Sunday X-Cite X-Cite Kidz Tabloid
Subscribe to Thaipost
JPEG || PDF
Download

โรดแม็พสมานแผล สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล


 ปรองดองไม่ได้หมายถึงการมาเป็นรัฐบาลด้วยกัน ความปรองดองไม่ได้หมายถึงการที่จะเข้ามาแชร์กันใช้อำนาจ มาร่วมกันใช้อำนาจรัฐเพื่อให้เกิดผลกับตัวเองหรือพรรคพวกตัวเอง อันนี้ไม่ใช่ความปรองดองแล้ว ความปรองดองมันอยู่ที่ตัวของประชาชน...เพราะฉะนั้นความปรองดองมันควรสร้างให้เกิดขึ้นในใจคน ในใจของพี่น้องประชาชน ความปรองดองที่แท้จริงต้องสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นในใจของผู้คนทั้งประเทศ ความปรองดองของนักการเมืองมันพร้อมจะเกิดขึ้นได้ทุกขณะจิตถ้าผลประโยชน์มันลงตัว

 โรดแม็พที่รัฐบาลทำไม่ใช่รัฐบาลประกาศอย่างเดียวแล้วจบ รัฐบาลต้องลงมือปฏิบัติ ที่สำคัญคือประชาชน ถ้าประชาชนไม่ให้ความร่วมมือด้วยไม่มีทางหรอกครับ ประชาชนต้องให้ความร่วมมือว่านี่คือการสมานบาดแผลในใจของผู้คนทั้งหมด...นับจากนี้ไป 6 เดือนเป็นช่วงเวลาที่น่าจะสมานบาดแผลในใจทำให้อารมณ์คนที่กำลังคุกรุ่นกันด้วยความโกรธความอาฆาตมาดร้ายต่อกันมันเย็นลงได้ แม้จะไม่สงบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่มันทำให้เวลาสมานบาดแผลและความร่วมมือจากของคนทั้งประเทศที่จะยอมให้อภัย และก็คิดว่าเราจะนับหนึ่งประเทศไทยใหม่ด้วยกัน

 

 

     แผนปรองดองแห่งชาติที่นายกฯ อภิสิทธิ์เสนอต่อม็อบเสื้อแดง กลับสร้างให้เกิดคู่ขัดแย้งใหม่เมื่อกองเชียร์ที่ยังอารมณ์ค้างอย่างพันธมิตรฯ-เสื้อหลากสี ออกตัวค้านสุดแรง (ปรองดองกับแดงแล้วประชาธิปัตย์คงต้องคิดโรดแม็พสมานฉันท์กับบรรดาแม่ยกอีกรอบ)...แต่ระบอบประชาธิปไตยไม่มีใครได้ทั้งหมด โดยเฉพาะในจุดที่ประเทศบอบช้ำเพียงนี้ อดีตรองหัวหน้าพรรคชาติไทยเรียกร้อง

ว่านี่คือเวลาของการสมานบาดแผลของผู้คนในประเทศ และกระแสสังคมที่ขานรับจะเป็นพนักพิงหลังให้นายกรัฐมนตรี

 

นับหนึ่งประเทศไทย

     "มันเป็นทางออกที่ดี เพราะว่าทันทีที่ท่านนายกฯ ได้แถลงและประกาศออกไปจะเห็นว่าเสียงสังคมขานรับมากเลย วันรุ่งขึ้นหุ้นทะลุ 30 กว่าจุด และจากการสำรวจความคิดเห็นไม่ว่าจะเป็นเอแบคโพลล์หรือสวนดุสิตโพลออกมาทุกคนมีความพึงพอใจ และที่สำคัญคือสุขภาพจิตความสบายใจของคนมีอัตราสูงขึ้นถึง 60 กว่าเปอร์เซ็นต์ นั่นคือ 6 กว่าๆ จาก 10 นั่นหมายถึงว่าประชาชนพึงพอใจแล้วหลังจากที่เขากลัดกลุ้มและก็เครียดอยู่กับปัญหานี้มาเป็นระยะเวลาเกือบ 2 เดือนเต็ม และก็เชื่อว่าโรดแม็พที่เสนอ 5 ประเด็นนี้มันไม่มีใครได้ไม่มีใครเสีย มีแต่สังคมไทยมีแต่ประเทศไทยที่จะได้ ทุกคนก็ขานรับ ซึ่งจะเห็นว่าแนวร่วมจากห้าพรรคการเมืองก็ดี รวมทั้งตัวของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งตอนแรกก็คิดว่าจะมีปัญหา แต่พอมติพรรคออกมาก็เห็นชอบ แม้แต่กระทั่งคุณทักษิณ หรือกระทั่ง พล.อ.ชวลิต ทุกคนเห็นสอดคล้องกันหมดว่ามันน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่ทุกฝ่ายน่าจะเห็นความสำเร็จของการนำสังคมไทยก้าวข้ามวิกฤติที่กำลังเกิดขึ้นได้ ผมก็เห็นด้วยและท่านหัวหน้าพรรคก็เห็นด้วย และพร้อมๆ กันก็ยังได้ให้ข้อสังเกตไปอีกว่าเมื่อประกาศมาเป็นโรดแม็พได้แล้ว ทุกคนพึงพอใจแล้ว ตอนนี้อยู่ที่ขั้นตอนที่ทางฝ่ายรัฐบาลจะต้องเร่งรีบในการดำเนินการเรื่องนี้ สิ่งไหนที่สามารถดำเนินการไปได้ก็ดำเนินการไปเลย เพราะรัฐบาลมีอำนาจรัฐอยู่ในมืออยู่แล้ว ส่วนไหนที่จำเป็นจะต้องพึ่งพาระบบรัฐสภาก็เร่งผลักดันให้กระบวนการนั้นเกิดขึ้น เพราะเท่ากับว่าไปแล้วระยะเวลา 6 เดือนถึงเดือนพฤศจิกายนมันไม่ใช่เวลาที่เนิ่นนานนะ มันมีภาระที่รออยู่ ซึ่งเป็นภาระที่สำคัญทั้งนั้นเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสมานบาดแผลในใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการสร้างความชอบธรรมให้เกิดขึ้นกับทุกๆ ฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสะสางเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาพอสมควร"

     "เพราะฉะนั้นรัฐบาลชักช้าไม่ได้ และก็อยากจะเห็นว่าเมื่อรัฐบาลได้ตัดสินประกาศตรงนี้ไปแล้ว ซึ่งถือว่านี่คือพันธะ และนี่คือสัญญาประชาคม ท่านนายกฯ ทำไปเถอะครับ ในเมื่อ feedback ที่ออกมามันเหมือนกับเป็นพนักพิงให้กับนายกฯแล้ว อย่าไปสนใจเมื่อประกาศออกมาอย่างนี้แล้วว่าใครจะมีความเห็นอย่างไร ในระบอบประชาธิปไตยเราก็ยอมรับเรื่องความเป็นเสรี มันเป็นเรื่องยากที่จะให้คน 60 กว่าล้านคนมีความเห็นสอดคล้องกันทุกคน ยากมาก ฉะนั้นเมื่อฟังเสียงสะท้อนออกมาแล้วมันดี ผมคิดว่าตรงนั้นคือกำลังใจที่นายกฯ จะต้องทำ อย่าไปหวั่นไหว ถ้าลงมือทำแล้วใครที่ขัดขวาง ใครไม่เห็นด้วยกับแนวทาง ผมคิดว่าจะถูกสังคมติฉิน จะถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์เอง เพราะวันนี้ทุกคนอยากให้เรื่องมันยุติ ทุกคนอยากเห็นสังคมไทยกลับคืนสู่สภาพเดิม ไม่มีใครอยากเห็นหรอกวันหนึ่งๆ มีแต่ตีหน้ายักษ์เข้าหากัน มีแต่จะเข่นฆ่า มันไม่ใช่รากเหง้าและมันไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของสังคมไทย ทุกคนอยากก้าวผ่านตรงนี้ รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการเลย อะไรที่ทำได้ทำไปเลย"

     อะไรที่ต้องทำก่อน

     "อย่างกรณีเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ วันที่ 5 พ.ค.ที่ผ่านมาผมว่าเป็นปรากฏการณ์ที่ทุกคนตระหนัก ก็สร้างสำนึกตรงนี้ขึ้นมา ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาถทรงมีคุณูปการอันยิ่งใหญ่อย่างไร ดังนั้นทุกคนควรถวายความจงรักภักดีด้วยการทำความดี อย่าไปจาบจ้วง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเว็บไซต์ต่างๆ ซึ่งในวันนี้เป็นอันตรายมาก คนที่รับผิดชอบในเรื่องนี้ต้องดำเนินการ"

     แต่ขณะเดียวกันรัฐบาลก็ไม่ควรใช้เรื่องขบวนการล้มเจ้ามาเป็นเครื่องมือสร้างความเกลียดชัง

     "วันนี้เราต้องไม่ปฏิเสธความจริงด้วยเหมือนว่ามีคนที่จาบจ้วง โดยเฉพาะตามเว็บเถื่อนต่างๆ มันจาบจ้วงจริงๆ ซึ่งเราต้องพยายามขจัดตรงนี้ให้ได้ รัฐบาลยึดเอาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยึดเอาสถาบันเป็นที่ตั้ง ผมว่าไม่มีใครมองรัฐบาลในทางที่ไม่ดีหรอก อย่าคิดว่าเอ้ยจะเอาเรื่องขบวนการล้มเจ้ามาเป็นข้อต่อรองหรือมาเป็นข้ออ้าง อย่าไปคิดอย่างนั้น คนที่คิดอย่างนั้นต่างหากมีจิตอกุศล ในอดีตที่ผ่านมามันไม่เคยมีปรากฏการณ์อย่างนี้นะ คือสถาบันแม้แต่รัฐธรรมนูญยังยกไว้เป็นพิเศษ ผมคิดว่ามันเป็นวัฒนธรรมและเป็นจุดแข็งของสังคมไทยที่มีสถาบันเป็นสิ่งยึดเหนี่ยว ในเมื่อเป็นสิ่งที่คนไทยทุกคนยอมรับกันมาโดยตลอด และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาสถาบันก็ไม่เคยทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนอะไรเลย มีแต่ทุกครั้งที่เกิดปัญหาพระองค์ท่านก็ทรงพระกรุณาลงมาด้วยตัวของพระองค์เองคลี่คลายขจัดปัญหาและคิดหานวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นมาเพื่อความอยู่ดีกินดีของประชาชนมาโดยตลอด เพราะฉะนั้นวันนี้เราเป็นคนไทย เราก็ควรจะรักษาวัฒนธรรมรักษาขนบที่ดีไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบัน ผมคิดว่าวันนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องร่วมกันปกป้องร่วมกันเทิดทูน อย่าดึงมาเป็นเครื่องมือทำลายอีกฝ่าย ผมไม่อยากเห็นอย่างนั้น ผมได้รับผลพวงมาจากตัวเองแล้วครั้งหนึ่งเมื่อตอนเหตุการณ์ 6 ตุลา การดึงสถาบันเข้ามาเกี่ยวข้อง และคนไทยก็รู้อยู่แล้วว่าสถาบันเป็นสิ่งที่แตะต้องไม่ได้ เพราะฉะนั้นอย่านำมาเกลือกกลั้วกับความชั่วร้ายในใจของใครบางคน ผมอยากจะเห็นผู้คนยกย่องและอย่าเอาสถาบันมาเป็นอาวุธเพื่อไปหวังทำร้ายใคร ตรงนั้นจะเป็นอันตรายต่อสถาบัน นั่นคือการทำร้ายสถาบัน เพราะฉะนั้นอย่าไปคิดใช้วิธีนี้ ไม่มีทางที่จะประสบความสำเร็จ"

     "วันนี้รัฐบาลต้องเดินหน้าทำเรื่องนี้ เรื่องปฏิรูปประเทศไทยให้ความเป็นธรรมรัฐบาลก็ทำได้เลย วันนี้รัฐบาลก็กำลังดำเนินการอยู่แล้ว จะเห็นว่ารัฐก็พยายามจะดูแลเรื่องรัฐสวัสดิการ ในเรื่องการรักษาพยาบาลก็ดี การเรียนฟรีก็ดี การให้ความเท่าเทียมสิ่งต่างๆ เหล่านี้รัฐบาลต้องเร่งผลักดัน และที่สำคัญอย่าไปติดกับดักกับเรื่องสถานการณ์วันนี้ รัฐบาลมีสื่อที่จะทำประชาสัมพันธ์เยอะแยะมาก เนื้องานออกมาประชาสัมพันธ์ออกไป ถ้ารัฐบาลยังติดกับมัวแต่ไปคิดตอบโต้กับสิ่งที่กลุ่มผู้ชุมนุมหรือกลุ่มอื่นๆ ที่เข้ามาโจมตีรัฐบาลแล้วเอาตรงนั้นเป็นที่ตั้ง จนลืมว่างานที่ตัวเองทำและมีผลงานออกมา ผมว่าตรงนั้นไม่เป็นผลดีต่อรัฐบาล รัฐบาลมีสื่ออยู่ในมือตั้งเยอะ ก็ผลักดันส่วนนี้ออกมาให้คนเห็นว่าเออทำอะไรบ้าง เงินเบี้ยยังชีพ เงินสงเคราะห์ผู้ชรา ผมว่ารัฐบาลก็ทำถูกเป้า เป็นที่พึงพอใจของผู้สูงอายุ อย่างเรื่อง อสม.ก็เป็นผลงานที่โดดเด่น รัฐบาลทำให้คนที่มีจิตอาสามีกำลังใจ งานที่ออกมาเป็นบวกรัฐบาลต้องผลักดันและรีบทำประชาสัมพันธ์ซะ"

     หนึ่งในแผนโรดแม็พคือการปฏิรูปสังคม ซึ่งดูเหมือนจะเป็นเพียงคำสวยหรูเพื่อหยุดความขัดแย้งเฉพาะหน้า

     "พูดแล้วมันต้องทำ ถ้าพูดแล้วไม่ทำมันสวยหรู แต่มันไม่ปฏิบัติ และพอปฏิบัติแล้วก็ต้องบอกให้รู้ว่าปฏิบัติไปอย่างไร ปฏิบัติไปเมื่อไหร่ แค่ไหน ผมว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ การที่จะปฏิรูปสังคมไทย การที่จะมาปฏิรูปประเทศไทยใหม่เราก็รู้ว่ามันไม่ง่ายเหมือนพลิกฝ่ามือ ไม่ใช่ว่าพูดวันนี้แล้วพรุ่งนี้บอกปฏิรูปเลย มันต้องลงมือทำ และที่สำคัญคือความร่วมมือของภาคประชาชน ซึ่งประชาชนจะร่วมมือได้ประชาชนต้องรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ผมถึงบอกว่ารัฐบาลต้องทำประชาสัมพันธ์ออกไป เรื่องมันเป็นบวกประชาชนเขาสนับสนุนอยู่แล้ว คนไทยมีวิจารณญาณสูง และวันนี้สำนึกทางการเมืองผมว่าก็มีค่อนข้างสูง คนติดตามข้อมูลข่าวสารการเมืองมากขึ้นกว่าในอดีตเยอะเลย ฉะนั้นต้องประชาสัมพันธ์ในเรื่องที่เห็นว่าจะต้องแก้ไขสังคม โดยให้คนส่วนใหญ่ได้รับความเป็นธรรม ให้คนส่วนใหญ่ได้เข้ามามีส่วนร่วม ให้คนส่วนใหญ่ได้สิทธิของเขา ประชาสัมพันธ์ออกไปและประชาชนจะร่วมมือ"

     หากนโยบายปฏิรูปสังคมลงไปถึงรากหญ้าได้จริง อาจจะทำให้ชาวบ้านเปลี่ยนใจจากทักษิณได้

     "คือรัฐบาลต้องทำใจให้ได้ เพราะวันนี้เมื่อตัวเองมาเป็นรัฐบาล หน้าที่คือสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นในสังคม หน้าที่คือสร้างความสุขให้เกิดขึ้นกับประชาชน หน้าที่คือทำให้ประชาชนอยู่ร่มเย็นเป็นสุข ผมว่าถ้ารัฐบาลวางตรงนี้ไปได้ และอย่าไปกังวลว่านี่กำลังจะทำแข่งกับคุณทักษิณ กำลังจะทำแข่งกับใครเพื่อหาเสียง ผมคิดว่าประชาชนเขาแยกแยะออก ใครมาเป็นรัฐบาล ประกาศนโยบายและลงมือปฏิบัติให้เห็นเป็นรูปธรรม ผมว่าตรงนั้นแหละประชาชนเขารู้และเขาตัดสินใจนะเวลาไปเลือกตั้ง อย่าไปมองว่าทำเพื่ออย่างนั้นอย่างนี้ ผมว่าถ้าดูถูกประชาชน ประชาชนฉลาด รู้ว่าสิ่งที่รัฐบาลพูดกับสิ่งที่รัฐบาลทำมันตรงกันไหม ถ้าพูดและทำตรงกัน พูดแล้วทำให้เขาเห็น ประชาชนเขาก็พร้อมที่จะเทใจให้"

     ยากที่จะเชื่อว่าในพรรคร่วมไม่มีใครรู้เรื่องโรดแม็พมาก่อน

     "คือจริงๆ แล้วตอนที่ท่านนายกฯ ประกาศเราไม่รู้ แต่ถามว่าเราได้มีการพูดคุยกันไหม มี ก็ได้มีการพูดคุยกันเรื่องทางออก จะเห็นเลยท่านบรรหารเคยให้สัมภาษณ์ไว้ตลอดว่าแนวทางเป็นอย่างไร ผมเองก็เคยให้ข้อสังเกต เคยให้สัมภาษณ์สื่อลักษณะเดียวกับท่านหัวหน้าผม ก็พูดออกไป และเวลาไปทานข้าวไปคุยกันเรื่องหาทางออกก็หยิบประเด็นเหล่านี้ขึ้นมา เพียงแต่เราไม่รู้ว่านายกฯ จะเอามาพูดเมื่อไหร่ แต่ก็ดีใจว่าสิ่งที่ 5 พรรคการเมืองในฐานะเป็นพรรคร่วม ซึ่งสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์อีก 1 พรรคเป็น 6 พรรค ก็มีความเห็นสอดคล้องกัน ไม่มีใครหรอกที่ไม่ต้องการอยากเห็นบ้านเมืองกลับไปสู่สภาพเดิม พูดตั้งแต่ตอนเริ่มตั้งรัฐบาลคงจำกันได้ ว่าสิ่งแรกที่รัฐบาลต้องทำคือสร้างความปรองดอง สร้างความสมานฉันท์ สมานบาดแผลในใจให้เป็นคนสีเดียวกันทั้งหมดให้ได้ นั่นคือสิ่งที่ 5 พรรคการเมืองบอกกับพรรคประชาธิปัตย์เมื่อตอนเข้าร่วมรัฐบาล"

     ระหว่างการชุมนุมของเสื้อแดง พรรคชาติไทยฯ ถูกกดดันอย่างหนักให้ถอนตัว ระเบิดลงบ้านคุณบรรหารก็หลายครั้ง

     "เราต้องคิดยาว เราอย่าคิดสั้น ถ้าคิดสั้น เฮ้ยพรรคชาติไทยฯ ถอนตัว ถามว่าถอนตัวแล้วยังไง ถอนตัวแล้วทุกอย่างมันสงบไหม ถอนตัวแล้วนายกฯ ยุบสภาในขณะที่บ้านเมืองมันยังไม่ปกติ อะไรจะเกิดขึ้น ความสับสนของผู้คนก็จะเริ่มเกิดมากขึ้น เสถียรภาพของรัฐบาลที่เกิดจากภายในเองระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลเกิดขึ้น มันก็จะกลายเป็นว่ารัฐบาลต้องเผชิญศึกหลายด้าน คือต้องแก้ปัญหาของผู้ชุมนุมและก็จะต้องมาแก้ปัญหาภายในระหว่างรัฐบาลด้วยกันเองอีก ผมว่าพรรคชาติไทยฯ และก็พรรคร่วมทั้ง 5 พรรคมีสำนึกพอว่าเราควรจะทำอย่างนั้นหรือไม่ควร เราไม่อยากซ้ำเติมประเทศ เราไม่อยากซ้ำเติมรัฐบาล ในตอนนั้นเรามีแต่คิดอย่างเดียว เราต้องจับมือกันให้แน่นนะ เพื่อที่จะฟันฝ่ากับอุปสรรค และช่วยกันระดมสติปัญญาหาแนวทางให้พวกเราก้าวข้ามวิกฤติของประเทศให้ได้ ให้คนไทยก้าวข้ามวิกฤติให้ได้ ฉะนั้นแนวทางในการที่ลาออกเพื่อเอาตัวรอด และหวังว่าจะได้คะแนนเสียงเป็นฮีโร่ เราไม่เคยคิดหรอก เราคิดแต่ว่าเออเราต้องช่วยกันนะ ประคับประคองบนสถานการณ์อยู่บนความยากลำบากอย่างนี้ ถ้าเราไม่เห็นใจกัน เอาตัวรอดและออกไป เราก็ไม่รู้ว่าผู้คนอีกส่วนหนึ่งจะคิดอย่างไร และรัฐบาลจะต้องมาพะว้าพะวงกับการแก้ปัญหาการเมืองอีก แทนที่จะแก้ปัญหาด้านเดียว กลับกลายเป็นแก้ปัญหาหลายด้าน คนที่เสียคือประเทศชาติ คือประชาชนคนไทย เราจึงตัดสินใจกันอย่างรอบคอบว่ารอให้ผ่านวิกฤติไปก่อนแล้วค่อยมาคุยกัน ในขณะที่กำลังเผชิญวิกฤตินี้ เราอย่าซ้ำเติมประเทศและอย่าซ้ำเติมรัฐบาล นั่นคือวิธีคิดของพวกเรา"

     ข้อเสนอแก้รัฐธรรมนูญของพรรคร่วมกลับมามีอำนาจต่อรองอีกครั้ง เมื่อนายกฯ นั่งโต๊ะเจรจากับแกนนำ นปช.

     "เราไม่เคยคิดที่จะใช้ตัวนี้ไปกดดันบนสถานการณ์ที่ไม่ปกติ เรื่องนี้เราพูดกันตั้งแต่ตอนเริ่มแรก พูดกันตั้งแต่ก่อนที่จะมาร่วมกับรัฐบาลประชาธิปัตย์แล้ว พูดกันตั้งแต่สมัยรัฐบาลของท่านสมัคร รัฐบาลท่านสมชาย ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มันสร้างปัญหามากเลย ไม่ว่าจะเป็นมาตรา 190 ไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับการทำงานของผู้แทนราษฎร ไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่ทำให้นักการเมืองไม่ได้รับความเป็นธรรมเท่าที่ควร ต่างๆ เหล่านี้เราพูดกันว่าถึงเวลาแล้วละ และเราก็ต้องยอมรับว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่มาที่ไปมันต่างจากรัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นอย่างมากเลย ผู้คนชอบพูดกันว่าความผิดมันไม่ได้อยู่ที่รัฐธรรมนูญ มันอยู่ที่ตัวนักการเมือง ผมบอกว่ารัฐธรรมนูญไม่ผิดหรอก แต่คนที่ร่างต่างหาก มีที่มาที่ไปไม่ถูกต้อง ไม่ชอบธรรม แล้วมาร่างทำให้รัฐธรรมนูญมันเกิดปัญหา เพราะฉะนั้นไม่ใช่ความผิดของรัฐธรรมนูญ แต่ความผิดจริงๆ คือความผิดของที่มา ที่มาของคนมาเขียนรัฐธรรมนูญแล้วก่อให้เกิดปัญหา รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายมหาชนที่ต้องใช้บังคับกับคนทั้งประเทศอย่างเท่าเทียมอย่างเป็นธรรม ไม่ใช่เครื่องมือที่จะมาสกัดมากำจัดใครคนใดคนหนึ่ง และเอากฎหมายมหาชนที่จะมีผลบังคับใช้มีผลกำหนดต่อชะตากรรมของประเทศมาเป็นเครื่องมือ ผมคิดว่ามันไม่ถูกต้องตั้งแต่ตอนเริ่มต้น จึงวิพากษ์วิจารณ์กันมาโดยตลอดว่าสุดยากที่จะรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ ส่วนดียอมรับมีการพัฒนาปรับปรุงขึ้น แต่ส่วนที่แฝงไปด้วยความไม่ดีมันก็มี เพราะฉะนั้นส่วนที่ดีเราคงไว้ ส่วนที่ไม่ดีเรามาปรับปรุงแก้ไขกัน ซึ่งตรงนี้เราก็คิดตรงกันมาตั้งแต่ตอนเริ่มต้นก่อนที่จะมาร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคประชาธิปัตย์ตอนที่คุยกับพวกเราตอนร่วมรัฐบาลก็เห็นสอดคล้องกัน ว่าตรงไหนที่มันมีปัญหาก็ต้องแก้ไขกัน"

     แน่นอนว่าประเด็นแก้รัฐธรรมนูญถูกนำขึ้นมาวางบนโต๊ะอีกครั้งในแผนปรองดองหนนี้

     "ที่เราเสนอต้องบอกก่อนนะ ไม่ใช่จู่ๆ พรรคชาติไทยฯ เสนอนะ พรรคชาติไทยฯ เสนอผลสรุปจากคณะกรรมการสมานฉันท์ ซึ่งคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ เราก็ต้องยอมรับอีกเหมือนกันว่ามันไม่ใช่จู่ๆ ใครคนใดคนหนึ่งตั้งขึ้นมา แต่มันตั้งขึ้นมาจากบนความเห็นชอบกันของทุกฝ่าย วิปฝ่ายค้าน วิปฝ่ายรัฐบาล ประธานรัฐสภา ประธานวุฒิสภา ท่านนายกรัฐมนตรี เห็นสอดคล้องกันถึงการตั้งคณะกรรมการชุดนี้ขึ้นมา และไม่ใช่จู่ๆ กรรมการชุดนี้ที่ตั้งขึ้นมาแล้วเขียนตามอำเภอใจ การมีส่วนร่วมการรับฟังความเห็นของประชาชน จากกลุ่มองค์กร จากกลุ่มนักวิชาการ จากพรรคการเมือง จากทุกภาคส่วน ผมยังชอบใจเลย ในขณะที่กำลังทำอยู่ ท่านดิเรก ถึงฝั่ง ก็พยายามที่จะดำเนินรอยตามรัฐธรรมนูญ 2540 คือผลักดันให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการทำประชาพิจารณ์ ไม่ใช่ประชามตินะ ประชาพิจารณ์ในแต่ละหมวดแต่ละประเด็น ถึงกับเปิดเวทีสมานฉันท์ เวทีสมัชชาสมานฉันท์ และก็เปิดโอกาสให้ผู้คนมาแสดงความเห็นในประเด็นต่างๆ จนกระทั่งสรุปออกมาว่าสิ่งที่ประชาชนต้องการ และต้องการเห็นมากที่สุดมี ประเด็น ความจริงมันยังมีอีกหลายประเด็นนะ แต่เอามา 6 ประเด็น ซึ่ง 6 ประเด็นนี้เป็นสิ่งที่ประชาชนอยากเห็นมากที่สุด เขาจึงสรุปออกมา ประเด็นอื่นก็มีประชาชนแสดงความเห็น แต่มีไม่มาก เขาก็พักไว้ก่อน เอาเรื่องที่จำเป็นมาก่อน 6 ประเด็น และ 6 ประเด็นตรงนี้แหละพรรคชาติไทยบอกว่าเราสนับสนุนการทำงานของรัฐสภา เราสนับสนุนความเห็นร่วมกันของพรรคการเมืองทุกพรรคของฝ่ายรัฐบาล เพราะฉะนั้นไม่ใช่จู่ๆ เราเสนอว่าเฮ้ยผมต้องการอย่างนี้นะ เขตเล็ก มาตรา 190 การทำงานเป็นอิสระของผู้แทน อะไรต่างๆ ทุกอย่างมันมาจากการศึกษา การวิจัย การวิเคราะห์ การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน มันตกผลึกทางความคิดร่วมกัน และแม้ว่าจะไม่แพร่หลายเหมือนกับปี 2540 เพราะข้อจำกัดในการทำมันต่างกัน เมื่อมันได้ออกมาอย่างนี้ผมก็ถือว่านี่คือความต้องการและนี่คือความเห็นของประชาชนระดับหนึ่ง ซึ่งผ่านกระบวนการ ไม่ใช่จู่ๆ ใครคิดขึ้นมา ซึ่งตรงนี้มันก็น่าจะเป็นที่ยอมรับได้ และตอนที่ผมต้องบอกอีกได้ไปศึกษาไปอ่านดูจะเห็นว่าทั้งฝ่ายเสื้อแต่ละสีไม่มีใครขัดแย้งเลย ก็เห็นสอดคล้อง ทั้งพรรคการเมืองฝ่ายค้านฝ่ายรัฐบาลก็ไม่มีใครเห็นขัดแย้ง สนับสนุนกัน จนกระทั่งมาถึงวันที่ตัดสินใจว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ มันก็กลายเป็นวิพากษ์วิจารณ์กันอีกว่าแก้อย่างนั้นแก้อย่างนี้ เพื่อตัวเองเพื่ออะไร สิ่งที่พวกเราทำเราไม่ใช่ทำเพื่อตัวเองนะ เราทำตามกรอบที่ทุกฝ่ายเห็นชอบและก็ให้เกียรติองค์นี้ขึ้นมา ให้เกิดคณะกรรมการนี้ขึ้นมา เรามาสานต่อมาต่อยอดให้มันเป็นความจริงเท่านั้นเอง วันนี้ถามว่าเขาศึกษากันมาแทบตาย ถ้าไม่ทำอะไรเลยความรู้สึกของคนที่เขาเข้ามามีส่วนร่วม ผมไม่คำนึงถึงความรู้สึกของคณะกรรมการนะ เพราะถือว่าคนส่วนน้อย แต่ความรู้สึกของคนที่มีส่วนร่วมไปชวนเขามาออกความเห็น เวทีสมัชชาสมานฉันท์ เชิญให้เขาส่งผ่านเว็บไซต์ จนตกผลึกทางความคิดร่วมกัน เขาจะคิดยังไง เฮ้ยมันหลอกกูนี่หว่า หลอกให้มาคิดให้มาทำ แล้วคุณไม่เห็นผลักดันเลย เหมือนกับว่าสักแต่ว่าพูด แล้วการปฏิบัติไม่เกิดจริง ผมแคร์ความรู้สึกของคนในส่วนนี้ ทำอะไรก็แล้วแต่ถ้าไปดึงการมีส่วนร่วมของประชาชนมันตกผลึกออกมาแล้ว มันต้องผลักดันให้เกิดขึ้น อย่าปล่อยให้สิ่งนี้มันหายไป เดี๋ยววันหลังในอนาคตบ้านเมืองมันจะต้องมีการทำประชาพิจารณ์กันอีกหลายครั้งหลายเรื่อง ถ้าผู้คนเพิกเฉย บอกฟังความเห็นแล้ว เข้าไปมีส่วนร่วมแล้วไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้นเลย เหมือนกับเอาเราเป็นตัวหลอก อะไรจะเกิดขึ้น ในระบอบประชาธิปไตยอย่าเห็นเสียงของประชาชนเป็นเสียงนกเสียงกา ต้องคำนึงว่าในระบอบประชาธิปไตยเสียงประชาชนคือเสียงสวรรค์ เชิญเขามาแล้วให้เขามาแสดงความคิดเห็นแล้ว ไม่ใช่เสียงนกเสียงกา เสียงเหล่านั้นต้องมาพร้อมในการที่จะนำไปสู่การปฏิบัติ มันจึงจะทำให้ระบอบประชาธิปไตยมันพัฒนาไปได้"

     นั่นคือที่มาของการเขียนจดหมายเปิดผนึกถึงนายกฯ เมื่อต้นปี

     "ตอนนั้นผมผิดหวัง เพราะไม่ใช่จู่ๆ ผมพูดขึ้นมาเอง ตั้งแต่ตอนเริ่มตั้งรัฐบาลเราได้มีการคุยกันมาโดยตลอดเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งแกนนำของพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์ ในตอนที่จะร่วมรัฐบาล คุยกัน และแม้แต่กระทั่งร่วมรัฐบาลแล้วตอนเริ่มเกิดปัญหาขึ้นมามันยังไม่บานปลายมากนักก็คุยกัน คุยกันจนกระทั่งทำให้เกิดคณะกรรมการสมานฉันท์ขึ้นมา ทุกอย่างมันมีขั้นมีตอน มีที่มาที่ไป กระทั่งทุกอย่างมันตกผลึกเสร็จหมดเรียบร้อยแล้ว เราก็บอกมันถึงเวลาแล้วนะที่เราจะต้องทำตรงนี้ ตอนนั้นยังไม่มีการชุมนุม ยังไม่เกิดวิกฤติ เมื่อคณะกรรมการสมานฉันท์เขาคิดกันมาอย่างนี้ ว่าน่าจะเป็นแนวทางหนึ่งในการที่จะสร้างความปรองดอง สร้างความสมานฉันท์ ถ้าเราไม่ทำเลย เราไม่มีทางจะรู้เลยว่าเป็นยังไง เราก็ต้องปฏิบัติสิ"

     คุยกันที่บ้านนิพนธ์ (พร้อมพันธุ์) หลายครั้ง

     "คุยทั้งบ้านคุณนิพนธ์บ้านพิษณุโลก ทั้งที่บ้านคุณสุวัจน์ เพราะเราคุยกันหลายที่ และคุยกันแต่ละที่ๆ ก็เห็นสอดคล้องกัน ผมก็เคารพในความเป็นพรรคประชาธิปัตย์ ว่าคนที่คุยกับเราแม้จะเป็นหัวหน้าพรรคแม้จะเป็นเลขาธิการพรรค แม้ว่าจะเป็นกรรมการบริหารพรรค แต่ก็ไม่มีข้อยกเว้นว่าข้อตกลงของคนเหล่านี้จะอยู่นอกเหนือมติของพรรค ประชาธิปัตย์คือพรรคที่มีระบบ พอเขาเอากลับไปประชาธิปัตย์บอกว่าไม่ยกมือสนับสนุนไม่ให้ไปเซ็นชื่อไม่เห็นด้วย เราก็มีความรู้สึกทันทีเลย ไม่มีใครบอกผมนะ เพียงแต่ผมมีความรู้สึกว่าในฐานะที่ผมได้เข้ามามีส่วนรับรู้รับเห็นด้วย มันก็เกิดความรู้สึกในใจขึ้นมาว่าอย่างนี้มันทำลายความรู้สึกกันจริงเลยนี่หว่า มันเจ็บปวดนะ คือเราก็มีความตั้งใจที่อยากจะหาทางออกของประเทศ เออเราก็คิดเห็นตรงกันแล้ว แต่จู่ๆ พอคุยกัน ขนาดคนเป็นหัวหน้าพรรค ขนาดคนเป็นเลขาธิการพรรค ขนาดคนเป็นกรรมการบริหารพรรค เป็นระดับคีย์ทั้งนั้น เสนอความเห็นร่วมกัน เห็นสอดคล้องกัน ไม่ผ่านมติพรรค มันทำให้เราเสียความรู้สึก ซึ่งผมก็เข้าใจเห็นใจพี่สุเทพนะ เพราะผมทราบท่านก็ต่อสู้ในพรรคแต่สู้ไม่ได้ เราก็ยอมรับ แต่บนความยอมรับเมื่อมันเสียใจมันเจ็บปวดก็ขอให้ได้ระบายความรู้สึกออกไปสักนิดหนึ่ง เหมือนกับคนที่อัดอั้น ถ้ามันไม่ได้พูดนี่มันจุกอกตายแน่ เมื่อพูดไปแล้วก็ถือว่าจบ ผมก็ถือว่าผมได้ระบายความรู้สึกความคับแค้นในใจออกไป"

      แม้จะบอกเสมอว่าตัวเองคือสิ่งชำรุดทางการเมือง แต่ตลอดเวลาจะสังเกตว่าแกนนำพรรคชาติไทยคนนี้ ไม่ยอมรับคำว่านิรโทษกรรม เพราะในความเห็นเขามันคือการคืนความชอบธรรมต่างหาก

     "เราพูดกันอยู่ตลอดว่านิรโทษกรรมมันควรจะออกมาสำหรับคนที่กระทำความผิด คนที่มีความผิดแล้วมาออกกฎหมายนิรโทษกรรม ผมบอกว่าพวกผมนี่ทำความผิดอะไร 109 กับ 111 คน บางคนพวกเราทำความผิดอะไร เราไม่ได้ถูกกล่าวหาไม่ได้ถูกฟ้องศาล ผมถึงบอกว่าเราต้องให้ความเป็นธรรมกับคนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม หลักกฎหมายยึดเอาหลักนิติธรรม ยึดเอาหลักของหลักศีลธรรมมาพูด คนที่ก่อกรรมก็ควรได้รับกรรม คนที่กระทำก็ควรได้รับผลที่ตัวเองกระทำ ส่วนคนที่ไม่รู้ไม่เห็นไม่ได้มีส่วนด้วยเลย ต้องมารับกรรมผมถามว่าถูกต้องไหม ผมถึงย้อนกลับไปไง ว่ารัฐธรรมนูญมันเป็นกฎหมายมหาชน มันควรที่จะให้ความเป็นธรรมให้โอกาสอย่างเท่าเทียมกันกับทุกคน และก็เขียนบนพื้นฐานของจิตใจที่เป็นประชาธิปไตย อย่าไปมองตัวใครคนใดคนหนึ่งมาเป็นตัวตั้ง และก็คิดเอาตัวคนนั้นมาเป็นสูตรสำเร็จในการเดินทางไปสู่ตัวรัฐธรรมนูญ ซึ่งตรงนี้เป็นอันตราย พวกเราคือคนที่ได้รับผลกรรม ทุกคนที่ได้เห็นภาพหัวหน้าพรรคชาติไทยยืนรูดปิดม่านผ้าดำน้ำตานองหน้า และพวกเราสมาชิกน้ำตานองหน้ากันทุกคน ผมคิดว่าภาพเหล่านี้มันกัดกร่อนในใจของคนทั้งประเทศ พรรคตั้งมา 30 กว่าปี มีสมาชิก 2-3 ล้านชีวิต เราไม่รู้เรื่องด้วยเลย กรรมการบริหารพรรคแต่ละคนๆ ไม่มีใครสนับสนุน จนกระทั่งก่อนการเลือกตั้งยังต้องทำหนังสือแจ้งไปถึงสมาชิกทุกคนว่าอย่าไปทำผิดกฎหมายเลือกตั้งนะ อย่านะ เสร็จแล้วมันก็เกิดเหตุขึ้น และเมื่อเกิดเหตุเราก็ต้องพูดกันถึงแก่นของปัญหาอีกเหมือนกัน  คนที่ถูกกล่าวหาอัยการสั่งไม่ฟ้อง ให้คืนเงินให้ นั่นหมายความว่าเขาไม่ได้กระทำความผิด แต่คณะกรรมการการเลือกตั้งวินิจฉัยบนความเชื่อว่า เชื่อได้ว่ากระทำความผิด เชื่อได้ว่านายมณเฑียร สงฆ์ประชา กระทำความผิด แต่พวกเรา 2 ล้านชีวิตต้องได้รับผลกระทบ พวกเรากรรมการบริหารพรรคได้รับผลกระทบ ซึ่งได้รับผลกระทบผมว่ามันยิ่งใหญ่เหมือนกับการฆ่าให้ตายทั้งเป็น เรากลายเป็นประชาชนชั้นสองในทันที ไม่มีสิทธิแม้แต่กระทั่งจะไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ทั้งๆ ที่ในรัฐธรรมนูญบอกการเลือกตั้งเป็นหน้าที่ที่คุณต้องไปลงคะแนน แต่ถูกกำจัดสิทธิ ไม่ให้ผมไปทำหน้าที่ โดยบอกว่าผมไม่มีสิทธิไปลงเพราะผมมาเป็นกรรมการบริหารพรรค และใครคนใดคนหนึ่งไปทำผิดมันยุติธรรมไหม"

     "ผมพูดอยู่เสมอว่าเรากลายเป็นสิ่งชำรุดของสังคม อย่างนี้ผมว่ามันไม่เป็นธรรมแล้ว เมื่อมันไม่เป็นธรรมมันต้องคืนความเป็นธรรม ผมไม่ได้ทำความผิดอย่ามานิรโทษกรรมให้ผมนะ ผมไม่พึงพอใจถ้าจะบอกว่านิรโทษกรรมให้ผม ถ้าผมทำความผิดสิมานิรโทษกรรมให้ผมผมขอบคุณ แต่วันนี้ผมไม่ได้ทำความผิด และผมก็เชื่อว่า 109 กับ 111 เกือบทั้งหมดไม่ใช่คนที่กระทำความผิด เมื่อไม่ได้กระทำความผิดก็ไม่จำเป็นต้องไปนิรโทษกรรมให้เขา คืนความชอบธรรมให้กับเขาเท่านั้นเอง สิ่งที่ผมเรียกร้องและผู้คนเพรียกหา วันนี้ใครๆ ก็เพรียกหาความเป็นธรรม เขาถึงบอกว่าความยุติธรรมไม่มีความสามัคคีมันไม่เกิด คุณต้องให้ความยุติธรรมให้ความเป็นธรรม"

     หากในที่สุดนิรโทษกรรมบ้านเลขที่ 111 และ 109 จะกลายเป็นว่าในที่สุดนักการเมืองก็เกี้ยเซี้ยกันเอง ประชาชนไม่ได้ประโยชน์อะไร

     "ถ้าคิดแบบคนมีส่วนได้ส่วนเสียอาจจะคิดมุมนั้น ถ้ามองคิดแบบคนที่รักความเป็นธรรมอย่าไปมองเรื่องว่ากูได้เปรียบกูเสียเปรียบก็ต้องมองอีกมุมหนึ่ง เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมไม่โทษใครทั้งนั้น สุดแท้แต่ว่าเขาจะเลือกมองมุมไหนเท่านั้นเอง มองมุมไหนก็ถูกทั้งนั้นแหละ ไม่มีใครผิด แต่เราจะมองมุมไหนล่ะที่จะทำให้เกิดความปรองดองความสมานฉันท์จริงๆ"

 

'ปรองดอง'ประชาชน

     ทุกครั้งที่มีการพูดถึงการแก้รัฐธรรมนูญ พันธมิตรฯ คือกลุ่มหลักที่ออกมาคัดค้านสุดตัว รวมทั้งในครั้งนี้ โรดแม็พข้อที่ห้าของนายกฯ ก็คงไม่ง่ายอย่างที่คิด

     "ผมเป็นนักการเมือง ผมถูกสอนมานะว่าอย่าทำอะไรตามกระแส ทุกอย่างทำตามข้อเท็จจริงบนเหตุบนผล ถ้าทำตามข้อเท็จจริงที่มันเป็นปรากฏการณ์ทำตามเหตุผลมีคำตอบบอกกับสังคมได้ อย่าไปติดกับกระแส ถ้าติดกับกระแสแล้วคุณไม่ต้องทำอะไรเลย ฉะนั้นตรงนี้ผมถึงบอกว่าผมเชื่อมั่น และพวกเรา 5-6 พรรคการเมืองก็เชื่อมั่น ทุกคนเห็นสอดคล้องกัน ถึงขานรับเป็นเสียงเดียวกัน เพราะฉะนั้นผมไม่ได้คิดในทางที่ไม่ดี ว่าเฮ้ยเขามาพูดอย่างนี้ พูดเพื่อซื้อเวลาหรือให้ภาพดี ผมไม่คิด ผมเชื่อมั่นในความสุจริตใจของคนที่เป็นนายกรัฐมนตรีที่อยากจะเห็นประเทศกลับคืนสู่ภาวะปกติ อยากจะคลี่คลายวิกฤติของประเทศ ซึ่งพอออกมาตรงนั้นก็โดนใจ"

     ท่าทีคัดค้านของพันธมิตรฯ คราวนี้ค่อนข้างแข็งกร้าวต่อคุณอภิสิทธิ์แต่ไม่ค่อยมีแนวร่วมจากสังคมมากเท่าที่ควร อาจเพราะพันมิตรฯ ก็มีอีกบทบาทหนึ่งคือการเป็นพรรคการเมืองใหม่ที่เสียมากกว่าได้จากแผนโรดแม็พ

     "ผมไม่อยากมองลักษณะนั้นนะ กลุ่มพันธมิตรฯ เขาก็ตั้งพรรคการเมืองใหม่ขึ้นมาแล้ว ผมเข้าใจความรู้สึกของคนที่เป็นนักการเมือง ว่าเมื่อเป็นนักการเมืองแล้วอย่าไปมองเรื่องความได้เปรียบเสียเปรียบ เขาไม่ใช่เพิ่งตั้งพรรคการเมืองใหม่ขึ้นมาเมื่อวานนี้หรือเมื่อสัปดาห์นี้ เขาประกาศต่อสาธารณชนแล้วเมื่อเขามีองค์กรมีรูปแบบชัดเจน คณะกรรมการการเลือกตั้งรับรองพรรค ทุกอย่างแล้ว เพราะฉะนั้นผมไม่เชื่อว่าเขาจะไม่พร้อม"

      เลือกตั้งท่ามกลางความขัดแย้งที่ยังคุกรุ่นจะทำให้นักการเมืองลงพื้นที่หาเสียงกันไม่ได้

      "โรดแม็พที่รัฐบาลทำไม่ใช่รัฐบาลประกาศอย่างเดียวแล้วจบนะ รัฐบาลต้องลงมือปฏิบัติ ที่สำคัญคือประชาชน ถ้าประชาชนไม่ให้ความร่วมมือด้วย ไม่มีทางหรอกครับ ประชาชนต้องให้ความร่วมมือว่านี่คือการสมานบาดแผลในใจของผู้คนทั้งหมด ห้วงระยะเวลาที่เป็นเหตุเป็นผลว่าทำไมรัฐบาลไม่ยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ใน 15 วัน หรือ 30 วัน ผมเข้าใจ ผมเชื่อว่าเวลามันจะช่วยสมานบาดแผล คุณยุบสภาวันนี้คุณเลือกตั้งบนท่ามกลางความคุกรุ่น ท่ามกลางอารมณ์ที่กำลังจะประหัตประหารกัน อารมณ์ของคนที่กำลังจะเอาแพ้เอาชนะกัน แล้วไปเลือกตั้ง สิ่งที่พวกเรากลัวคือพรรคหนึ่งไปหาเสียงในจังหวัดหนึ่งไม่ได้ ไปหาเสียงในภูมิภาคหนึ่งไม่ได้ ถามว่าแล้วประชาชนจะได้อะไร นโยบายที่ดีๆ ตัวบุคคลที่ดีๆ จะมีโอกาสไปถึงประชาชนไหม ไปแล้วเขาก็ว่าสกัดกั้นไม่ให้มีโอกาส มันเป็นการทำลายเสรีภาพทำลายระบอบประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นจึงต้องอาศัยช่วงเวลา ซึ่งนับจากนี้ไป 6 เดือนเป็นช่วงเวลาที่น่าจะสมานบาดแผลในใจทำให้อารมณ์คนที่กำลังคุกรุ่นกันด้วยความโกรธความอาฆาตมาดร้ายต่อกันมันเย็นลง 6 เดือนนี่ผมว่าทำให้ใจคนพอสงบได้ แม้จะไม่สงบร้อยเปอร์เซ็นต์แต่ผมว่าดีกว่ายุบสภาวันนี้แล้วเลือกตั้งอีกไม่กี่วันข้างหน้า มันทำให้เวลาสมานบาดแผลและก็ความร่วมมือจากของคนทั้งประเทศที่จะยอมให้อภัย และก็คิดว่าเราจะนับหนึ่งประเทศไทยใหม่ด้วยกันแล้วนะ ละวางทั้งหมด ผมว่าเรื่องที่มันเกิดขึ้นมันสร้างรอยร้าวยังไง แบ่งสีแบ่งฝักแบ่งฝ่ายยังไง ลืมไปเสีย แล้วตอนนี้เริ่มสู่ประเทศไทยก่อน 19 กันยา ถอยหลังไปก่อน 19 กันยา ทำให้เป็นประเทศไทยที่รากเหง้า แก่นของความเป็นคนไทยคือจิตใจที่อ่อนโยน อาทรต่อกัน ให้เกียรติเคารพซึ่งกันและกัน ผมคิดว่าถ้าเรากลับมาสู่ตัวตนรากเหง้าของความเป็นไทยจริงๆ แล้วปัญหาต่างๆ มันไม่เกิดขึ้น และก็ห้วงเวลามันจะสมานบาดแผลให้คนไทยกลับไปสู่ความเป็นคนไทย"

     ปัญหาอยู่ที่ฮาร์ดคอร์ของทั้งสองฝ่าย

     "คนพวกนี้มีไม่กี่คนหรอก ผมถึงบอกว่าหัวใจสำคัญคือความร่วมมือของประชาชน ถ้าทุกคนต้องการเห็นสังคมไทยกลับไปสู่สภาพเดิมก่อนปรากฏการณ์แบ่งสีแบ่งฝ่าย ไม่จำเป็นต้องไปร่วมมือกับฮาร์ดคอร์ ไม่จำเป็นที่จะต้องไปฟังคำยุแยงว่าเฮ้ยเราต้องสีนี้เราต้องทำแบบนี้ ผมคิดว่ามีสติปัญญาและช่วงนี้ทุกคนอยากกลับไปสู่ความเป็นตัวตนของคนไทยที่แท้จริงทั้งนั้น ผมว่าก้นบึ้งของคนไทยไม่มีใครหรอกที่จะไปทำร้ายอาฆาตใคร คนไทยจริงๆ ไม่มีใครคิดหรอก มันมีฮาร์ดคอร์และผู้นำไม่กี่คนหรอก พยายามใช้สิ่งที่ตัวเองมี พรสวรรค์สิ่งที่เป็นจุดแข็ง เอาไปทำสิ่งเหล่านั้น แต่ไม่รู้หรอกว่าสิ่งทื่ทำไปมันคือการทำร้ายประเทศไทย"

     ความเข้มข้นของการเอาผิดทางกฎหมายกับแกนนำ นปช.ก็จะมีผลต่ออารมณ์ของมวลชนเสื้อแดง

     "ทางฝ่ายกลุ่มผู้ชุมนุมเขาเป็นคนพูดเองว่าเขาไม่ต้องการนิรโทษกรรม เขาขอความเป็นธรรม เหมือนกับที่ผมพูด ให้ความเป็นธรรมคืนความเป็นธรรมให้กับเขา ผิดก็ว่าผิดถูกก็ว่าถูก ปฏิบัติให้เหมือนๆ กันทุกฝ่าย ทุกฝ่ายต้องเคารพในกติ ซึ่งกลุ่ม นปช.เขาก็บอกเองว่าเขาอยากเห็นการปฏิบัติที่เป็นธรรม และปฏิบัติกับเขาไปเลย จะตั้งข้อกล่าวหาผู้ก่อการร้ายก็ตั้งไปเลยเขาไม่ว่าหรอก แต่เมื่อเข้าสู่กระบวนการไต่สวนกระบวนการยุติธรรมแล้วให้ความเป็นธรรมกับเขา ถูกก็ว่าถูกผิดก็ว่าผิด จะไปตั้งข้อหาเขามีหลักฐานมีอะไรเพียงพอไหม และการดำเนินคดีกับเขาว่ากันไปตามกระบวนการ ผมว่าเขาพึงพอใจ ดีกว่าไปใส่ร้ายป้ายสีสาดโคลนกันไปสาดโคลนกันมาอย่างนี้ มันไม่เกิดผลดีหรอก มันมีแต่จะสร้างบาดแผลในใจให้แพร่ขยายมากขึ้น และแต่ละฝ่ายๆ ต่างก็มีจุดแข็งที่จะดึงมวลชนมาได้อยู่แล้ว มันไม่เกิดผลดีกับประเทศหรอก"

     คาดกันว่ากลุ่มอำมาตย์ก็คงสร้างกลไกที่ทำให้ประชาธิปัตย์ได้เปรียบการเลือกตั้งเช่นเดียวกับครั้งก่อน

     "นั่นเป็นสิ่งที่ผมคิดว่าทุกคนต้องเอามาเป็นข้อสังเกตนะ ผมไม่เชื่อว่าอำมาตย์หรือใครก็ตามจะเข้ามาแทรกแซงการตัดสินใจของประชาชนได้ การตัดสินใจของประชาชนนั้นยิ่งใหญ่เสมอ และก็เป็นความเด็ดขาดเสมอ ใครก็เข้ามาแทรกแซงไม่ได้ แต่ที่ผมกลัวและที่พวกเรากลัวกันก็คือนอกจากการตัดสินใจของประชาชนแล้วมันยังมีองค์กรที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งเรากลัวมากกว่า"

     หมายถึงองค์กรอิสระทั้งหลาย

     "คือเรากลัวมาก กรณีอย่างที่ยุบพรรคชาติไทย เราถึงบอกว่าที่มาของคนที่เขียนรัฐธรรมนูญไม่ถูกต้อง และที่มาของคนที่มาทำหน้าที่ตรงนี้ในขณะนั้นมันก็ไม่ถูกต้อง และพอไปตัดสินขึ้นความเสียหายมันไม่ได้เกิดขึ้นกับพวกผมนักการเมืองนะ แต่ความเสียหายมันเกิดขึ้นกับระบบการเมืองการปกครองของไทย ตรงนี้ผมยกตัวอย่างมีพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งได้เสียงข้างมากเด็ดขาด แต่เขาเกิดไม่อยากให้พรรคการเมืองนั้นมาเป็นรัฐบาล คุณได้เสียงข้างมากในเบื้องแรกคุณอาจจะตั้งไป วันนี้ต้องยอมรับว่านอมินีที่เข้ามาเป็นกรรมการบริหารพรรคเต็มไปหมด ไม่อยากเป็นกรรมการบริหารพรรคแล้ว จับนอมินีคนใดคนหนึ่งขึ้นมาว่าคุณทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง และถ้าองค์กรอิสระไม่มีหัวใจที่เป็นธรรม มีจิตใจโอนเอียงที่จะเข้าข้างใดข้างหนึ่ง ตัดสินออกมาให้นอมินีได้ใบแดงซึ่งเป็นกรรมการบริหารพรรค หรือไปทำผิดกฎหมายเลือกตั้งข้อหาที่รุนแรง ส่งไปศาลรัฐธรรมนูญมันก็หนีไม่พ้นแบบเดิมนั่นแหละ ถึงแม้ว่าคุณจะได้เสียงข้างมากแต่คุณถูกยุบ คุณถูกเพิกถอนสิทธิ มันปั่นป่วนอีกไหมล่ะ ก็ต้องมาตั้งรัฐบาลกันใหม่ ก็ต้องมาตั้งพรรคการเมืองกันใหม่ ผมว่าสิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นบทเรียนนะ เพียงแต่ผมไม่อยากจะให้มองในแง่ร้ายหรือไม่อยากจะให้มองในภาพลบกับกลุ่มอำมาตย์หรือกลุ่มไหนก็แล้วแต่ ผมว่าตรงนั้นไม่น่ากลัว สิ่งที่น่ากลัวคือหัวใจที่เป็นธรรม หัวใจที่สุจริตต่อการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรอิสระ"

     ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาองค์กรที่เคยมีเครดิตในสังคมไทยควรได้บทเรียนและกลับมาสู่หลักเสียที

     "มันไม่คุ้มกันหรอกครับ ทำร้ายระบบทำร้ายการเมืองการปกครองที่คนถือว่างดงามที่สุดคือระบอบประชาธิปไตย ด้วยวิธีการแบบนี้แล้วบอกว่าทำเพื่อชาติๆ มันไม่คุ้มกันหรอก การจะทำเพื่อชาติที่ดีมีมันหลายช่องทางเยอะแยะไปหมด ไม่ใช่ใช้วิธีแบบนี้ ไม่ใช่ใช้วิธีทางการเมืองมาทำร้าย มันก็เลยจะทำให้การเมืองเป็นเรื่องของความเลวร้าย ความจริงนักการเมืองเป็นเรื่องของคนที่เสียสละ เป็นเรื่องของความงดงาม คนที่มาเป็นนักการเมืองผมต้องถือว่าเป็นคนที่มีความงดงามในใจนะ เพราะเขารู้นี่ว่าเขาจะมาแบกรับอะไร การเมืองเป็นเรื่องของความงดงามผมไม่อยากเห็นใครมาทำให้การเมืองมองดูเป็นภาพเลวร้าย"

     นายกฯ อภิสิทธิ์รับกับพันธมิตรฯ ว่าในการหารือแผนโรดแม็พมีการเสนอสูตรรัฐบาลปรองดอง เป็นการจับมือตั้งรัฐบาลระหว่างพรรคการเมืองที่ได้คะแนนอันดับ 1 และ 2 นั่นหมายถึงเพื่อไทยกับ ปชป.

     "อันนี้เป็นเรื่องของอนาคตที่ไม่มีใครบอกได้ มันจะเป็นจริงหรือไม่จริงอันนี้เราไม่รู้"

     แต่ความขัดแย้งที่เข้มข้นของสองพรรคและมวลชนทั้งสองฝ่ายสูตรนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้

     "ทฤษฎีทางการเมืองของประเทศไทยสิ่งที่คนคิดว่ามันเกิดขึ้นไม่ได้มันก็เกิดขึ้นบ่อยๆ เพราะฉะนั้นมันไม่มีอะไรแน่นอนหรอก มันก็บอกอยู่แล้วการเมืองเป็นเรื่องของผลประโยชน์ ผลประโยชน์ของพรรคการเมือง ผลประโยชน์ของนักการเมือง ผลประโยชน์ของประชาชน มันอยู่ที่ว่าเขาจะเลือกผลประโยชน์จากตรงไหนเท่านั้นเอง"

     "ปรองดองไม่ได้หมายถึงการมาเป็นรัฐบาลด้วยกัน ความปรองดองไม่ได้หมายถึงการที่จะเข้ามาแชร์กันใช้อำนาจ มาร่วมกันใช้อำนาจรัฐเพื่อให้เกิดผลกับตัวเองหรือพรรคพวกตัวเอง อันนี้ไม่ใช่ความปรองดองแล้ว ความปรองดองมันอยู่ที่ตัวของประชาชน นักการเมืองนี่จำไว้เลยไม่มีมิตรและศัตรูถาวร อันนี้ผมยังเชื่อว่ามันจะเลวร้ายยังไงก็แล้วแต่ท้ายที่สุดมันหนีสัจธรรมตรงนี้ไปไม่ได้หรอก เพราะฉะนั้นความปรองดองมันควรสร้างให้เกิดขึ้นในใจคน ในใจของพี่น้องประชาชน ความปรองดองของนักการเมืองมันพร้อมจะเกิดขึ้นได้ทุกขณะจิตถ้าผลประโยชน์มันลงตัว ความปรองดองของประชาชนเป็นเรื่องใหญ่มากกว่าความปรองดองของนักการเมือง นักการเมืองปรองดองเพื่อให้ได้อำนาจปรองดองเพื่อให้ได้ผลประโยชน์ นี่ของนักการเมืองสองกลุ่มแล้วนักการเมืองกลุ่มอื่นๆ ล่ะ ผมถึงบอกมันไม่ใช่ ความปรองดองที่แท้จริงมันต้องสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นในใจของผู้คนทั้งประเทศ ไม่ใช่ในความปรองดองของนักการเมือง ด้วยการมาฮั้วกันเลือกตั้งและก็มาจับมือกันปรองดอง เฮ้ยเราปรองดองกันแล้วนะ มึงเอากระทรวงนี้กูเอากระทรวงนี้ อันนี้ไม่ใช่ความปรองดองแล้ว"

     กว่าที่แกนนำ นปช.จะประกาศเริ่มนับสองต่อจากนายกฯ ก็ยังตั้งเงื่อนไขในรายละเอียดอยู่

     "คือบางครั้งกรอบมันออกมามันก็ดี แต่บางทีรายละเอียดเราอย่าไปมองมากเกินไป อย่างที่ผมพูดอยู่เสมอว่าเอากรอบภาพรวมใหญ่เป็นที่ตั้งก่อนและก็เอาความจริงใจที่จะให้ประเทศหลุดพ้นจากปัญหามาเป็นที่ตั้ง ผมเชื่อนะรัฐบาลก็ดี กลุ่มผู้ชุมนุม นปช.ก็ดี หรือกลุ่มไหนก็ดี ถ้าอยากให้มันจบทุกเรื่องมันจบได้ ยกเว้นแต่ว่าไม่อยากให้มันจบ ซึ่งผมก็ไม่รู้เหตุผลว่าทำไมถึงไม่อยากให้จบเพราะอะไร ผมยกตัวอย่างที่ชัดเจนเลย ภาพปรากฏการณ์เมื่อคืนวันที่ 10 เม.ย.ทุกคนกลัวมากตั้งแต่ตอนบ่ายที่เริ่มปะทะ เริ่มใช้อาวุธเริ่มมีคนบาดเจ็บ จนกระทั่งถึงสองทุ่มเหตุการณ์มันรุนแรงมากเลย ผู้คนกลัวว่าคืนนี้มีจลาจลแน่ ถึงกับผู้คนพูดกันว่าคืนนี้น่ากลัวจะมีการเผาเมือง คืนนี้น่ากลัวจะต้องล้มตายอีกเป็นเบือ แต่เชื่อไหมวันนั้นสองฝ่ายบอกว่าเฮ้ยพอแล้วนะ มีผู้คนตาย ที่บอกว่าฝ่ายทหารหยุดนะฝ่ายนี้หยุดนะ ถามว่ามันทำไมหยุดได้ ไม่ต้องมีใครมาไกล่เกลี่ยเลย ทุกคนมีสำนึกว่าถ้าปล่อยให้เหตุการณ์ไปอย่างนี้บ้านเมืองพินาศวอดวายแน่ หยุดกันนะ หยุดๆๆ มันก็หยุด คืนนั้นก็ผ่านไปได้ มันก็ถูกขีดวงอยู่แค่นั้น ตรงนี้แหละจึงเป็นสมมติฐานที่ผมเชื่อว่าถ้าอยากเลิกมันก็เลิกได้ แต่บนเหตุผลของความไม่อยากเลิกนั้นผมไม่รู้ว่าเพราะอะไร"

     ที่จริงคือบันไดลงของฝ่าย นปช.หลังจากเพลี่ยงพล้ำจากการบุก รพ.จุฬาฯ

     "ผมไม่อยากให้พูดว่าเป็นบันไดทั้งฝ่ายรัฐบาลหรือเสื้อแดง ผมคิดว่าเมื่อแต่ละฝ่ายบรรลุเป้าหมายที่ตัวเองต้องการแล้วมันก็น่าจะพอได้แล้ว คุณต้องการให้เขายุบสภาใช่ไหม เขาก็ยุบให้แล้ว เรื่องเงื่อนเวลารายละเอียดผมว่ามันเป็นรายละเอียดปลีกย่อยที่คุยกันได้ง่ายมากกว่า ถือว่าคุณบรรลุข้อตกลงที่คุณอยากได้ไหม ได้ เพียงแต่เหตุผลว่าจะให้ยุบสภาภายใน 15 วัน 30 วัน และก็ไปเลือกตั้งในอีกไม่เกิน 60 วันบนความคุกรุ่นของอารมณ์ผมว่ามันเสียมากกว่าได้ ถ้าอย่างนั้นเราต้องทอดเวลาให้ผู้คนได้ใช้เวลาตรงนั้นสมานบาดแผล"

     อารมณ์สังคมเวลานี้บีบให้ทุกฝ่ายรับแผนปรองดอง ด้านหนึ่งก็เป็นการกดดันพันมิตรฯ-เสื้อหลากสีที่ออกมาค้านด้วย

     "มันคือสิ่งที่พวกเราพยายามเรียกร้องมาตลอด บอกพอได้แล้วบ้านเมืองบอบช้ำแล้ว คุณเคยคำนึกถึงความรู้สึก คุณเคยคำนึกถึงหัวอกของคนไทยไหมในขณะนี้ว่าเขาเจ็บปวดขนาดไหน คุณก็อ้างประชาชนทั้งนั้นแหละ แต่บนความแท้จริงแล้วประชาชนอีก 60 ล้านคนรับรู้กับสิ่งที่คุณได้ทำมากน้อยแค่ไหน อะไรคุณก็อ้างเขาๆ วันนี้สิ่งที่เขาต้องการจริงๆ คุณเลิกกันสิ ทำประเทศไทยให้กลับสู่ภาวะปกติสิ อย่าตั้งแง่ตั้งงอนต่อกันเลย วันที่ 5 พ.ค.ที่ผ่านมาทุกคนก็เริ่มดีใจว่าเออเริ่มสมานในใจแล้วเริ่มมีอะไรดีขึ้นแล้ว วันนี้ทุกฝ่ายอยากจะให้บรรยากาศเป็นเหมือนวันที่ 5 พ.ค.เกิดขึ้นอีกรอบหนึ่ง เกิดขึ้นเร็วๆ นี้ และก็เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน วันนี้อย่าตั้งแง่ตั้งงอนเลยขอละ"

     เรามักเป็นแบบนี้ พักรบในวาระพิเศษแล้วก็รบกันต่อ

      "อยากให้พักแบบยั่งยืนและก็ทำใจให้รักกัน วันนี้คุณถามหัวใจคนไทยทั้งหมดสิว่าเขาต้องการอะไรแล้วคุณมาเป็นตัวแทนของคนไม่กี่คน กลุ่มหนึ่ง แล้วบอกว่าต้องการอย่างนี้ๆ คุณเคยถามหัวใจคนไทยทั้งหมดไหมว่าเขาคิดยังไง ถ้าคุณต้องการและคุณแคร์ความรู้สึกในใจของคนคุณต้องละวาง คุณอย่าตั้งแง่ตั้งงอนเลย วันนี้ได้เริ่มต้นสู่ประเทศไทยใหม่เถอะ อย่าไปคิดว่าตรงนี้ได้ ตรงนี้เสีย  ตรงนี้ฮั้วกัน ผมพูดอยู่เสมอว่าระบอบประชาธิปไตยอย่าเอาหมดและก็อย่าเสียหมด อย่าได้ 100 และก็อย่าเสีย 100 มันต้องมี ไม่ใครหรอกได้ 100 เสีย 100 มันต้องมีได้บ้างเสียบ้าง และก็ยอมรับ เฮ้ยคนไทยรากเหง้าจริงๆ ของพวกเราคือจิตใจที่อ่อนโยน เมตตาต่อกันให้เกียรติซึ่งกันและกัน ผมว่ายึดหลักตรงนี้ได้มันก็จบ"

     ทั้งรัฐบาลและ นปช.ต้องเอาใจแม่ยกที่ยังอารมณ์ค้าง

     "ถ้าทำอะไรตามกระแสคุณไม่ต้องทำแล้ว ยึดในสิ่งที่เป็นผลประโยชน์ของประเทศชาติ คุณลงมือปฏิบัติไปเลยคุณอภิสิทธิ์ คุณพูดแล้วคุณทำเลย แล้วลองดูสิว่าประชาชนเขาจะตอบรับคุณไหม เป็นนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตยท่านฟังทุกเสียง ซึ่งอันนี้ผมว่าเป็นจุดที่ดีนะ แต่อำนาจการตัดสินใจเด็ดขาดอยู่ที่ตัวท่าน ฟังได้ว่าใครเป็นยังไงๆ แล้วท่านตั้งใจจะทำยังไง ถ้าเอาผลประโยชน์ของประเทศเป็นตัวตั้ง เอาสิ่งที่ประชาชนคนไทยทุกคนอยากจะเห็นเป็นตัวตั้งผมว่าเดินไปตามทิศทางนั้นน่ะถูกแล้ว เราต้องยอมรับอย่างหนึ่งท่านนายกฯ ท่านมีจุดแข็งในเรื่องของความเป็นนักประชาธิปไตย ท่านรับฟังและเลือกที่จะใช้การเจรจา อย่างไทม์ที่เขียนวิเคราะห์ผมว่าให้ท่านนายกฯ อิงอันนั้นแหละ นี่คือคนต่างประเทศที่เขามองคนไทยนะ เขาไม่ใช่เสื้อเหลืองไม่ใช่เสื้อแดงนะ เขาไม่มีสี และเขาก็มองจากคนที่รักและปรารถนาดีต่อประเทศไทยเช่นกัน ผมคิดว่าสิ่งที่เขามอง นายกฯ ต้องเอามาใช้"

      บทวิเคราะห์ของไทม์ระบุว่าแผนโรดแม็พทำให้คุณอภิสิทธิ์กลับมายืนอยู่ในฝ่ายได้เปรียบ และเป็นรัฐบุรุษในสายตาประชาชน หากบันได 5 ขั้นเพื่อความปรองดองทำได้จริง

     "โพลล์สำรวจออกมาเขาเห็นด้วยกับแนวทางนายกฯ แม้แต่สื่อต่างชาติที่ถือว่าเป็นยักษ์ใหญ่ทรงอิทธิพลอันหนึ่ง เมื่อเขาวิเคราะห์ว่าเป็นอย่างนี้แล้วมันน่าจะเป็นกำลังใจให้นายกฯ เห็นว่าเออจะต้องเลือกปฏิบัติอย่างนี้ วันนี้ผมก็ชื่นชมนะที่ตลอดเวลาท่านใช้ความอดทนมาโดยตลอดในการที่ไม่ต้องการเห็นคนไทยเผชิญหน้ากัน ท่านก็พยายามหลีกเลี่ยง พยายามอดทนอดกลั้นมาโดยตลอด".



flag counters
ไฟร์ฟอกซ์ ปลอดภัย ฟรี Download Firefox  | RSS feeds  | ทันข่าว ทันเหตุการณ์