Sunday X-Cite X-Cite Kidz Tabloid
Subscribe to Thaipost
JPEG || PDF
Download

หลงเสน่ห์ "ลับแล"


    เรื่องเล่าเมืองลับแลที่เคยได้ยินเมื่อครั้งยังเด็กๆ จำได้ว่าช่างน่าตื่นเต้นอัศจรรย์เหลือหลาย กับความเชื่อเรื่องเมืองต่างมิติที่ทับซ้อนอยู่กับภพโลกปัจจุบัน จนหลงเชื่อเป็นตุเป็นตะว่าลับแลเนี่ยมีอยู่จริง! เติบใหญ่ขึ้นถึงได้รู้ว่าไอ้ที่เล่าต่อๆ กันมาน่ะ เป็นเพียงตำนานเล่าขานให้ดูขลังเท่านั้น
     ทว่า มนต์เสน่ห์ลับแลกลับไม่ได้จางหายไปจากใจ แต่รอโอกาสเหมาะพาไปผจญเมืองลึกลับที่ว่า เพื่อพิสูจน์ให้เห็นกับตาว่ามีจริงหรือไม่ แล้วก็สบโอกาสจริงๆ เมื่อการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานแพร่ เขาเชิญไปชมวิถีชีวิตคนลับแล ณ อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมานี้เอง โดยในช่วงเวลาดังกล่าว ชาวลับแลเขามีงานบุญที่น่าสนใจ จนอดไม่ไหวต้องเผยแพร่ต่อเพราะบางอย่างมีที่นี่ที่เดียว!     ก่อนจะพาไปร่วมงานบุญ ขอเล่าถึงที่มาที่ไปของคำว่า ลับแล ในแบบเป็นเหตุเป็นผล มิใช่ตำนานเรื่องเล่าอย่างที่เข้าใจกันมา ซึ่งเจ้าหน้าที่ ททท.เขาอธิบายให้ฟังว่า เมืองลับแลนี้เป็นอำเภอหนึ่งในอุตรดิตถ์ นับว่าเป็นเมืองโบราณที่มีมาตั้งแต่สมัยก่อนกรุงสุโขทัย และตามข้อสันนิษฐานของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพบอกไว้ว่า เดิมชาวเมืองแพร่ เมืองน่านหนีข้าศึกและความเดือดร้อนมาซุ่มซ่อนตั้งชุมชนอยู่บริเวณนี้ เนื่องจากเป็นป่ารกใช้หลบซ่อนตัวง่าย อีกทั้งภูมิประเทศเป็นเมืองที่อยู่ในหุบเขามีเนินสลับกับที่ต่ำ คนต่างเมืองถ้าไม่คุ้นเคยจะหลงทางได้
     ...จึงเป็นที่มาของถิ่นลับแล ที่เข้าแล้วหาทางออกไม่ได้ หรือไม่ก็ออกไปได้แล้วหาทางกลับเข้าไปอีกไม่เจอนั่นเอง
     แม้จะไม่ใช่เมืองพิสดารตามตำนาน แต่ลับแลก็ยังคงเป็นเมืองมหัศจรรย์ในความรู้สึกอยู่ดี เพราะถนนลาดยางอย่างดีตัดผ่านมาแล้วหลายปี แต่สภาพบ้านเรือนก็ยังเป็นไม้ส่วนมาก จะมีปูนมาผสมบ้างก็เป็นแค่ฐานเรือนชั้นแรก ส่วนชั้นสองก็จะก่อสร้างด้วยไม้เช่นเดิม รั้วรอบขอบชิดก็ยังเป็นไม้กั้น ไม่ได้เป็นรั้วเหล็กรั้วอัลลอยเหมือนเมืองที่เจริญแล้ว แถมผู้คนก็ยังดำรงวิถีกันแบบเรียบง่าย เน้นความจริงใจเป็นหลัก เพราะยังยึดถือว่าแดนดินถิ่นนี้เป็นเขตห้ามพูดโกหกดั่งในอดีตนั่นเอง
     เรารู้จักลับแลมากขึ้นด้วยการนั่งรถรางชมเมือง ซึ่งมีไกด์ชาวบ้านคอยเล่าเกร็ดความรู้ให้ฟังตลอดทาง โดยจุดสตาร์ทรถอยู่ที่ซุ้มประตูเมืองลับแลขาเข้าที่ยิ่งใหญ่ตระการตา ดูแล้วราวกับกำลังเดินทางเข้าสู่นครเมืองในหนังจักรๆ วงศ์ๆ ยังไงยังงั้น
     จากนั้นก็เริ่มเดินทางไปชมสถาปัตยกรรมกำแพงและซุ้มประตูวัดเสาหิน ต่อด้วยอนุสาวรีย์พระศรีพนมมาศ นายอำเภอคนแรกของลับแล สมัยรัชกาลที่ 5 แล้วผ่านวัดม่อนปรางค์ที่บรรจุอัฐิของพระศรีพนมมาศ ก่อนจะแล่นรถวกเข้าไปกราบไหว้อนุสาวรีย์เจ้าฟ้าฮ่ามกุมาร กษัตริย์องค์แรกผู้ครองนครลับแลตามตำนาน โดยการกราบไหว้เน้นดอกไม้สีขาวเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม อนุสาวรีย์เจ้าฟ้าฮ่ามกุมารนี้ อยู่ใกล้กับฝายหลวง ฝายทดน้ำแห่งแรกของประเทศไทย ใครสนใจก็ไปดูกันได้
     สุดท้ายจบเส้นทางรถรางกันที่วัดดอนสัก ณ บ้านต้นม่วง ต.บ้านฝาย ซึ่งชาวบ้านเชื่อว่าวัดแห่งนี้สร้างขึ้นสมัยอยุธยาตอนปลาย แต่ถูกพม่าเผาวอดไป ทำให้โบราณวัตถุและสถาปัตยกรรมเสียหายไปจำนวนหนึ่ง คงเหลือไว้แต่วิหารที่สร้างขึ้นจากไม้สักเพียงต้นเดียว อันประกอบด้วยความวิจิตรที่กำลังเลือนหายไปตามกาลเวลา ไม่ว่าจะเป็นหน้าบันไม้แกะสลัก บานประตูไม้แกะลวดลายอ่อนช้อยเป็นรูปกระหนกก้านขดไขว้ลายเทพพนมและภาพยักษ์ คันทวยเชิงชายก็สลักไม้เป็นรูปพญานาคงดงามเช่นกัน ผนังและเสาด้านในวิหารก็มีภาพชาดกเรื่องต่างๆ แต่ก็ค่อนข้างลบเลือน นับว่าเป็นสมบัติชาติที่ประเมินค่ามิได้ หน่วยงานใดที่เกี่ยวข้องควรเข้ามาดูแลบูรณะโดยด่วน
     ชมไปแล้ว...คราวนี้ก็มาถึงการชิม
     "หมี่พันเลิศรส" ร้านป้าหว่าง คืออาหารพื้นถิ่นลับแลที่เราได้กินเป็นอย่างแรกระหว่างพักเบรกนั่งรถรางชมเมือง ตัวหมี่ก็ไม่แตกต่างจากหมี่ผัดภาคกลางสักเท่าไร มีอะไรก็ผัดใส่ลงไป ตามด้วยน้ำซอสสูตรลับสีชมพูอมส้ม แต่ที่เด็ดกว่าก็คือชาวบ้านเขาประยุกต์เอา "ข้าวแคบ" หรือแผ่นแป้งข้าวเจ้าหมักตากแห้ง มาพันรอบหมี่ รูปลักษณ์คล้ายๆ โรตีสายไหม แผ่นแป้งบางกรอบช่วยส่งรสให้ผัดหมี่อร่อยมากยิ่งขึ้น อร่อยอย่างไร! อร่อยแค่ไหน! ลองมาชิมด้วยตัวเองแล้วจะรู้ซึ้งถึงรส
     อีกอย่างที่ขาดไม่ได้ถ้ามาถึงลับแลแล้วต้องชิมและกิน ก็คือทุเรียนไร้กลิ่นพันธุ์พื้นเมือง "หลง" และ "หลิน" นั่นเอง ลูกเล็กเม็ดโตราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 90-200 บาท รสชาติสมราคา เหมาะสำหรับคนไม่ชอบทุเรียนมีกลิ่นฉุน กัดไปคำใดก็ อื้ม..ม..!! รสนุ่ม หอม หวาน ละมุนเหมือนทุเรียนรสนมยังไงยังงั้นเลย ที่แปลกไปอีกสำหรับลับแลนี้ก็คือ "ทุเรียนเชื่อม" โดยชาวบ้านเอาทุเรียนหมอนทองห่ามๆ มาเชื่อมกับน้ำตาล รสชาติก็คล้ายกับมันเชื่อม แต่เนื้อเนียนกว่ามาก
     ตกค่ำย่ำเย็นเราถึงได้เข้าร่วมงานบุญที่ไม่เคยได้เห็นหรือสัมผัสมาก่อนในชีวิต กับ "อัฐมีบูชา" ณ วัดพระบรมธาตุ (ทุ่งยั้ง) ซึ่งที่มาที่ไปของงานบุญนี้ มาจากวันอัฐมีตรงกับวันแรม 8 ค่ำ เดือน 6 (หรือบางปีเป็นเดือน 7 ถ้ามีอธิกมาส) ที่มีเหตุการณ์สำคัญทางพุทธศาสนา เพราะเป็นวันที่ตรงกับวันถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานแล้ว 8 วัน นับว่าเป็นวันที่ชาวพุทธต้องสังเวชสลดใจและวิปโยคโศกเศร้าเป็นอย่างยิ่งที่ได้สูญเสียพระบรมสรีระแห่งองค์พระศาสดา 
     ฉะนั้น เมื่อวันอัฐมีนั้นเวียนมาบรรจบแต่ละปี พุทธศาสนิกชนบางส่วน โดยเฉพาะพระสงฆ์และอุบาสกอุบาสิกาแห่งวัดนั้นๆ จะพร้อมใจกันประกอบพิธีบูชา ด้วยการถวายพระเพลิงหลอกขึ้นเป็นการเฉพาะภายในวัด แต่ปฏิบัติกันมาตั้งแต่เมื่อใดไม่พบหลักฐาน
     สำหรับวัดทุ่งยั้ง ได้จัดงานอัฐมีบูชาต่อเนื่องมาเป็นเวลาช้านาน ตั้งแต่หลวงพ่อแน่นเป็นเจ้าเอาวาส ทว่าเมื่อท่านมรณภาพก็ไม่ได้จัดงานดังกล่าวอีกเลย จนกระทั่งพระครูกอญาณวโรได้รื้อฟื้นขึ้นมาใหม่ จวบถึงเจ้าอาวาสคนปัจจุบัน แต่รูปแบบของงานขยายขจรไกล ด้วยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งระดับจังหวัดและระดับชาติให้ความร่วมมือสืบสานประเพณี เนรมิตบรรยากาศแห่งพุทธธรรมเสมือนหนึ่งในครั้งพุทธกาลขึ้นมาใหม่ โดยที่เราไม่ต้องเดินทางไปร่วมพิธีไกลถึงประเทศอินเดียอย่างที่แล้วมา อีกหนึ่งประเพณีที่ไม่เคยเห็นที่ไหนในแผ่นดินไทย แต่กลับมีอยู่ที่แดนดินถิ่นเหล็กน้ำพี้ที่เดียวก็คือ "พิธีบายศรีสู่ขวัญวันผลไม้" พิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ตามวิถีชีวิตชาวลับแล ซึ่งส่วนใหญ่ยังคงอาชีพเกษตรกรรมเป็นชาวสวนชาวไร่ ทั้งนาหอมหัวแดง ไร่ผลไม้ ไล่เรียงตั้งแต่สวนลางสาดที่เปลี่ยนมาเป็นลางกอง (เอายอดลองกองมาติดตาไว้ที่ต้นลางสาด) สวนทุเรียนพันธุ์พื้นเมือง สวนกระท้อน สวนมังคุด รวมถึงสับปะรดที่ปลูกแบบธรรมชาติ ฯลฯ
     นอกจาการบูชาพระแม่ธรณีที่ให้ผืนแดนอันอุดมสมบูรณ์ไว้ทำกิน จนพูดกันติดปากว่าภูเขากินได้แล้ว พิธีบายศรีสู่ขวัญ ณ ม่อนจำศีล ที่ทำกันมาช้านานกว่าครึ่งศตวรรษ ยังเป็นกิจกรรมที่แสดงออกถึงความสามัคคีของคนในชุมชนแบบบ้านๆ ที่มีมิตรไมตรีต่อกัน แถมยังเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่มายังนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปเยี่ยมชมด้วย งานนี้เราเลยได้กินผลไม้อร่อยรสชาติเลิศแบบฟรีๆ จนอิ่มหนำสำราญ 
     ไหนๆ ก็ไหนๆ มาถึงถิ่นม่อนจำศีล ก็อยากให้แวะ "ม่อนลับแล" ที่อยู่เยื้องตีนเขาสักนิด เพราะที่นี่เขามีข้าว-น้ำ อาหารอร่อยไว้คอยบริการ แถมยังมีของฝากฝีมือสุดประณีตราคาย่อมเยาไว้ให้เลือกซื้อเลือกหา แต่ที่ต้องแวะเลยก็คือพิพิธภัณฑ์ม่อนลับแลที่อยู่ข้างใน ไปดูของเก่าเมืองลับแลกันได้แบบไม่ต้องเสียค่าเข้าชม ทั้งซิ่นตีนจกเมืองลับแลอายุกว่า 100 ปี มีลวดลายเอกลักษณ์เฉพาะตัวมาตั้งแต่บรรพบุรุษ นอกจากนี้ยังมี หมอนหก และเสื้อลับแล ที่หาดูได้แค่ถิ่นลับแลดินแดนลี้ลับที่เดียว
     เชื่อว่า... ถ้าลองเปิดใจมาสัมผัสแล้ว ไม่แคล้วนักท่องทริปต้องหลงเสน่ห์ "ลับแล" อย่างถอนตัวไม่ขึ้นแน่นอน.



flag counters
ไฟร์ฟอกซ์ ปลอดภัย ฟรี Download Firefox  | RSS feeds  | ทันข่าว ทันเหตุการณ์