องอาจ คล้ามไพบูลย์
หลักสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นมันต้องดำรงอยู่ เป็นหลักพื้นฐานของสังคมประชาธิปไตย ทำอย่างไรให้คนที่มีความเห็นต่างกันอยู่ร่วมกันให้ได้ แต่อย่าใช้ความรุนแรง นี่คือหัวใจในขณะนี้ และมันจะนำไปสู่ความปรองดองได้ด้วย เมื่อไม่ใช้ความรุนแรงก็ว่ากันด้วยเหตุด้วยผลแทน...ขณะนี้เราใช้ความรู้สึกมากกว่าใช้ความรู้ เราจะรู้สึกโกรธ เกลียด ชิงชัง พอเรามีความรู้สึกนี้เราก็ไม่อยากใช้ความรู้ ในการรับรู้อะไรเราอยากใช้ความรู้สึกในการแสดงออก ใช้ความรู้สึกในการรับรู้ เราไม่อยากใช้ความรู้ในการแสดงออก เราไม่อยากใช้ความรู้ในการรับรู้
วัฒนธรรมประชาธิปไตยมันต้องช่วยๆ กันสร้างขึ้นมา นักการเมืองก็ต้องสร้าง นักการเมืองต้องไม่ใช้อำนาจ และจริงๆ กฎหมายก็ลดอำนาจนักการเมืองไปเยอะพอสมควร ถ้าเป็นสมัยก่อนไม่มี กสช. กทช. นักการเมืองอาจจะมีอำนาจ ออกกฎกระทรวงปิดอันนั้นได้ปิดอันนี้ได้ แต่เวลานี้เขาให้ภาคประชาชนมีอำนาจมากขึ้นมีองค์กรอิสระ ภาคประชาสังคมต่างๆ ดังนั้นกระบวนการการทำงานต้องมีลักษณะของการสร้างการมีส่วนร่วม ประสานความร่วมมือ เพื่อนำไปสู่ความปรองดองและการแก้ไขปัญหาต่างๆ มันไม่มีทางอื่น
งานที่มาพร้อมกับการกำกับดูแลสื่อ ของรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ก็คือการ 'ปฏิรูปสื่อ' เพราะนี่คือหนึ่งในยุทธศาสตร์หลักของแผนปรองดองแห่งชาติ ที่นายกฯ อภิสิทธิ์เพิ่งแถลงไปเมื่อวันก่อน..วันที่ประชาชนใจจดใจจ่อรอฟังกันทั้งประเทศ แต่กองเชียร์ต่างผิดหวังไปตามๆ กัน เพราะเก็งกันว่านายกฯ จะดราม่าปลุกอารมณ์ร่วมของคนทั้งประเทศให้รู้สึกว่าเป็นวาระแห่งชาติได้มากกว่านี้
ฉะนั้นจากนี้ไปก็คงต้องรอดูบทบาทของ องอาจ คล้ามไพบูลย์ ว่าจะกำกับดูแลสื่ออย่างสร้างสรรค์เพื่อนำประเทศก้าวไปสู่ความปรองดองได้เพียงใด
'สื่อ'ต้องคิดปฏิรูป
รับตำแหน่งรัฐมนตรีได้แค่อาทิตย์เดียวแต่คิวงานให้สัมภาษณ์สื่อยาวเหยียด
"เรารู้สึกว่าเป็นพี่เป็นน้องกันมาตลอด คุ้นเคยตั้งแต่เป็นโฆษกพรรค ใครโทรมาก็พยายามรับหมดไม่ว่าจะเป็นสื่อไหน เคเบิล วิทยุ บางคลื่นบอกรายการเขาออนแอร์ตี 5 ต้องโทรศัพท์สัมภาษณ์โฟนอินเข้ารายการ ผมบอกถ้าอย่างนั้นผมก็ต้องตื่นตี 4 น่ะสิ (หัวเราะ)"
เห็นเข้าพบนายกฯ ก่อนวันแถลงแผนปรองดอง เลยสัพยอกว่ามีส่วนร่วมเขียนสคริปต์หรือเปล่า
"งานนี้เขาทำกันมาก่อนผมเข้ามาแล้ว แต่หลังจากแถลงวันนั้นผมถามท่านนายกฯ ท่านก็บอกว่าวันนี้เป็นเพียงวันที่ท่านนายกฯ ต้องการสื่อให้พี่น้องประชาชนเห็นว่าเป็นวันที่เราจะเริ่มต้นกระบวนการ โดยการให้ประชาชนทุกภาคส่วน ท้องถิ่น สื่อ เอกชน และภาควิชาการ เขาไปขับเคลื่อนด้วยภาคส่วนของเขาเอง เหมือนเป็นวันที่มารวบรวมสิ่งที่ท่านนายกฯ ได้ประกาศไปและก็เชิญคนเหล่านี้มา ให้เห็นว่าคนเหล่านี้คือกลุ่มคนที่เห็นด้วยกับการปรองดอง วันนี้ก็มาบอกว่าในส่วนภาคส่วนของคุณคุณจะไประดมสมองกันอย่างไร วิธีการไหนมันจะนำไปสู่การปรองดอง เป็นจุดเริ่มต้น"
อุตส่าห์เขียนจดหมายน้อยด้วยลายมือแต่อยากจะบอกว่าทำเสียของซะงั้น จึงอดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบกับแคมเปญพับนกเพื่อสันติภาพของทักษิณ ที่รู้ทั้งรู้ว่าในทางปฏิบัติไม่มีแก่นสารอะไรเลย แต่กลับจุดอารมณ์ร่วมของคนได้ทั้งประเทศ
"ก็เป็นเรื่องดีนะที่ช่วยสะท้อนว่าเราผิดหวังนะ เราอยากจะเห็นมากกว่านั้น ก็ต้องช่วยสะท้อน ทีมงานเขาจะได้ไปปรับปรุง"
หลังรับไม้ต่อจากสาทิตย์ วงศ์หนองเตย นโยบายกำกับดูแลสื่อมวลชนในขณะที่มี พ.ร.ก.ฉุกเฉินยังไม่มีปัญหา ของจริงน่าจะเป็นภาวะหลังจากยกเลิก พ.ร.ก.ฉบับนี้
"ขณะนี้อยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉินก็จะเป็นเรื่องของ ศอฉ.เป็นหลัก เขาก็จะดำเนินการกับคนที่ทำความผิด ส่วนที่ไม่ได้ทำความผิดเขาก็เปิดได้ตามปกติ ตอนนี้สังคมเรามีสื่อกระแสหลัก สื่อทางเลือกอย่างพวกทีวีดาวเทียม เคเบิลทีวี วิทยุชุมชน อินเทอร์เน็ต ถือว่าเป็น new media ทั้งหลาย ซึ่งสื่อทางเลือกส่วนมากต้องถือว่าไม่ได้เป็นสื่อที่มีปัญหาอะไร วิทยุชุมชนเท่าที่ไปแจ้งจดทะเบียนตามประกาศของอนุกรรมการของ กทช.ประมาณ 6,000 กว่าคลื่น แต่ประมาณการว่าจะมีสักประมาณ 10,000 คลื่นในประเทศไทยขณะนี้ ปรากฏว่าส่วนมากถึง 90 เปอร์เซ็นต์ไม่ได้มีปัญหาอะไร เขาก็ทำประโยชน์เพื่อชุมชน ด้านวัฒนธรรม ศาสนา แล้วแต่ว่าคลื่นไหนจะเน้นเรื่องอะไร ประโยชน์ในเชิงสังคมต่อชุมชน อย่างกรณีเสียงธรรมของหลวงตามหาบัวก็กระจายเสียงผ่านคลื่นวิทยุชุมชนทั่วประเทศ ก็ถือว่าเป็นประโยชน์ต่อสังคม แต่คลื่นที่เป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้ พอบ้านเมืองเกิดวิกฤติ โดยเฉพาะในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา เราแทบจะไม่สามารถไปทำอะไรได้เลย จนกระทั่งมีพระราชกำหนดฯ ก็ใช้
กฎหมายตามพระราชกำหนดฯ ใช้กำลังเข้าไปจัดการ ก่อนหน้านี้วิทยุชุมชนหรือสื่อทางเลือกต่างๆ โดยเฉพาะผมอยากจะพูดถึงวิทยุชุมชนก่อน มันมีมาเป็นสิบปีแล้ว พูดง่ายๆ เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ใครมีกำลังมีเงินที่จะไปซื้อเครื่องมาตั้งมาเปิดก็เปิดกันเข้าไป เป็นสิบปีที่ผ่านมาก็ไม่มีใครสนใจอะไรมาก อาจจะพูดกันในแวดวงวิชาการแวดวงคนที่ทำงานด้านนี้อย่างโน้นอย่างนี้ ตอนนั้นก็จะพูดกันเรื่องคลื่นรบกวนเป็นหลัก รบกวนสายการบินอย่างนั้นอย่างนี้ แต่พอมาหลังๆ ก็เริ่มมีกลุ่มการเมืองหรือบางส่วนอาจจะมีนักการเมืองเข้าไปอยู่เบื้องหน้าบ้างเบื้องหลังบ้างของวิทยุชุมชนต่างๆ แรกๆ ผมเข้าใจว่าเขาอาจจะมีจุดประสงค์เพียงที่จะเพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผลงานของเขา แต่พอตอนหลังการเมืองมันเข้มข้นขึ้น มีการต่อสู้มากขึ้นก็เริ่มมีการใช้วิทยุชุมชน หรือกลุ่มบุคคลบางกลุ่มที่อาจจะไม่ใช่นักการเมือง แต่มีวาระซ่อนเร้นอย่างอื่น ก็เริ่มใช้วิทยุชุมชนเพื่อประโยชน์ของกลุ่มบุคคลของตน
เอง พอเริ่มใช้มากขึ้นหลายกรณีก็ก่อให้เกิดการกระทำที่ผิดกฎหมาย ถ้าเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับการหมิ่นประมาทก็เป็นเรื่องของบุคคล ก็ไปฟ้องร้องคนที่จัดรายการว่ากันไป แต่ถ้าเป็นการผิดกฎหมายที่ไปเกี่ยวข้องกับสถาบันบ้าง ไปละเมิดกฎหมายความมั่นคงบ้าง แต่พอทำผิดกฎหมายที่ผ่านมาถามว่าใครควรจะมารับผิดชอบในสิ่งเหล่านี้ รัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งในช่วงนั้นเป็นช่วงที่เริ่มมีสื่อทางเลือกมากขึ้น แต่ถ้าเรานึกย้อนไปในช่วงปี 2540 เราจะไม่ค่อยได้ยินเรื่องวิทยุชุมชนสักเท่าไหร่ แต่รัฐ
ธรรมนูญ 2540 ก็ไปบัญญัติให้สังคมไทยต่อไปนี้นักการเมืองไม่ควรมายุ่ง ไม่ควรมากำกับดูแลไม่ควรมาแทรกแซงมามีอิทธิพลอะไรต่างๆ เหนือเรื่องราวของการสื่อสารหรือการโทรคมนาคม ควรจะเปิดให้เขาเป็นอิสระ ก็ตั้งองค์กรอิสระขึ้นมาแยกเป็น 2 องค์กร คือ กทช.(คณะกรรมการโทรคมนาคมแห่งชาติ) กับ กสช.(คณะกรรมการสื่อสารแห่งชาติ) องค์กรหลังนี่พูดง่ายๆ ก็คือเรื่องวิทยุโทรทัศน์ ระยะเวลาผ่านมานานหลายปี กสช.ตั้งไม่ได้สักที กว่าจะสรรหาคนมาเป็นกรรมการได้ เพราะผลประโยชน์มันเยอะ คลื่นวิทยุโทรทัศน์ต่างๆ แม้กระทั่งคลื่นวิทยุกระแสหลัก ต้องถูกมาจัดสรรกันใหม่ จากเดิมที่เคยเป็นกันอยู่ อย่างบางทีวิทยุทหารให้สัมปทานกัน 30 ปี ซึ่งมันไม่เป็นธรรม เพราะฉะนั้นความไม่เป็นธรรมต่างๆ เหล่านี้ก็เลยบอกว่าต้องจัดสรรกันใหม่ เนื่องจากผลประโยชน์มันเยอะ ก็เลยมีการปัดแข้งปัดขาทำให้การก่อตั้งองค์กรอิสระที่ชื่อว่า กสช.เกิดขึ้นไม่ได้ จนกระทั่งถึงปัจจุบันก็ยังเกิดไม่ได้"
"กทช.ก็มีการปัดแข้งปัดขากันระดับหนึ่งที่ผ่านมา แต่ผลสุดท้ายเกิดได้ บางคนบอกว่าเกิดได้เพราะว่าจัดสรรผลประโยชน์กันลงตัวโดยผู้มีอำนาจในบ้านเมืองในขณะนั้นส่วนหนึ่ง อันนี้จริงหรือไม่ก็ต้องไปตรวจสอบดู แต่อย่างไรก็ตาม กทช.มันก็เกิดขึ้นได้ กทช.ก็มีหน้าที่บริหารจัดการเกี่ยวกับโทรคมนาคม ก็เป็นมาอย่างนี้ จนกระทั่งถึงปี 2550 รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ออกมาบอกว่า กสช.สิบปีแล้วยังไม่เกิดเลย ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2540 คนร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 ก็เลยบอกบัญญัติใหม่แล้วกัน เอา กทช. กสช.รวมกัน แล้วเรียกใหม่ว่า กสทช.(คณะกรรมการสื่อสารและโทรคมนาคมแห่งชาติ) เอาภารกิจของสองอันนี้มารวมกัน หน่วยงานนี้ต้องถือว่าเป็นองค์กรอิสระ รัฐบาล นักการเมือง ใครจะไปแทรกแซงไม่ได้ เขามีกระบวนการสรรหา มีที่มาของคณะกรรมการ จนขณะนี้กฎหมายเพิ่งผ่านวุฒิสมาชิกไปเมื่อไม่กี่วันนี้ก่อนปิดสภา แต่วุฒิสมาชิกไปแก้ในสาระสำคัญบางส่วน กระบวนการพิจารณากฎหมายเมื่อมีการแก้จากวุฒิสมาชิกก็ต้องมาตั้งกรรมาธิการร่วมระหว่าง ส.ส.กับ ส.ว. พอเปิดสภาผมก็จะพยายามผลักดันให้พิจารณาวาระแรกๆ เลย ไม่ใช่ไปต่อแถวอยู่ เพื่อที่จะตั้งกรรมาธิการร่วมและก็ไปพิจารณากฎหมายฉบับนี้ เมื่อกรรมาธิการร่วมพิจารณาแล้วได้ผลอย่างไรก็มาเสนอสู่สภา สภาก็จะลงมติประกาศใช้เป็นกฎหมายได้"
ระหว่างที่ยังไม่มีกฎหมายฉบับนี้ รัฐต้องใช้อำนาจผ่านคณะอนุกรรมการวิทยุกระจายเสียงจัดระเบียบวิทยุชุมชนและทีวีดาวเทียม
"คือพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551 ก็รู้ว่าเป็นปัญหาคาราคาซังมาเป็นสิบปี โดยเฉพาะเรื่องวิทยุชุมชน ซึ่งช่วงปี 2550 ก็เริ่มเป็นปัญหามากขึ้น ดังนั้นใน พ.ร.บ.ฉบับนี้ ในมาตรา 78 บอกว่าในระหว่างที่การจัดตั้งองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระเพื่อจะทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม ตามมาตรา 47 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ยังไม่แล้วเสร็จ ให้คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ และพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2543 ปฏิบัติหน้าที่คณะกรรมการตามพระราชบัญญัตินี้เป็นการชั่วคราว ผมเข้าใจว่าตอนออกกฎหมายนี้อาจจะนึกไม่ออกว่าเมื่อไหร่จะออกกฎหมายนี้จริงๆ เลยให้มาทำหน้าที่ชั่วคราว มีอำนาจหน้าที่อะไรบ้าง หนึ่งดำเนินการตามที่กำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย สองดำเนินการเพื่อให้ผู้ประกอบกิจการกระจายวิทยุเสียงชุมชน และกิจการที่ไม่ใช้คลื่นความถี่ รับใบอนุญาตประกอบกิจการบริการชุมชนและกิจการที่ไม่ใช้คลื่นความถี่เป็นการชั่วคราวไปพลางก่อนตามที่คณะกรรมการกำหนดให้มีอายุไม่เกิน 1 ปี"
"สรุปง่ายๆ ก็คือขณะนี้ทาง กทช.ก็ออกประกาศระเบียบและก็เรียกคนมาลงทะเบียน แต่ก็ยังไม่ได้ดำเนินการอะไรไปมาก ตอนนี้ก็จึงเสมือนหนึ่งว่ามีช่องว่างที่ก่อให้เกิดปัญหา ถามว่าเมื่อมีวิทยุชุมชนทำความผิดละเมิดความมั่นคงหรือสถาบัน เจ้าหน้าที่ที่รักษากฎหมายก็ไม่ค่อยอยากเข้าไปดำเนินการเพราะมันจะต้องไปตรวจจับไปมอนิเตอร์ ต้องมีหลักฐาน เขาก็ต้องมีเครื่องสแกน ซึ่งถ้ามี กทช. กสทช. ขึ้นมาเขาจะมีอำนาจหน้าที่จัดการ เมื่อยังไม่มีเจ้าหน้าที่ที่รักษากฎหมายก็ไม่อยากไปทำ จนกระทั่งบาง case ในยุคสมัยที่เราเข้ามาเป็นรัฐบาล ก่อนหน้านี้ที่มีการเคลื่อนไหวมีการชุมนุมก็เริ่มใช้วิทยุชุมชนปลุกระดมมากขึ้นเรื่อยๆ คนที่เขาหวังดีต่างๆ ก็แจ้งเข้ามามาก เราก็เจาะไปเฉพาะเรื่องและก็บอกให้เจ้าหน้าที่ที่รักษากฎหมายไปดำเนินการ เจ้าหน้าที่ส่วนหนึ่งก็ไม่ค่อยทำ สมมติถ้าเป็นในต่างจังหวัดถ้าเขาไปจับคุม ก็เห็นๆ กันอยู่ว่าถ้าไม่เหนือบ่ากว่าแรงก็ไม่ทำอะไร และเมื่อไหร่ที่เจ้าหน้าที่จะเอาจริง ดีเจก็ประกาศเรียกคนมา 200-300 คนมาล้อม เจ้าหน้าที่ก็ทำอะไรไม่ได้ ก็เริ่มมีการเจรจา ผู้ว่าฯ ต้องมา บางทีก็ใช้หลักรัฐศาสตร์ สิ่งเหล่านี้ดำรงอยู่ในประเทศไทย สืบเนื่องมาจนกระทั่งการชุมนุมใหญ่เมื่อ 2-3 เดือนที่แล้ว ซึ่งที่ปิดไปได้ก็คือใช้อำนาจ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน"
ยอมรับว่ารัฐบาลยันสถานการณ์อยู่ได้ทุกวันนี้ เพราะ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน วันใดที่ยกเลิกโดยที่กสทช.ยังไม่เกิดจะไม่สามารถควบคุมอะไรได้
"ถ้ายังไม่มีก็สภาพเดิมกลับมาอีก เพราะฉะนั้นทำไมคนที่เขาถูกปิดเขาถึงเรียกร้องอยากให้ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หรือแม้แต่ยังไม่ยกเลิกพระราชกำหนดมีคนแจ้งผมมาแต่ว่าเราก็ตรวจสอบยาก หนึ่งถึงผมเป็นรัฐมนตรีแต่ไม่มีเครื่องมืออะไรไปตรวจสอบ ในความเป็นรัฐมนตรีที่จะไปตรวจสอบ ขณะนี้นะวันที่ผมมานั่งอยู่ตรงนี้ 7 วันแล้ว ที่ทำได้ขณะนี้ก็คือว่ามันเป็นเรื่องที่ต้องขอความร่วมมือประสานงานอย่างเดียวเวลานี้ โดยผมก็ต้องไปดูว่าตอนนี้ กทช.คุณมีเครื่องมืออะไรบ้างหรือไม่ ผมจะไปสั่งก็ไม่ได้เพราะเป็นองค์กรอิสระ เขามีเครื่องมือสแกนไหมอะไรไหม เพราะทราบว่าเดี๋ยวนี้เขาเริ่มมี กทช.ต่างจังหวัด ผมเลยคิดว่าอาจจะต้องทำงานในเชิงบูรณาการ ประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ผู้รักษากฎหมาย เจ้าหน้าที่ในส่วนหน่วยงานที่เขาอาจจะมีเครื่องไม้เครื่องมือ หรือหน่วยงานอื่นๆ มาบูรณาการกัน ซึ่งมันอาจจะผ่านหลายๆ กระทรวง อาจจะต้องเริ่มต้นด้วยการมานั่งปรึกษาหารือกันเป็นอันดับแรกว่าควรจะมีกลไกอย่างไรที่จะมาจัดการปัญหานี้ที่มันหมักหมมมาเป็นสิบๆ ปี จนเป็นปัญหาเผาบ้านเผาเมืองของเรา ส่วนหนึ่งก็เพราะเครื่องมือการสื่อสารประเภทนี้ที่มีส่วนทำให้เกิดปัญหาเผาบ้านเผาเมืองขึ้นมาได้ ปัญหาการใช้ความรุนแรง ก็ใช้เครื่องมือเหล่านี้ปลุกระดม ซึ่งต้องถือว่าเป็นส่วนน้อยและผมพยายามย้ำตรงนี้ว่าวิทยุชุมชนส่วนมากเขาก็สามารถดำเนินกิจการไปได้ด้วยดีไม่ได้มีปัญหาอะไร"
การปิดกั้นการแสดงออกในช่วงที่เขาคับแค้น ก็สร้างความกดดันได้เหมือนกัน
"ไม่คุม ไปจัดการเฉพาะคนที่ทำผิดกฎหมาย ไม่ใช่ไปจัดการคนดี เริ่มต้นอาจจะต้องเชิญหน่วยงานต่างๆ ที่คิดว่าน่าจะเกี่ยวข้องมาปรึกษาหารือกันว่าขณะนี้บ้านเมืองเรามันมีปัญหาอย่างนี้ เราจะคิดว่าวิธีการไหนที่จะแก้ไขปัญหานี้ ผมอยากจะใช้วิธีให้มาแสดงความเห็นร่วมกัน เพราะเราไม่มีอำนาจจะไปสั่งอยู่แล้ว ก็มาปรึกษาหารือร่วมกันเพื่อที่จะหารูปแบบของการแก้ไขปัญหา ผมคิดว่าถ้าได้ตรงนั้นแล้ว มันเหมือนกับว่าทุกคนมามีส่วนร่วมตรงนี้ร่วมนี้ จากนั้นเวลาทำงานก็จะทำงานร่วมกันได้ การทำร่วมกันก็คือหนึ่งจะต้องไปหาทางยับยั้งอะไรก็ตามที่ผิดกฎหมายไม่ให้สามารถดำเนินการต่อไปได้ หรือบางทีความผิดกฎหมายบางทีมันคาบเกี่ยว บางทีมันอาจจะตักเตือนได้ ผมก็มองไกลไปถึงในทางปฏิบัติ อาจจะตักเตือนว่าคุณกำลังจะทำความผิดนะหรือใกล้จะผิดแล้วนะ หรือถ้ามันผิดชัดเจนก็ต้องดำเนินการกับผู้ที่ผิดกฎหมายได้"
เมื่อไหร่ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน PTV จะกลับมาเปิดอีกแน่นอน
"ที่ผ่านมาเขาก็ไม่ได้ขออนุญาต คุณมีเงินคุณก็เปิดทีวีเคเบิลได้ นี่พูดโดยหลักการก่อนนะไม่จำเป็นว่าเป็น PTV หรือใคร"
ไม่อย่างนั้นเขาก็จะอ้างเรื่อง ASTV
"เขาไม่ต้องอ้าง เพราะตอนที่เขากลับมาเปิดอีกทีเมื่อปีก่อนก็ไม่เห็นต้องอ้างหรือขออนุญาตอะไร"
ถึงวาระที่ต้องมาสังคายนากันเสียทีเพื่อไม่ให้เกิดสองมาตรฐาน
"ขณะนี้ไม่มีใครไปจัดได้ ไม่มีใครมีอำนาจไปจัดได้ นี่คือปัญหาของบ้านเมืองขณะนี้ จนกว่าจะเกิด กสทช."
จำได้ว่าในช่วงแรกของการประกาศแผนปรองดองนายกฯ อภิสิทธิ์เคยขอให้ ASTV ลดโทนลง
"ก็เป็นการขอร้องกัน แต่ถามว่าสั่งเขาได้ไหม ก็ไม่ได้ แต่ในความเห็นของผมถ้าเขาผิดดำเนินการตามความผิด ในความเห็นของผมสื่อทั่วไปเราต้องให้สิทธิเสรีภาพ ไม่ว่าจะเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อวิทยุโทรทัศน์ เขาต้องมีสิทธิ์ในการนำเสนอแสดงความคิดเห็นได้ แต่ถ้าเขาผิดต้องมีกลไกเข้าไปดำเนินการ แต่ขณะนี้มันไม่มี ปัญหามันก็อยู่ตรงนี้"
ระหว่างนี้รัฐบาลจึงต้องใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเป็นเครื่องมือในการกำกับสื่อไปก่อน
"เพราะมันไม่มีทางเลือกเลย นี่ก็พูดกันแฟร์ๆ แต่กว่าจะใช้ก็ตั้งนานเห็นไหม จนทางโน้นถล่มจนเอียงไปเอียงมาไม่รู้กี่รอบแล้วกว่าจะตัดสินใจใช้ จนกระทั่งสุดท้ายมันไม่มี คุณจะไปเอาอะไรที่จะไปยับยั้งเขา ตอนนั้นยิ่งกำลังสู้รบอยู่ เอาทหารเข้าไปก็ไม่ได้เพราะไม่มีพระราชกำหนด เอาตำรวจเข้าไปเหรอ ตำรวจแค่เฝ้าม็อบก็จะทานไม่อยู่แล้ว"
ก่อนจะยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน รัฐบาลจะต้องเร่งสร้างความปรองดองให้เป็นรูปธรรม ไม่เช่นนั้นจะเป็นเงื่อนให้ฝ่าย นปช.ใช้สื่อปลุกระดมได้อีก
"ส่วนหนึ่งของแผนปรองดอง 5 ข้อเรื่องการปฏิรูปสื่อ คนในแวดวงสื่อเอง สมาคมวิชาชีพเขาก็กังวลเหมือนอย่างที่เรากังวลกันอยู่ เขาเองก็รู้ว่ารัฐบาลไปสั่งใครทำอะไรไม่ได้ในเรื่องนี้เพราะเป็นสิทธิเสรีภาพ ถ้าคุณสั่งคนหนึ่งได้คนอื่นก็ถูกสั่งได้ พวกสื่อต่างๆ เหล่านี้เขาถึงอยากปฏิรูปสื่อด้วย การปฏิรูปสื่อก็เป็นเรื่องของสื่อที่จะต้องปฏิรูป ไม่ใช่รัฐบาลไปสั่งให้เขาปฏิรูปได้ เพราะสื่อต้องมีสิทธิเสรีภาพ เขาต้องมีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง เขาจะวิพากษ์วิจารณ์ใครก็ได้ เพราะฉะนั้นในกระบวนการของการปฏิรูปสื่อ ท่านนายกฯ ถึงได้ให้องค์กรสื่อ ทั้งสื่อวิทยุโทรทัศน์ สมาคมวิทยุโทรทัศน์ สมาคมนักข่าว หรือว่าวิทยุโทรทัศน์ดาวเทียม วิทยุชุมชน ไปประชุมปรึกษาหารือกันและหลังจากแผนปรองดองออก ตัวแทนองค์กรสื่อก็มาพบท่านนายกฯ อีกครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ 10 พ.ค.มีการยื่นข้อเสนออะไรบางส่วน ขณะเดียวกันจากการที่เขาได้ไปเสวนากัน ขณะเดียวกันในภาควิชาการรัฐบาลก็ขอความกรุณาคณบดีคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ให้ช่วยไปดำเนินการในฐานะที่ท่านอยู่ในแวดวงสอนหนังสือหนังหาเกี่ยวกับเรื่องสื่อสารมวลชน จะปฏิรูปสื่ออย่างไรที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ ทำอย่างไรให้การปฏิรูปสื่อไปพร้อมๆ กับความรับผิดชอบ เพราะฉะนั้นขณะนี้กระบวนการนี้ก็กำลังเดินหน้าไป
"ปัญหาของวิทยุชุมชนก็เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปสื่อ ซึ่งพวกที่ทำวิทยุชุมชนดีๆ ที่ไม่มีปัญหาเขาก็วิตกกังวล เพราะเวลาที่พูดถึงวิทยุชุมชนทุกวันนี้คนก็จะนึกว่าเป็นความเลวร้ายไปแล้ว เขาก็ไม่ต้องการให้เป็นอย่างนั้น พวกที่เขาประกอบอาชีพด้วยความซื่อสัตย์สุจริตตามครรลองวิชาชีพเขาก็ไม่ได้มีความสุขจากปัญหานี้ ขณะเดียวกันรัฐก็ใช้อำนาจเข้าไปทำอะไรไม่ได้ เพราะต้องดำรงในความมีสิทธิเสรีภาพของสื่อ ตรงนี้ที่มันยังเป็นปัญหาอยู่ หนึ่งแผนปฏิรูป 5 ข้อถึงต้องมีเรื่องของการปฏิรูปสื่อควบคู่ไปกับความรับผิดชอบ"
ปฏิรูปสื่อภายใต้โจทย์ 'ปรองดอง' ต้องอย่าลืมว่าการปรองดองต้องเปิดโอกาสให้กับคู่ขัดแย้งด้วย
"ผมคิดว่าในสื่อกันเองเขาก็พยายามเชิญถึงแม้ว่าคุณจะเคยทำผิดกฎหมายหรืออะไรมาก็ตาม สื่อเองเขาก็คงต้องพยายาม เพราะเราจะไปสั่งให้เขามาคุยกันไม่ได้ อยู่ดีๆ จะไปสั่งให้คุณมาคุยกันนะ แม้แต่เราจะไปจัดเวทีให้เขายังไม่เอาเลย จะเชิญเขามาทำเนียบฯ เหมือนกับว่าเวลารัฐบาลเชิญมาเพื่อจะมาคุยบางทีเขาบอกไม่ได้ถ้ามาภาพจะกลายเป็นว่ารัฐบาลเรียกเขามาสั่ง เขาขอไปจัดการกันเอง ขณะนี้มันอยู่ในขั้นตอนนั้นอยู่ เขาก็บอกว่าเขากำลังพยายามที่จะหากลไกของเขามา เหมือนกับกลไกในการดูแลกันเอง"
ขนาดสื่อด้วยกันเองยังมองการปฏิรูปสื่อหนนี้ว่ายากกว่าเมื่อครั้งรัฐธรรมนูญ 2540 เพราะตลอด 3-4 ปีของความขัดแย้งที่รุนแรงและลงลึกสื่อก็เลือกข้างกันแล้ว สื่อกระแสหลักหลายค่ายประกาศเป็นขั้วตรงข้ามกันไปแล้วด้วยซ้ำ
"สังคมนี้ก็ต้องตอบ ถ้าคุณให้อำนาจรัฐเข้าไปจัดการ รัฐไม่ใช่หมายถึงแค่รัฐบาลประชาธิปัตย์ ใครก็ตามที่มาถืออำนาจรัฐ เข้าไปจัดการกับสื่ออย่างนั้นได้คนส่วนหนึ่งก็จะบอกว่าคุณไม่มีสิทธิ ไปพิพากษาเขาได้อย่างไร เขาทำผิดกฎหมายก็ไปจับเขาสิ แต่ปัญหาก็อย่างที่บอกว่าที่ผ่านมามันไปจับไม่ได้สักทีถ้าไม่ใช่ พ.ร.ก. ฉะนั้นคนในแวดวงสื่อส่วนหนึ่งก็จะติติง รัฐธรรมนูญก็บัญญัติไว้ไม่ให้นักการเมืองแทรกแซง เป็นเจ้าของกิจการสื่อยังไม่ได้เลย เพราะเขาไม่ต้องการให้นักการเมืองไปยุ่งอะไรเลยกับสื่อ ต้องการให้มีสิทธิเสรีภาพเต็มที่"
mode สู้รบต้องใช้ NBT
บทบาทที่ชัดเจนที่สุดของรัฐมนตรีคนใหม่น่าจะเป็นการกำหนดแนวทางของสถานีโทรทัศน์ NBT ซึ่งถูกวิจารณ์ว่าไม่ต่างอะไรจาก PTV ที่เป็นเครื่องมือของรัฐบาลเสนอข้อมูลด้านเดียว
"ในช่วงที่ผ่านมาผมคิดว่ามันเป็นสถานการณ์สู้รบ ถ้ารัฐบาลไม่ใช้สื่อช่อง 11 ก็ไม่รู้จะไปใช้สื่ออะไร ก่อนที่จะมีพระราชกำหนดออกมา คือมันเริ่มมาตั้งแต่เดือน มี.ค.มาเรื่อย สื่อกระแสหลักทั่วไปเขาก็เสนอข่าวปกติทั่วไป ซึ่งผมถือว่าเขาก็เสนอข่าวรอบด้านตามปกติ แต่ที่รัฐบาลเข้าไปใช้ช่อง 11 มากๆ เมื่อมันเข้าไปอยู่ mode ช่วงของสถานการณ์สู้รบ ซึ่งถ้าไม่ใช่ในขณะที่อีกฝ่ายเขามีเครื่องมือ แต่รัฐบาลไม่มีเลย เมื่อรัฐบาลไม่มีและก็ไปแทรกแซงช่องอื่นไม่ได้ จะให้มาเผยแพร่ความจริงต่างๆ ไปยุ่งไม่ได้ มันก็มีอันเดียวคือช่อง 11 ที่รัฐบาลจะใช้เป็นเครื่องมือได้ เพราะฉะนั้นในเวลาสู้รบกันเพราะทางอีกฝ่ายเขาต้องการมาล้มล้างรัฐบาล และก็ล้มล้างอะไรอย่างอื่นอีกเยอะแยะ ผมคิดว่าเป็นความจำเป็นตอนนั้นของรัฐบาล ไม่อย่างนั้นรัฐบาลก็จะไม่มีเครื่องมืออะไร จนกระทั่งแม้แต่จะมีเครื่องมือก็แทบทานไม่อยู่ กระทั่งต้องตัดสินใจใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อไปยุติการสื่อสารของอีกฝ่ายหนึ่งที่รัฐบาลมองว่าบิดเบือนความเป็นจริงและก็กระทำผิดกฎหมายหลายประการ ขณะเดียวกันการมี พ.ร.ก.ก็เพื่อให้รัฐบาลจะได้ไปใช้สื่ออื่นๆ ได้ด้วย"
แต่รัฐบาลมีอำนาจรัฐในมือ การใช้ NBT ตอบโต้ฝ่ายตรงข้ามทุกประเด็น ด้านหนึ่งต้องยอมรับว่าเป็นการสุมไฟ
"อันนี้ก็แล้วแต่มุมมอง แต่มุมมองของรัฐบาลขณะนั้นผมเชื่อว่าเขาคิดว่าเขาพยายามให้ข้อมูลในขณะนั้น แต่พอสถานการณ์จบก็ค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ มันก็ไม่ใช่มีแถลงทั้งวัน หรือว่ามีรายการอะไรมาออกทั้งวัน ออกวันละ 5-6 รอบ ไม่ใช่แล้วตอนนี้"
เนื้อหาที่นำเสนอเรื่องล้มเจ้า ปลุกกระแสชาตินิยม ถูกวิจารณ์ว่า NBT เหมือนกับวิทยุยานเกราะสมัย 6 ตุลา เป็นเครื่องมือ propaganda ของรัฐบาล
"ผมว่าไม่เหมือน ผมว่าไม่เหมือนก็เพราะว่ามันต่างกัน สถานการณ์มันก็คนละรูปแบบ นี่คือกลุ่มการเมืองที่พยายามจะมาล้มล้างอำนาจทางการเมือง และอาจจะล้มล้างอย่างอื่นมากกว่าการเมือง เขาทำผิดกฎหมายหลายประการ รัฐบาลก็หาเครื่องมือที่จะมายับยั้งการทำผิดกฎหมายหรือจัดการกับคนที่ทำผิดกฎหมาย แต่รัฐบาลไม่ได้ propaganda และผมคิดว่ารัฐบาล propagandaไม่ได้ คนไม่เชื่อหรอกถ้ารัฐบาลไป propraganda แต่รัฐบาลพยายามเอาความจริงมาบอก ความจริงที่เขาไม่สามารถไปค้นหาจากที่อื่นได้ แต่ถ้ารัฐบาลเอาความเท็จมาบอกผมคิดว่าคนก็ไม่เชื่อ เพราะเดี๋ยวนี้สื่อทางเน็ตก็มีเยอะแยะ สมมติคุณเอามานำเสนอในสิ่งที่มันไม่ถูกต้อง คนอื่นก็เอาสิ่งที่ถูกต้องกว่ามาโต้กับคุณ หรือว่ามาเปรียบเทียบ เมื่อเขาไม่มีช่องทางนำเสนอ เขานำเสนอทางเน็ตและมีสื่อสิ่งพิมพ์เอาไปเสนอต่อ แต่สมัย 6 ตุลามันไม่มี มันมีแต่สื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ แต่เดี๋ยวนี้มันมีการสมดุลกันในหลายด้าน ฉะนั้นสิ่งที่รัฐบาลทำในช่วงสถานการณ์สู้รบ โดยเฉพาะในช่วง เม.ย.-พ.ค. ที่หนักๆ ผมเชื่อว่ารัฐบาลไม่มีทางเลือก มีความจำเป็นที่จะต้องใช้วิธีการอย่างนั้นเพื่อยุติปัญหา"
แสดงว่า NBT ก็ไม่ต้องปรับเปลี่ยนอะไร
"ก็ขณะนี้สถานการณ์มันเปลี่ยนไปแล้วนี่ แต่การจะเปลี่ยนแปลงอะไร สถานีโทรทัศน์พวกนี้เขาก็มีผังรายการ มีระยะเวลาที่เขาทำสัญญา เราก็ต้องไปดูตรงนั้นด้วยส่วนหนึ่ง ขณะเดียวกันเราก็ต้องดูให้มันมีความเหมาะสม มีสมดุลให้มากที่สุด ส่วนเดิมก็อาจจะมีอยู่บ้าง มีอะไรมาเพิ่มเติม ผมก็ต้องมอบนโยบายให้ไป ผมเป็นรัฐมนตรี ผมไม่ได้มีหน้าที่ไปจัดผังรายการ ผู้บริหารเขามีหน้าที่จะต้องไปดำเนินการ มอบนโยบายลงไป แต่ผมคิดว่าขณะนี้ไม่ต้องฟังนโยบายผมมันก็ชัดแล้ว นโยบายนายกฯ ชัดยิ่งกว่านโยบายผมอีก ในแผนปรองดอง 5 ข้อ ก็คือเรื่องของความปรองดอง แต่วิธีการในแต่ละหน่วยงานแต่ละองค์กรก็ต้องมีวิธีการบริหารจัดการเพื่อจะนำไปสู่นโยบายปรองดองของท่านนายกรัฐมนตรี มันไม่ใช่ว่าเราเป็นเจ้าของกิจการแล้วสั่งให้คุณไปทำตรงนั้นตรงนี้ ไล่คนนั้นออกคนนี้เข้า ขณะเดียวกันเราก็ต้องสำรวจตรวจสอบให้มันมีความพอดีที่สุด"
ไม่แน่ว่าตัวเขาได้นั่งมอนิเตอร์บ้างหรือไม่ เพราะแม้จะไม่ใช่ช่วงการสู้รบอย่างที่รัฐมนตรีเปรียบเทียบแล้ว มีบางรายการที่ดูเหมือนว่าจะยังไม่ลดโทน ชัดสุดน่าจะเป็นรายการของ ดร.เจิมศักดิ์
"บางคนไม่ชอบรายการนี้ แต่ขณะเดียวกันก็มีที่บอกว่ารายการของ อ.เจิมศักดิ์ดีมาก ก็เหมือนอ่านบทความในหนังสือพิมพ์ ยังมีคนอ่านกลุ่มหนึ่งบอกชอบ อีกกลุ่มบอกไม่ชอบ สมัยก่อนเขาถึงบอกว่าเวลามองสื่อสองคนยลตามช่อง แล้วแต่ว่าใครมองในช่องไหน"
สังคมไทยอยู่ในภาวะที่เลือกเปิดรับสื่อเฉพาะที่ตัวเองเชื่อ
"คือเราใช้ความรู้สึกมากกว่าใช้ความรู้ เราจะรู้สึกโกรธรู้สึกเกลียดรู้สึกชิงชัง พอเรามีความรู้สึกนี้เราก็ไม่อยากใช้ความรู้ในการรับรู้อะไร เราอยากใช้ความรู้สึกในการแสดงออก ใช้ความรู้สึกในการรับรู้ เราไม่อยากใช้ความรู้ในการแสดงออก เราไม่อยากใช้ความรู้ในการรับรู้ ถ้าเราใช้ความรู้ในการรับรู้ก็จะต้องมีเหตุมีผล และก็ใช้ความคิดพิจารณา ทุกวันนี้ไม่แล้ว เราตั้งธงว่าเราอยากจะฟังในสิ่งที่เราอยากฟัง เราอยากจะเห็นในสิ่งที่เราอยากเห็น เราไม่อยากเห็นอะไรที่แตกต่างจากที่เราอยากเห็นอยากฟัง จริงๆ แล้วเราควรพร้อมที่จะฟังในสิ่งที่ต่างจากที่เราอยากฟังอยากเห็น และเรามีสิทธิ์ที่จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับเขาก็ได้ เหมือนเราอ่านหนังสือพิมพ์คอลัมน์หนึ่งก็มีสิทธิ์จะเห็นไม่ตรงกับอีกคอลัมน์หนึ่งก็ได้ คนอ่านหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นก็มีสิทธิ์ที่จะไปคิดเอาเอง มีสิทธิ์จะใช้วิจารณญาณเอาเอง ถ้าเราเคารพในความเป็นมนุษย์ของเขาว่าเขามีวิจารณญาณในการพิจารณาว่าอันไหนเหมาะสม อันไหนไม่เหมาะสม"
ถ้ามองในมุมกลับบนพื้นฐานความคิดนี้ การปิดสื่อของเสื้อแดงก็ไม่มีผลไปลดทอนความเชื่อของมวลชน เช่นเดียวกับคนที่ดู ASTV ก็ไม่มีอะไรไปเปลี่ยนความเชื่อเขาได้
"ผมคิดว่าในสถานการณ์ขณะนี้เราก็พยายามทำให้เกิดความสมดุลมากที่สุด ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย ความสมดุลมันหาได้ค่อนข้างยากในขณะที่สังคมมีความคิดที่แตกต่างกันสูง คุณจะให้มาสมดุลแค่คุณไม่สมดุลนิดเดียวคุณก็จะถูกประทับตราไปแล้วว่าอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วแต่ว่าคนนั้นเขาจะประทับตราอะไร"
ก่อนการชุมนุมใหญ่ของ นปช.รัฐบาลเองก็ถูกวิจารณ์ว่าล้มเหลวในการบริหารสื่อ เพราะตั้งรับมากเกินไป
"ก็ต้องบอกให้ชัดว่าล้มเหลวเรื่องอะไร หนึ่งเราอาจจะยอมรับ หรือถ้ามันไม่จริงเราก็บอกได้ว่ามันล้มเหลวเพราะอะไร ต้องว่าเป็นเรื่อง อย่าง NBT มันก็เปลี่ยนแปลงไปตลอด"
เปลี่ยนไปตามรัฐมนตรี
"ก็คือนโยบายรัฐบาล ผมว่ารัฐมนตรีไม่สามารถทำนโยบายตัวเองได้หรอก มันคือนโยบายรัฐบาล มันเปลี่ยนไปตลอด พอสมัยหนึ่งเสื้อเหลืองก็บุกไป NBT อีกยุคเสื้อแดงบุก NBT เพราะมันเป็นช่องทางเดียวที่ใครมาเป็นรัฐบาลที่จะสามารถใช้ช่องทางนั้นได้ในการพูดจา เวลาเราพูดจาอะไรออกไปมันต้องมีทั้งคนเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ในสิ่งที่เราพูดในสิ่งที่เราคิด เราพูดจากความคิดเรา ฉะนั้นก็เป็นเรื่องปกติที่สิ่งเหล่านี้จะถูกวิจารณ์ และโดยเฉพาะถ้ายิ่งพูดมากเท่าไหร่เราก็จะยิ่งโดนมากเท่านั้น ฉะนั้นสื่อกระแสหลักอื่นๆ เขาก็พยายามไปเล่นความบันเทิงดีกว่า ไม่ต้องมายุ่งเรื่องพวกนี้มาก ก็เสนอข่าวไปตามปกติ รายการที่จะมาพูดแสดงความคิดเห็นซึ่งอาจจะทำให้คนคิดกันหลายด้าน ก็มีให้น้อยที่สุด"
ข้อเสนอขององค์กรวิชาชีพสื่อเมื่อวันที่ 10 พ.ค. ระบุว่าให้เอกชนมาบริหาร NBT แทนกรมประชาสัมพันธ์ ดูจะไปในทิศทางเดียวกับแนวคิดขององอาจที่เห็นว่ารัฐบาลควรจะมีทีวีของตัวเองอีกช่องหนึ่ง เพื่อไม่ให้ถูกครหาว่าแทรกแซง NBT
"ใช่ ไม่อย่างนั้นก็จะมีข้อครหาทุกรัฐบาล ไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาล เพราะรัฐบาลไม่ได้มีช่องทางที่จะใช้สื่อกับประชาชน ถ้าคนในสังคมนี้เห็นว่ารัฐบาลไม่ควรไปใช้ช่องนี้ก็ต้องให้รัฐบาลมีอีกช่องหนึ่ง ไม่อย่างนั้นรัฐบาลจะไปบอกกับประชาชนอย่างไร ในเมื่อยุคนี้เดี๋ยวนี้ช่องทางการสื่อสารมีเยอะแยะ ซึ่งรัฐบาลเข้าไปแทรกแซงเขาไม่ได้ อย่างมากขอความร่วมมือ ซึ่งส่วนมากเขาก็ไม่อยากให้ขอความร่วมมือ เพราะเขาอยากทำธุรกิจเขามากกว่า"
ถือว่าเป็นฝันส่วนตัว
"คือผมคิดว่าเพื่อไม่ให้คนเขามาครหานินทาด้วย ถ้ามันทำได้ คนก็จะได้ไม่ต้องมาครหานินทา ผมก็เข้าใจว่าจริงๆ สื่อเอกชน สื่อของรัฐ ถ้าเราจัดซะให้มันชัดเจน อย่างสื่อของรัฐ รัฐไม่ได้มีเฉพาะรัฐบาล รัฐบาลเป็นส่วนหนึ่งของรัฐ รัฐมันยังมีอาณาเขต มีเรื่องวัฒนธรรม สังคม เรื่องของประชากร รัฐในความหมายทางรัฐศาสตร์ รัฐบาลคือส่วนหนึ่งของรัฐ แต่เนื่องจากรัฐบาลมีอำนาจอยู่ในมือที่จะกำกับดูแลหน่วยงานนี้เท่านั้น รัฐบาลก็เลยใช้ตรงนี้เป็นเครื่องมือ แต่ถ้าวันใดก็ตามหน่วยงานนี้ถ้ารัฐบาลไม่สามารถเข้าไป เหมือนอย่างรัฐบาลเข้าไปแทรกแซง TPBS ไม่ได้ เราก็ไปใช้เขาไม่ได้ เขาอยากออกที่รัฐบาลพูดเขาก็ออก เขาไม่อยากออกเขาก็ไม่ออก รัฐบาลไปยุ่งกับเขาไม่ได้ แต่ถามว่าถ้ารัฐบาลไม่มีอะไรเลยอยู่ในมือ ขณะเดียวกันรัฐบาลมีผลงานมีอะไรต่างๆ ที่อยากจะทำงานในเชิงนโยบาย ที่อยากจะบอกกับพี่น้องประชาชนที่เขาเสียภาษีมาให้รัฐบาลบริหารประเทศ และเขาอยากจะรู้ เราก็ไม่มีหนทางที่จะบอกเขา นอกจากบอกผ่านช่องทางสื่อปกติทั่วไป ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของสื่อนั้นๆ ซึ่งแน่นอนที่สุดอาจจะไม่ตรงกับดุลยพินิจของรัฐบาล เช่น เราอยากจะพูดเรื่องนี้สัก 10 ประโยค แต่สื่ออาจจะบอกฉันอยากจะลง 1 ประโยค ฉันอยากจะเผยแพร่สิ่งที่คุณพูดแค่ 1 นาที รัฐบาลบอกแหมพูด 1 นาทีคนยังฟังไม่รู้เรื่องเลย แล้วคุณไปสรุปเองก็อาจจะผิดไปจากที่รัฐบาลต้องการ ฉันอยากจะพูด 5 นาทีก็ไม่ได้ นี่ก็คืออีกเหตุผลหนึ่ง คือถ้าทำให้ชัดซะ มันจะได้หมดข้อครหานินทาไปไหม ไม่อย่างนั้นทุกรัฐบาลจะเจอสถานการณ์อย่างนี้"
รวมทั้งไม่ต้องเปลี่ยนอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ทุกครั้งที่เปลี่ยนรัฐบาล เพราะจะได้ไม่ต้องมานั่งระแวงว่าจะถูกวางยาเมื่อสัญญาณถ่ายทอดขัดข้อง
"ก็คาดการณ์กันไปอย่างนั้นอย่างนี้ อาจจะเทคนิคมันมีปัญหาเองก็ได้ ถ้าเราไปดูช่องอื่นมันก็เคยมีปัญหา ช่อง 3 ก็เคยมี แต่เราไม่คิด"
ก็น่าคิด เพราะเกิดเหตุขัดข้องช่วงรายการนายกฯ พบประชาชน
"ใช่ ก็เป็นเรื่องโชคร้ายของคนที่รับผิดชอบ"
อาจจะได้เห็นโฉมใหม่รายการนี้
"ผมกำลังคิดอยู่กับท่านนายกฯ แต่จะปรับเปลี่ยนบ้าง ตอนนี้ก็อยู่ระหว่างการพูดคุย อยู่ระหว่างตัดสินใจว่าจะดีหรือไม่ดี คือเวลานี้ข้อจำกัดมันมีเยอะเหมือนกัน เพิ่งผ่านวิกฤติมานายกฯ จะไปไหนทำอะไรนอกสถานที่ก็ต้องระมัดระวัง ฝ่ายความมั่นคงเขาระมัดระวังมาก เพราะว่ามันยังไม่ได้อยู่ในช่วงที่ไว้วางใจได้ร้อยเปอร์เซ็นต์เหมือนเหตุการณ์ปกติ เพราะฉะนั้นการปรับเปลี่ยนอะไรก็ไม่ใช่ง่ายอีก มันถึงต้องอยู่แต่ในสตูดิโอ ซึ่งคนดูบางคนก็บอกว่าน่าเบื่อ บางคนบอกก็ดี นายกฯ ดูดี เราก็ต้องฟังเสียงรอบด้านและก็มาชั่งดู และก็ต้องตัดสินใจ"
ถามว่าเหตุที่ถูกเปลี่ยนตัวมาแทนสาทิตย์ เพราะในช่วงเวลาที่ต้องการความปรองดอง บุคลิกที่ไม่สร้างศัตรู (เพิ่ม) แบบเขาจำเป็นอย่างยิ่ง
"ผมว่าท่านนายกฯ ก็คงมองหลายด้าน ต้องไปถามนายกฯ ว่าท่านคิดยังไง แต่รู้สึกว่าสื่อจะวิจารณ์กันไปในทำนองนั้น"
หลายคนลืมไปแล้วว่าองอาจเคยทำงาน นสพ.ชาวไทยหลังเรียนจบที่สวีเดน แน่นอนที่เขาจะย่อมรู้ดีว่าธรรมชาติของสื่อนั้นหากจะขอความร่วมมือ คุยกันนอกรอบจะได้ผลกว่าเป็นทางการ
"ขณะนี้การเมืองยุคใหม่ในระบอบประชาธิปไตย การเมืองสมัยใหม่มันไม่ใช่การเมืองเรื่องของการใช้อำนาจ เป็นการเมืองเรื่องของการประสาน ที่เขาเรียก co-operate ประสานความร่วมมือซึ่งกันและกัน เพราะอำนาจขณะนี้ไปอยู่กับประชาชน อำนาจขณะนี้ไปอยู่กับองค์กรอิสระ อำนาจขณะนี้ไปอยู่กับภาคประชาสังคมมากขึ้น เพราะฉะนั้นนักการเมืองต้องปรับตัวเองด้วย ประชาชนก็ต้องปรับตัวเอง ประชาชนบางคนมาบอกองอาจคุณไปปิดหนังสือพิมพ์นั่นหน่อยสิ อ่านแล้วเนี่ยมันด่าอยู่ได้ทุกวัน เพราะประชาชนก็อยากใช้อำนาจเหมือนกัน ก็คิดว่าเมื่อคนที่เขาเลือกไปเป็นรัฐมนตรี คุณไปใช้อำนาจแทนผม ผมเลือกคุณไปเป็น ส.ส. เป็นรัฐมนตรี ผมอ่านทุกวันฉบับนี้มันแย่จริงๆ ผมไปงานศพเจอชาวบ้านบอกองอาจคุณไปปิดหน่อยสิ ปล่อยให้มันด่ารัฐบาลอยู่ได้ยังไง อ่านทุกวันด่าทุกวันจนผมไม่อ่านแล้ว ผมมีเวลาผมจะนั่งคุย ผมจะบอกพี่ผมไม่ได้มีอำนาจไปสั่งปิดหนังสือพิมพ์ใคร หนังสือพิมพ์เขาเป็นสื่อกระแสหลัก เขาประกอบวิชาชีพ ถ้าพี่เห็นว่าเขาด่าทุกวัน พี่ก็อย่าไปซื้อเขาอ่าน พี่ก็ไปซื้อที่พี่อยากอ่าน พี่ก็ต้องฟังที่เขาด่าบ้าง อ่านที่เขาไม่ด่าด้วยก็อ่านหลากหลายไป ผมก็ชี้แจงให้ฟัง อ้าวเหรอคุณไม่มีอำนาจไปทำอะไรเลยเหรอ บอกไม่มีพี่ เขามีสิทธิเสรีภาพ เพราะฉะนั้นขณะนี้วัฒนธรรมประชาธิปไตยประเทศจะเดินหน้าไปสู่ประชาธิปไตย วัฒนธรรมประชาธิปไตยมันต้องช่วยๆ กันสร้างขึ้นมาด้วย นักการเมืองก็ต้องสร้าง นักการเมืองต้องไม่ใช้อำนาจ และจริงๆ กฎหมายก็ลดอำนาจนักการเมืองไปเยอะพอสมควร ถ้าเป็นสมัยก่อนไม่มี กสช. กทช. นักการเมืองอาจจะมีอำนาจ ออกกฎกระทรวงอย่างนั้นอย่างนี้ ปิดอันนั้นได้ปิดอันนี้ได้ แต่เวลานี้เขาให้ภาคประชาชนมีอำนาจมากขึ้น องค์กรอิสระ ภาคประชาสังคมต่างๆ ดังนั้นกระบวนการการทำงานของผมก็คือลักษณะของการสร้างการมีส่วนร่วม ประสานความร่วมมือเพื่อนำไปสู่ความปรองดองและการแก้ไขปัญหาต่างๆ มันไม่มีทางอื่น"
องอาจรับว่างานปฏิรูปสื่อยากตรงที่ต้องระมัดระวัง เพราะมีเส้นบางๆ คั่นระหว่างคำว่า 'ปฏิรูป' และ 'แทรกแซง' สื่อ
"แม้แต่จะพูดถึงคณบดีนิเทศศาสตร์ยังต้องใช้คำว่าขอความร่วมมือนะ ถ้าไปบอกเราสั่งให้คณบดีไปคุยกันมาซิในแวดวงวิชาการ พูดอย่างนี้ผมตายเลยนะ ฉะนั้นคำพูดคำเดียวยังต้องระวังเลย เพราะไม่อย่างนั้นมันปรองดองไม่ได้ มันขอความร่วมมือใครไม่ได้ มันไม่สามารถประสานความร่วมมือที่จะทำงานไปสู่เป้าหมายได้"
หากจะให้แผนปรองดองบรรลุผล รัฐเองก็ต้องอย่ามองสื่อกระแสหลักหรือกระแสรองที่นำเสนอเนื้อหาที่พอจะเป็นกลางอยู่บ้าง แต่ไม่ถูกใจว่าเป็นศัตรูของรัฐ บางสื่อเสนอต่างนิดเดียวก็บอกว่าเขาเป็นสื่อเสื้อแดง ทั้งที่เป็นการเผยแพร่ความเห็นเชิงวิชาการ
"ถ้าเป็นความเห็นผม เขาจะเขียนเป็นอีกฝ่ายก็เขียนได้ เขียนไปเลยผมก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร ประชาชนก็ใช้ความคิดพิจารณา เราในฐานะผู้บริโภคสื่อเราก็ใช้ความคิดพิจารณาสิ สิ่งเหล่านี้มันไม่เกิดขึ้นในวันเดียวหรอก กว่าจะมาถึงวันนี้ กว่าประเทศจะพัฒนาทอนอำนาจนักการเมืองไปสู่อำนาจประชาชนมากขึ้น มันก็ใช้เวลา ผู้คนที่บริโภคสื่อต่างๆ เขาก็ต้องใช้เวลาในการปรับตัว ที่จะพร้อมที่จะรับสื่อที่เราไม่อยากรับ อย่ารับสื่อเฉพาะที่เราอยากรับ เรารับความหลากหลายความแตกต่าง เราใช้ความคิดพิจารณา ผมไม่อยากใช้คำว่าสีแดงสีเหลือง ถ้าคุณเชื่ออย่างนี้คุณก็เชื่อไปสิ จะมีสื่อสิ่งพิมพ์ที่ชอบที่มีความคิดแบบ A พวกที่คิดแบบ A ก็ไปซื้ออ่านกันไป ก็ไม่มีใครว่าอะไร ชอบแบบ B ก็ซื้อแบบ B อ่านไป หรือแบบทั้ง A ทั้ง B อยู่ในเล่มเดียวกันก็มีนะ บางเล่มเราก็เห็น การ์ตูนหน้าหนึ่งแบบหนึ่งเลย การ์ตูนอีกหน้าก็อีกแบบหนึ่ง ก็มีหลากหลายให้เลือก แต่ผมคิดว่าสังคมประชาธิปไตยจะทำอย่างไรให้คนรู้สึกว่านี่คือเรื่องปกติ อย่าไปตำหนิติเตียนเขา แต่ถ้าเขาทำอะไรที่ผิดกฎหมายเมื่อนั้นแหละคุณต้องไปจัดการ ถ้าเขายังไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมาย การแซงก์ชั่นทางสังคมก็อาจจะทำได้ บางเรื่องมันไม่ถึงขั้นผิดกฎหมาย แต่บางทีมันต้องแซงก์ชั่นทางสังคม กระบวนการสังคมมันจะขัดเกลามันจะหล่อหลอมมันจะปะทะกันบ้าง crack กันบ้าง ไปเรื่อยๆ และมันจะไปสู่จุดหนึ่งที่มันจะพอดี บ้านเมืองที่เขาเป็นประชาธิปไตยที่เขาลงตัว ไม่ใช่อยู่ดีๆ แล้วมันเกิดขึ้น ก็เป็นเหมือนที่เราเป็นอย่างนี้ แต่มันพัฒนาไปเรื่อยๆ แต่บังเอิญว่าขณะนี้เราอยู่ในช่วงที่ยากลำบากของกระบวนการประชาธิปไตยในบ้านเมืองของเรา เพราะมีผู้ไม่หวังดี มีผู้พยายามแสวงหาประโยชน์จากกระบวนการประชาธิปไตย เพื่อประโยชน์ของตัวเองมากกว่าที่จะคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม มันถึงเกิดปัญหานี้ กระบวนการประชาธิปไตยเป็นเรื่องสวยงามดีงาม แต่เราไปแสวงหาประโยชน์เพื่อนำไปสู่เป้าหมายของตนเอง ซึ่งแต่ละคนก็มีสาระซ่อนเร้นของตัวเอง แต่รู้ว่านี่เป็นเครื่องมือ รู้ว่าประชาธิปไตยนี่คือเครื่องมือที่จะนำมาใช้ ฉะนั้นสังคมต้องเรียนรู้ร่วมกัน ช่วยกันหาทางออกและก็ช่วยกันให้สามารถเดินหน้าไปได้ ถึงแม้มันจะยากลำบาก ผมว่ามันก็ยังเดินไปได้"
"โดยส่วนตัวผมไม่ค่อย mind นะว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์หรือสื่อทางเลือกไหนที่เสนอความเห็นของตัวเองอะไรต่ออะไรไป อย่างเดียวเลยก็ได้ คุณมีสิทธิเสรีภาพที่จะไปเสพสิ่งเหล่านั้น เสพแล้วจะเชื่อหรือไม่เชื่อคุณก็มีสิทธิเสรีภาพ คนเชื่อแล้วเปลี่ยนใจก็มี มันก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง มันไม่มีอะไรตายตัว ไม่อย่างนั้นโลกนี้ก็ไม่ต้องเปลี่ยนแปลง ทุกอย่างก็ตายตัวตั้งแต่พันปีที่แล้วอยู่จนถึงวันนี้ โลกมันเปลี่ยนตลอด เพราะว่าคน ความคิด จิตใจ กับสภาพแวดล้อม มันมาบูรณาการกัน ทำให้การตัดสินใจความคิดพัฒนาไปเรื่อยๆ และผมก็ยังเชื่อมั่นว่ามันจะเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีกว่า บ้านเมืองเราทุกวันนี้มันก็เปลี่ยนแปลงมาเรื่อยๆ จนถึงทุกวันนี้มันก็ดีกว่าในอดีตที่ผ่านมา เพียงแต่ว่าช่วงเวลาขณะนี้เป็นช่วงเวลาที่เกิดปัญหา ก็เหมือนบ้านเมืองอื่นๆ เยอะแยะ แอฟริกาใต้กว่าจะมีวันนี้เขาก็ผ่านมาเยอะ ฉะนั้นเราก็อยู่ในช่วงของการต้องผ่านปัญหาและอุปสรรคไปให้ได้ และไม่มีปัญหาอุปสรรคใดๆ ผ่านได้โดยที่คนในชาติไม่ร่วมมือกัน คนส่วนมากในชาติ เราจะไปเรียกร้องทุกคนในชาติบางทีมันเกินความเป็นจริง ปัญหาอุปสรรคทุกอย่างผ่านพ้นได้ถ้าคนส่วนมากในชาติเห็นพ้องต้องกันในเรื่องนั้น ท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ก็ทำแผนปรองดองไม่สำเร็จถ้าคนส่วนมากไม่เห็นพ้องต้องกัน นายกฯ อภิสิทธิ์คนเดียวไปปรองดองกับใครไม่ได้อยู่แล้ว คณะรัฐมนตรีทั้งคณะก็ทำไม่สำเร็จ ทุกกระทรวงทำก็ไม่สำเร็จ มันเป็นเรื่องของทุกภาคส่วน ถ้าคิดตรงกันก็เดินไปด้วยกัน ถ้าเขาคิดว่าไม่ควรปรองดองควรจะฟัดกันให้พังกันไปข้างหนึ่ง ควรจะฟัดกันต่อ มันก็ปรองดองไม่ได้ แต่วันนี้ผมไม่เชื่อว่าคนส่วนมากคิดอย่างนั้น ผมว่าผู้คนส่วนมากขณะนี้สนับสนุนรัฐบาลเรื่องแผนปรองดอง เขาอยากเห็นความปรองดองเกิดขึ้นในชาติบ้านเมือง เขาต้องการชีวิตที่ปกติสุขเสียที ผมคิดว่ามันไม่มีอะไรสำเร็จร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ผมคิดว่ามันสำเร็จ มันอาจจะไม่ร้อยเปอร์เซ็น มันอาจจะไม่ได้อย่างที่เราต้องการเห็นทั้งหมด"
จากนี้ไปต้องใช้สื่อรัฐเป็นเครื่องมือสำคัญเพื่อขับเคลื่อนแผนปรองดอง
"ที่จริงไม่ควรพูดว่าเฉพาะใช้สื่อของรัฐนะในการปรองดอง มันต้องใช้กระบวนการการสื่อสารทั้งหมด เพื่อนำไปสู่ความปรองดอง ตั้งแต่เนื้อหาของสื่อ ช่องทางการสื่อสารต่างๆ ซึ่งมันมีเยอะแยะมากมาย แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือว่าคณะกรรมการที่เขาทำเรื่องการปรองดองต้องกำหนดมาให้ชัดเจนว่าอะไรที่เป็นความต้องการร่วมกันในเรื่องของความปรองดอง และเราก็ควรจะสื่อสิ่งเหล่านั้น ใช้กระบวนการสื่อสารในเนื้อหาสาระที่ไปในทิศทางเดียวกัน ช่องทางหลายๆ ช่องทางการสื่อสารต้องใช้ให้หมด เพื่อนำไปสู่การปรองดอง เพราะคนในสังคมส่วนมากเขาคือคนที่อยากเห็นความปรองดอง ในทางการเมืองจะมีคนกลุ่มหนึ่งชอบอย่างหนึ่ง คนอีกกลุ่มชอบอย่างหนึ่ง ผมไม่อยากจะบอกว่าฝ่ายค้านฝ่ายรัฐบาล แต่จะมีคนกลางๆ ที่พร้อมจะชอบหรือไม่ชอบทั้งสองด้าน ก็แล้วแต่ประเด็น แล้วแต่เหตุการณ์ เงื่อนไข คนกลางๆ เหล่านี้คือคนส่วนมากที่เขาใช้ความคิดพิจารณา เวลาเขาจะตัดสินปัญหาอะไรของบ้านเมืองแต่ละครั้งแต่ละหน เพราะฉะนั้นผมถามว่าสถานการณ์บ้านเมืองมาถึงวันนี้ ถ้าเป็นนายกฯ คนอื่น เป็นรัฐบาลอื่น สถานการณ์อย่างนี้ บ้านเมืองจลาจลวุ่นวายเผากันวินาศสันตะโร รัฐบาลอาจจะอยู่ไม่ได้ แต่พอมาเป็นรัฐบาลนี้ นายกฯ คนนี้ คนกลางๆ ส่วนมากที่ยังอยู่ได้ เพราะคนกลางๆ ส่วนมากเขาได้พิจารณาแล้ว ถ้าเขาเห็นว่ารัฐบาลไม่สมควรอยู่ คนกลางๆ เหล่านี้เขาก็จะออกมาทำให้รัฐบาลอยู่ไม่ได้ แต่ขณะนี้สังคมต้องการความปรองดอง"
นั่นเพราะสื่อกระแสหลัก-คนชั้นกลางยังอุ้มอยู่
"ก็ต้องถามคนเหล่านั้น ทำไมเขายังเห็นว่ารัฐบาลควรอยู่ต่อไป ต้องถามคนเหล่านั้น"
เหมือนเป็นข้ออ้างเพื่อสร้างความชอบธรรมให้ตัวเองว่าต้องอยู่ต่อไปเพื่อภารกิจปรองดองให้สำเร็จใน 6 เดือน
"นายกฯ ไม่ได้ไปกำหนดถึงขนาดนั้น แต่หลังจากประชุมก็คาดหวังว่าถ้าภายในสิ้นปีมันมีความชัดเจน เพราะขณะนี้ทุกฝ่ายก็พยายามไปทำกระบวนการต่างๆ ระหว่างทำมันก็เป็นการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนไปด้วยในตัว อย่างเช่นเสาร์-อาทิตย์นี้นายกฯ ก็จะไปงานสันนิบาตทั่วประเทศ จัดประชุมแสวงหาหนทางแห่งความปรองดองที่หาดใหญ่ นี่ก็เป็นกระบวนการหนึ่ง คนในภาคส่วนท้องถิ่นส่วนหนึ่งคือเทศบาลก็เห็นว่าแนวทางนายกฯ ถูกต้อง นายกฯ เชิญชวนเขาก็จัดประชุม เชิญนายกฯ ไปร่วมให้ความคิดความเห็น แต่ไม่ใช่เราไปสั่งสันนิบาตเทศบาลคุณรวมตัวกันนะ เราจะมาสั่งให้คุณปรองดองกันนะ พรุ่งนี้ต้องปรองดองกันนะ มันสั่งไม่ได้ ปรองดองต้องเกิดขึ้นจากประชาชน ประชาชนส่วนมาก แน่นอนที่สุดก็มีประชาชนอีกส่วนหนึ่งอาจจะไม่อยากปรองดองก็ได้ ผมและนายกฯ ก็คิดว่าเป็นเรื่องปกติในสังคมประชาธิปไตย แต่เราก็ต้องมีวิธีการที่จะทำให้ประเทศมันเดินหน้าไปได้ด้วย คนที่ไม่อยากปรองดองคุณจะแสดงความไม่เห็นด้วยก็ได้ เช่น คุณมาแสดงความเห็นคัดค้าน อ.คณิต มาเป็นประธาน คุณก็แสดงได้ แต่อย่าใช้ความรุนแรงเท่านั้นเอง คุณอย่าไปเผาบ้าน อ.คณิต ไปทำอะไรต่ออะไร ไม่เห็นด้วยกับอะไรก็แสดงความเห็นได้ แสดงความเห็นเพื่อก่อให้เกิดพลัง คนเขาไม่เห็นด้วยเหมือนคุณเยอะๆ เสียงมันก็จะดัง"
"ผมคิดว่าอันนี้มันเป็นหลักสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นมันต้องดำรงอยู่ เป็นหลักพื้นฐานของสังคมประชาธิปไตย ทำอย่างไรให้คนที่มีความเห็นต่างกันอยู่ร่วมกันให้ได้ แต่อย่าใช้ความรุนแรง ผมว่านี่คือหัวใจในขณะนี้ และมันจะนำไปสู่ความปรองดองได้ด้วย เมื่อไม่ใช้ความรุนแรงก็ว่ากันด้วยเหตุด้วยผลแทน ความรุนแรงมันเต็มไปด้วยอารมณ์เป็นพื้นฐาน และถ้ามีคนไปช่วยวางแผนให้มันรุนแรงอีก บวกกับอารมณ์ด้วยบวกกับการวางแผนด้วยมันก็หนักขึ้น เฉพาะอารมณ์มันก็แรงอยู่แล้ว"
///////////////////
ล้อมกรอบ
เชื่อใจโค้ช
"ผมเป็นนักกีฬาเก่า ผมเชื่อในผู้จัดการทีมเชื่อในโค้ช ผมเชื่อในหัวหน้าทีม ผมเองเคยเป็นหัวหน้าทีมบาสเกตบอล เพื่อนผมมันอยากจะลงสนามให้ได้ ผมบอกเฮ้ยเอ็งลงไม่ได้ เอาคนนี้ลงก่อน ผมมีเหตุผลของผม มันบอกเฮ้ยขอลงหน่อยสิวันนี้แฟนมายืนดูอยู่ ไม่ได้ คุณจะคิดแต่ส่วนตัวได้ไง ผมรู้ว่าเมื่อเรามีหัวหน้าทีมเราต้องให้เขาตัดสินใจ ไว้วางใจเขา"
เป็นการวางตัวในลักษณะที่เรียกว่า good boy ในพรรคเก่าแก่และมีวัฒนธรรมเฉพาะตัวที่คนภายนอกมองว่ามีความขัดแย้งแย่งเป็นรัฐมนตรีกันให้วุ่น แต่ไม่นานก็เคลียร์กันลงตัว เห็นได้จากแรงกระเพื่อมล่าสุดที่ปรับไพฑูรย์ แก้วทอง ออกจากรัฐมนตรีแรงงาน ผ่านไปไม่กี่วันหมอกควันแห่งความขัดแย้งก็เริ่มจาง
"ผมคิดว่า ส.ส.ส่วนมากที่มาอยู่ประชาธิปัตย์ พื้นฐานเขาได้ตัดสินใจแล้วว่าคุณต้องเน้นเรื่องอุดมการณ์เป็นหลัก เรื่องอื่นต้องเป็นรอง ฉะนั้นคนเหล่านี้เขามีทางเลือกอยู่แล้วก่อนมาอยู่ประชาธิปัตย์ จะเป็น ส.ส.ภาคกลาง ภาคตะวันออก เขามีทางเลือกจะไปอยู่พรรคไหนก็ได้ แต่ทำไมเขาตัดสินใจ บางคนสมัคร ส.ส.ตกตั้ง 2-3 ครั้ง ก็ยังยอมอยู่ ฉะนั้นพื้นฐานเขาคือเป็นนักการเมืองที่มีอุดมการณ์ ส่วนมากเป็นอย่างนั้นนะ ลองไปเช็กประวัติดู เพราะฉะนั้นนักการเมืองที่มีพื้นฐานอุดมการณ์โอกาสเปลี่ยนแปลงไม่ใช่ง่าย ต้องตัดสินใจหนักเวลาจะย้ายพรรค ตัดสินใจลำบากมาก ถ้าไม่เหนือบ่ากว่าแรงจริงๆ แบบทนไม่ไหวจริงๆ แต่ขณะนี้ผมดูสถานการณ์ยังไม่เลวร้ายขนาดจะก่อให้เกิดปัญหา ผมเชื่อว่ายังเป็นสถานการณ์ที่พูดคุยกันได้ ขณะนี้ผมว่านักการเมืองหลายคนก็ต้องตัดสินใจคิดว่าบ้านเมืองมันยังอยู่สภาพนี้ ต้องคิดเรื่องตัวเองและเรื่องส่วนรวม แล้วแต่ว่าคุณจะคิดส่วนไหนมากกว่ากัน เราไม่ไปตำหนิใคร"
ในการเลือกตั้ง ส.ข.ที่เพิ่งผ่านไป พรรคประชาธิปัตย์ยึดมาได้ถึง 10 เขต จากทั้งหมด 14 เขต ในฐานะผู้อำนวยการเลือกตั้ง ส.ก.-ส.ข.ของพรรค องอาจก็ยังรับว่าเหนือความคาดหมาย
"ยอมรับว่าเหนือความคาดหมาย ตอนแรกผมตั้งเป้าว่าน่าจะชนะมากกว่าเดิม เดิมที่มี 27 คน ก็คาดว่าจะได้อีกเท่าหนึ่งก็เป็น 54 แต่คราวนี้ปาไป 3 เท่า"
อย่างนี้ในสนามเลือกตั้งใหญ่ถือว่าได้เปรียบจากความเพลี่ยงพล้ำของ นปช.และเพื่อไทย
"มันขึ้นอยู่กับสถานการณ์การเมืองในขณะนั้น คนกรุงเทพฯ ตัดสินใจเลือกผู้แทนแต่ละครั้งเขาพิจารณาองค์ประกอบรอบด้านนะ เขาพิจารณาตั้งแต่สถานการณ์การเมืองในขณะนั้น พิจารณาพรรคที่สังกัด ตัวผู้สมัคร นโยบาย องค์ประกอบอื่นๆ ปลีกย่อยอีกเยอะแยะ เพราะฉะนั้นเราไม่รู้ว่าตอนนั้นสถานการณ์การเมืองเป็นอย่างไร สถานการณ์การเมืองขณะนี้เราต้องไปทำสำรวจวิจัยว่าองค์ประกอบต่างๆ เปอร์เซ็นต์มันไปทางไหนมากกว่ากัน สมมติว่าผลสำรวจออกมาว่าเขาตัดสินใจออกมาใช้สิทธิเลือกผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ เพราะสถานการณ์การเมืองที่เขาอยากให้กำลังใจรัฐบาล เขาเห็นว่ารัฐบาลทำถูก ก็ขึ้นอยู่กับว่าสถานการณ์การเมืองในอนาคตมันจะเป็นอย่างไร แต่ถ้าเขาตัดสินใจเลือกเพราะผู้สมัคร สถานการณ์การเมืองก็ไม่เกี่ยว อันนี้เราต้องไปดูกัน ทุกอย่างมันเปลี่ยนแปลงได้ตลอด ขึ้นอยู่กับการกระทำของรัฐบาลและขึ้นอยู่กับการกระทำของฝ่ายค้านและเสื้อแดง หลังจากนี้ไป".








