Sunday X-Cite X-Cite Kidz Tabloid
Subscribe to Thaipost
JPEG || PDF
Download

พึงกะดู : ภูกระดึง ปรัชญาเรียบง่ายใต้เงาสน


มีคนถามตลอดทางว่านี่เป็นครั้งแรกใช่ไหมที่ขึ้นภูกระดึง เราบอกว่าใช่

คนถามถามต่ออีกว่า อายุเท่าไหร่ บอกเฉียดห้าสิบแล้ว อีกแค่สองปีเท่านั้น

ทุกคนร้องโอ้โห โดยนัยยะคือห่วงว่าจะไปรอดไหมเนี่ย ประกอบกับท่าทางที่แสนกะปลกกะเปลี้ยซะขนาดนั้น

แต่เชื่อไหมการเดินทางขึ้นภูกระดึงนี่ให้อะไรเรามากกว่าที่คิดไว้หนักหนา และใหญ่ที่สุดก็เห็นจะเป็นการคาดคะเน การเตรียมความพร้อม ความไม่ประมาทในทุกสรรพสิ่ง ให้เล่นคำลงตัวกับคำว่าภูกระดึง ก็เห็นจะเป็นคำว่าพึงกะดูนี่แหละ คือคำว่ากะนี่คนรุ่นเก่าจะเป็นที่เข้าใจกันว่าต้องรู้จักการประมาณตนนั่นเอง

มนุษย์เราทำอะไร หากนำตัวเองไปเปรียบเทียบกับผู้อื่นก็ต้องถือว่าพ่ายแพ้ตั้งแต่เริ่มต้น หรือยังไม่ออกเดินทางแล้ว เพราะการเปรียบเทียบนำไปสู่การแข่งขัน การเอาชนะ ความเสียใจที่พ่ายแพ้ ความรู้สึกว่าตัวเองแย่กว่าคนอื่น ไม่ใช่คิดมุมเดียวว่า เห็นเขาขึ้นได้ เราก็ต้องขึ้นได้

เราจะไม่มีวันได้เป็นตัวของตัวเองเลย หากเราเปรียบเทียบและพยายามที่จะให้เท่าเทียมกับคนอื่น หรือพยายามที่จะเป็นคนอื่น

การจะขึ้นไปสู่ที่พักที่อยู่ด้านบนของภูกระดึงได้ ต้องใช้วิธีการเดินอย่างเดียวเท่านั้น บางคนอาจเดินช้า บางคนอาจอวดว่าข้าเจ๋ง เดินไปวิ่งไป โดยเฉพาะบรรดาหนุ่มสาวทั้งหลายที่เริ่มต้นยังมีเรี่ยวแรงแข็งขันอยู่

ส่วนสัมภาระนั้นมีลูกหาบช่วยแบกไป ลูกหาบแต่ละคนหลังไหล่ก็ปูดโปน น่องโป่ง มีทั้งหญิง-ชายและเด็ก ซึ่งทุกคนต่างก็ต้องใช้ปรัชญา "พึงกะดู" ด้วยกันทั้งสิ้น ต้องกะ ต้องประมาณเอาว่าจะแบกกี่กิโล

ตลอดระยะทางขึ้นเป็นเนินค่อยๆ ชันขึ้นทีละนิด แต่ละขั้นมีส่วนผสมของดิน หิน กรวด ทราย กิ่งไม้ เรียกว่าต้องใช้สติดูให้ดีไม่งั้นมีสิทธิ์เตะรากไม้ กิ่งไม้หน้าคว่ำได้ง่ายๆ

น่าสังเกตว่าการเดินในระยะแรกมีเสียงพูดคุยเฮฮาดังลั่น เสียงกดชัตเตอร์กระหน่ำกันแบบไม่ยั้ง กว่าจะผ่านแต่ละขั้นใช้เวลาพินิจพิจารณาสิ่งที่อยู่สองข้างทาง ทุกอย่างดูน่าตื่นเต้นไปหมด

ช่วงแรกของการเดินทางหลายคนยังใช้ปรัชญา พึงกะดู ไม่แจ่มชัด เพราะยังห่วงสมบัติทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นน้ำ ขนม กล้องถ่ายรูปผ้าเช็ดหน้า ไม่ยอมฝากลูกหาบขึ้นไป เพราะคิดว่าถือได้

สำหรับดิฉันนั้นต้องขอสารภาพอย่างไม่อายเลย เพราะไม่รู้จะอายไปทำไมในเมื่อมันเป็นความจริงทุกประการ

แรกๆ ยังถือสะพายกระเป๋า ใส่หมวก ถือขวดน้ำ แต่พอเริ่มต้นไปสู่จุดหมายแรกก็แทบขาดใจเสียแล้ว "ซำแฮก"

ออกเดินไปได้ไม่นาน ใจเต้นโครมๆ เหมือนจะออกมานอกอก ตัวเย็นเจี๊ยบ หน้ามืด ดวงตาพร่าพรายไปหมด เหงื่อไหลพลั่กราวกับเอาน้ำราดตัว ตัดสินใจนั่งทรุดลงที่ก้อนหิน แล้วปล่อยให้ทุกคนเดินนำหน้าไปก่อน ถอดกระเป๋า ถอดหมวก แม้กระทั่งกล้องถ่ายรูปส่งให้หลานชายช่วยถือ

ยอมยกธงขาวตั้งแต่แทบจะยังไม่ได้ขึ้นชก หลานๆ ตัวเล็กหัวเราะกันคิกคักชอบใจ แล้วก็เดินผ่านไป เหลือแต่สามีไว้ให้คอยดูแล นี่กระมังที่เขาพูดกันนักหนาว่า ถ้าคนมีความรักละก็ มาขึ้นภูกระดึงแล้วต้องพึงกะดูให้ดีๆ หากกลับไปไม่แต่งงานกันก็เลิกกันไปเลย

เพราะในโมงยามแห่งความยากเข็ญนี้เอง ที่ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าทำท่าจะมาแซงหน้าความหวานแหวว แอ๊บแบ๊วเสียแล้ว เข้าข่ายเธอทำไมต้องมาเป็นภาระให้ฉัน เพราะลำพังฉันเองก็จะขาดใจตายอยู่แล้ว

ดิฉันเองนั่งอยู่พักใหญ่ ปล่อยให้สายลมเย็นพัดจนเหงื่อแห้ง หัวใจที่ตูมตามแทบระเบิดค่อยๆ ลดลงมากลายเป็นเสียงเต้นติ๊กตอกตามปกติแล้วจึงลุกขึ้นใหม่

คราวนี้ใช้วิธีใหม่ ตั้งสติไว้ที่เท้าทั้งสอง ซ้าย ขวา ซ้าย ไม่นึกว่าอีกนานแค่ไหนจึงจะถึงที่หมาย ค่อยๆ ไปทีละก้าวๆ ใช้วิธีคิดแบบนี้แหละเลยทำให้สามารถขึ้นมาถึงซำแฮกได้ แบบไม่แฮกมากนัก

ซำแฮกเปรียบเสมือนจุดพักจุดแรก มีร้านขายของ ร้านของกิน ขนม น้ำอัดลม เครื่องดื่มชูกำลังแบบครบถ้วน เลยเป็นข้อแนะนำเลยว่าใครที่คิดจะไปภูกระดึงนั้น ไม่ต้องหอบขนม หอบน้ำไปให้เมื่อย เอาแต่ตัวเองกับสตางค์ในกระเป๋าไปก็พอแล้ว ที่เหลือไปกระจายรายได้ให้ชาวบ้านในย่านนั้นกันบ้างเถอะ

มาเที่ยวบ้านเขา เขาก็เป็นเจ้าบ้านที่ดี เพราะฉะนั้นอย่ามัวแต่ประหยัดเกินเหตุ ไม่ซื้อสินค้า ไม่อุดหนุนของที่ระลึก แล้วยังไม่พอ เอาขยะไปเพิ่มให้เขาเสียอีก

ถึงยุคนี้โลกเปลี่ยนไปแล้ว ความคิดเรื่องท่องเที่ยวก็เปลี่ยนไปด้วย คนเป็นเจ้าของบ้านก็ควรต้อนรับให้แขกอบอุ่นใจอยากกลับมาเยือน ส่วนคนไปเยือนก็อย่าลืมกระจายรายได้ให้ท้องถิ่นเขาบ้าง

โลกมันถึงจะน่าอยู่ เพราะต่างพึ่งพาอาศัยกัน

แต่ที่แน่ๆ ปรัชญาที่ได้โดยไม่ต้องคิด คือการพึงกะดู ให้รู้ว่าความพอประมาณของเรานั้นอยู่ที่ใดกันแน่

พึงกะดูที่ภูกระดึง ก็เป็นปรัชญาเรียบง่ายจากใต้เงาสนเพราะเหตุนี้.

……………………………………………………….



flag counters
ไฟร์ฟอกซ์ ปลอดภัย ฟรี Download Firefox  | RSS feeds  | ทันข่าว ทันเหตุการณ์