวัลที่ได้นี้จะเป็นตัวเชื่อมให้ผลงานวรรณกรรมทั้งในอดีตและปัจจุบันของตนได้รับการเผยแพร่มากขึ้น เพราะหนังสือเข้มข้นหนักความคิดมักไม่ค่อยได้รับความนิยม หรือเผยแพร่ในร้านหนังสือมากนัก
กว่าจะเป็นศิลปินแห่งชาติในวันนี้ จุดเริ่มต้นของการเป็นนักเขียน เสกสรรค์เล่าอย่างอารมณ์ดีว่า "ไม่มีเจตนาเป็นนักเขียนแม้แต่น้อย" มีเพียงความคิดเห็นเกี่ยวกับสังคม สถานภาพของสังคมที่นักศึกษาปี 2 ในรั้วมหาวิทยาลัยคนหนึ่งพึงมี และต้องการแสดงออกทางความคิด จึงเขียนเป็นเรื่องสั้น บทความ บทกวี ปิดข้างฝา
"ในสมัยนั้นนิสิตนักศึกษาเป็นนักเขียนกันเยอะ บ้างก็เขียนหาเลี้ยงชีพกันเสียด้วยซ้ำ การเขียนหนังสือจึงเป็นเรื่องธรรมดา"
ส่วนเหตุการณ์ที่ทำให้เขาผันตัวกลายเป็นนักเขียนมืออาชีพ ก็คือช่วงเวลาเรียนอยู่ปี ๔ และเข้าทำงานประจำที่กองบรรณาธิการนิตยสารวิทยาสาร พอได้ทำงานเขียนอย่างจริงจังสักพัก เสกสรรค์ก็สารภาพว่าเขาเริ่มรักงานเขียนที่ทำอยู่ในช่วงนี้นี่เอง
จวบกระทั่งเกิดเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๖ จากนักศึกษาหัวก้าวหน้าที่ชอบเขียนหนังสือสะท้อนสังคม ก็ต้องเปลี่ยนบทบาทเป็นผู้นำนักศึกษาคนสำคัญ เดินขบวนประท้วงรัฐบาลในยุคนั้นเมื่อช่วงจบปริญญาตรี เหตุการณ์ทางการเมืองระอุขึ้นอีกครั้งจนเกิดเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ มีผลทำให้นักศึกษาจำนวนมากรวมทั้งเสกสรรค์ต้องหลบหนีเข้าป่า จนเมื่อรัฐบาลดำเนินนโยบาย ๖๖/๒๓ เสกสรรค์รวมทั้งผู้ที่เข้าป่าอีกหลายคนจึงเดินทางออกจากป่า หลังจากนั้นเขาได้ทุนไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทและปริญญาเอกสาขารัฐศาสตร์ ที่ ม.คอร์แนลล์ สหรัฐอเมริกา
หลังจากใช้ชีวิตอยู่ในอเมริกาเป็นเวลากว่า ๑๐ ปี เสกสรรค์ได้เดินทางกลับประเทศไทย และเข้าทำงานเป็นอาจารย์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.)
"ช่วงที่บรรจุเป็นอาจารย์อยู่ที่ มธ.ใจรักงานเขียนยังมีอยู่ แต่ติดภารกิจงานสอน ทำให้งานเขียนส่วนมากเป็นคอลัมน์ หรืองานรวมเล่มจากชิ้นเล็กๆ ที่เขียนลงในหนังสือพิมพ์หรือนิตยสาร มากกว่างานเขียนหนังสือเป็นเล่ม ทว่ารวมๆ แล้ว หนังสือที่เขียนมาทั้งชีวิต นับได้ ๓๐ กว่าเล่ม"
ผลงานหนังสือที่มีมากมายหลายหลากประเภท ทั้งเรื่องสั้น เรื่องสั้นขนาดยาว ความเรียง บันทึก กวีนิพนธ์ บทปาฐกถา บทวิจารณ์วรรณกรรม งานแปล ฯลฯ จำนวน ๓๓ เล่ม ที่เสกสรรค์ประพันธ์ขึ้น สามารถแบ่งงานเขียนออกเป็น 3 ช่วง 3 ทศวรรษ ที่เห็นพัฒนาการทางความคิดได้อย่างชัดแจ้งชัดเจน
ทศวรรษแรก (พ.ศ.๒๕๒๒-๒๕๓๒) เป็นผลงานเขียนตั้งแต่สมัยใช้ชีวิตในป่า จนเดินทางไปศึกษาในต่างประเทศ สำเร็จการศึกษากลับมาประเทศไทย อาทิ "ฤดูกาล", "ดอกไผ่", "มาจากป่าชายเลน", "เพลงน้ำระบำเมฆ" และ "มหาวิทยาลัยชีวิต เดินป่าเสาะหาความจริง และเร่ร่อนหาปลา" โดยงานเขียนต่างๆ ในช่วงนี้ เป็นการสะท้อนแนวคิดที่เจ้าตัวต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมให้มีความเสมอภาคและยุติธรรม งานประพันธ์ในยุคแรกยังกลายเป็นปฐมบทของการแต่งเรื่องสั้นผสานสารคดีแก่นักเขียนรุ่นหลังด้วย
ทศวรรษที่ ๒ (พ.ศ.๒๕๓๒-๒๕๔๒) งานเขียนช่วงนี้เป็นช่วงหลังศึกษาจบระดับปริญญาเอกเดินทางกลับมาประเทศไทย และเข้าทำงานเป็นอาจารย์ที่คณะรัฐศาสตร์ มธ. จนกระทั่งดำรงตำแหน่งคณบดี ผลงานที่ออกมานอกจากงานเขียนเชิงวิชาการเกี่ยวกับทฤษฎีรัฐศาสตร์ เขาสร้างผลงานเชิงวรรณศิลป์จำนวนมากที่สะท้อนความเป็น "นักรบ" ซึ่งไม่ใช่นักรบในสงครามจริง หากแต่เป็นนักรบทางจิตวิญญาณที่ต้องต่อสู้กับตัวเองตามลำพัง เป็นสงครามในใจ ผลงานเขียนที่โดดเด่นในทศวรรษที่สอง ได้แก่ เพลงเอกภพ, คนกับเสือ และฟองเวลา
ทศวรรษที่ ๓ (พ.ศ.๒๕๔๒-๒๕๕๒) ในช่วงต้นทศวรรษนี้ เสกสรรค์หยุดเขียนหนังสือไป ๓ ปี เพื่อเดินทางและอ่านหนังสือ จากนั้นจึงกลับมาเขียนคอลัมน์อีกครั้ง จนได้จัดพิมพ์เป็นหนังสือ "วิหารที่ว่างเปล่า" บันทึกชีวิตเล่มนี้แสดงถึงอารมณ์ที่สงัดสงบกว่าผลงานที่ผ่านมา และเป็นการรวบรวมมุมมองต่อโลกและชีวิตอย่างเข้มข้นทุกมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกล่าวถึงกำเนิดโลก จักรวาล และเอกภพ
แสดงให้เห็นความเปลี่ยนแปลงของเสกสรรค์ในวัยที่มีอายุครึ่งศตวรรษว่า เขาเริ่มมีมุมมองว่าความทุกข์ที่แท้จริงมาจากข้างในมิใช่ข้างนอก และค้นพบความรู้สึกของตัวเองด้วยว่าไม่เหลือศรัทธาให้กับสิ่งใด ซึ่งเขาเคยกล่าวไว้ว่า "จากเดิมวิหารในใจ เคยเป็นที่สถิตของอุดมการณ์การเมืองและสังคม ทว่าปัจจุบันกลับกลายเป็นพื้นที่ว่างเปล่าเหงาเงียบ"
"งานเขียนของผมพัฒนาเติบโตตามตัวจาก 2 ทาง ก็คือ ผ่านประสบการณ์ชีวิต สรุปบทเรียนของชีวิต การเข้าใจชีวิตตรงตามจริงและตามวัยที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้การมองโลกของผมนุ่มนวลขึ้น จากเดิมที่มองโลกทื่อๆ ตรงๆ มีแต่ขาวล้วน ดำล้วน ไม่ชอบอะไรก็สะท้อนผ่านความคิด และถ่ายทอดออกมาเป็นงานเขียนหนังสือ แต่พอเป็นผู้ใหญ่ผ่านอะไรเยอะขึ้น ก็ตระหนักว่าทุกสิ่งสรรพบนโลกทุกอย่างเป็นไปตามปัจจัย จึงไม่ค่อยผลีผลามไปว่าอะไรใครง่ายๆ อีก เพราะสิ่งที่เคยว่าดีหรือไม่ดีทั้งในอดีตและปัจจุบันมันโยงกันหมด เมื่อแนวคิดดังกล่าวเกิดขึ้น ทำให้งานเขียนในปัจจุบันและอนาคตเป็นไปในแบบโลกุตรธรรมที่หลุดพ้นแล้วจากโลกียะ"
กับตำแหน่งศิลปินแห่งชาติที่ได้รับในครั้งนี้ เสกสรรค์กล่าวว่าคงไม่มีผลกระทบต่อแนวการเขียนหนังสือ เพราะรางวัลที่ได้เป็นการสะท้อนสิ่งที่เราทำมาแต่เดิม และยังคงจะทำงานในแนวที่ถนัดต่อไป ส่วนอะไรที่จะใส่เพิ่มเติมยังไม่สามารถพูด ณ ขณะนี้ได้
"รางวัลที่ได้ทำให้เราระวังขึ้นมากกว่า ว่านับต่อจากนี้จะไม่มีการปล่อยงานฉาบฉวยหรืองานไม่ดีออกสู่สายตาผู้อ่าน แม้ปัจจัยของการเขียนงานหาเลี้ยงชีพจะมีเรื่องระยะเวลาในการส่งต้นฉบับมาเร่งรัดเร่งเร้าก็ตาม เราจะต้องรักษามาตรฐานของงานเขียนไม่ให้เสียชื่อศิลปินแห่งชาติได้" เสกสรรค์ให้คำมั่นสัญญา ก่อนผละไปทักทายผู้มาร่วมแสดงความยินดีคนอื่นๆ.








