'ร็องแง็ง' วิถีชาวเล ใต้เงามืด ณ บ้านทับตะวัน

Sunday, 11 August, 2013 - 00:00

'ร็องแง็ง' วิถีชาวเล ใต้เงามืด ณ บ้านทับตะวัน

    ในทุกเย็นๆ ที่ศูนย์วัฒนธรรมมอแกนทับตะวัน ตำบลบางม่วง อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา จะคลาคล่ำไปด้วยเยาวชนหญิงชาย เขาเหล่านั้นมาที่นี่เพื่อรวมกลุ่มกันฝึก “ร็องแง็ง” อันเป็นศิลปวัฒนธรรมพื้นถิ่นที่ถูกส่งรุ่นต่อรุ่นอย่างยาวนาน
    ทว่าปัจจุบัน “ร็องแง็ง” กำลังจะถูกกลืนหายไปกับกาลเวลา เช่นเดียวกับชาวมอแกน ชนเผ่าชาวทะเลอันเป็นสัญลักษณ์ภูมิถิ่นอันดามัน ซึ่งตกอยู่ในสถานการณ์ถูกรุกไล่อย่างหนักจากทุนท่องเที่ยวอันบ้าคลั่ง
    ขณะที่สุสานของชาวบ้านทับตะวันได้ถูกโรงแรมสร้างทับ ส่วนพื้นที่ขุมเขียวอันเป็นเสมือนอู่ข้าวอู่น้ำของชุมชนได้ถูกนายทุนปิดทางและไม่ให้ชาวบ้านเข้าจอดเรือ หรือแม้แต่พื้นที่อยู่อาศัยก็ยังไม่มีอะไรรับประกันแน่นอนว่าจะอยู่ได้อย่างถาวร เพราะมีความพยายามใช้เล่ห์เหลี่ยมทางธุรกิจกว้านซื้อที่ดินเพื่อพัฒนาการท่องเที่ยว        
     “ร็องแง็ง” จึงถูกรื้อฟื้นมาหลังเหตุการณ์สึนามิ เพื่อเปิดแนวรบทางวัฒนธรรมต้านกระแสทุนท่องเที่ยวที่ถาโถมมาอย่างหนัก
    “รุ่นนี้เป็นรุ่นที่ 5 แล้ว” อรวรรณ หาญทะเล แกนนำเยาวชนรุ่นแรกที่ฝึกรำร็องแง็ง กล่าวด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ
    “หลังจากเหตุการณ์สึนามิ มีนายทุนมาอ้างสิทธิ์ในที่ดิน และขับไล่พวกเราออกจากพื้นที่ ไม่ให้เข้าไปสร้างบ้าน จากจุดนี้เป็นเหตุให้พี่น้องรวมกลุ่มกันลุกขึ้นมาทำข้อมูล หรือไปพูดคุยทุกเวทีเพื่อสร้างความเข้าใจกับสาธารณะถึงเรื่องของพวกเรา แต่สิ่งหนึ่งที่เราทำควบคู่กันไปด้วยคือ การรื้อฟื้นวัฒนธรรม ร็องแง็ง ขึ้นมา” อรวรรณเล่าถึงที่มาของการปลุกชีวิตวัฒนธรรมดั้งเดิม
     “เรามีป้าฉาและป้าบูร ครูร็องแง็งรุ่นดั้งเดิม เป็นคนสอน เพื่อที่จะสร้างสัญลักษณ์ในการต่อสู้ทวงคืนผืนดินบรรพบุรุษ แนวทางนี้ซึมลึกลงรากถึงจิตวิญญาณ สามารถดึงความสนใจกับพี่น้องได้ดี นายทุนมีเงิน แต่เรามีความจริง มีวัฒนธรรม เป็นปากเป็นเสียงต่อสู้กับเขา”
    ชุมชนทับตะวัน เป็นหนึ่งในหลายชุมชนชาวเลอันดามัน ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการพัฒนาการท่องเที่ยว ความเปราะบางดังกล่าวมาแตกเอาภายหลังเกิดเหตุการณ์สึนามิ ทั้งพื้นที่สุสาน พื้นที่ประกอบพิธีกรรม พื้นที่ทำกิน พื้นที่อยู่อาศัย ล้วนแล้วแต่อยู่ในความสุ่มเสี่ยงต่อการถูกรุกไล่ ทั้งนี้ได้มีการสำรวจพบว่า ชุมชนชาวเลอันดามันทั้งหมดมีอยู่ 41 ชุมชน กระจายตัวอยู่ 5 จังหวัดอันดามัน ราวกว่า 10,000 คน มีปัญหาที่อยู่อาศัย 15 ชุมชน มีปัญหาสุสาน 7 ที่ และเกือบทุกพื้นที่ไม่สามารถเข้าไปในที่ทำกินดั้งเดิมได้ เพราะอุทยานประกาศเป็นเขตหวงห้าม 
    หลังจากชาวทับตะวันต่อสู้เรื่องสิทธิในที่อยู่อาศัยยืดเยื้อมาหลายปี ในปี 2552 นายทุนจึงยอมไกล่เกลี่ยแบ่งที่ดินส่วนหนึ่งให้ชาวบ้าน แต่มี 2 ราย ที่ยังแน่วแน่ต่อสู้เพื่อความชอบธรรมของชุมชนที่บรรพบุรุษสร้างมา
     นางลาภ หาญทะเล เป็น 1 ใน 2 คนที่ยังไม่ได้รับเอกสารสิทธิ พร้อมทั้งยืนกรานว่าจะต่อสู้ให้ถึงที่สุด เพราะเชื่อว่าเอกสารสิทธิที่นายทุนนำมาอ้างนั้นออกโดยไม่ชอบ
    “ป้าไม่ยอม จะต่อสู้จนกว่าจะตาย เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า มอแกนนั้นอยู่ที่นี่มานาน อยู่มากันเป็นร้อยปี นายทุนเพิ่งมา แม้ว่าคนอื่นยอมหมดแล้ว ป้าก็ยังสู้ ไม่ใช่เพื่อตัวเองหรอกนะ ป้าสู้เพื่อลูกหลาน วันข้างหน้าลูกหลานจะได้ภาคภูมิใจในความเป็นชาวเล ยืนอยู่ในที่ดินอย่างมั่นใจในศักดิ์ศรี” นางพูดด้วยเสียงสั่นเครือทุกครั้ง เมื่อเล่าถึงความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้น
    ขณะที่สุสาน “ปากวีป” ซึ่งเป็นสถานที่ฝังศพของคนมอแกน 3 ชุมชน คือ ชุมชนปากวีป ชุมชนบางขยะ ชุมชนทับตะวัน ถูกนายทุนสร้างโรงแรมสร้างทับ จากเดิมมีพื้นที่สุสานจำนวน 19 ไร่ ปัจจุบันหดเหลือเพียง 6 ไร่
    “ผมไม่รู้จะพูดอย่างไรแล้ว มันทั้งน้อยใจ เสียใจ และโกรธ แต่ทำอะไรไม่ได้ คุณลองคิดดูสิว่า ถ้าเป็นคุณ คุณจะรู้สึกอย่างไร นั่นมันกระดูกของบรรพบุรุษเรา นั่นมันพื้นที่จิตวิญญาณของเรา พวกเราถูกย่ำยีจนไม่เหลือน้ำตาให้ร้องไห้แล้ว" นายเตียน หาญทะเล ชาวชุมชนทับตะวัน และยังมีสถานะเป็นสมาชิกสภาตำบลบางม่วงด้วย กล่าวด้วยความเจ็บช้ำน้ำใจ
    เสียงเพลง “ร็องแง็ง” ดังแว่วมาจากศูนย์วัฒนธรรมบ้านทับตะวัน ก่อนเงียบหายอีกครั้งพร้อมกับความมืดที่เข้ามาเยือน แต่อีกไม่นานแสงสว่างของพระอาทิตย์ก็ส่องสว่าง แต่ชีวิตของชาวเลแห่งบ้านทับตะวันกลับตกอยู่ในความมืดมิดที่มีเพียงลำแสงเล็กๆ ของ “ร็องแง็ง” ส่องทางให้พวกเขาเท่านั้น.