แม้ว่าอินเทอร์เน็ตจะเป็นสื่อใหม่ท้าทายและก็ดูเป็นภัยคุกคามอำนาจรัฐ เอาเข้าจริงแล้วถ้าสังคมนั้นยังไม่ได้มีดีกรีของการตรวจสอบถ่วงดุลดีพอ การใช้อำนาจรัฐยังไม่มีการตรวจสอบที่ดีพอ สุดท้ายรัฐเองก็ใช้อินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือในการไล่ล่าและตามหาคนที่คิดต่างกับรัฐได้ง่ายขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำไป...ท้ายที่สุดคุณจะจับไหวเหรอ เป็นร้อยเป็นพันคนจะสร้างคุกไหวเหรอ นอกจากจะสร้างคุกไซเบอร์ จำกัดในโลกออนไลน์ ห้ามเล่นเน็ต ถ้าจับได้แค่บางคนมันก็ไม่ได้ผลอยู่ที่ดี คนที่ถูกจับก็เป็นเหยื่อ
ถ้ารัฐจะบอกว่าประชาชนไม่มีเสรีภาพ เรื่องนี้ก็ต้องพูดกับเขาตรงๆ ไปเลยว่าคุณอาจจะถูกจับได้ เพราะว่าเราสืบค้นแบบนี้ๆ คุณไม่มีความเป็นนิรนามนะ คุณไม่มีเสรีภาพที่แท้จริง ประชาชนชนส่วนหนึ่งเขาจะได้รู้และเขาจะได้ไม่ทำ ก็บอกเขาว่าประเทศเรายังไม่พร้อมพอที่จะเป็นสังคมเปิด เราจะได้ยอมรับว่าเราอยู่ในสังคมที่มีขีดจำกัด และ protect ตัวเองได้ แต่ทุกวันนี้มันอึมครึม มุมหนึ่งเราจะประชาธิปไตย เราก็มีเสรีภาพนะ แต่ว่าใช้ในนามของความมั่นคง มันเลยคลุมเครือ
ในโลกออนไลน์วันดีคืนดีเราอาจจะถูกเสียบประจานโดยไม่รู้ตัว เมื่อจู่ๆ เปิดเฟซบุ๊กแล้วเจอหน้าตัวเองพร้อมที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ แถมด้วยข้อความเรียกร้องให้สังคมช่วยกันแซงก์ชั่น นี่เองทำให้เหล่าชาวเฟซบุ๊กต้อง Skip เพื่อนไปหลายคน เลือกที่จะคุยกับคนที่มีความคิด-อุดมการณ์เดียวกัน ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็น เหยื่อ ของขบวนการไล่ล่าผู้ที่คิดไม่ตรงกับรัฐ...มาร์ค เอเอฟ น่าจะเป็นเคสล่าสุด แต่บังเอิญว่ากระแสมันตีกลับ คะแนนโหวตดันพุ่ง (ถ้าไม่มีข้อสงสัยว่าเป็นแผนโปรโมต นี่ก็คือการแสดงออกของเสรีภาพที่ถูกกดทับของคนเสื้อแดง)
สุภิญญา กลางณรงค์ รองประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) ที่หันมาเคลื่อนไหวเสรีภาพสื่ออิเล็กทรอนิกส์ในนามเครือข่ายพลเมืองเน็ต ขอทวิตถึงรัฐว่าการไล่ปิดไล่จับไม่ใช่วิธีแก้ปัญหา เพราะท้ายที่สุดก็ไม่สามารถปิดกั้นได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ยกเว้นว่าจะเลือกเป็นเผด็จการเต็มรูปแบบ
ขบวนการไล่ล่าออนไลน์
"หลังจากไม่ได้สอนที่มหิดลประมาณต้นปี 2551 ก็กำลังตัดสินใจว่าจะไปเรียนต่อปริญญาเอกดีหรือว่าจะทำอะไรดี พอดีกลุ่มเพื่อนๆ ที่เราติดต่อกับกลุ่มพลเมืองเน็ตอยู่แล้ว ตั้งแต่ที่มีประกาศ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 2550 ซึ่งก็เป็นงานสืบเนื่องจาก คปส.ด้วย ประกอบกับการควบคุมอินเทอร์เน็ตมันหนักขึ้นเรื่อยๆ และมันมีเคสคนถูกจับ เราก็รู้สึก sensitive มาก เพราะเราเคยถูกฟ้อง แต่เราไม่เคยติดคุก ก็เห็นคนถูกจับเพราะอินเทอร์เน็ต ซึ่งหลายเคสที่ไปตามเขาก็เป็นประชาชนทั่วไป ใช้ชีวิตปกติ แต่พอออนไลน์เขาจะเป็นอีกแบบหนึ่งที่เรียกว่าอัตลักษณ์ออนไลน์ คือมุมหนึ่งเราก็มองว่าเป็นการแสดงออกของคนในสังคม เป็นการระบายออก จะถูกผิดค่อยว่ากัน แต่เขาระบายออกโดยที่เขาไม่รู้ว่าเขาจะถูกจับได้ เพราะเขาเข้าใจมาตลอดว่าสื่ออินเทอร์เน็ตเป็นเรื่องนิรนาม เราก็สนใจศึกษาเรื่องนี้ อินเทอร์เน็ตมันเป็นสื่อใหม่ หรือมันเป็นสื่อมวลชน หรือมันเป็นโลกหรือมันเป็นพื้นที่ส่วนตัว หรือพื้นที่สาธารณะ ในเรื่องเสรีภาพเราจะใช้แบบสื่อเก่าได้ไหม การกำกับดูแลจะแบบไหนอย่างไร และสุดท้ายความเป็นนิรนามที่บอกว่ามีเสรีภาพมากมันจริงหรือเปล่า ส่วนตัวมีความคิดว่าการแสดงออกทางความคิดไม่ใช่อาชญากรรมร้ายแรง มันน่าจะมีวิธีอย่างอื่นที่จะแก้ปัญหากันได้ เพราะเราคิดว่าเรื่องอะไรในสังคมที่มันเกินไปไม่เหมาะสมมันน่าจะมีวิธีอื่นดีกว่าการจับคนเข้าคุก ก็มาเจอกับเพื่อนๆ หลายคนที่เป็นบล็อกเกอร์ สฤณี อาชวานันทกุล อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล เมื่อก่อนเราไม่เคยเป็นบล็อกเกอร์ ตอนหลังก็เริ่มเป็น ก็เลยทำโปรเจ็กต์ที่จะติดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์เรื่อยมา"
"อินเทอร์เน็ตนี่มีคนเคยเปรียบเทียบว่าเป็นนวัตกรรมที่มันท้าทายสังคมมาก มันเป็นตัวป่วนสังคมก็ว่าได้ แต่ว่าในความเป็นตัวป่วนนั้นมันก็มีคุณค่าของมัน และโดยเฉพาะมันเป็นตัวป่วนท้าทายมาตรฐานทุกอย่างหมดเลย อำนาจ มาตรฐานจารีตประเพณี กรอบส่วนตัวส่วนรวมมันเบลอไปหมดด้วยนวัตกรรมอินเทอร์เน็ต แต่ว่ามันก็สร้างสรรค์หลายอย่าง มันดูทำให้โลกนี้ปั่นป่วน แต่มันก็มีคุณูปการหลายอย่าง ขึ้นอยู่กับว่าเราจะอยู่กับมันอย่างไร เพราะในอนาคตมันจะมีคนเข้าถึงอินเทอร์เน็ตมากขึ้น มันไม่มีทางน้อยลง เว้นแต่รัฐนั้นๆ จะเฉียบขาดในการควบคุม แต่แม้กระทั่งจีนถึงจะคุมหนัก แต่คนเข้าถึงอินเทอร์เน็ตก็เยอะขึ้น เพียงแต่ว่าอาจจะมีเสรีภาพน้อย"
"ฉะนั้นเราจะอยู่กับสื่ออินเทอร์เน็ตอย่างไรไม่ใช่แค่มิติทางการเมืองเท่านั้น มีทั้งวัฒนธรรม ความสัมพันธ์ชายหญิง สื่อมวลชนกระแสหลักก็ถูกท้าทาย ความเป็นส่วนตัวมีหรือไม่ บางคนบอกว่ามาเรียกร้องอะไรเรื่อง privacy ในอินเทอร์เน็ตมันไม่มีหรอก คุณโพสต์อะไรในเฟซบุ๊กในทวิตเตอร์มันก็ไม่ private แล้ว แม้คุณจะบอกว่าเฮ้ยแค่อยากให้คนบางคนรู้ แต่เมื่ออะไรเข้าสู่ระบบแล้วมันเป็น public space อะไรอย่างนี้มันก็เลยเถียงกันไม่จบ"
เป็นภัยความมั่นคงแบบใหม่ในสายตารัฐ
"แต่เขาก็ปฏิเสธมันไม่ได้ เพราะเขาก็ได้ใช้ประโยชน์จากมัน และในมุมหนึ่งถ้าเรามองอีกแง่หนึ่งในสังคมที่ยังไม่เปิดมาก เคยอ่านบทความต่างประเทศเขายกกรณีอิหร่านมันมีปรากฏการณ์คนใช้ทวิตเตอร์ใช้อะไรลุกฮือขึ้นมาก็จริง แต่ว่ารัฐบาลในประเทศที่มีการควบคุมเข้มแข็งเขาก็กลับใช้อินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือในการไล่ล่าง่ายขึ้น เพราะว่ามันออนไลน์ เมื่อก่อนสมมติว่าไปแจกใบปลิวหรือแม้กระทั่งเป็นซีดีมันหาตัวไม่ได้นะว่าใครทำ แต่พอทุกอย่างมันเข้าสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์มันสาวได้หมดเลย อยู่ที่ไหนมันเช็กได้หมด อาณาจักรอิเล็กทรอนิกส์สุดท้ายมันก็อยู่ในกรอบของมัน คือคนที่คุมระบบก็ต้องรู้ และถ้ารัฐออกกฎหมายที่สามารถค้นข้อมูลได้จากระบบโดยที่ไม่ต้องมีอะไรมารองรับยิ่งไปกันใหญ่เลย และถ้าประชาชนที่ใช้อินเทอร์เน็ตไม่ได้มีความรู้มากพอก็จะถูกละเมิดสิทธิ์ได้ คือในทางกลับกันแม้ว่าอินเทอร์เน็ตจะเป็นสื่อใหม่ท้าทายและก็ดูเป็นภัยคุกคามอำนาจรัฐ เอาเข้าจริงแล้วถ้าสังคมนั้นยังไม่ได้มีดีกรีของการที่มีการตรวจสอบถ่วงดุลดีพอ นิติรัฐการใช้อำนาจรัฐยังไม่มีการตรวจสอบที่ดีพอ สุดท้ายรัฐเองก็ใช้อินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือในการไล่ล่าและตามหาคนที่คิดต่างกับรัฐได้ง่ายขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำไป"
เหมือนวิธีที่รัฐใช้อยู่ขณะนี้
"ใช่ ตอนแรกเรามองว่า social network เป็นปรากฏการณ์ใหม่ ประชาชนจะต้องมาหลบกันใช้เสรีภาพแน่เลย เพราะพอ social media facebook คนที่ถูกปิดเว็บบ้าง บล็อกถูกปิดบ้าง ก็จะมาใช้ facebook ก็จำกัดเฉพาะคนที่ตัวเองคุ้นเคยและคุยกันเต็มที่ เป็นช่องทางใหม่ของเสรีภาพ แต่เอาเข้าจริงแล้วกลายเป็นว่าหาตัวได้ง่ายขึ้น identified ตัวเองเต็มที่แม้คิดว่าจะมีแต่เพื่อนตัวเอง แต่มันไม่มีอะไรที่คุมได้หรอก มัน identified ถึงกันได้หมดเลย บางคนถึงไม่ยอมเป็นเพื่อนกับบางคน เพราะกลัวจะถูกเชื่อมโยง โดยเฉพาะคนที่เป็นแกนนำทางการเมืองคนสำคัญที่รัฐไล่ล่าอยู่ บางคนอาจจะอยาก add หรือเป็นเพื่อนกันก็ถึงกับไม่ add ก็มี หรือไม่กล้าเข้าไปเป็น fan page อันนั้นอันโน้น เพราะ panic ว่าไป join group นั้น group นี้ก็จะถูก identified ง่ายขึ้น และที่สำคัญมันมีปรากฏการณ์ social sanction ขึ้นมา ชุมชนอินเทอร์เน็ตเขาไล่ล่ากันเองได้มากขึ้นสำหรับคนคิดเหมือนกันและคนคิดไม่เหมือนกัน ไล่ล่ากันมากขึ้น มันเป็นปรากฏการณ์ของโลกอิเล็กทรอนิกส์ที่มัน search หากันได้ง่ายขึ้นมาก ใครเป็น fan page ใครก็ไล่ดูไปเรื่อยๆ ก็เจอ แค่เอารูปมาโชว์เอาความเห็นมาแปะ คนที่ไม่ชอบใครก็มาเฮว่ากันได้ไม่ว่าจะฝ่ายไหนก็ตาม มันกลายเป็นเครื่องมือในการไล่ล่า ไม่ว่าจะรัฐไล่ล่าประชาชน หรือว่าประชาชนไล่ล่ากันเอง สำหรับคนที่คิดต่างกัน และก็คิดว่าไม่สามารถจะยอมรับกันได้จะต้องแสดงออกบดขยี้เพื่อที่จะประณามคนที่คิดไม่เหมือนกัน และมันมีผลกระทบที่สูงมาก เพราะอะไรที่อยู่ในอินเทอร์เน็ตแล้วมันอยู่ตลอดกาล รวมทั้งที่สำคัญมันกระทบความเป็นส่วนตัว มีการโพสต์ชื่อบิดามารดา เบอร์โทร บ้านเลขที่ ส่งต่อๆ ไป ก็เป็นปรากฏการณ์ที่สะท้อนอะไรของสังคมไทยที่น่าตกใจ"
ปรากฏการณ์ social sanction ช่วยให้รัฐได้เปรียบ
"ก็กลายเป็นว่าไอซีทีเองก็พยายามปิดกั้นเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสม แต่ก็เป็นเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสม เพราะมีการใช้คำรุนแรงของฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง ขณะเดียวกันเมื่อมี social sanction กลุ่มที่อาจจะเชียร์รัฐหรือว่าช่วยด่าฝ่ายตรงข้ามแทนรัฐ ไม่ว่าจะเป็นถ้อยคำรุนแรงหรือละเมิดสิทธิส่วนบุคคลอย่างไร รัฐก็ไม่เห็นจะออกมาพูดเลยว่ากรณีนี้จะต้องมีมาตรฐานเดียวกันด้วย อย่างกรณีน้องมาร์ค AF มีการตั้งคำถามกันในอินเทอร์เน็ตว่าถ้าน้องคนนี้เปลี่ยนชื่อคนที่เขาพูดถึงจากมาร์คเป็นแม้ว โดยที่ข้อความเหมือนเดิมเลย ถามว่าปฏิกิริยาของคนกลุ่มที่ว่าเขากับกลุ่มที่ชอบเขาจะสลับข้างกันไหม สำหรับกลุ่มที่ด่าเขาอยู่สมมติเขาเปลี่ยนจากมาร์คเป็นแม้ว แทนที่เขาจะถูกด่าอาจจะกลายเป็นฮีโร่ ขณะกลุ่มที่โหวตไปเชียร์เขาก็อาจจะด่าว่ารับใช้อำมาตย์ เลยกลายเป็นว่าสังคมไทยทำไมเราไม่ยอมรับมาตรฐานเดียว เราไม่ยอมรับหลักการ"
นายกฯ ในฐานะผู้นำประเทศไปสู่บรรยากาศปรองดอง ก็ควรชี้นำสังคมให้ใช้สติและเหตุผล ไม่ใช่เลือกนิ่งเงียบต่อคำถามนักข่าว
"ถ้ามองว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่ ก็ต้องบอกว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่ เป็นนายกรัฐมนตรีมันก็ต้องมีคนวิจารณ์กันบ้าง และเด็กอายุ 17-18 มันเป็นวัยของเขา แต่เราไม่ได้บอกว่าเราสนับสนุนการใช้ภาษาของเขานะ แต่ถามว่ามันผิดกฎหมายผิดจริยธรรมไหม มันก็อยู่กับว่าเป็นจริยธรรมของใคร และถ้าเป็นกฎหมายการวิจารณ์นายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นบุคคลสาธารณะมันก็อยู่ในวิสัยที่มันอาจจะไม่เหมาะสม ไม่เหมาะสมในที่นี้ก็ขึ้นอยู่รสนิยมและจริยธรรมแต่ละคน แต่เมื่อมันกลายเป็นประเด็นทางการเมืองก็กลายเป็นว่าทุกอย่างมันเอามาเล่นได้ทุกเรื่อง ก็เชื่อมโยงกับเรื่อง cyber scout ได้เหมือนกัน ถ้าเรามองว่ารัฐบาลพยายามจะดึงเยาวชนมาเป็นแนวร่วมทางการเมือง และถ้าเรามองอีกฝ่ายว่าทำไมทรูสร้างกระแสเรตติ้งจากเรื่องนี้ เรื่องเด็กกับการเมือง จะเกี่ยวไม่เกี่ยวก็ไม่รู้นะ แต่เรื่องมันก็ถูกโยงเป็นการเมืองกันไปหมด ซึ่งเมื่อก่อนเด็กๆ ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องมาก ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่แสดงว่าสังคมไทยตอนนี้มันถูกเขย่าแรงจริงๆ ทุกองคาพยพเลย อยู่กันไม่สุข พออยู่ไม่สุขแล้วเราจะคาดหวังว่าจะให้ทุกคนคิดเหมือนกันหมด สงบเสงี่ยมเรียบร้อยมันเป็นไปไม่ได้แล้ว ถามว่าเราจะทำอย่างไร เราจะหยุดอย่างไร เราจะสมานฉันท์ปรองดองที่เป็นแนวเดียวกันอย่างไร ก็ยังคิดไม่ตกนะ คือมันขัดแย้งกันแรงขนาดนี้มันจะอยู่กันอย่างไร และทุกเรื่องมันกลายเป็นไม่ใช่มาตรฐานเดียว และถูกอารมณ์ตัดสินและพยายามจะอธิบายความ คือถ้าทำอย่างนี้เป็นพวกเดียวกันฉันทำได้ เป็นฮีโร่ ไม่ว่าจะใช้ภาษาหยาบคายแค่ไหน แต่ถ้าด่าคนที่เราเกลียด ไม่เป็นไร แต่ถ้าด่าคนที่เรารัก เลวร้าย อย่างนี้เด็กก็จะงงว่าผิดตรงที่ใช้ภาษาหยาบคายหรือมันผิดที่ด่าคนผิด"
"บางคนก็บอกว่าไปยุ่งกับเด็กทำไม เหมือนผู้ใหญ่ไปผลักภาระให้เด็กช่วยไล่ล่าเว็บที่ไม่เหมาะสม ซึ่งในความเข้าใจเราก็คือเว็บทางการเมืองแหละ และเด็กเองเท่าที่ฟังเขามาให้สัมภาษณ์ เขายังไม่ชัดเลยว่าเว็บที่ไม่เหมาะสมคืออะไร ถ้าเป็นเว็บโป๊อย่างเด็กมหาวิทยาลัยแม่โจ้เขาก็พูดน่าสนใจว่า ถ้าเด็ก ม.1 จะไปหาเว็บโป๊เปลือยเจอเหรอ หรือถ้าเขาหาเจอมันจะเป็นการชี้โพรงให้กระรอกหรือเปล่า ไปฝึกให้เขาหาหรือเปล่า และถ้าเป็นเว็บการเมือง บางอย่างอะไรที่มันซับซ้อน คำที่เป็นสัญลักษณ์เปรียบเทียบเขาจะเข้าใจไหม แตงโม-มะเขือเทศ เด็กจะรู้เหรอ กลายเป็นว่าเราผลักภาระที่มันยากเกินไปให้กับเด็ก ฉะนั้นเด็กก็ต้องมาถามผู้ใหญ่ และผู้ใหญ่ก็คือรัฐบาล มันก็ขึ้นอยู่กับรัฐบาลจะใส่ข้อมูลอะไรกับเด็ก แล้วอินเทอร์เน็ตมันไร้พรมแดน เว็บที่มันปิดอยู่ที่บ้านเราที่อื่นก็ดูได้ กลายเป็นว่าคนข้างนอกรู้ว่าเมืองไทยมีดีเบตกันเรื่องอะไร แต่คนไทยไม่รู้ คือสากลเขารู้ แต่เราไม่รู้"
"พออธิบายอย่างนี้คนที่เขาเชื่อในกรอบศีลธรรมความงามความดีความชั่ว เขาจะโต้แย้งว่ามันก็ต้องเลือกระหว่างความดีกับความชั่ว แต่ความดีความชั่วในสังคมมันก็ในเรื่องการเมือง มันวัดจากมากมันต่างจากเรื่องศีลธรรมประจำตัว ซึ่งเอามาตรฐานศีลธรรมของแต่ละคนไปวัดคนอื่นก็ไม่ได้ แต่พอเป็นเรื่องการเมืองปุ๊บมันต้องอยู่ด้วยกติกา จะเรียกว่ากฎหมายหรือจะเรียกว่าจริยธรรมรวมที่สังคมจะยอมรับร่วมกัน แต่ขณะเดียวกันก็ต้องมีความอดทนอดกลั้นและเคารพสิทธิคนอื่นด้วย จะใช้กรอบจริยธรรมส่วนบุคคลบางอย่างมาวัดมันก็ไม่ได้ นักการเมืองที่ทำผิดกฎหมายบางอย่างอาจจะมีคนชอบและไม่ชอบคนนั้น แต่ว่าก็ต้องให้เขารับผลทางกฎหมายก็ว่าไป แต่คนที่ไปชอบหรือเชียร์เขาต้องมองนิดหนึ่งว่าอย่าบังคับข่มขืนโคเขาให้กินหญ้า สังคมไทยตอนนี้มันไม่ใช่แค่ว่าเราเกลียดคนที่เราเกลียด แต่เราเกลียดคนที่ไม่เกลียดเหมือนเราด้วย มันทำให้ปัญหาซับซ้อนขึ้น"
สภาพความเป็นจริงของประชาชนยากจะปรองดองสมานฉันท์
"ยากเพราะว่าสังคมกลุ่มหนึ่งที่ไม่ชอบคุณทักษิณหรือว่าเกลียดคุณทักษิณก็พลอยเกลียดกลุ่มเสื้อแดงไปอย่างแรง คุณทักษิณน่ะผิด แต่ก็ให้เขาสู้ของเขาไป ก็เห็นอยู่ว่าเขายิ่งสู้ก็ยิ่งแพ้ แต่ว่าเขาอาจจะลากคนไปช่วยเขาสู้ แต่คนเสื้อแดงก็ไม่ใช่ว่าเขาจะไม่มีความคิดของเขาเอง เขาก็มีเหตุผลของเขาว่าเขารับรัฐประหารไม่ได้ ซึ่งก็เป็นเหตุผลที่สะสมมานาน รวมทั้งสองมาตรฐานอย่างที่เขาคิดกัน แต่มันกลายเป็นว่าตอนนี้สังคมเราพยายามที่จะทำให้คนเสื้อแดงกลายเป็นคนนอกไปด้วย ซึ่งกลายเป็นคนนอกที่เยอะมาก คนนอกสมัยก่อนที่เป็นกบฏเป็นคนนอกจริงๆ ปริมาณมันน้อย แต่ตอนนี้พอมันขยายเป็นเรื่องการเมืองมันเยอะและมันจะอยู่กันอย่างไรถ้าเราผลักดันคนที่เป็นเสื้อแดงทั้งหมดเป็นคนนอก แล้วคนไทยจะอยู่กันอย่างไร เพราะเราไม่รู้จริงๆ ว่าคนเป็นเสื้อแดงเท่าไหร่ แต่ที่เราเห็นก็ไม่น้อย เพราะฉะนั้นการปรองดองมันก็จะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าเราไม่ยอมรับว่าบุคคลเหล่านี้เขามีความคิดจิตใจอยู่จริง แม้ว่าเขาอาจจะมีผลประโยชน์อะไรแอบแฝงจากคุณทักษิณด้วยหรือเปล่า ซึ่งบางส่วนเขาก็คงจะมี แต่กลายเป็นว่าคนที่สนับสนุนมากขึ้นและมันไม่ได้น้อยลง ดังนั้นเราจะทำความเข้าใจกับเขาอย่างไร มันเลยกลายมาเป็นภาวะในอินเทอร์เน็ตที่ต้องไล่ล่ากัน ซึ่งพอความขัดแย้งมันมากขึ้นคนที่ไม่ใช่เสื้อแดงจริงๆ ก็ต้องพลอยติดร่างแหไปด้วย มันก็ทำให้คนย้อนเปรียบเทียบในสมัยยุค 6 ตุลา ว่าคนที่จริงๆ แล้วไม่ได้นิยมสังคมนิยม ไม่ได้เป็นซ้าย แต่แค่เป็น liberal เป็นเสรีนิยมก็ถูกเหมาว่าเป็นซ้ายเป็นคอมมิวนิสต์ไปด้วย อันนี้มันคล้ายๆ ก็คือว่าหลายคนที่เป็นคนที่ไม่ได้คิดเหมือนเสื้อแดง แต่มีความคิดความเชื่อในเรื่องของสังคมเปิด สังคมเสรี มันก็มี เขาก็คิดและเชื่อไปตามแบบของเขา แต่ว่าพอสังคมมันถูกผลักให้มีความขัดแย้งหนักมากแบบนี้ คนที่คิดแบบนี้ก็ถูกผลักไปอีกขั้วหนึ่ง และอย่างนี้ถ้าถูกผลักไปเรื่อยๆ ความขัดแย้งมันก็จะยิ่งถ่างขึ้นๆ แทนที่สังคมมันจะเกลี่ยกันได้ ให้ค่อยๆ กลับมาเบลอๆ หรือสมานฉันท์เหมือนเดิม มันก็ยิ่งผลักให้เป็นพวกเธอพวกฉัน"
แม้ขณะที่เราคุยกันอยู่ การไล่ปิดเว็บไซต์ก็ยังเกิดขึ้น
"ใช่ และก็ดูเหมือนรัฐบาลไทยไม่มีทางออก เพราะว่าจากสถิติเมื่อปี 2549 ซึ่งเป็นรายงานตอนนั้นเราไปทำหนังสือให้สำนักงานข้อมูลข่าวสารให้ไอซีที่เปิดเผยข้อมูลว่าเว็บไซต์ที่ถูกปิดมีอะไรบ้าง ตอนนั้นหลังรัฐประหารกระแสปิดเว็บมันฮือขึ้นมา หลังจากก่อนหน้านั้นไม่เคยมีประเด็นเลยนะ เรื่องอินเทอร์เน็ต censorship ในเมืองไทยจริงมันมีมาตั้งแต่มีอินเทอร์เน็ตในประเทศไทยแล้วละ แต่คนไม่ได้นึกถึง พูดง่ายๆ อินเทอร์เน็ตในเมืองไทยมีมานานแล้ว ฉะนั้นถ้าคิดจะมาปิดตอนนี้มัน too late ไปแล้ว และรัฐบาลก็คงเซ็นเซอร์มาเป็นระยะๆ เพียงแต่ว่าจำนวนเว็บที่เซ็นเซอร์ถ้าเป็นเรื่องการเมืองมันยังน้อยมาก ส่วนใหญ่เป็นเว็บโป๊เปลือย ซึ่งก็เซ็นเซอร์ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะคนที่มันเก่งก็หาเจออยู่ดี แต่ตอนนั้นหลังรัฐประหารก็มีกระแสปิดเว็บฮือฮา เราก็ไปขอให้เปิดว่าปิดไปกี่เว็บ เว็บไหนบ้าง ปรากฏว่าสำนักงานข้อมูลข่าวสารเขาก็ตัดสินออกมาว่าเขาจะให้แต่ตัวเลข ไม่สามารถเปิดเผยรายชื่อเว็บที่ถูกปิดได้ด้วยเหตุผลว่ามันอาจจะทำให้เว็บนั้นเสียชื่อเสียง เขาอธิบายอย่างนั้น สุดท้ายเราได้ตัวเลขมาว่าเว็บที่ถูกบล็อกตอนนั้นประมาณ 2,000 กว่าเว็บ ซึ่งพันกว่าเว็บเป็นเรื่องโป๊เปลือย เป็นความมั่นคงเรื่องหมิ่นฯ 26 เว็บ ปีที่แล้วไอซีทีออกมาให้ข่าวว่า 8,000 กว่าถึง 10,000 เว็บ จากปี 2549 มาปี 2552 มันก้าวกระโดดมาก จาก 26 ขึ้นไปเป็นหมื่น และปรากฏเดือนที่แล้วไอซีทีเพิ่งประกาศว่าถูกปิดไป 43,000 กว่าเว็บ เรื่องหมิ่นฯ เราก็เข้าใจว่าในความเป็นคนไทยถ้ามันเกินเลยคนไทยก็ยอมไม่ได้หรอก ถ้ามันชัดไอซีทีก็คงจะต้องปิด แต่ที่เราจะโวยวายก็คืออะไรที่มันก้ำกึ่ง และประเด็นคือเราไม่แน่ใจว่าวิธีการแก้ปัญหาถูกทางหรือเปล่า เพราะว่าจำนวนมันเยอะขึ้นเรื่อยๆ มันสะท้อนให้เห็นว่าแก้ปัญหาไม่ถูกทางแน่ๆ"
"เราก็ไม่ได้สุดโต่ง ส่วนหนึ่งก็เข้าใจว่าอินเทอร์เน็ตมันเป็นสื่อที่ป่วน ถ้าเราไม่ใจกว้างพอเราจะอยู่กับมันลำบาก เพราะมันจะป่วนทุกอย่างแม้แต่ตัวเราเองวันหนึ่งก็อาจจะโดนก็ได้ มันเกิดง่ายมาก อย่างตัวเองก็โดนใน Wikipedia ใครๆ ก็มาเขียนด่า ใครมาลบให้ก็มีคนมาเขียนอีก มันต้องทำใจมหาศาล เราก็เข้าใจว่าความเป็นอินเทอร์เน็ตมันก็มีภัยคุกคามในตัวของมันเอง แต่ว่าขณะเดียวกันถ้ามันเป็นเรื่องการเมืองปุ๊บแล้วมันจะต้องมีกรอบบางอย่างมาคาน มิฉะนั้นแล้วมันจะทำให้สังคมถดถอยไม่พัฒนา ก็เลยต้องแยกว่าอะไรคืออาชญากรรมทางอินเทอร์เน็ตที่แท้จริง อะไรคือการแสดงออกทางการเมือง และถ้าประนีประนอมกับสังคมไทยว่ามันมีเรื่องบางเรื่องที่คนไทยส่วนหนึ่งก็คงยอมไม่ได้ เราก็ต้องมีวิธีว่าอย่างนั้นก็ต้องเป็นเรื่องยกเว้น ถ้าจะปิดก็ต้องปิด แต่ว่าขอให้มีแนวที่ชัดเจน ไม่ใช่ครอบคลุมไปถึงเรื่องการเมืองโดยทั่วไป ไม่ใช่ครอบคลุมไปถึงการกลั่นแกล้งทางการเมืองแบบกว้างเป็นแม่น้ำ ต้องทำให้ชัดว่าอะไร เพราะว่าหลังจากประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินก็มีการปิดเว็บที่เป็นเว็บข่าวสารธรรมดาด้วย มันเริ่มใช้อำนาจโดยไม่มีการถ่วงดุล"
และชัดว่าใช้สองมาตรฐาน เพราะถ้าเป็นเว็บไซต์เนื้อหาเชียร์รัฐบาลไม่เคยแตะ
"จะใช้คำหยาบคายอะไรก็ได้ถ้าตราบใดยังพูดภาษาเดียวกับรัฐ ถ้าพูดต่างจากรัฐผิดต้องจับทันทีต้องปิด ก็ยิ่งทำให้คนที่เขาถูกปิดเจ็บแค้นและเขาก็มีครอบครัวมีเพื่อนฝูงมีเครือข่ายเยอะ แค้นกันไปเรื่อยๆ และยิ่งตอบโต้รัฐกลับมาเรื่อยๆ ก็หนักใจแทนนายกฯ อภิสิทธิ์นะ ข้างหนึ่งก็คือหลักการสิทธิเสรีภาพประชาธิปไตยต้องธำรง อีกข้างหนึ่งก็คือเรื่องความมั่นคงเรื่องสถาบันที่จะต้องปกป้อง แต่ขณะเดียวกันวิธีการที่ไอซีทีหรือรัฐทำอยู่ทุกวันนี้มันก็ไม่ได้แก้ปัญหา ท้ายที่สุดคุณจับไหวเหรอ เป็นร้อยเป็นพันคนจะสร้างคุกไหวเหรอ นอกจากจะสร้างคุกไซเบอร์ จำกัดในโลกออนไลน์ ห้ามเล่นเน็ต ถ้าจับได้บางคนมันก็ไม่ได้ผลอยู่ที่ดี คนที่ถูกจับก็เป็นเหยื่อ"
ก็ได้แค่ปิดหูปิดตาคนในประเทศ
"และคนข้างนอกมีปฏิกิริยาด้วย ต่างประเทศถึงมีปฏิกิริยาที่รุนแรงเพราะเขารับรู้ข้อมูล และไม่เข้าใจ ถึงกดดันรัฐบาลไทยมาก มุมหนึ่งเราก็ไม่อยากให้ต่างชาติหรือองค์กรนานาชาติเข้ามากดดันรัฐบาลไทยมาก เพราะมันจะกลายเป็นการแทรกแซง ฉะนั้นเราต้องแก้ไขปัญหาของเราเองให้มันดีขึ้น เนื่องจากอินเทอร์เน็ตมันเป็นสื่อสากล มาตรฐานในแต่ละประเทศสุดท้ายมันก็ต้องถูกทำให้มันเหมือนๆ กัน มิฉะนั้นมันจะไม่เข้าสู่โลกาภิวัตน์ อย่าง social media เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ก็เพิ่งเกิดขึ้นไม่นานนี่เอง"
แต่คงไม่มีที่ไหนในโลกมาอ้างเป็นพลเมืองเฟซบุ๊ก แล้วเคลมว่ามั่นใจคนไทยเกินล้านคนสนับสนุนมาร์คหรือไม่ก็รักเสธ.ไก่อู
"ของเราไม่เหมือนหลายประเทศ จีนเข้าเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ไม่ได้ก็จบไปเลย แต่ของเรายังเข้าได้ แต่ปิดบาง page มีการดำเนินคดีกับคนโพสต์บางคน เลยเป็นปรากฏการณ์แปลกๆ"
'เสรีภาพ'ในนามความมั่นคง
ด้านหนึ่งอินเทอร์เน็ตเป็นการสื่อที่สะท้อนวุฒิภาวะของสังคมว่ามีวิจารณญาณ แต่รัฐก็ควรมีกรอบที่ไม่ละเมิดสิทธิการเข้าถึงข้อมูลด้วย
"ในจุดตรงนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนมากไม่พูดในนามเครือข่ายพลเมืองเน็ตนะเพราะเครือข่ายพลเมืองเน็ตก็มี shade ที่ต่างกันมาก มีทั้งที่บอกว่าต้องเปิดเลยมันห้ามไม่ได้หรอก แต่อีก shade บอกว่าต้องมีกติกาต้องคุมระดับหนึ่ง มันก็จะมีฝ่ายที่ไม่เอาการเซ็นเซอร์เลยกับฝ่ายที่บอกว่าการเซ็นเซอร์ยังต้องมีบ้าง ส่วนตัวเองก็ยังอยู่ในฝ่ายที่บอกว่าการเซ็นเซอร์ยังต้องมีบ้าง แต่ต้องพูดให้ชัดว่าเรื่องอะไร เช่นถ้าเป็นเรื่องโป๊เปลือย หรืออะไรที่ละเมิดสิทธิเด็ก ผู้หญิง หรือเรื่องหมิ่นฯ ก็นิยามให้ชัดว่าอะไรหรือหมิ่นฯ อันนี้รัฐก็ต้องทำ เพียงแต่ว่าถ้ามันเป็นเรื่องการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองที่มันไม่ได้ตรงมากนักแต่ว่ามันมีการเกี่ยวข้อง สังคมไทยจะยอมไหม ซึ่งยอมหรือไม่ยอมเราอาจจะถกเถียงกันยากเพราะเป็นเรื่องที่ sensitive พอเราเริ่มจะถกเถียงเรื่องนี้เราก็อาจจะถูกมองว่าเฮ้ยคุยเรื่องนี้ได้ยังไง ตรงนี้มันยังเป็นเส้นบางๆ ที่ละเอียดอ่อน อะไรที่มันเห็นชัดว่าหมิ่นฯ เราก็คิดว่ารัฐก็ควรจะดำเนินการ เพราะเราก็ต้องประนีประนอมกับสังคม"
พอเนื้อหาไม่ชัดก็ใช้วิธีปิดไปเลย-ง่ายดี
"ใช่ มันง่าย แต่พอปิดไปเลยมันก็ไม่มีมาตรฐาน เลยถูกสังคมวิจารณ์ และมันกระทบเรื่องเศรษฐกิจด้วยเพราะการปิดเว็บการเซ็นเซอร์ก็ทำให้เน็ตมันรวนเรบ้างอะไรบ้าง การพัฒนาเศรษฐกิจกับเทคโนโลยีเมืองไทยมันเลยไม่ไปไกล มันติดๆ ขัดๆ เพราะ ISP เว็บมาสเตอร์ก็ต้องทำตาม กฎหมายเข้มและต้องระวังตัว มันมีข้อจำกัด กลายเป็นว่าเรื่องความมั่นคงเป็นเรื่องใหญ่ของสังคมไทยที่จะต้องจัดการกับอินเทอร์เน็ต แต่ว่าท้ายที่สุดการบล็อกแบบไอซีทีก็ไม่ได้ผล บล็อกคนก็ใช้ proxy ดูได้ และที่สำคัญเว็บที่บล็อกคนดูมากกว่าที่ไม่บล็อกอีก เว็บไหนที่มีข่าวว่าโดนบล็อกคนก็ไปดู link กันไปกันมา บล็อกมากๆ เข้าคนก็ไปคุยกันทางอีเมล์ เป็น mail group รัฐก็ไม่รู้ และยิ่งมันทำให้การคุยปิดลับมากขึ้น แทนที่จะให้คุยแบบเปิดรัฐจะได้รู้ว่าประชาชนคิดอะไร ไปถึงไหนแล้ว มันก็ผลักคนให้ไปซุบซิบนินทามากกว่าที่จะพูดในเว็บบอร์ด แต่ปัญหาของเราอยู่ตรงนี้ว่าขอบข่ายที่มันชัดขึ้นคืออะไร สังคมไทยคุยไม่ได้ มันลำบาก มันก็เป็นโจทย์ให้รัฐไทยต้องเลือกว่าจะใช้แนวแบบไหน ถ้าคนเข้าถึงอินเทอร์เน็ตมากกว่านี้ ซึ่งกำลังจะมีการประมูลระบบโทรศัพท์ 3G ซึ่งมันไม่ใช่แค่โทรศัพทย์มันเป็นเรื่องการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต wireless ไร้สายผ่านมือถือ ที่ไหนก็ได้ ตอนนี้มันอาจจะแพงเครื่องหมื่นสองหมื่น แต่อีกไม่นานมันอาจจะสองสามพัน ใครก็ใช้อินเทอร์เน็ตได้สบายๆ มีโครงการของ กทช.ที่จะให้ใบอนุญาต บรอดแบนด์ wireless ในชนบท คนชนบทก็จะเข้าถึงได้มากขึ้น คนใช้อินเทอร์เน็ตมากขึ้นเป็น 40-50 เปอร์เซ็นต์ รัฐจะคุมอย่างไร คนที่จะมา active เรื่องไซเบอร์จะมากยิ่งกว่านี้อีก แล้วรัฐจะตามจับอย่างไร มันจะเป็นจุด cross road ของรัฐไทยแล้วว่าถึงจุดหนึ่งต้องเลือกว่าจะไปแบบจีน คือถ้าจะคุมมันต้องคุมให้เข้มไปเลย แบบจีน โทษหนักไม่ให้ใช้ google g-mail เต็มที่ไปเลย สร้าง local net ของตัวเองแบบจีนไปเลย หรือจะต้องผ่อนปรนและก็เปิดไปเลย ทั้งสองทางมันสุดขั้วทั้งสองทาง และคิดว่ามันยากสำหรับสังคมไทยทั้งสองทาง สังคมไทยมันเปิดมานานแล้วจะไปแบบจีนก็คงทำไม่ได้ แต่จะเปิดไปเลยแบบตะวันตกก็ไม่ได้ ต้องหาสไตล์ของไทยให้ได้ มันเป็นโจทย์ที่ทุกฝ่ายต้องคิดหาทาง เพื่อที่จะลดทอนความตึงเครียดให้น้อยที่สุด"
ที่สำคัญเป็นโจทย์ที่ไม่ควรจะคิดภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพราะแม้ขนาดในยุคที่ใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ก็มีปัญหายังต้องถกเถียงกันไม่จบ
"อย่างเช่นตัวกลาง เว็บมาสเตอร์เขาต้องรับผิดหนักขนาดนั้นไหม อย่างกรณีประชาไทเขาไม่ได้โพสต์เองแต่เขาลบช้าเขาก็ถูกดำเนินคดีติดคุก 50 ปี อะไรอย่างนี้ มันก็ยังเถียงกันอยู่ในหลักการกฎหมายฉบับนี้ แต่พอมี พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ก็ไร้ความหมาย คือเราจะขอให้ถอยกลับไปจุดเดิม คือก่อนหน้าที่จะมี พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จุดเดิมตอนนั้นที่เป็น พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ก็ยังมาเถียงกันได้ว่าจะใช้อย่างไร ใช้ให้รอบคอบ และก็ยังเถียงกันไม่จบเลยว่าจะปรับปรุงอย่างไร มันก็มีมาตรการที่แรงขึ้นๆ กว่าเดิม แล้วเราควรจะถอยกลับไปในจุดที่ใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ใช้หมายศาล ไม่ใช่รัฐบาลปิดเองตามใจชอบ เราถึงเรียกร้องให้กลับไปใช้กฎหมายปกติก่อน ไม่เช่นนั้นมันจะขยายมาตรการแรงขึ้นเรื่อยๆ จนไม่รู้ว่ามันจะไปถึงแบบจีน อิหร่าน หรือว่าคิวบาหรือเปล่า รัฐจะต้องใช้ยาแรงขึ้นเรื่อยๆ แต่ยาแรงไม่ได้แก้ปัญหา เพราะฉะนั้นกลับมาใช้กฎหมายปกติก่อน จะปิดเว็บก็ใช้คำสั่งศาลใช้ดุลยพินิจศาล เรื่องการจับกุมคนเท่าที่รู้ก็มีการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในการจับกุมกว้างขวางขึ้น ค่อนข้างจะน่ากลัว"
ยังไม่นับการเสนอแก้ไข พ.ร.บ.คอมพิวเตอร ของ รมว.ยุติธรรมที่เพิ่มดีกรีความเข้มของกฎหมายฉบับนี้
"ที่จริงร่างเดิม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์โทษหนักสุดถึงประหารชีวิตนะ นี่ลดลงมาแล้ว แต่คนก็ยังมองว่ามันหนักไม่พอ ฝ่ายรัฐก็ยังมองว่าทุกวันนี้ยังหนักไม่พอ เพราะว่าเขาคุมไม่ได้ ยิ่งปิดยิ่งเยอะเขาเลยมองว่ากฎหมายอาจจะไม่เข้มพอ โทษน้อยไป เลยจะเพิ่มโทษประหารชีวิต มันจะเพิ่มดีกรีไปเรื่อยๆ และถ้าจับคนแล้วถ้ามันแก้ปัญหาเรื่องความมั่นคงได้จริงๆ มันก็คงดี แต่ในความเป็นจริงมันเป็นไปไม่ได้ และถ้าไม่ได้จะมีทางออกยังไง ทุกวันนี้ก็ช่วยรัฐคิดอยู่นะ เพราะอินเทอร์เน็ตมันก็เป็นสื่อใหม่ เข้าใจว่ามันต้องมีกติการะดับหนึ่ง แต่ว่าถ้ามันเป็นเรื่องการเมืองและมันมีความกดทับมากๆ ก็เกรงกลัวว่ามันจะกลายเป็นปฏิกิริยาโต้กลับและจะไม่เป็นผลดีกับใครเลย และประชาชนที่เขาไม่รู้เท่าทันจะตกเป็นเป็นเหยื่อ อย่างกรณีคุณสุวิชา ท่าค้อ ที่เพิ่งได้รับพระราชทานอภัยโทษ นี่เป็นเคสตัวอย่างเลย เป็นผลงานดีเอสไอเคสแรกๆ ที่บุกไปจับเขาถึงบ้าน ไปหาข้อมูลอย่างไรก็ไม่รู้ที่สามารถจะรู้ได้ว่าอีเมล์ที่เขาโพสต์ใน youtube คืออีเมล์ของเขา ซึ่งดีเอสไอคิดว่าคุณสุวิชาจะต้องมีเครือข่าย เป็นขบวนการเลยและพยายามโยงไปถึงคนอื่นแต่สุดท้ายก็ค้นพบว่าเขาก็คือคนธรรมดาคนหนึ่งที่มีความคิดเห็นทางการเมือง และก็เพิ่งจะมีตอนหลังรัฐประหาร แค่อยากแสดงออก และที่แสดงออกแรงเพราะคิดว่าไม่มีใครรู้ อันนี้มันเป็นธรรมชาติที่เราถูกบอกว่าอินเทอร์เน็ตคือนิรนาม ตอนนี้ประชาชนส่วนใหญ่ก็ยังไม่รู้ว่ามันไม่นิรนาม เวลาจับใครรัฐไปสร้างพล็อตว่าเป็นเครือข่าย เป็นขบวนการหมิ่นฯ คนที่ถูกจับส่วนใหญ่เป็นประชาชนธรรมดาเพราะเขาคิดว่าเขามีเสรีภาพแต่จริงๆ เมื่อเขาถูกจับถึงรู้ว่าเสรีภาพมันไม่มี เพราะฉะนั้นถ้ารัฐจะบอกว่าประชาชนไม่มีเสรีภาพเรื่องนี้ก็ต้องพูดกับเขาตรงๆ ไปเลย ว่าคุณอาจจะถูกจับได้เพราะว่าเราสืบค้นแบบนี้ๆ คุณไม่มีความเป็นนิรนามนะคุณไม่มีเสรีภาพที่แท้จริง ประชาชนชนส่วนหนึ่งเขาจะได้รู้และเขาจะได้ไม่ทำ ก็บอกเขาว่าประเทศเรายังไม่พร้อมพอที่จะเป็นสังคมเปิด ถ้ารัฐพูดแฟร์ๆ แบบนี้ก็โอเคนะ เราจะได้ยอมรับว่าเราอยู่ในสังคมที่มีขีดจำกัดและ protect ตัวเองได้ แต่ทุกวันนี้มันอึมครึม มุมหนึ่งเราจะประชาธิปไตย เราก็มีเสรีภาพนะแต่ว่าใช้ในนามของความมั่นคง มันก็เลยคลุมเครือ"
ปฏิรูปสื่อ-เหนื่อยเปล่า?
กว่าสิบปีที่สุภิญญาทำงานรณรงค์ปฏิรูปสื่อ พยายามผลักดัน กสทช.ตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญ 2540 แต่บทบาทสื่อมวลชนในช่วงสงครามความขัดแย้ง เลยสงสัยว่าเรี่ยวแรงที่ลงไปสูญเปล่าไหม
"ที่สังคมไทยสำหรับตัวเองก็ไม่ได้เลวร้ายนะ เพียงแต่คนที่เป็นเหยื่ออาจจะเลวร้ายหน่อย คือพยายามมองอย่างมีความหวัง สังคมมันก็มีพลวัต ความที่มันดูยุ่งเหยิงมันก็มีความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ทำให้คนตื่นตัวเป็นช่วงสังคมถูกเขย่า เมื่อเขย่าสักพักหนึ่งแล้วมันอาจจะไปสู่จุดที่ดีก็ได้ ในช่วงการเขย่าเปลี่ยนผ่านตอนนี้มันมีคนที่เป็นเหยื่อเยอะ ไม่ว่าจะฝ่ายไหนก็ตาม ซึ่งควรจะต้องมีวิธีการที่จะเยียวยาตรงนี้ด้วย โดยเฉพาะกระบวนการยุติธรรม เพราะถ้ามีนักโทษการเมืองเยอะขึ้นๆ ก็คงจะลำบาก ส่วนสื่อที่เรามองว่ายังมีความหวังเพราะคิดว่าสังคมไทยเสรีภาพเหมือนมีข้อจำกัด แต่เราก็มีมากกว่าที่อื่นที่ไม่มี เช่นตอนนี้เรามีวิทยุท้องถิ่นและวิทยุชุมชนที่ออกอากาศทั่วประเทศโดยไม่ได้รับใบอนุญาตอะไรเลย 7,000 กว่าสถานีเป็นดอกเห็ด เรามีดาวเทียมเคเบิลทีวี เมืองไทยนี่ไม่ต้องซื้อจานดาวเทียมไม่ต้องลงทะเบียนอย่างประเทศเพื่อนบ้านนะ เสรีเต็มที่จะซื้อจะขายดาวเทียม มันเป็นเสรีภาพเพราะระหว่างรอกฎหมาย คือ กทช. กสทช. ถูกออกแบบมาให้เป็นองค์กรอิสระจริงๆ นั่นก็คือว่าทำหน้าที่กำกับดูแลสื่อให้มีมาตรฐานที่ดี ไม่ให้ถูกครอบงำทางการเมือง เพราะฉะนั้นถามว่ามีความหวังกับการปฏิรูปไหม มีความหวังนะถ้ามันเกิดกลไกที่มีอิสระอย่างนี้จริงๆ และมาทำงานได้จริงๆ อย่างน้อยก็สามารถกำกับให้ทุกฝ่ายมารับกติการ่วมกัน ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน ทำงานมา 15 ปีก็เพราะเชื่อตรงนี้ แต่มันยังไม่เกิดสักที กสทช. แต่มันก็ใกล้แล้ว ปีที่แล้วทำงานกรรมาธิการแปรญัติ ร่าง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ก็ทำงานร่วมกับคุณสาทิตย์ วงศ์หนองเตย แล้วร่างไปเข้าวุฒิสภา และก็เพิ่งเปลี่ยนให้คณะกรรมการจาก 11 คนเป็น 15 คน และให้มีตัวแทนจากฝ่ายความมั่นคงด้วย มันก็ทำให้เราเซ็ง อะไรอีกแล้วเนี่ย สู้กับเรื่องนี้มาสิบปีที่มันไม่เกิดสักที แล้วพอจะเกิดก็มาอย่างนี้อีก ซึ่งตอนนั้นที่เป็นร่างฯ ของทางรัฐบาล ทางกองทัพ กระทรวงกลาโหมก็ล็อบบี้นะว่าให้มีตัวแทนฝ่ายความมั่นคงแต่เวทีของกรรมาธิการบอกว่ามันไม่เข้าหลักการ ไม่มีได้ไหม มันก็ผ่านมาแบบไม่มี ต่อมาฝ่ายกลาโหมไปล็อบบี้วุฒิฯ ก็เลยได้ มันเลยกลายเป็นว่าต้องตั้งกรรมาธิการร่วม แต่ตอนนี้มันมาอยู่ในจังหวะที่ตอนนี้รัฐบาลต้องพึ่งพิง ศอฉ. ไหล่หนึ่งต้องซบฝ่ายความมั่นคงฝ่ายทหาร ก็ห่วงว่าจะมีการต่อรองอะไรกันเรื่องนี้หรือเปล่า และวุฒิฯ ก็ไปแก้ไขร่างฯ ว่าต้องจัดสรรคลื่นความถี่ให้ฝ่ายความมั่นคงอย่างพอเพียง ซึ่งถ้ามันผ่านไปได้ก็จะจบเลยเพราะมันจะเป็นกฎหมายที่ใช้ไปถาวร ตอนนี้เราก็พยายามผลักดันผ่านประชาธิปัตย์ว่าต้องยืนร่างฯ ส.ส.นะ แต่ก็เท่าที่ทราบว่าตอนนี้ประชาธิปัตย์ก็ซบไหล่ ศอฉ.อยู่ แล้วยังเป็นช่วงรอยต่อรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ใหม่อีก ฉะนั้นสังคมอาจจะต้องมาช่วยเรียกร้อง เพราะถ้าผ่านออกมาเป็นร่างของวุฒิฯ ก็เท่ากับไม่ได้ปฏิรูปอะไร"
ฟังแล้วชักไม่แน่ใจว่าเธอยังฝันถึง 'จินตนาการปฏิรูปสื่อ 2020'
"บอกตรงๆ นะ ทำเรื่องกลไกอะไรมาจนเซ็งแล้ว แต่สุดท้ายเหมือนมันไม่เวิร์กมันสะดุดตลอด แต่ปรากฏว่าประเทศไทยมันก็ไปของมันเองโดยเทคโนโลยีนะ เลยคิดว่าเออให้เทคโนโลยีมันไล่ล่าตัวมันเองไปแล้วกัน เพราะไม่มีใครจะคานกระแสเทคโนโลยีได้หรอก คือพยายามจะออกแบบกติกา ปฏิรูปแล้วก็ไม่ได้ผล แต่สุดท้ายตอนนี้มันมีทีวีดาวเทียม 700 กว่าช่อง วิทยุชุมชน ซึ่งมันก็กระทบคลื่นหลักหมดเลย กระทบคลื่นทหารด้วย เดี๋ยวก็จะมีดิจิตอลทีวี มีเทคโนโลยีใหม่ๆ อีก 5 ปี 10 ปี หรือเราปล่อยให้มันไร้ระเบียบอยู่แบบนี้ ให้มันจัดการกันเอง อาจจะดีก็ได้ คิดประชดเล่นๆ แต่ลึกๆ แล้วก็ไม่สบายใจ สังคมที่มันอยู่อย่างไร้ระเบียบมากเกินไปมันไร้ทิศทาง และมันจะเกิดผลประทบได้ มันต้องมีเรื่อง regulation การกำกับดูแลบ้าง โดยเฉพาะสื่อวิทยุโทรทัศน์ไม่เชื่อว่าปล่อยให้เสรีไปเลย เพราะเกี่ยวข้องกับการบริโภค การผูกขาด"
มีการตั้งข้อสังเกตจากสื่อมวลชนด้วยกันเองว่าบทบาทสื่อกระแสหลักไม่สะท้อนความเป็นจริงของสังคมชนบท เพราะคนทำสื่อมาจากคนชั้นกลาง ไม่เคยซึมซับความทุกข์ยากขาดแคลนของคนเล็กคนน้อย
"ในต่างประเทศก็เป็นเหมือนกัน อย่างในอังกฤษเขาอาจจะได้เป็นสังคมชนบทเพราะคนชั้นกลางเขาเยอะแล้ว แต่ก็มีปัญหาในเรื่องของการไม่มีตัวแทนของคนกลุ่มน้อย เช่นในทีวีมีคนที่เป็นคนผิวดำน้อย ลูกครึ่งน้อย เขาก็มีการพูดเหมือนกันว่าคนที่เข้าไปทำสื่อหลักๆ ในอังกฤษส่วนใหญ่เป็นคนผิวขาว ในประเทศที่เขาเจริญเขาก็ยังมีปัญหาอย่างนั้นอยู่ แต่ในเมืองไทยมีปัญหาอย่างนี้จริง คนที่ทำสื่อเป็นคนชั้นกลางคนที่ผ่านการเรียนมหาวิทยาลัย ภาพสะท้อนอาจจะไม่เข้าใจสังคมไทยทั้งหมด สังคมไทยไม่ใช่แค่กรุงเทพฯ เราให้ความสำคัญกับกรุงเทพฯ มากพอ เกิดอะไรในกรุงเทพฯ เหมือนประเทศจะล่มสลาย แต่คนชนบทเขาถูกปิดกั้นสายน้ำ เขื่อนไปลง ทำมาหากินไม่ได้ เรามองเป็นเรื่องเล็ก ขณะที่ถนนสายหนึ่งในกรุงเทพฯ มีปัญหาเป็นเรื่องใหญ่ระดับชาติ แต่พอมีการตอบโต้อย่างปรากฏการณ์เดือน พ.ค.ไม่ว่าจะด้วยอะไรก็ตามแต่ แต่นักวิชาการก็พยายามอธิบายว่าเป็นเรื่องชนชนชั้นเป็นเรื่องการระบายออกเอาคืน แต่มันก็สะท้อนปัญหาลึกๆ ของสังคมไทยว่าเพราะเราดูแคลนปัญหาของคนที่อยู่นอกเขตเมืองมากเกินไป เรามองว่าผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินเขาไม่ว่ารัฐบาลไหนที่ผ่านมา 30 กว่าปี ชาวบ้านที่เขาถูกละเลย ต้องสละพื้นที่ อย่างสมัชชาคนจนที่เขาสู้มานาน เราไม่ยอมรับว่าเขาถูกรุกราน เพราะเราคิดว่าศูนย์กลางของเราคือกรุงเทพฯ ถ้าเราไม่สามารถที่จะยอมรับตรงนี้ได้และเปลี่ยนได้ ไม่ยอมรับเรื่องการกระจายอำนาจ ไม่ยอมรับเรื่องศักดิ์ศรีของคนอื่นจริงๆ ก็จะมีปัญหาความขัดแย้งอย่างนี้ไปเรื่อยๆ โดยที่แม้ว่าสุดท้ายอาจจะไม่มีเหลืองแดง ไม่มีคุณทักษิณคุณอภิสิทธิ์ก็ตาม ปัญหานี้มันได้ถูกปะทุขึ้นแล้ว ยากแล้วที่จะไปบอกคนไม่ให้คิดเรื่องนี้ ปรากฏการณ์ทางการเมืองที่ผ่านมามุมหนึ่งมันกระตุ้นให้คนได้คิดและตั้งคำถาม เมื่อคนลุกขึ้นมาคิดและตั้งคำถามแล้วต่อให้เหตุการณ์ทางการเมืองผ่านไป ตัวละครสำคัญจะล้มหายตายจากไป แต่ว่ามันก็จะเป็นมรดกตกทอดไปยังคนรุ่นลูกและเขาก็จะมาตั้งคำถามต่อด้วย สังคมไทยเปลี่ยนไปแล้วอยู่ที่ว่าเราจะใช้ความเปลี่ยนแปลงให้เป็นประโยชน์และให้เกิดดุลยภาพได้อย่างไร"
"เรื่องสื่อก็ต้องวิพากษ์เหมือนกัน ทุกสื่อ แม้ว่าจะต่อสู้เรื่องเสรีภาพสื่อว่าควรจะมีเสรีภาพแต่เราก็ต้องวิพากษ์ ถ้าอยู่บนฐานคิดว่าเขา bias เราต้อง bias ด้วยมันก็จะทำให้สังคมอยู่ด้วยความ bias กันทั้งหมด มันต้องมีคนกล้าที่จะเริ่มปรับตัวเองก่อนว่าถ้าจะแก้ปัญหาจะให้สังคมปรองดองไม่ขัดแย้ง คุณ bias ก็ bias ไป แต่ฉันจะเลิก bias ถ้ารัฐสามารถปรับช่อง 11 ได้ว่าจะเลิก bias เลิกใช้สื่อ propaganda เชื่อเถอะอีกฝ่ายหนึ่งก็ต้องปรับตัวเอง หรือถ้าอีกฝ่ายปรับตัวเองให้มีมาตรฐานดีพอ สื่อของรัฐของจะถูกลดคุณค่าไปเลย ฉันใดก็ฉันนั้น มันอยู่ที่ว่าใครจะเริ่มก่อน มันเป็นสังคมไก่กับไข่"
การตรวจสอบความจริงถือเป็นโจทย์ข้อแรกของกระบวนการปรองดอง หากสื่อมวลชนไม่ทำหน้าที่นี้บรรยากาศปรองดองคงไม่เกิดขึ้น
"ตอนนี้ทุกคนก็มองคณะกรรมการทั้งชุดคุณอานันท์และคุณหมอประเวศเป็นความหวัง แต่ลองถามลึกๆ สิว่าวันนี้คนที่เขาเป็นเหลืองมากๆ แดงมากๆ เขามองเป็นความหวังไหม สังคมไทยตอนนี้มันมีความแตกแยกทางความคิดสูงมาก แม้ว่าคนที่คุณหมอประเวศคุณอานันท์ที่ตั้งก็จะเป็นภาพบุคคลที่มีความน่าเชื่อถือ แต่เหมือนกับสังคมไทยตอนนี้มันกระจัดกระจายมาก จนเราไม่รู้ว่าสุดท้ายความปรองดองมันจะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ กรรมการที่ตั้งขึ้นจะช่วยประเทศไทยได้จริงหรือเปล่า บทบาทสื่อก็จะมีผลสำคัญ เพราะว่าสื่อจะเป็นตัวกำหนดวาระว่าเรื่องอะไรที่ควรจะเป็นเรื่องเร่งด่วนควรจะต้องเริ่มทำก่อน เช่น สื่ออาจจะกำหนดวาระว่าเรื่องการค้นหาความจริงก่อนว่าใครถูกใครผิดในเหตุการณ์ที่ผ่านมา แล้วการชดเชยเยียวยา หรือจะบอกว่าข้ามช็อตไปแล้วเราไปมองข้างหน้ากันเลยไม่ต้องย้อนอดีตที่เกิดขึ้น เม.ย. พ.ค. อันนี้ก็เป็นจุดแล้ว คือถ้าสื่อมองว่าก่อนจะเดินไปข้างหน้าย้อนกลับไปดูก่อนว่า เม.ย. พ.ค.เกิดอะไรขึ้น เอาความจริงให้ปรากฏก่อน ใครผิดว่าไปตามผิด และก็มีการชดเชยเยียวยาเพื่อให้ทุกฝ่ายพอใจ มันก็จะได้ผลแบบหนึ่ง แต่ถ้าบอกว่าเราต้องมองไปข้างหน้า ลืมๆ ไปเถอะ ทีนี้การลืมๆ กันไปเถอะช่วงนี้มันจะไปกระทบใจอีกกลุ่มหนึ่งที่เขาไม่อยากลืม อย่างกรณีคนเสียชีวิตกว่าร้อยคนคนบาดเจ็บหลายร้อยคน เรายังไม่เคยมีพิธีกรรมทางศาสนาอะไรให้เขาเลยนะ มันเป็นเรื่องแปลกของสังคมไทย มันสะท้อนอะไรบางอย่าง ปกติสังคมไทยเวลาเราเห็นใครเสียชีวิตเกิดอุบัติเหตุตามท้องถนนเราจะเห็นมาวางพวงมาลัยให้ เพราะเป็นการอุทิศส่วนกุศลให้เขาไป แต่นี่คนถูกยิงตายในเมืองตั้งเยอะแยะ แต่เราก็ต่อด้วยมหกรรมแกรนด์เซล เราไม่มีพิธีกรรม 3-4 ศาสนาเพื่อจะส่งวิญญาณเขาไปสู่สุคติ ถ้าเราเชื่อแบบคนไทยนะว่ามีวิญญาณที่ล่องลอยอยู่ในเมืองมันจะเกิดสมานฉันท์ได้ไหม ไม่ใช่เป็นเรื่องผีสางนะถ้าเราเชื่อเรื่องจิตวิญญาณ รัฐบาลจะไม่ชอบคนเสิ้อแดงอะไรก็แล้วแต่แต่คนที่ตายมีทั้งพลเรือน ทหาร ไม่เห็นมีใครเสนอว่าเรามาจัดพิธีกรรมทางศาสนากัน ให้อโหสิกรรมกัน คือวิธีแบบนี้มันอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นปรองดองที่ดีก็ได้ แต่ว่าทำไมถึงไม่ทำ เป็นเพราะว่าเราไม่ยอมรับว่าคนที่ตายเป็นคนไทยหรือเปล่า หรือว่ามองเขาเป็นเครื่องมือทางการเมืองของคุณทักษิณหรือมองว่าเขาเป็นผู้ก่อการร้าย"
ตัวเลขคนตายเป็นของแสลงสำหรับรัฐบาล ถ้าจัดงานจะยิ่งเป็นประเด็นให้ต่างประเทศโจมตีอีก
"คือมันเป็นเส้นแบ่งบางๆ เราก็เห็นว่าคราวนี้มันเล่นแรงกันทั้งสองฝ่าย ฝ่ายเสื้อแดงก็ต้องการใช้คนตายเป็นเครื่องมือ ก็เป็นเรื่องเจ็บปวด ก็ต้องยอมรับว่าช่วงการชุมนุมแกนนำเสื้อแดงก็ไม่ยอมถอยเพื่อรักษาชีวิตคนด้วย อันนี้ก็ต้องวิจารณ์และประณามกันไป ส่วนรัฐในฐานะเป็นผู้รักษาความสงบและรับผิดชอบชีวิตทุกคนรัฐก็ต้องถูกวิจารณ์ถึงการตัดสินใจในวิธีการที่รัฐใช้ ถ้าอันไหนไม่ชัดเจนก็ต้องตรวจสอบ แต่ตอนนี้กระบวนการตรวจสอบยังไม่เกิดขึ้น ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไร แต่แค่เรื่องความเชื่อของคนไทย ไม่ต้องพูดถึงเรื่องการเมือง เรายังก้าวข้ามไม่ได้เลย ก็หมายความว่าเรายังไม่พร้อมจะอโหสิกรรมให้กับคนที่ตาย ที่เขาคิดไม่เหมือนเรา หรือว่าเพราะเรากลัวว่าจะกลายเป็นเครื่องมือ".
เป็นตัวเอง-ขัดใจคนอื่น
พักหลังๆ บทบาทเรียกร้องสิทธิเสรีภาพไม่โดดเด่นเหมือนก่อน กระทั่งเจ้าตัวเองยังเคยได้ยินเสียงวิจารณ์ว่าสุภิญญาเปลี่ยนไป ถูกทั้งฝ่ายซ้ายฝ่ายขวา เพื่อนพ้องน้องพี่ตราหน้าว่าไร้เดียงสา เป็นช่วงเวลาที่วางตัวลำบากเอาการ วันนี้อัพเดตชีวิตอีกด้านของเธอก็เพิ่งรู้ว่าเป็นหนึ่งในสายวิปัสสนาโกเอ็นก้า เลยแซวว่าใช้ยาแรงนะนั่น
"มันมีทั้งคนคาดหวังและผิดหวังในตัวเรา คนคาดหวังก็อยากให้เราเคลื่อนไหวเรื่องเสรีภาพแบบเข้มข้นเลย คนผิดหวังก็จะบอกว่าพูดแต่เรื่องเสรีภาพ เขาก็บอกว่าสังคมตอนนี้มันซับซ้อนกว่านั้น ตอนไปปฏิบัติธรรมก็ไม่ได้คิดว่าเราทุกข์ขนาดนั้นหรอก ขณะนั้นเราพยายามเป็นตัวของตัวเองแต่มันไปขัดใจคนอื่น ตอนนี้ก็พยายามทำในสิ่งที่เราคิดว่าถูก เหมือนมีภูมิคุ้มกันแล้ว รู้จักประนีประนอมกับคนรอบข้างเรามากขึ้น"
"ความขัดแย้งในสังคมมันลงลึก มันเป็นภาวะที่คนกลัวตกเป็นเครื่องมือ กลายเป็นว่าคนไทยถูกรัดคอด้วยคำนี้ จะก้าวซ้ายก็กลัวจะตกเป็นเครื่องมือ จะก้าวไปทางขวาก็กลัวตกเป็นเครื่องมือ มันก็เลยมีคนที่ไม่รู้จะยืนอยู่ตรงไหนในสังคม อย่างตัวเองมองว่าคุณทักษิณทำไม่ถูกต้องแน่นอน แต่ก็มองว่าการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือละเมิดสิทธิเสรีภาพก็เป็นเรื่องไม่ถูกต้องเหมือนกัน แล้วจะยืนตรงไหน จะก้าวซ้ายหรือก้าวขวาที่จะไม่ตกเป็นเครื่องมือ ซึ่งเชื่อว่าคนแบบนี้ก็มีไม่น้อยในสังคมไทย แต่ว่ามันแสดงออกไม่ได้ กลัวจะตกเป็นเครื่องมือก็เลยอยู่เฉยๆ ดีกว่า และก็รับสภาพไป ไม่ว่าฝ่ายหนึ่งจะใช้วิธีการป่วนเมืองยังไงก็ตาม อีกฝ่ายหนึ่งจะใช้อำนาจรัฐเบ็ดเสร็จละเมิดสิทธิมนุษชนยังไงก็ตาม รู้สึกไม่พูดดีกว่าเพราะพูดไปก็จะตกเป็นเครื่องมือ ถูกเสียบประจาน เดี๋ยวไม่เลือกทางที่ถูกต้องก็กลายเป็นพวกดัดจริต ไม่ไร้เดียงสาก็ดัดจริต หรือไม่เท่าทันสังคมไทย โดนทุกอย่างขนาดว่าเราเลือกความถูกต้องแล้วนะ เรายึดหลักการว่าใครมาละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือเสรีภาพถือว่าผิด ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไหน การอยู่ข้างสิทธิเสรีภาพและสิทธิมนุษยชนมันเหนื่อยนะ และบางทีเราก็ทำอะไรไม่ได้มาก พูดก็เสียงไม่ดัง และไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาลเราก็ต้องพูดเหมือนเดิมกลายเป็นพวกแผ่นเสียงตกร่อง คนก็รำคาญ คนในสังคมไม่น้อยที่เป็นอย่างนี้ไม่ใช่เฉพาะนักกิจกรรม ประชาชนทั่วไปด้วย ที่รู้สึกว่าจะก้าวขาซ้ายก้าวขวาก็เครียดไปหมดเพราะกลัวตกเป็นเครื่องมือกลัวไร้เดียงสา กลัวว่าไม่เป็นคนดี กลัวถูกหาว่าไม่รักชาติ กลัวว่าไม่ได้อยู่ข้างความถูกต้อง แต่ความถูกต้องมันถูกอธิบายความเป็น 2 ชุด และมันขัดกันอยู่ ถ้าสองชุดความคิดนั้นมันใช้อำนาจในทางที่ไม่ชอบทั้งคู่หรือว่าไม่เคารพสิทธิมนุษยชนทั้งคู่ เราก็รับไม่ได้ทั้งคู่ แล้วทีนี้เราจะอยู่ตรงไหนในสังคมนี้ ไม่มีที่ให้เรายืน มันก็ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่มีที่จะยืน"
"ถ้าเราไม่ได้ทำงานอย่างนี้มาเราอาจจะสบายใจมากขึ้น ถ้าอยู่เฉยๆ แต่เนื่องจากเราทำงานอย่างนี้มา ตอนที่เราถูกหมิ่นประมาทคนก็มาช่วยเราเยอะมาก แต่คนมาช่วยก็หลายแบบ คนมาช่วยเพราะเกลียดทักษิณ คนมาช่วยเพราะว่าเห็นเราสู้เรื่องสิทธิเสรีภาพ แต่พอตอนนี้เราพูดเหมือนเดิมเป๊ะเลย เหมือนตอนที่สู้คดีชินคอร์ป ก็ยังพูดเรื่องเสรีภาพ แต่คนที่เคยช่วยเราเพราะว่าเกลียดทักษิณเขาก็จะกังขากับเรา ขณะที่คนที่ช่วยเราเพราะเราสู้เรื่องสิทธิเสรีภาพเหมือนกันเขาก็กังขากับเราเหมือนกันว่าเราก็ไม่เห็นสู้เต็มที่ เหมือนที่ตอนนั้นออกมาพูดทุกวันๆ ก็ยอมรับว่าตอนนี้ไม่ได้เคลื่อนไหวอะไรมาก มันก็น้ำท่วมปากบางทีมันก็จุก แต่ถ้าจำเป็นต้องพูดก็พูดและก็จะพูดแบบที่เราคิด สมัยคุณทักษิณจะมีแถลงข่าว มี event มากกว่านี้ ตอนนั้นเขาก็น่ากลัวจริง เหตุการณ์ในวันนี้มันก็สะท้อนภาพภาคใต้คราวที่แล้ว เพียงแต่ scale มันใหญ่ขึ้น มันเป็นการเมืองระดับชาติ สิ่งที่คุณทักษิณทำที่เราไม่สามารถให้อภัยได้ไม่ใช่เรื่องคอรัปชั่นนะ เรื่องคอรัปชั่นเป็นเรื่องใหญ่ร้ายแรง แต่ว่าเรื่องที่ไม่สามารถยอมรับได้ก็คือเรื่องสิทธิมนุษยชน เรื่องนโยบายทำสงครามกับยาเสพติด แต่ที่น่าขนลุกก็คือเวลาพูดเรื่องนโยบายยาเสพติดกับคนเสื้อแดง เขาก็มองว่าเป็นเรื่องถูกแล้ว คนที่เขาด่าการใช้อำนาจของรัฐบาลอภิสิทธิ์เคยถามเขาว่านโยบายทักษิณปราบยาเสพติดเขาบอกมันต้องทำเพราะยาเสพติดเป็นภัยต่อสังคม อ้าว หรืออย่างภาคใต้กลายเป็นกรอบคิดเหมือนกันเลย และกรณีภาคใต้ตอนนี้ก็เละไปแล้ว สุดท้ายคุณทักษิณมาตั้งคุณอานันท์เป็นประธานคณะกรรมการสมานฉันท์ มีหมอประเวศด้วย ตอนนี้คุณอภิสิทธิ์ตั้งคุณอานันท์และก็หมอประเวศเป็นกรรมการปฏิรูปประเทศไทย เอ้ยเป็นภาพคุ้นๆ นะ ตอนนั้นภาคใต้หลังจากที่บาดแผลมันแรงแล้ว มีกรือเซะ-ตากใบ จับอุ้มคนเป็น 7,000 คน จนเกินจะเยียวยาแล้วก็มีชุดกรรมาธิการสมานฉันท์เป็นความหวัง หลายคนมีความหวังนะในตอนนั้น มันเหมือนกับหนังฉายซ้ำในวันนี้".









